Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
คนค้นสัตว์
แทนไท ประเสริฐกุล


Mimic: ปรากฏการณ์ก๊อบลวงโลก (ตอน 5)

a very long yet still far from complete guide to mimicry in the natural world


1.2.2 เหยื่อ

แน่นอนครับ ไม่ใช่แต่ผู้ล่าเท่านั้นที่จะสามารถนำกลยุทธ์การเลียนแบบสัตว์อื่น มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองได้ ในตอนต้นของบทความนี้ เราก็ได้เห็นแล้วว่า ผู้ที่ตกเป็นเหยื่ออย่างผีเสื้อไม่มีพิษนั้น ก็สามารถลอกเลียนแบบลายของผีเสื้อมีพิษ เพื่อป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกนกจับกินได้เช่นเดียวกัน การเลียนแบบสัตว์อื่นเพื่อการป้องกันตัวในลักษณะนี้มีชื่อพิเศษเรียกว่า Batesian mimicry ดังที่ได้นำเสนอไปแล้ว

นอกเหนือจากในผีเสื้อ Batesian mimicry ยังมีพบในสัตว์อื่นๆ อีกเพียบ.. ในหัวข้อนี้ เราจะไปดูกันซิว่า มีสัตว์พิษชนิดไหนอีกบ้าง ที่ถูกละเมิดลิขสิทธิ์เอาลายไปใช้

เวลาคิดถึงสัตว์มีพิษ ท่านนึกถึงตัวอะไรก่อนเป็นอันดับแรกครับ?

ผมเชื่อว่า งูพิษ น่าจะมาเป็นอันดับต้นๆ.. ขณะเดียวกันหลายคนก็คงจะรู้อยู่แล้วว่า งูที่ไม่มีพิษเอง ก็มีอยู่เยอะเหมือนกัน.. เกิดเป็นงูใช่ว่าจะไม่ต้องกลัวอะไรนะครับ มีสัตว์ที่ล่างูกินเป็นอาหารอยู่เยอะแยะเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็น นก แมว หมา พังพอน หรือบางทีกระทั่งงูด้วยกันเอง อ้อแล้วก็อย่าลืม คน ด้วยอีกอย่างนึง (คนนี่ดูเหมือนจะกินแทบทุกอย่าง) แน่นอนครับว่า บรรดาผู้บริโภคงูเหล่านี้ ถ้าเลือกได้ ก็คงจะเลือกจับงูที่ไม่มีพิษไว้ก่อน เพราะเสี่ยงน้อยกว่า แล้วเวลาดูงูว่าเป็นชนิดมีพิษหรือไม่มีพิษ ปกติเราดูที่ไหนล่ะครับ? ลายใช่มั้ยล่ะครับ.. เมื่อเป็นเช่นนี้สถานการณ์ก็จะไปเหมือนกับในผีเสื้อเป๊ะเลยครับ งูที่ไม่มีพิษ พอเวลาผ่านไป ย่อมมีแนวโน้มที่จะวิวัฒนาการขึ้นมาให้มีสีมีสรรไปเหมือนกับลายของงูมีพิษ เพื่อที่ว่าจะได้ไม่มีใครกล้ามาจับมันกิน

ข้างซ้ายในรูปนั่นคืองู coral snake ครับ เป็นงูพิษร้ายแรง ส่วนทางขวาคืองู scarlet king snake เป็นตัวเลียนแบบ(mimic) ซึ่งไม่มีพิษเลยแม้แต่น้อย.. ดูแล้วเหมือนกันเด๊ะเลยใช่มั้ยครับ เอาเป็นว่า ทั้งคนทั้งนก ถ้าไม่แน่ใจจริงๆ ละก็ แค่เห็นเหลืองๆ แดงๆ ดำๆ ก็เผ่นไว้ก่อนแหละครับ เป็นดีที่สุด.. อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเค้ามีวิธีดูง่ายๆ นะครับว่าตัวไหนเป็นตัวไหน โดยอาศัยท่องอาขยานแบบนี้ครับ Red on yellow, kill a fellow. Red on black, won’t hurt Jack. แปลแบบไม่ตรงตัวได้ว่า ถ้าแดงอยู่ระหว่างเหลือง เปลืองชีวิต (มีพิษ) แต่ถ้าแดงอยู่ระหว่างดำ ยำได้เลย (ไม่มีพิษ)

