Mimic: ปรากฏการณ์ก๊อบลวงโลก (ตอน 7)
3. mimic เพื่อผลประโยชน์ทางเพศ
สัตว์ยอมทำทุกๆ อย่างเพื่อเซ็กส์.. เปล่าครับ ผมไม่ได้หมายถึงเพื่อความสนุกระหว่างมีเซ็กส์ แต่หมายถึงเพื่อจุดประสงค์ที่แท้จริงของมัน.. การสืบพันธุ์
สัตว์ยอมทำทุกๆ อย่างเพื่อเซ็กส์จริงๆ ครับ.. บางชนิดถึงกับยอมตาย.. แมงมุมแม่หม้ายดำ ตั๊กแตนตำข้าว เหล่านี้ ตัวผู้จะต้องยอมสละร่างให้ตัวเมียกินก่อน เธอถึงจะยอมให้เข้าผสมพันธุ์ด้วย(ไหนบอกสยดสยองน้อยลงไงฟะ).. ความโหดร้ายของการเกิดเป็นตัวผู้ ไม่ได้จบเพียงแค่นั้นหรอกนะครับ นอกจากจะต้องเอาชนะใจตัวเมียแล้ว ยังต้องคอยเอาชนะพวกเดียวกันเองอีก.. ว่ากันว่า ในแมวน้ำช้าง(elephant seal) ตัวผู้ที่แข็งแรงที่สุดเพียงแค่ 1% เท่านั้น ถึงจะได้มีโอกาสสืบพันธุ์ต่อไป ที่เหลือต้องเป็นเวอร์จินไปตลอดชีวิต แมวน้ำช้างมีระบบการจัดการทางเพศเป็นแบบฮาเร็ม.. ตัวผู้จ่าฝูง 1 ตัว อยู่ร่วมกับตัวเมียนับสิบๆ โดยมีมันเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์การมีเซ็กส์แต่เพียงผู้เดียว(รูปที่1และ2) ตัวผู้ตัวอื่น ถ้ามีใครอยากได้เมียบ้าง ก็ต้องเอาชนะไอ้หมอนี่ให้ได้ก่อน(รูป3).. และนั่นหมายถึงต้องยอมแลกด้วยเลือดเนื้อและความเจ็บปวด(รูป4) เจ้าจ่าฝูงเอง กว่าจะใต่เต้ามาถึงจุดนี้ได้ ก็ต้องผ่านสมรภูมิการต่อสู้มาอย่างโชกโชน ได้เป็นจ้าวฮาเร็มแล้ว ก็ใช่ว่าจะสบายอีก เพราะจะมีหนุ่มๆ ฟิตๆ รุ่นใหม่ๆ คอยขึ้นมาท้าทายตำแหน่งอยู่เสมอ


สภาพการแข่งขันระหว่างตัวผู้เช่นนี้ มีแพร่หลายทั่วไปในอาณาจักรสัตว์ ตัวผู้จำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับชะตากรรมที่ห่วยแตกที่สุด นั่นคือ นอกจากเจ็บตัวหรือเสียชีวิตแล้ว ก็ยังไม่ได้ผสมพันธุ์อีก.. บางตัว โอเคเจ็บตัว แต่ว่าเจ็บแล้วได้มีเซ็กส์ นั่นก็ยังดีขึ้นมาหน่อย แต่จะให้ดีที่สุด มันต้องไม่เจ็บด้วย แล้วก็ได้มีเซ็กส์ด้วย นั่นสิ ถึงจะเรียกว่าประเสริฐ.. ว่าแต่ว่า จะให้ทำยังไงล่ะ ถึงจะชนะได้โดยไม่ต้องสู้?
..............................
