Werner Bischof กวีแห่งการถ่ายภาพวารสาร
ผมได้เห็นงานของแวร์แนร์ บิสชอฟ (Werner Bischof) ก็เพราะเพื่อนช่างภาพคนหนึ่งแนะนำ และให้ยืมหนังสือภาพของบิสชอฟกลับมาบ้าน เพื่อนคนนี้บอกว่าแล้วผมจะชอบงานของช่างภาพสวิสคนนี้ แม้ว่าหนังสือที่เพื่อนให้ยืมมาจะมีบทความเกี่ยวกับประวัติและผลงานของบิสชอฟอยู่ด้วย แต่ผมอ่านภาษาฝรั่งเศสไม่ออกในตอนนั้น ได้แต่ชื่นชมผลงานของเขาว่ามันเต็มไปด้วยอารมณ์ ซึ่งแม้ว่าเหตุการณ์ที่บิสชอฟไปถ่ายจะเกี่ยวกับความทุกข์ยากจากสงครามและความยากจน แต่ภาพถ่ายของเขาแสดงให้เราเห็นความหวัง ภาพถ่ายของบิสชอฟไม่ได้รุนแรง ปลุกเร้า ด้วยภาพสงครามและซากศพ ทว่าอ่อนโยนและลุ่มลึก
แวร์เเนร์ บิสชอฟ เป็นเหมือนกวีของการถ่ายภาพวารสารที่พรรณาถึงความทุกข์ยากแร้นแค้นของผู้คนในโลกที่สามด้วยภาพถ่าย เขาเริ่มออกสำรวจความยากแค้นของชาวยุโรปเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยตระเวนไปทั่วฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมัน และยุโรปตะวันออก หลังจากนั้นชะตากรรมก็ผลักดันให้เขาเดินทางออกนอกประเทศเพื่อไปเก็บเอาเรื่องราวในเอเชีย และนำภาพถ่ายที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าและความงามกลับมาให้คนในอีกซีกโลกหนึ่งได้เห็น
เขาบันทึกภาพการขาดแคลนอาหารในอินเดีย ญี่ปุ่นหลังสงคราม และสงครามเกาหลี เราไม่ได้เห็นภาพโหดร้ายของสงคราม แต่เราเห็นสิ่งที่สงครามทิ้งไว้ให้ ความยากแค้นและความทุกข์