ไม่ได้มีแต่แค่งูอย่างเดียวนะครับที่เลียนแบบงูด้วยกันเอง บางครั้งสัตว์ชนิดที่เราคาดไม่ถึงมากที่สุด ก็เอากลยุทธ์เลียนแบบงูพิษไปใช้ป้องกันตัวเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่นเต่าในรูปข้างล่าง ดูรูปทางซ้ายจะเห็นว่า ยังไงๆ มันก็ไม่ได้เหมือนงูเลยซักกะนิด แน่ล่ะ เต่ากับงูมันก็แตกต่างกันราวหม้อกับตะหลิวมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว จะให้เลียนแบบเหมือนได้ยังไง.. ทว่า คราวนี้ลองดูรูปทางขวาสิครับ ปกติผู้ล่าที่กินเต่าเป็นอาหาร อย่างเช่นนกหรือแมวหรือหมาอะไรก็แล้วแต่ เวลาจับเต่าได้ มันมักจะจับพลิกหงายท้องขึ้นมาก่อนเพื่อจะได้จัดการได้ง่ายขึ้น แต่ทีนี้ ลองดูลายที่ขอบกระดองของมันสิครับ พอผู้ล่าพลิกขึ้นมาเห็นปุ๊บ ก็จะต้องสะดุ้ง เฮ้ย! นั่นมัน coral snake นี่หว่า.. เผลอๆ อาจจะตกใจจนหนีไปเลย หรือไม่อาจจะเกิดความลังเลว่า เอ..กินดีไม่กินดี แล้วในที่สุดก็ตัดสินใจ.. เฮ้อ..ไม่เอาดีกว่า เท่านี้เจ้าเต่าก็ปลอดภัย (ว่าแต่ หงายท้องอยู่อย่างนี้แล้วใครจะมาช่วยพลิกกลับให้ละเนี่ย)

ขนาดเต่าตัวกลมๆ ยังเลียนแบบงูได้นะครับคิดดู แล้วนับประสาอะไรกับหนอน ซึ่งปกติก็ตัวยาวๆ รีๆ คล้ายๆ งูอยู่แล้ว.. ที่ท่านเห็นอยู่ในรูปด้านล่างนี้คือหนอนผีเสื้อตัวอวบๆ นิ่มๆ ไม่มีกระดอง ไม่มีกระดูก ไม่มีพิษ ไม่มีกลไกป้องกันร่างกายอะไรทั้งสิ้น นอกเสียจากด้านหางของมันที่มีรูปร่างหน้าตาเลียนแบบหัวงู.. จะว่าไป ถึงแม้มันจะเลียนแบบได้ค่อนข้างเหมือน แต่อัตราส่วนขนาดไซส์ของหนอนมันก็ยังน่าจะเล็กกว่างูจริงๆ เยอะอยู่ดี แถมไอ้ตัวทางขวานั่นก็ทำหน้างูซะแบบคิกขุเชียว ดูๆ ไปออกจะน่ารักมากกว่าน่ากลัวนะเนี่ย.. อย่างไรก็ตาม ในโลกของหนอน.. เท่านี้ก็คงจะเพียงพอแล้วกระมังครับ ที่จะทำให้สัตว์อื่นไม่กล้าจับมันไปกิน

....................


ในโลกธรรมชาติจริงๆ แล้ว อันดับ 1 นัมเบอร์วันฮิตของสัตว์มีพิษที่ถูกลอกเลียนแบบมากที่สุดไม่ใช่งูหรอกครับ แต่ได้แก่ตัวอะไรทราบมั้ยครับ?

คำตอบคือ.. ผึ้ง ยังไงละครับ.. ผึ้ง(รวมต่อไปด้วยก็ได้) เป็นแมลงที่ไม่ค่อยมีใครกล้าแหยมด้วยเท่าไหร่ เพราะมีเหล็กในพิษอันร้ายกาจ และส่วนใหญ่ไม่ใช่มาเดี่ยวๆ แต่เล่นมากันทีนึงเป็นฝูง เรียกได้ว่าถ้าใครสามารถปลอมกายแอบแฝงเข้าไปอยู่รวมกับหมู่ผึ้งได้ละก็ รับรองต้องสบายหายห่วงอย่างแน่นอน