ในหมึกกระดองชนิดหนึ่งของออสเตรเลีย ทุกๆ ปีพอถึงฤดู มันจะมารวมกลุ่มกันเพื่อจับคู่ผสมพันธุ์และวางไข่ เนื่องจากตัวเมียมีจำนวนน้อยกว่าตัวผู้มาก (โดยเฉลี่ยอัตราส่วนตัวผู้:ตัวเมีย เท่ากับ 4 :1 ตัว แต่บางครั้งก็ขึ้นไปสูงถึง 11:1) หนุ่มๆ ที่หาแฟนได้แล้ว จะพยายามเฝ้าคู่ของมันเอาไว้ให้ถึงที่สุด ไม่ให้มีใครมาแย่งไปได้ ส่วนพวกที่ยังหาไม่ได้ ก็ต้องพยายามทุกวิถีทางเหมือนกัน ที่จะหาให้ได้ หรือไม่ก็ไปแย่งชาวบ้านเค้ามา.. ในภาพข้างล่างภาพบนสุด เราจะเห็นตัวผู้ตัวใหญ่(c) ที่หาแฟนได้แล้ว กำลังป้องกันตัวผู้โสดอีกตัวนึง(ตัวบนสุด) ไม่ให้เข้ามายุ่งกับแฟนของมัน(f) ในหมึกกระดอง การทำหนวดแผ่ๆ ชี้ๆ ผนวกกับเปลี่ยนสีตัวให้เป็นลายๆ เข้มๆ เป็นพฤติกรรมที่บ่งบอกถึงความเกรี้ยวกราด พร้อมโจมตี และเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความเป็นตัวผู้อย่างแท้จริง ตัวเมียจะไม่มีการทำสีทำท่าทางเช่นนั้นโดยเด็ดขาด.. มาดูกันต่อ ทั้งในรูปบนและต่อมาจนถึงรูปกลาง จะเห็นว่าตัวผู้ตัวใหญ่ 2 ตัว ยังคงประจันหน้ากันอยู่โดยไม่มีใครยอมใคร อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวายนี้เอง ท่านจะเห็นหมึกอีกตัว(m) ค่อยๆ ว่ายเข้ามาจากทางซ้าย.. หมึกตัวนี้ จริงๆ แล้วเป็นตัวผู้ แต่แกล้งทำลายเป็นจุดๆ ด่างๆ สีน้ำตาล ทำหนวดงุ้มๆ ชี้ลงข้างล่าง เพื่อเลียนแบบภาพลักษณ์ของตัวเมีย.. มันใช้กลอุบายนี้ค่อยๆ ย่องเข้ามาใกล้แฟนของตัวผู้อีกตัวได้สำเร็จ โดยที่เจ้าของเค้าไม่ทันระแคะระคาย.. ตัวผู้ c คงเห็นว่าท่าทางมันเหมือนตัวเมียธรรมดาๆ น่าจะไว้วางใจได้ ก็เลยไม่ว่าอะไร แล้วหันไปไล่เฉพาะไอ้ตัวผู้ตัวใหญ่ที่อยู่ข้างบนโน้นแทน.. ที่ไหนได้ ในขณะที่ละสายตาไปนั้น เจ้าหมึกกระเทยของเราก็รีบแอบเข้าไปเสียบผสมพันธุ์กับตัวเมียตัวจริงทันที (รูปกลาง ปลาหมึกเวลาผสมพันธุ์จะหันหน้าเข้าหากันแล้วเอาหนวดประกบ ตัวที่อยู่ทางซ้ายคือตัวเมียปลอม ส่วนตัวทางขวาคือตัวเมียจริง) กลยุทธ์นี้ใช้ได้ผลดีมาก.. ด้านล่างขวาจะเห็นตัวผู้อีกตัวหนึ่ง กำลังมามุกเดียวกันเป๊ะ ค่อยๆ ย่องเข้ามาแล้วก็แอบปลอมเป็นตัวเมียรอต่อคิวไว้ ไอ้ตัวผู้เจ้าของตัวจริง(c) เพิ่งจะไล่ผู้บุกรุกไปเสร็จ หันกลับมาดูอีกที ยังงงจนทำอะไรไม่ถูก(รูปล่าง) อ้าวนั่นแฟนฉันกำลังมีอะไรกับผู้หญิงด้วยกัน มันยังไงกันวะเนี่ย ไม่เข้าใจ.. แต่เอาเหอะ.. ไม่เป็นไร.. ดูไปดูมาก็เซ็กซี่ดี แหะๆๆ..