Walcheren, ฮอลแลนด์ 1945

Fribourg-en-Brisgau, เยอรมัน 1945

Bihar, อินเดีย 1951

คนขาดอาหารบนถนน Patna, อินเดีย 1951
ต่อมาเขาข้ามไปยังอเมริกาใต้เพื่อสำรวจชีวิตของชาวมาชูปิชูในประเทศเปรู และที่นั่นเองที่ทำให้กวีแห่งภาพถ่ายประสบอุบัติเหตุและเสียชีวิต หลังจากบันทึกชีวิตของผู้คนในเวลาเพียง 8 ปี วงการภาพถ่ายวารสารได้สูญเสียช่างภาพฝีมือดีผู้มีความมุ่งมั่นคนหนึ่งในประวัติศาสตร์
แวร์แนร์ บิสชอฟ เป็นชาวสวิส เกิดเมื่อปี 1916 เริ่มเรียนวิชาศิลปะที่มหาวิทยาลัยศิลปะในซูริช สวิสเซอร์แลนด์ แต่เขารู้จักการถ่ายภาพตั้งแต่เด็ก เพราะพ่อของเขาชอบถ่ายภาพและอัดรูปในห้องมืดเป็นงานอดิเรก ตอนเด็กๆ เขาจึงเป็นแบบและช่วยพ่อทดลองเทคนิคการถ่ายภาพด้วยความสนุกอยู่เสมอๆ
ในวัยหนุ่มเขาเลือกเรียนวิชาศิลปะ แต่ในที่สุดเมื่อถึงเวลาต้องเลือกสายวิชาอย่างจริงจัง เขาตัดสินใจเลือกวิชาถ่ายภาพ เขาชอบออกไปถ่ายภาพธรรมชาติและสัตว์ และสามารถใช้เวลาเป็นวันๆ ในการสำรวจต้นไม้ใบหญ้า นอกจากนั้นแล้วในช่วงเวลานี้เขาได้ทดลองเรื่องการจัดแสงด้วยเทคนิคต่างๆ ในสตูดิโอ การถ่ายภาพแบบรายงานเหตุการณ์ และเทคนิคการล้างฟิล์มด้วยสารเคมีและเวลาต่างๆ รวมไปถึงการทำงานในห้องมืดอัดรูปด้วยกระดาษแบบต่างๆ เพื่อให้ได้ผลที่ออกมาแตกต่างกัน นอกจากกนั้นยังได้เรียนการออกแบบกราฟฟิคและการจัดหน้านิตยสาร อย่างไรก็ตาม เขายังไม่แน่ใจว่าจะเลือกอะไรดีระหว่างการเป็นศิลปินกับช่างภาพ
ช่างภาพและการสบตากับความทุกข์ยาก
เหตุการณ์หนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงสัญชาตญาณของบิสชอฟที่มีต่อการถ่ายภาพรายงานเหตุการณ์ วันหนึ่งเมื่อเกิดเพลิงไหม้ที่แล็บทดลองในมหาวิทยาลัย บิสชอฟได้ไปถ่ายรูปเหตุการณ์ครั้งนั้น และกลับมาพร้อมกับภาพถ่ายชุดหนึ่งที่แสดงสีหน้าแววตาที่ตื่นตระหนกของผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ แต่ไม่มีรูปเพลิงไหม้อาคารเลย อาจารย์ของเขาบอกว่าภาพเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญต่อปฏิกริยาของมนุษย์มากกว่าเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้า และนี่เป็นสัญญาณแรกๆ ที่แสดงให้เห็นว่าช่างภาพหนุ่มคนนี้มองโลกด้วยสายตาแบบไหน อย่างไรก็ตาม เมื่อเรียนจบเขาได้เข้าทำงานในบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง และเส้นทางอาชีพของเขาก็ดูเหมือนจะไปได้ดี เขามีชื่อเสียงไม่น้อยในฐานะช่างภาพโฆษณาและแฟชั่น
เส้นทางชีวิตของบิสชอฟหักเหจากช่างภาพโฆษณาและแฟชั่น กลายเป็นช่างภาพวารสารราวๆ ทศวรรษ 1940 เมื่อบรรณาธิการของนิตยสารภาพถ่าย DU ในสวิสเซอร์แลนด์ เริ่มขอให้เขาถ่ายภาพคนมากขึ้น หลังจากตีพิมพ์ภาพหุ่นนิ่ง (still life) และภาพถ่ายธรรมชาติที่โดดเด่นของเขาในการเล่นกับองค์ประกอบและแสง เมื่อเขาได้เดินทางไปปารีส เขาได้เห็นงานเชิงวารสารมากมาย และเขาเขียนไว้ในบันทึกว่า “เขาได้เปิดหูเปิดตา และได้เรียนรู้ที่จะมอง”