ที่เห็นในรูปข้างล่างนี้ มีผึ้งจริงๆ อยู่แค่ตัวเดียวครับ คือตัวที่อยู่ตรงกลาง นอกนั้นเป็นแมลงวัน.. ใช่แล้วครับ แมลงวันกระจอกงอกง่อย แบบที่ชอบตอมขี้เรานั่นแหละครับ.. อย่างไรก็ตาม เจ้าแมลงวันเลียนแบบผึ้ง (bee flies) พวกนี้ไม่ได้รับทานขี้เป็นอาหารอย่างญาติของมันหรอกนะครับ เช้าขึ้นมา พวกนี้จะออกหากินปะปนไปกับฝูงผึ้ง กินก็กินน้ำหวานหรือเกสรดอกไม้แบบเดียวกับผึ้ง เวลาบินก็เสียงหึ่งๆ เหมือนกับผึ้ง และที่สุดยอดที่สุดคือ เวลามีใครไปจับมัน มันก็จะแกล้งทำเป็นต่อยเหมือนกับผึ้ง เอาตูดจิ้มๆ ทำให้เราตกใจปล่อยมันไป ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว มันไม่ได้มีเหล็กในอะไรเลยด้วยซ้ำ

รูปนี้ให้ดูชัดๆ อีกครั้ง ระหว่างผึ้งจริง(ล่าง) กับผึ้งเก๊(บน)ซึ่งไม่มีพิษสงใดๆ

รูปข้างล่างนี่ ให้เห็นหน้าเห็นตากันชัดๆ ว่าเป็นแมลงวันจริงๆ ไม่ใช่ผึ้ง (สังเกต ถ้าเป็นแมลงวันจะมีตาประกอบขนาดใหญ่ที่กินเนื้อที่เกือบจะทั้งหัว)

ภาพต่อมาโชว์ให้เห็นว่า ไม่ใช่แค่ผึ้งเท่านั้นที่โดน mimic โดยแมลงวัน ตัวต่อ ก็โดนเหมือนกัน

ส่วนภาพเหล่านี้ ให้ดูว่า ไม่ใช่แค่แมลงวันเท่านั้นที่ mimic ผึ้ง/ต่อ แมลงอื่นๆ ก็มีเหมือนกัน อย่างเช่น ผีเสื้อมอธ(บนซ้าย) ด้วง (บนขวา) และตั๊กแตนตำข้าว (ล่างซ้าย และขวา)

....................


การที่สัตว์ไม่มีพิษ ไปมีลวดลายเหมือนกับสัตว์มีพิษนั้น มันค่อนข้างเห็นชัดเจนอยู่ ว่าเป็นการลอกเลียนแบบ.. อย่างไรก็ตาม ถ้าเปรียบเทียบระหว่างผึ้งกับต่อดูมั่งล่ะ มันก็มีพิษทั้งคู่และต่างก็มีลายเหลืองสลับดำเหมือนกันทั้งคู่ ถ้าเป็นในกรณีเช่นนี้ล่ะ เราจะถือว่าเป็นการลอกเลียนแบบกันหรือไม่?

จริงๆ แล้ว การที่สัตว์มีพิษชนิดหนึ่งมีลายไปซ้ำกับสัตว์มีพิษอีกชนิดหนึ่งนั้น ทางชีววิทยาเขาก็จัดว่าเป็นการลอกเลียนแบบอย่างหนึ่งเหมือนกัน ใช้ชื่อเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Mullerian mimicry (ตั้งตามคุณ Muller ผู้ค้นพบ) ตรรกะของมันก็คือ สมมุติว่าคุณเป็นต่อชนิดหนึ่งซึ่งเกิดมาทีหลัง ในยุคที่ไอ้ต่อชนิดแรกซึ่งเกิดก่อนเมื่อแสนปีที่แล้วมันเลือกใช้ลายเหลืองสลับดำไปเรียบร้อยแล้ว.. ถามว่าถ้าคุณต้องการใช้ลายประกาศความมีพิษให้โลกรู้ คุณจะทำอย่างไหนถึงจะได้ประโยชน์มากกว่ากัน ระหว่าง ‘1. ทำตัวแนว ใช้ลายเขียวสลับแดง’ กับ ‘2. ของเค้าดีอยู่แล้ว ก็ใช้เหลืองสลับดำตามๆ ไปน่ะแหละ’