พฤติกรรมการปลอมเป็นตัวเมียเพื่อแอบเข้าไปผสมพันธุ์กับเมียชาวบ้านในลักษณะนี้ เรียกว่า female mimicry เป็นปรากฏการณ์ที่พบได้แพร่หลายพอสมควรในโลกของสัตว์.. ในปลา bluegill sunfish ซึ่งมีการปฏิสนธิแบบภายนอก ตัวผู้ทั่วไปจะดึงดูดตัวเมียให้มาวางไข่ในอาณาเขตของตน(รูปซ้าย) ในขณะที่ตัวผู้บางตัวจะใช้กลยุทธ์กระเทย ทำรูปร่างทำสีเลียนแบบตัวเมีย แล้วแอบเข้าไปแทรกระหว่างกลางของทั้ง 2 ตัวขณะที่เค้ากำลังเกี้ยวกันอยู่ (รูปขวา) พอตัวเมียวางไข่ปุ๊บ ไอ้หมอนี่ก็รีบฉวยโอกาสฉีดเสปิร์มของตัวเองใส่ทันที.. ไม่ต้องแข็งแรงที่สุดก็สามารถเป็นพ่อได้ เห็นไหมล่ะ

สถานการณ์คล้ายๆ กัน สามารถพบได้ในด้วง rove beetle.. ด้วงชนิดนี้กินแมลงวันเป็นอาหาร ตัวผู้ จะมองหาขี้ดีๆ ซักก้อนนึง จับจองเอาไว้เพื่อล่อแมลงวัน และล่อให้ตัวเมียมากินแมลงวันที่มาตอมขี้ก้อนนั้นอีกที แน่นอน ขี้ของใครของใครก็หวง ตัวผู้จะไม่ยอมแชร์ของสำคัญนี้กับใคร และจะต่อสู้จนถึงที่สุดเพื่อขับไล่ตัวผู้ตัวอื่นไม่ให้มายุ่ง.. เรื่องราวต่อไป คุณคงเดาได้กระมังครับ.. ใช่แล้วครับ มีตัวผู้อยู่จำนวนหนึ่ง เกิดมามีรูปร่างหน้าตาและท่าทางเหมือนด้วงตัวเมียเด๊ะ ทำให้มันสามารถย่างกรายขึ้นไปบนก้อนขี้ของตัวผู้ตัวอื่นได้อย่างไม่มีปัญหา ไปถึงก็โปรยเสน่ห์ล่อหลอก ดึงดูดความสนใจให้ตัวผู้เจ้าของขี้หันมาตามจีบมันแทนที่จะไปจีบตัวเมียตัวอื่นๆ เสร็จแล้วระหว่างนั้น มันก็ฉวยโอกาสจัดการผสมพันธุ์กับตัวเมียของจริงซะเอง..
..............................
งู garter snake ก็ใช้วิธีการคล้ายๆ กัน งูพวกนี้เวลาออกจากจำศีล จะออกมาทีนึงเป็นพันๆ หมื่นๆ ตัว ในเวลาไล่เลี่ยกัน พอออกมาถึงปุ๊บก็ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น รีบประกอบกิจกรรมเซ็กส์หมู่ทันทีหลังจากเก็บกดมานาน ตัวเมียแต่ละตัว อาจถูกรุมพัวพันโดยตัวผู้เป็นร้อยๆ ตัวในเวลาเดียวกัน(นึกภาพสปาเก็ตตี้ที่ทำจากงู) แต่สุดท้ายแล้วเธอจะยอมผสมกับแค่เพียงตัวเดียวเท่านั้น เรียกได้ว่าการแข่งขันสูงมาก ตัวผู้ที่เพิ่งออกจากจำศีลใหม่ๆ จะยังไม่แข็งแรงเท่ากับพวกที่ออกมาแล้วพักนึง และจะมีโอกาสน้อยมากที่จะแข่งชนะ.. พวกนี้ก็เลยใช้วิธี mimic กลิ่นของตัวเมีย เหมือนใส่น้ำหอมผู้หญิง แล้วล่อหลอกให้ตัวผู้ตัวอื่นๆ โง่หลงผิด หันมาไล่ตามมันกันเป็นพรวน เพื่อเป็นการตัดกำลังของคู่ต่อสู้.. ประมาณว่า ช่วงนี้ฉันยังอ่อนแออยู่ สู้ไปก็ไม่ชนะอยู่ดี งั้นระหว่างที่รอ ฉันใช้วิธีนี้ทำให้คู่แข่งเหนื่อยเปล่าไปพลางๆ ก่อนดีกว่า แล้วอีกอย่าง ยิ่งไอ้พวกโง่พวกนี้มันหลงกลมาตามฉันกันเยอะๆ ก็ดีแล้ว จะได้มีตัวเมียของแท้หลงเหลือให้ฉันมากขึ้น เวลาฉันพร้อมจะผสมพันธุ์จริงๆ ขึ้นมา.. อะไรทำนองนั้น (นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มเสนอคำอธิบายที่แตกต่าง บอกว่าจริงๆ แล้ว พวก mimic ไม่ได้ล่อตัวผู้ตัวอื่นให้มาหามันเพราะต้องการตัดคู่แข่งขันทางเพศ แต่เพราะต้องการความอบอุ่น.. งูที่เพิ่งขึ้นมาจากใต้ดินใหม่ๆ จะมีอุณหภูมิร่างกายที่ต่ำและยังขยับเคลื่อนไหวไม่ค่อยสะดวก การล่อให้งูตัวอื่นๆ เป็นร้อยๆ ตัว มาพัวพันอยู่รอบๆ อาจช่วยในการถ่ายเทความร้อนและแก้หนาวให้กับมันได้ อีกอย่าง การอยู่ตรงศูนย์กลางของก้อนงูที่ร้อยรัด อาจช่วยลดโอกาสในการถูกนกจับกินได้อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่มันเพิ่งขึ้นมาและยังอ่อนแอเคลื่อนไหวได้ช้าอยู่)