ผู้รอดชีวิตจากระเบิดปรมาณู เมืองฮิโรชิมา ญี่ปุ่น, 1951

วัดเมจิ โตเกียว ญี่ปุ่น 1952

นักบวชในวัดเมจิ โตเกียว ญี่ปุ่น 1951


การต้อนรับจักรพรรดิที่เมืองฮิโรชิมา ญี่ปุ่น 1951

หญิงเต้นอาโกโก โตเกียว ญี่ปุ่น 1951

พระเซ็นในวัดเรียวอันจิ เกียวโต ญี่ปุ่น 1951
หลังสงครามยุติ เขาเดินทางไปในเยอรมันและยุโรปตะวันออกเพื่อสำรวจชีวิตหลังสงคราม เขาเดินทาง เขาจดบันทึก เขาถ่ายภาพ เพื่อตีพิมพ์ลงในนิตยสาร DU เรารับรู้ว่าเขาเกลียดสงครามและจิตใจละเอียดอ่อน เขาท้อและรู้สึกเศร้าที่จะต้องถ่ายภาพผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยากและทรมานอยู่ในเงื่อนใขการดำรงชีพที่ต่ำและบอบช้ำ แต่ภาพถ่ายของบิสชอฟไม่ได้ถ่ายทอดถึงความสิ้นหวัง ในทางตรงข้าม เขาถ่ายทอดความหวังของมนุษย์ที่จะสร้างชีวิตขึ้นมาใหม่หลังจากความหายนะจากฝีมือของตัวเอง
เมื่อเริ่มต้นกึ่งกลางศตวรรษ แวร์แนร์ บิสชอฟ เริ่มเดินทางออกนอกยุโรป มุ่งสู่เอเชียเพื่อไปถ่ายภาพและสำรวจชีวิตในอีกซีกหนึ่งของโลก เขาไปอินเดียและรายงานเหตุการณ์ปัญหาที่กระทบประชาชนชาวอินเดียอย่างมากในเวลานั้น ความอดอยากหิวโหยและขาดอาหาร ให้กับนิตยสาร Life งานของบิสชอฟเรื่อง Food story นี้มีพลังและถ่ายทอดความความเป็นจริง ความสิ้นหวัง และความเวทนาได้อย่างทรงพลัง งานชิ้นนี้ส่งผลให้องค์การเพื่อมนุษยชนในอเมริกายืนมือเข้าช่วยเหลืออินเดียในเวลาอันรวดเร็วและไร้ซึ่งข้อกังขาใดๆ
แม้ว่าการได้พบเห็นความทุกข์ของมนุษย์จะทำให้เขาเศร้าและท้อแท้ต่อชะตากรรมของผู้ร่วมโลก แต่เขาตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าเขาจะทำงานในฐานะช่างภาพวารสารต่อไป เพื่อความหวังที่ว่าสิ่งที่เขาเป็นประจักษ์พยานต่อสิ่งเหล่านี้และนำไปเล่าให้คนอีกซีกโลกหนึ่งได้เห็นชีวิตความเป็นจริงจะตระหนักได้ถึงความทุกข์ยาก และนำมาซึ่งความช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน อย่างไรก็ตาม แม้ประเด็นหลักของการทำงานอยู่ที่การเล่าถึงความทุกข์ยากของมนุษย์ แต่ก็ใช่ว่าภาพถ่ายของบิสชอฟจะเศร้ารันทดไปซะหมด ผ่านภาพถ่ายของบิสชอฟ เราไม่รู้สึกถึงระยะห่างของคนที่เฝ้ามองอยู่ห่างๆ และไม่รู้สึกถึงสายตาที่เย็นชา แต่เราสัมผัสได้ถึงความหวัง ความเห็นอกเห็นใจ และความเข้าใจ เหมือนมีใครเอามือมาลูบหลังปลอบประโลมใจเมื่อเราตกอยู่ในความเศร้า

นักโทษสงครามที่เมืองโกเจ โด เกาหลี 1952

นักโทษที่อายุน้อยที่สุดในค่ายกักกันเมืองโกเจ โด เกาหลี 1953

ปูซาน เกาหลีใต้ 1951
กวีผู้แสวงหาความงาม
ในช่วงเวลาเดียวกันที่เขาอยู่อินเดีย ไกลออกไปทางตะวันออกได้มีสงครามก่อตัวขี้นครั้งใหม่ที่เกาหลี เขาถูกส่งตัวไปยังสมรภูมิเพื่อรายงานความเป็นไปของสถานการณ์ แต่เขาปฏิเสธที่จะถ่ายภาพความรุนแรงของสงคราม เขาบอกว่าถ้าจะให้เขาไปถ่ายรูปผลกระทบของสงครามและผลกระทบต่อชีวิตของมนุษย์ เขายินดีอย่างยิ่ง แต่หากต้องการให้เขาไปถ่ายรูปความรุนแรงที่ช็อคต่อความรู้สึก เขาขอสละสิทธิ์ มันคือการยืนยันจุดยืนและการมองโลกของเขาซึ่งยึดมั่นอยู่กับความเป็นมนุษย์และจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากลำบากและความทุกข์ยาก อาจกล่าวได้ว่าจากสิ่งที่เขายึดมั่นในการทำงาน เขาเป็นช่างภาพมนุษย์นิยม ในจดหมายถึงบรรณาธิการ เขายืนยันในความคิดของเขาไว้ว่า “Don’t forget that I am looking for the beauty” แต่ความงามที่เขาแสวงหาไม่ใช่ความงามในแง่ของสุนทรียศาสตร์ ที่ประกอบไปด้วยความสมบูรณ์แบบทั้งในแง่มุมกล้องและการจัดองค์ประกอบเพียงอย่างเดียว
ในจดหมายที่เขาเขียนถึงโรสเซลินาภรรยาของเขา หลังจากที่ต้องเผชิญหน้ากับชีวิตที่หนักหนาสาหัสของชาวอินเดียในกัลกัตตา บิสชอฟบอกว่า หากเราไปยึดติดกับภาพถ่ายที่งดงามในแง่ของสุนทรียศาสตร์ ก็เหมือนเราตกอยู่ในกับดัก มันทำให้เรามองข้ามสาระของชีวิต ในสายตาของบิสชอฟ ชีวิตและการต่อสู้ของมนุษย์เพื่อมีชีวิตอยู่ต่างหากคือความงดงามที่เขาแสวงหา
ในที่สุด ด้วยการสนับสนุนของนิตยสาร Life และเอเจนซี Magnum Photos เขาได้เดินทางไปญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง และอินโดจีน เพื่อสำรวจชีวิตและสงคราม ที่นั่นเขาสนใจประเด็นหลังสมรภูมิ ชีวิตของประชาชนธรรมดามากกว่าในแดนหน้า ในเกาหลี แทนที่เขาจะไปถ่ายภาพสงครามในแนวหน้าเหมือนกับ “ไฮยีนาแห่งสงคราม” ที่เขากล่าวกระทบกระเทียบช่างภาพจำนวนหนึ่งที่วิ่งไล่ตามหาภาพของความรุนแรง ภาพที่ช็อค เพื่อดึงดูดคนอ่านตามที่บรรณาธิการนิตยสารต้องการ และเพื่อให้ขายได้ เขาเลือกที่จะเล่าเรื่องราวของแนวหลังที่ต้องดิ้นรนทนทุกข์ในบรรยากาศของสงคราม เขาไปสำรวจเมืองฮิโรชิมาหลังถูกถล่มด้วยระเบิดปรมณู สำรวจวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ขัดแย้งและกำลังอยู่ในระยะการเปลี่ยนผ่านภายใต้อิทธิพลอเมริกันหลังสงคราม ค่ายผู้อพยพในสงครามเกาหลี ฮ่องกงในฐานะเป็นที่พักพิงสุดท้ายของทหารจีนของเจียงไคเช็คเพื่อหนีทหารของเหมาเจ๋อตุง ชีวิตของพลเมืองเอเชียอาคเนย์ในช่วงที่สงครามเพื่ออิสรภาพกำลังก่อตัว