คำตอบก็คือข้อ 2 ครับ.. ผู้ล่าใดๆ ก็ตามที่อยู่ในละแวกนั้น จะคุ้นเคยกับต่อชนิดแรกดีอยู่แล้ว ทำให้เวลาเห็นสีเหลืองสลับดำปุ๊บ ก็จะตีความไปเลยอย่างรวดเร็วว่า “มีพิษ กินไม่ได้” (เผลอๆ อาจจะอยู่ในสัญชาตญาณโดยกำเนิดไปแล้วด้วยซ้ำ) เพราะฉะนั้น คุณซึ่งมาที่หลัง จะได้รับประโยชน์มากกว่า ถ้าหากเลือกดำเนินรอยตามผู้ที่เค้าประสบความสำเร็จอยู่แล้ว นั่นก็คือใช้ลายเหลืองสลับดำเหมือนกัน ผู้ล่าเห็นปุ๊บก็จะได้รู้เลยว่าเอ้อ เจ้านี่ก็มีพิษนะ ไม่จำเป็นต้องมาทำแนว ออกแบบลายใหม่ ‘เขียวแดง’ ให้เค้างงแล้วก็ต้องอาศัยเวลามาเรียนรู้เพิ่มเติมว่า เขียวแดงก็เท่ากับมีพิษเหมือนกันนะ (กว่านกทั้งป่าจะเรียนรู้เสร็จ ประชากรต่อเขียวแดงมีหวังถูกจับกินหมดก่อน) เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เท่ากับว่า พอนานๆ ไป สปีซี่ส์มีพิษที่เกิดใหม่ทั้งหลาย ไม่ว่าจะใครก็ตาม สุดท้ายก็จะต้องมาใช้สีในการโฆษณาเหมือนกันหมด เพราะเป็นสีมาตรฐานที่ผู้มีพิษรุ่นก่อนๆ ได้เซ็ตเทรนด์เอาไว้.. กลายเป็นว่า ตัวมีพิษทั้งป่าออกมามีลายเหมือนกัน.. ยกตัวอย่างเช่น ผีเสื้อในรูปข้างล่าง ทั้ง 13 ตัว 13 ชนิด อาศัยอยู่ในป่าแถบเดียวกัน ทุกชนิดมีพิษเหมือนกัน และก็ใช้ลายเหมือนๆ กันหมด เพื่อให้ผู้ล่าจดจำได้ง่าย และจะได้พยายามหลีกเลี่ยงพวกมัน

การเลียนแบบกลยุทธ์การโฆษณาของผู้ที่ประสบความสำเร็จมาก่อนหน้านี่ ดูไปดูมา ก็ช่างคล้ายกับ Rotiboy vs. PappaRoti เป็นอย่างยิ่ง ก็อปกันมาตั้งแต่โลโก้ รูปแบบร้าน รูปแบบสินค้า ไปจนกระทั่งถึงกลิ่น.. ซึ่งก็ถือเป็นความฉลาดของ PappaRoti เขา เพราะมีสูตรขนมเหมือนๆ กัน ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปทำโฆษณาให้แตกต่าง ลูกค้าเดิมเข้าใจดีอยู่แล้วว่าโรตีบอยคืออะไร รสชาติยังไง พอมาถึงเห็นป้าย PappaRoti คล้ายๆ กันปุ๊บ ก็รู้เลยว่า อ๋อ..นี่มันขนมปังประเภทนี้เหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม จุดหนึ่งที่ทำให้โรตีบอยกับปั๊บป้าโรตีไม่เข้าข่าย Mullerian mimicry ซะทีเดียวก็คือ ทั้งสองเป็นคู่แข่งที่แย่งลูกค้ากัน เจ้าแรกที่มาก่อน เวลาโดนคนอื่นก็อบย่อมเกิดอาการเซ็งเป็นธรรมดา และยิ่งถ้ามีเจ้าใหม่มาทำก็อบมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายจะยิ่งเสียประโยชน์กันหมดทุกฝ่าย.. กรณีของตัวต่อหรือผีเสื้อไม่ใช่เป็นแบบนั้น(มันไม่ได้แย่งลูกค้ากัน).. หากจะให้หาสิ่งเปรียบเทียบให้ตรงจริงๆ แล้วละก็ น่าจะเทียบได้กับกรณีของสีรถโรงเรียนในประเทศอเมริกามากกว่า (รูปข้างล่าง) กล่าวคือ เจ้าต้นแบบไม่ได้ต่อต้านการก็อป.. แต่กลับสนับสนุนว่า เอาเลย ก็อบเลย ยิ่งก็อบยิ่งดี ยิ่งแต่ละโรงเรียนทำแพทเทิร์นสีออกมาเหมือนกันเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายมากเท่านั้น ตัวโรงเรียนก็ได้ประโยชน์ เพราะคนทั่วไปจะได้เข้าใจตรงกันว่า นี่คือสีมาตรฐานของรถโรงเรียน พอเห็นปุ๊บก็จะได้ระมัดระวังทันที ส่วนคนทั่วไปเองก็ได้ประโยชน์เหมือนกัน เพราะจำแค่สีเดียวก็แอ็พพลายกับรถโรงเรียน ได้หมดทุกโรงเรียน ไม่จำเป็นต้องมานั่งท่องว่า เฮ้ย โรงเรียนนี้รถสีนี้ โรงเรียนนั้นรถสีนั้น.. Mullerian mimicry ในธรรมชาติ ก็ให้ประโยชน์ทั้งกับตัวสัตว์มีพิษชนิดต่างๆ และกับตัวผู้ล่าชนิดต่างๆ ในลักษณะเดียวกัน