สำหรับงูการ์เตอร์ การปลอมเป็นหญิงเป็นอะไรที่ตัวผู้ทุกตัวสามารถทำได้หมด แต่จะทำแค่ชั่วคราวในยามที่เพิ่งออกจากจำศีลเท่านั้น พอมันเริ่มแข็งแรงแล้ว มันก็จะเลิกผลิตฟีโรโมนของตัวเมีย แล้วก็เริ่มออกไปหาคู่ผสมพันธุ์ตามปกติ.. เนื่องจากงูตัวผู้ไม่ได้ออกมาพร้อมกันหมดในคราเดียว ดังนั้น ณ ช่วงเวลาหนึ่งๆ จะมีพวกงูที่เป็น female mimic อยู่แค่จำนวนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งก็คือพวกที่เพิ่งออกมาใหม่นั่นเอง.. ลองคิดดูนะครับ มันจะเป็นยังไงถ้าเกิดว่าตัวผู้ทุกๆ ตัวปลอมเป็นตัวเมียพร้อมกันหมด? ดูท่าคงจะสับสนวุ่นวายน่าดู.. งูการ์เตอร์โชคดีจริงๆ ที่มีเงื่อนไขเรื่องเวลามาช่วยป้องกันตรงนี้เอาไว้ได้..
สำหรับในสัตว์อื่นๆ ที่ตัวผู้บางตัวเป็น female mimic มาตั้งแต่กำเนิดโดยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ อย่างเช่นในด้วง rove beetle หรือในปลา bluegill sunfish ที่ได้เล่าให้ฟังไป.. จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากประชากร mimic พวกนี้มันค่อยๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ? สมมุติว่าถ้าการปลอมเป็นตัวเมียมันให้ผลสำเร็จสูงจริง มันก็น่าจะทำให้พวก mimic ทิ้งลูกหลานไว้ได้มาก ถ้าเป็นเช่นนี้ พอนานๆ ต่อไปประชากรตัวผู้ ก็จะมีแต่กะเทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซักวันทุกตัวคงกลายเป็น mimic กันหมด แล้วถึงวันนั้นพวกมันจะแต่งหญิงออกไปหลอกใครได้ล่ะ? ดูเหมือนธรรมชาติมันน่าจะต้องมีกลไกอะไรซักอย่าง ที่คอยมารักษาสมดุลเอาไว้ไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น
และต่อไปนี้ จะเป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นว่า ความสมดุลตามธรรมชาติดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้อย่างไร
ทุกคนรู้จักเกมเป่ายิ้งฉุบกันใช่มั้ยครับ? ค้อนชนะกรรไกร กรรไกรชนะกระดาษ กระดาษชนะค้อนอีกที ไม่มีใครได้เปรียบเสียบเปรียบ ทุกตัวแตกต่างกันแต่ก็เก่งเท่ากันหมด..
ผมขออนุญาตเรียกเจ้ากิ้งก่าที่ผมกำลังจะเล่าเรื่องของมันให้ฟังว่า กิ้งก่าเป่ายิ้งฉุบ ก็แล้วกันนะครับ.. ในกิ้งก่าเป่ายิ้งฉุบนี้ มีตัวผู้ที่แตกต่างกันโดยกำเนิดอยู่ 3 แบบด้วยกัน คือสีส้ม(ซ้าย) สีฟ้า(กลาง) แล้วก็สีเหลือง(ขวา)

ตัวสีส้มจะเป็นพวกบ้าพลัง ตัวใหญ่ นิสัยก้าวร้าว มีความเป็นแมนสูง และมีอาณาเขตขนาดใหญ่เป็นของตนเอง สีฟ้า จะเป็นตัวผู้ที่มีขนาดเล็กกว่า ไม่แข็งแรงเท่าสีส้ม อาณาเขตก็ไม่ใหญ่เท่า แต่มีความรอบคอบสุขุม ไม่ทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า เวลามีใครบุกรุกเข้ามา ก็มักจะตรวจสอบดูให้ดีก่อนเสมอ สุดท้าย สีเหลือง เป็นตัวผู้ที่ mimic รูปร่างหน้าตาและพฤติกรรมของตัวเมีย มันจะแอบเข้าไปอยู่ในอาณาเขตของตัวผู้อื่น แล้วก็ลักลอบผสมพันธุ์กับเมียชาวบ้านเวลาเจ้าของเผลอ (ตัวเหลือง หลีกเลี่ยงจากการโดนเจ้าบ้านทำมิดีมิร้ายซะเอง โดยการ mimic พฤติกรรมสั่นหัวถี่ๆ ของตัวเมีย ซึ่งแปลว่า ตอนนี้ชั้นไม่พร้อมผสมพันธุ์)