ฮ่องกง 1952

กัมพูชา 1952

อินโดจีน 1952

บนเส้นทางไปคูซโก เปรู 1954
ในแง่ของการทำงาน แม้ว่าเขาจะประสบปัญหาเรื่องรายได้ และแม้ว่างานของเขาจะถูกตัดสินว่า “อ่อน” ในเรื่องของความน่าสนใจของบรรณาธิการบางคน แต่แวร์แนร์ บิสชอฟ ก็ยึดถือในการทำงาน และยึดมั่นในการมองโลกของเขา เขาใช้เวลาอยู่ในพื้นที่นานๆ เพื่อเก็บข้อมูลและพยายามมองในมุมมองเดียวกับพวกเขา เข้าใจอย่างที่พวกเขาเข้าใจ ซึมซับบรรยากาศเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจจาก “ข้อมูล” ที่เขาได้รับรู้ เหมือนกับว่าเขาพยายามวางตำแหน่งการมองจากภายในของปัญหามากกว่าการสังเกตห่างๆ อยู่รอบนอก
นอกจากเขาจะไม่เปลี่ยนแนวทางการทำงานและคิดประเด็นเพื่อที่จะขายงานให้ได้แล้ว เขายังพัฒนาตัวเองต่อไปอีกที่จะถ่ายทอดความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เขาปฏิเสธเสมอที่จะเป็นช่างภาพที่รายงานเหตุการณ์ต่างๆ ด้วยความผิวเผินฉาบฉวยเกินไป และไร้ความลุ่มลึก บิสชอฟใช้เวลาในการทำงานนาน เพราะสิ่งที่เขาทำมันมากกว่าการรายงานข่าว เขาต้องการสัมผัสวิถีชีวิตผู้คน เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของชีวิตและผลกระทบของเหตุการณ์ต่างๆ การใช้เวลาเพียงชั่วครู่และการล่าภาพที่กระทบจิตใจโดยไม่มีความเข้าใจต่อองค์รวมที่เกิดขึ้นไม่ใช่วิถีทางของเขา ในแง่นี้เขาเริ่มเดินห่างออกจากการเป็น “ผู้รายงานเหตุการณ์” เขาบอกว่าการเป็น ผู้รายงานข่าวเป็นสิ่งที่เขาพยายามหลีกเลี่ยง
แม้ว่าแวร์แนร์ บิสชอฟ จะมีโอกาสทำงานเพียง 8-9 ปี ซึ่งถือว่าน้อยมาก แต่ผลงานของเขาโดดเด่นอย่างยิ่งในฐานะของช่างภาพผู้เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์และยึดมั่นในวิชาชีพ เขาแสดงให้เราเห็นความงามของชีวิต และมนุษย์ยังมีความหวังเสมอ