....................


หัวข้อก่อนหน้านู้น เราเคยได้เห็นตัวอย่างของ ผู้ล่าเลียนแบบเหยื่อของเหยื่อ (ลิ้นเต่า และเหยื่อตกปลาของ angler fish) เดี๋ยวคราวนี้เราจะมาดูกรณีของ เหยื่อเลียนแบบผู้ล่าของผู้ล่า กันบ้าง

หากคุณเป็นแมลงตัวน้อยในป่าใหญ่ ศัตรูหลักของคุณคงไม่แคล้วพวก นกตัวเล็กๆ หรือพวกกบ กิ้งก่า ต่างๆ.. ในขณะเดียวกัน หากคุณเป็นนกเล็กๆ หรือพวกกบกิ้งก่าต่างๆ คุณก็คงไม่แคล้วที่จะต้องกลัวถูกจับกินโดยพวก เหยี่ยว นกฮูก แมว หรือไม่ก็งู อีกทีนึง

ตามหลักแล้ว พวกแมลงเล็กๆ อาจทำให้ผู้ล่าของมันตกใจกลัวได้ หากมันสามารถปลอมเป็นผู้ล่าของผู้ล่านั้นอีกที แต่ทว่า ผีเสื้อตัวเล็กๆ จิ๋วๆ ขนาดนั้น จะให้ไปปลอมเป็นนกฮูก เป็นแมว ได้อย่างไรกันล่ะ? ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ แต่จริงๆ แล้วมันมีวิธีอยู่..

การ mimic ที่สัมฤทธิ์ผล ไม่จำเป็นต้องก็อบต้นแบบมาหมดทุกส่วนก็ได้ bolas spider ยังก็อปแค่กลิ่น หิ่งห้อย photuris ก็ก็อบแค่สัญญาณแสง.. ผีเสื้อในรูปข้างล่างเหล่านี้ก็เหมือนกัน ในเมื่อปลอมเป็นนกฮูกทั้งตัวไม่ไหว ก็อาศัยเลียนแบบแค่ลูกกะตาก็ยังดี..

ท่ามกลางแสงสลัวๆ ในพงไพรอันสลับซับซ้อนของป่าดงดิบ พวกนกที่บังเอิญหันไปเห็นผีเสื้อพวกนี้เข้า อาจจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นตานกฮูก(บนขวา) หรือตาแมว(ล่างขวา) ของจริงได้อย่างไม่ยาก พวกมันคงกลัวถูกจับกินและพยายามหลีกเลี่ยงที่จะเดิน/บินต่อเข้าไปในทิศทางนั้น โดยหารู้ไม่ว่า จริงๆ โดนผี(เสื้อ)หลอกเข้าให้ซะแล้ว