ตัวผู้ทั้ง 3 แบบนี้ เหมือน ค้อน กรรไกร กระดาษ ในเกมเป่ายิ้งฉุบ ตรงที่ว่า ต่างคนต่างมีข้อได้เปรียบเสียเปรียบของตัวเอง ซึ่งเมื่อบวกลบกันแล้ว ทุกคนถือว่าประสบความสำเร็จเท่าเทียมกันหมด ไม่มีตัวไหนเจ๋งสุด หรือ ห่วยสุด อยู่เพียงแค่ตัวเดียว
ตัวผู้สีส้ม ซึ่งเกรี้ยวกราดและดุดันกว่า จะสามารถขับไล่ตัวสีฟ้าออกจากอาณาเขตของมันได้โดยง่ายดาย ขณะเดียวกัน มันก็มีข้อเสียคือโง่ และบ้าผู้หญิง พอเจอตัวสีเหลืองแอบปลอมเป็นตัวเมียเข้ามาอยู่ด้วย มันก็จะหน้ามืดตามัวตามจีบอย่างเดียว และสุดท้ายก็หลงกลเสียรู้ให้กับสีเหลืองเสมอ ฝ่ายตัวสีฟ้า ถึงแม้จะแพ้ตัวสีส้มในแง่กำลัง ป้องกันดินแดนได้เล็กกว่า หาเมียได้น้อยกว่า แต่ด้วยความรอบคอบสุขุมของมัน สีฟ้าสามารถแยกแยะออกได้ว่าตัวไหนเป็นตัวเมียจริง ตัวไหนเป็นตัวเมียปลอม ถ้ามันเจอสีเหลืองแอบบุกรุกเข้ามาในอาณาเขต มันจะเข้าไปกัดแล้วก็รีบไล่ออกไปทันที ไม่โดนหลอก.. ส่วนสีเหลือง ถึงแม้จะไม่มีปัญญาก่อตั้งอาณาเขตของตัวเอง และไม่มีปัญญาสู้กับสีฟ้า แต่ก็สามารถแอบแฝงเข้าไปเป็นชู้กับเมียของสีส้มได้โดยง่าย.. สรุปแล้ว ส้มชนะฟ้าแพ้เหลือง ฟ้าชนะเหลืองแพ้ส้ม และ เหลืองชนะส้มแพ้ฟ้า.. เมื่อพื้นฐานของเกม มีความสมดุลลงตัวเช่นนี้ ทุกๆ สีจึงประสบความสำเร็จในการทิ้งลูกหลานเอาไว้เท่าๆ กันหมด และประชากรของกิ้งก่าเป่ายิ้งฉุบ ก็จะประกอบด้วยตัวผู้ทั้ง 3 แบบที่กินกันไม่ลงเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ตราบนานเท่านาน..
..............................
เอาล่ะครับ ที่ผ่านมาเราคงเห็นแล้วว่า การเลียนแบบตัวเมียเป็นกลยุทธ์ที่มีประโยชน์มากมายหลายอย่าง.. เอาไปใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการต่อสู้ ก็ได้.. ใช้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของตัวผู้ตัวอื่นก็ได้.. หรือจะใช้ในการหลอกให้ตายใจแล้วรอเล่นทีเผลอ ก็ได้เช่นเดียวกัน.. อย่างไรก็ตาม ผู้ที่นำ female mimicry ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเด็ดดวงที่สุด ไร้ยางอายที่สุด เห็นจะได้แก่เจ้าตัวต่อไปนี้ครับ

Scorpion fly เป็นแมลงชนิดหนึ่งซึ่งล่าแมลงอื่นกินเป็นอาหาร เวลาจะผสมพันธุ์ ตัวผู้จะต้องไปหาเหยื่อมาให้เป็นของขวัญกับตัวเมียก่อน สาวถึงจะยอมแต่งงานด้วย ก็คล้ายๆ กับระบบสินสอดทองหมั้นของคนเราน่ะแหละ ยิ่งสินสอดหนาเท่าไหร่ (เหยื่อตัวใหญ่) ตัวเมียก็ยิ่งตกลงปลงใจง่ายเท่านั้น.. ในบทความตอนที่แล้ว(ความเห็นแก่ตัวในระดับโมเลกุล) ผมก็บอกไว้แล้วใช่มั้ยครับว่า ที่ใดมีระบบ ที่นั่นย่อมปรากฏผู้พยายามใช้ประโยชน์จากช่องว่างของระบบ.. ในระบบการผสมพันธุ์ของ scorpion fly นี่ก็เหมือนกัน มันจะมีตัวผู้บางตัว ซึ่งขี้เกียจออกไปหาเหยื่อเองให้เมื่อย(หรือไม่ก็หาไม่ได้) ก็เลยใช้วิธีการ mimic ตัวเมีย หลอกล่อให้ตัวผู้ตัวอื่นมาจีบตัวเอง พอมาถึงเขาก็จะเอาของขวัญมามอบให้ ไอ้หมอนี่ก็จะทำทีท่าเหนียมอายแล้วก็รับไว้แต่โดยดี.. ‘แหมคุณพี่ไม่น่าลำบากเลยนะคะ ดูสิคะจับแมลงวันมาซะตัวใหญ่เชียว นี่รักน้องถึงขนาดนี้เลยเหรอคะเนี่ย.. งั้นกูของาบเลยละกันนะ ไอ้ควาย! 5555’ ว่าแล้วก็บินจากไป พร้อมกับเหยื่อชิ้นโตที่ขโมยมา เอาไปมอบให้กับเจ้าสาว to be ของตัวเอง.. ทิ้งให้ไอ้ตัวผู้ที่หลงมาติดกับดัก ยืนโง่ต่อไปตามลำพัง (รูปข้างล่าง : ตัวผู้เอาแมลงวันมาให้ตัวเมียเป็นของขวัญ ตัวเมียดูท่าจะพึงพอใจ กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย ในขณะที่ตัวผู้ใช้จังหวะนี้สอดใส่อวัยวะเพศเข้าไปในท้องของเธอ)

เรื่องราวความหลากหลายของการลอกเลียนหลอกลวงเพื่อผลประโยชน์ทางเพศ ยังมีให้เล่ากันได้อีกมากมายไม่รู้จบครับ พวกที่ใช้วิธีเลียนแบบอย่างอื่นนอกเหนือจากเลียนแบบตัวเมียของสปีซี่ส์เดียวกัน ก็ยังมีอีกเยอะแยะเต็มไปหมด.. แมลงปอบางชนิด มีตัวเมียที่เลียนแบบตัวสีของตัวผู้ เพื่อลดอัตราเสี่ยงต่อการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ..ทำตัวให้เหมือนตัวผู้ซะ พวกมันจะได้ไม่ค่อยกล้าเข้ามายุ่ง เพราะบางทีตัวเมียก็อยากเอาเวลาไปทำอย่างอื่นบ้างเหมือนกัน ไหนจะต้องหาอาหาร ไหนจะต้องวางไข่ ใครมันจะมาคอยตอบสนองความต้องการทางเพศของตัวผู้อยู่ได้ตลอดเวลา.. สัตว์บางชนิดไม่เลียนแบบทั้งตัวผู้ตัวเมีย แต่ไปเลียนแบบอย่างอื่นที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิงแทน อย่างปลาหมอสีอาฟริกา(African cichlid)ในรูปข้างล่างนี่ ตัวเมียมีนิสับชอบอมไข่ ตัวผู้ก็เลยวิวัฒนาการลายรูปจุดๆๆ ขึ้นมาเลียนแบบไข่ จุดไข่ปลาที่ว่านี้อยู่บนครีบก้นของตัวผู้ซึ่งอยู่ใกล้กับรูทางออกของเสปิร์มพอดี (ในปลา ทั้งการขับถ่ายและการพ่นเซลสืบพันธุ์ใช้รูๆ เดียวกัน คือรูก้น) ตัวเมียเมื่อเห็นจุดไข่ปลอมพวกนี้เข้า ก็จะเกิดความรู้สึกถูกดึงดูดอยากเข้าไปอม ในที่สุดก็จะถูกหลอกให้เอาปากไปจ่อไว้ที่ตำแหน่งใกล้ๆ รูของตัวผู้พอดี พอตัวเมียอ้าปุ๊บ ตัวผู้ก็จะฉวยโอกาสนี้ หลั่งน้ำเชื้อเข้าปากตัวเมียซะเลย เพื่อเป็นการช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จในการปฏิสนธิให้สูงขึ้น(ตัวเมียเก็บไข่ของจริงไว้ในปาก) ปลาชนิดอื่น อย่างปลาหางนกยูง ก็ล่อหลอกสาวโดยใช้วิธีปลอมเป็นของที่ตัวเมียชอบเหมือนกัน.. คราวนี้ไม่ใช่ไข่ แต่เป็นของกิน.. ตัวเมียชอบกินพวกลูกไม้สีส้มๆ ที่ตกมาจากต้น ตัวผู้ก็เลยฉวยโอกาสนี้สร้างสีส้มขึ้นมาเป็นสีของตัวมันเองซะ เพื่อเป็นการช่วยดึงดูด ล่อตัวเมียให้เข้ามาใกล้ๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น.. นอกจากนี้แล้ว ยังมีเรื่องของนกตัวผู้ซึ่ง mimic เลียนเสียงร้องเพลงของนกชนิดอื่นๆ เพื่อทำให้ตัวเองดูเหมือนฉลาด จะได้ชนะใจตัวเมีย.. เรื่องราวทำนองนี้ ยังมีอยู่อีกมากมาย เล่าได้ไม่รู้จบจริงๆ.. แต่เห็นที ตอนนี้เราคงจะต้องขอตัดเข้าสู่ช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังรอคอยกันก่อนแล้วละครับ..

..............................
ช่วงที่ว่าก็คือ ช่วง save the best for last หรือช่วง เก็บของดีไว้ทีหลัง นั่นเองครับ.
..และสุดยอดตัวอย่าง การ mimic เพื่อผลประโยชน์ทางเพศ ประจำหัวข้อนี้ ได้แก่..
..คุณกล้วยไม้ ครับ.. ช่วยกันปรบมือแสดงความยินดีด้วยนะคร้าบ เย เย เย... เปาะแปะๆ..
หา....กล้วยไม้เนี่ยนะ? กล้วยไม้นี่มัน mimic ตรงไหนมิทราบ? ใจเย็นๆ ครับ เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟังเดี๋ยวนี้แหละ
Sex ของไม้ดอก เป็น sex ระยะไกลครับ.. ถ้าเป็นในคนก็เหมือนกับ เขียนจดหมายถึงกันแล้วท้องได้ อะไรทำนองนั้นแหละครับ การส่งจดหมายรัก มันก็ต้องมีคนนำส่งใช่มั้ยละครับ สำหรับดอกไม้ พวกมันก็มักจะต้องอาศัยแมลงอย่าง ผึ้ง ต่อ พวกนี้ เป็นคนนำเสปิร์มในเกสรตัวผู้จากดอกของต้นนึง ไปส่งให้กับไข่ที่อยู่ในดอกของอีกต้นนึง พวกสัตว์ที่ประกอบกิจการเสปิร์มเดลิเวอร์รี่เหล่านี้ เราเรียกพวกมันว่า pollinator และแน่นอนครับ ไม่มี pollinator ที่ไหนทำงานให้ฟรีๆ ดอกไม้จะต้องจ่ายค่าตอบแทนให้กับมัน ในรูปแบบของน้ำหวานหรือเกสรที่มันสามารถกินได้.. ในขณะเดียวกัน ดอกไม้เองก็มีหลากหลายจ้าวเหลือเกิน ต่างจ้าวต่างก็ต้องแข่งขันกันโฆษณาเพื่อแย่ง pollinator ให้มาใช้บริการดอกของตนเอง.. ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว โฆษณาเหล่านี้ก็มักจะออกมาในรูปแบบของสีสันที่สดใสจดจำง่าย และกลิ่นที่เย้ายวนใจดึงดูดให้เข้าไปตอม บ้างใช้สีเหลืองล่อผึ้ง บ้างใช้สีแดงล่อนก บ้างใช้กลิ่นเหม็นล่อแมลงวัน บ้างขี้เกียจแย่งลูกค้ากับชาวบ้านตอนกลางวัน ก็ใช้วิธีบานตอนกลางคืนแล้วล่อพวกผีเสื้อมอธพวกค้างคาวมาเป็น pollinator แทน ส่วนสีดอกก็ใช้ดอกสีขาว เพราะเป็นสีที่เห็นได้เด่นชัดที่สุดในที่มืด อะไรทำนองนั้น.. เหล่านี้เป็นแทคทิคการโฆษณาของดอกไม้ที่คนทั่วไปคุ้นเคยรู้จักกันดีอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม หลายท่านอาจจะไม่เคยทราบมาก่อน ถึงเรื่องราวของต้นกล้วยไม้จำนวนหนึ่ง ซึ่งเอา ‘ความเซ็กซี่’ มาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือในการเรียกลูกค้า
ต้นกล้วยไม้จำพวกนี้มีชื่อเรียกรวมๆ ว่า bee orchids.. จริงๆ แล้ว คุณภาพของน้ำหวานที่มันผลิตออกมาก็งั้นๆ แหละ แต่ดอกของพวกมันกลับมีผึ้งและต่อแวะวนเวียนมาตอมกันอย่างไม่ขาดสาย.. ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า มันได้ดัดแปลงรูปร่าง สีสัน รวมไปจนกระทั่งถึงกลิ่น ของดอกของมัน ให้มีลักษณะเหมือนผึ้ง/ต่อตัวเมีย เพื่อเป็นการล่อหลอกให้ ผึ้ง/ต่อ ตัวผู้ หลงมาติดกับ และกลายมาเป็น pollinator ให้กับมันโดยไม่รู้ตัว (รูปข้างล่าง)
ดูในรูปแถวที่ 2 รูปซ้าย จะเห็นได้ชัดเจน ว่ากลีบดอกของ bee orchid มีลักษณะไม่เหมือนกลีบดอกไม้ทั่วไป แต่กลับไปเหมือนตัวแมลงอะไรซักอย่าง มีกระทั่งจุดที่เอาไว้หลอกว่าเป็นลูกกะตา แล้วก็เส้นที่เอาไว้หลอกว่าเป็นขาอีกต่างหาก.. รูปถัดมาทางขวา เป็นอีกชนิดนึง ซึ่งเปรียบเทียบให้เห็นกันจะๆ ว่า มันเลียนแบบสีและรูปร่าง(รวมทั้งกลิ่นด้วย) ของต่อตัวเมียที่เกาะอยู่ทางขวาอย่างเห็นได้ชัด.. อีก 2 รูปถัดไปในแถวที่ 3 นั่นยิ่งไม่ต้องพูดถึง เหมือนจนไม่ต้องสงสัยอะไรกันอีกแล้วว่าเลียนแบบจริงรึเปล่า(ซ้ายเลียนแบบแมลงภู่ ขวาเลียนแบบต่อชนิดหนึ่ง).. ในสายตาและในจมูกของผึ้ง/ต่อตัวผู้ เจ้าดอกพวกนี้คงเซ็กซี่มากจนห้ามใจไม่ไหว ในรูปแถวล่างลงมา คือแถวที่ 4 เราจะเห็นผึ้ง/ต่อ ตัวผู้กำลังพยายามสำเร็จความใคร่กับดอกไม้ เนื่องด้วยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นตัวเมียจริงๆ.. ฝ่ายเจ้ากล้วยไม้นั่นก็ออกแบบมาได้แยบยลดีเหลือเกิน ระหว่างที่ตัวผู้กำลังยึกๆๆ อยู่นั้น หัวมันจะไปอยู่ตรงกับตำแหน่งของแท่งเกษรตัวผู้พอดี (ติ่งสีเหลืองในรูปล่างสุด) แท่งเกสรที่ว่านี้มีกาวชนิดพิเศษชโลมอยู่ พอผึ้งเอาหัวมาแตะโดนปุ๊บ มันก็จะหลุดออกจากดอกไปติดหนึบอยู่กับหัวผึ้งแทน พอผึ้งบินจากไป ก็จะเอาแท่งเกสรแปะติดหัวไปด้วย แล้วในอนาคตถ้ามันเกิดหลงผิดไปกระเด้า bee orchid ดอกอื่นเข้าอีก เกษรตัวผู้ที่อยู่บนหัวมันนั้นก็จะถูกถ่ายเทไปยังเกสรตัวเมียของอีกดอกนึงอย่างเหมาะสม เท่านี้ทุกอย่างก็สำเร็จลุล่วงเรียบร้อย.. สำหรับกล้วยไม้ นี่ถือเป็นวโรกาสแห่งการเฉลิมฉลอง.. ในไม่ช้า เมล็ดพันธุ์น้อยๆ ของมัน จะถือกำเนิดขึ้น และเติบโตงอกงามต่อไป.. ในขณะที่สำหรับผึ้ง นี่ก็ถือเป็นวาระแห่งการเฉลิมฉลองเหมือนกัน แต่เป็นการเฉลิมฉลองในความน่าอัปยศอดสูของตัวเอง.. เฮ่ออ..กูนะกู.. เอากับดอกไม้.. ทำไปได้.. ความหื่นนี่มันช่างทำให้ผึ้งตาบอดได้จริงๆ..


..............................
คุณผู้ชายหลายท่านอาจคิดว่า คงจะมีแต่พวกสัตว์ตัวผู้โง่ๆ อย่างผึ้งเท่านั้นสินะครับ ที่จะหลงกลโดนโฆษณาซึ่งใช้อุบาย female mimicry ตื้นๆ แบบนี้ หลอกเอาได้สำเร็จ... พิจารณาพวกรูปข้างล่างนี้ให้ถ้วนถี่ แล้วลองตอบตัวเองดูใหม่อีกสักครั้งสิครับ.. คุณแน่ใจแล้วหรือ?