Eye spots หรือ ตาปลอม เป็นอาวุธป้องกันตัวมีผู้ใช้กันอย่างแพร่หลายมากโดยเฉพาะในหมู่ผีเสื้อ (ส่วนในสัตว์กลุ่มอื่นๆ ก็มีเหมือนกัน เช่นพวกปลา พวกกบ(รูปบนขวา) ฯลฯ) ที่เป็นเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่า “ดวงตา” เป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลังมากๆ ในธรรมชาติ ใครเห็นเป็นต้องกลัวไว้ก่อน.. บางทีไม่จำเป็นต้องดูออกว่าเป็นหน้าตัวอะไรก็ได้ เอาแค่ นกกำลังจะจับผีเสื้อกิน แล้วอยู่ดีๆ หันไปเห็นลูกกะตายักษ์ 2 ดวง(หรือมากกว่า) กำลังจ้องเขม็งมาที่มัน แค่นั้น มันก็ตกใจ ใจหายแว๊บหล่นไปอยู่ตาตุ่มแล้ว เจ้าผีเสื้ออาจจะฉวยโอกาสช่วง 2 วินาทีที่นกกำลังไม่ได้สติอยู่นี้ แอบบินหนีไปซะก่อน หรือไม่อย่างน้อยๆ ถ้านกมันไม่ตกใจ มันก็อาจจะหมดอารมณ์ ไอ้นี่ ตัวอะไรวะ หน้าตาแปลกประหลาดเกินไป ไม่เอาดีกว่า ไม่กล้ากิน.. อย่าว่าแต่ผีเสื้อเลย บางทีคนเราเองมอง ยังรู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูกเหมือนกัน.. (ดูรูปด้านล่าง)

....................


นอกจากดวงตาของผู้ล่าอันน่าสะพรึงแล้ว บางครั้งอวัยวะอื่นๆ ก็ถูกเหยื่อเอาไปลอกเลียนแบบด้วยเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น หนอนผีเสื้อในรูปข้างล่าง 2 รูปนี้ เป็นไปได้ว่า ใช้กลวิธีทำตัวเลียนแบบกงเล็บของเหยี่ยว นกฮูก หรือ แมว เพื่อให้ตัวเองแลดูน่ากลัวมีพิษสง

ของที่จะให้เลียนแบบได้นี่ มันช่างมีมากมายหลากหลายจริงๆ เลยนะครับ.. บ้างเลียนแบบสัตว์พิษ บ้างเลียนแบบดวงตาหรือเขี้ยวเล็บของสัตว์ใหญ่ แต่ที่ตลกที่สุดก็คือ มันมีสัตว์อยู่ไม่น้อยชนิดเลยครับ.. ที่อยู่รอดมาได้ ไม่ใช่เพราะอาศัยวิธีไปลอกเลียนแบบชาวบ้าน แต่เพราะใช้วิธี ‘ลอกเลียนแบบตัวเอง’

การเลียนแบบตัวเอง หรือ automimicry หมายถึงปรากฏการณ์ที่ อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ไปเลียนแบบรูปร่างหน้าตาของอวัยวะอีกส่วนหนึ่งของร่างกาย ยกตัวอย่างเช่น กิ้งก่าในภาพข้างบน ดูเผินๆ จะเหมือนกับมีหัวทั้ง 2 ด้านใช่มั้ยครับ แต่ว่าจริงๆ แล้วไอ้ด้าน...อืมม.. จะว่าไปแล้วผมก็ดูไม่ออกเหมือนกันว่าด้านไหน.. เอาเป็นว่าด้านใดด้านหนึ่งของมัน เป็นหัวจริง ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง เป็นหางที่เลียนแบบหัว ทำให้สุดท้ายแล้ว ออกมาดูไม่ออกว่าด้านไหนเป็นด้านหัวกันแน่.. ประโยชน์ของ mimicry แบบนี้ก็คือ การทำให้ผู้ล่าสับสน ไม่รู้จะจู่โจมฝั่งไหนดี ส่วนมากผู้ล่าจะจงใจเล็งที่หัว แต่เมื่อเป็นแบบนี้ก็อาจจะทายผิด ไปกัดเอาด้านหาง(ที่หน้าเหมือนหัว)แทน เท่ากับกิ้งก่ามีโอกาสรอดได้ 50:50 เหมือนเวลาโยนเหรียญแล้วต้องลุ้น ว่าจะออกหัวหรือก้อย แต่นี่เป็นลุ้นว่าจะ ออกหัวหรือหาง แทน

รูปด้านล่างนี้เป็นตัวอย่างอื่นๆ ของ automimicry ที่เอาไว้ทำให้ผู้ล่าสับสนโดยเฉพาะ บ้างใช้คอนเซ็ปเดียวกับกิ้งก่า คือมี 2 หัวให้เดา ว่าด้านไหนหัวจริงด้านไหนหัวปลอม ถ้าเดาผิดไม่ต้องกิน อะไรทำนองนั้น (3รูปบน : ซ้าย-ยุง-หัวจริงหันขึ้นบน กลาง-ผีเสื้อ-หัวจริงหันขวา ขวา-หนอนผีเสื้อ-หัวจริงหันขวา ) ส่วนอีกพวกนึง จงใจหลอกให้กลับตาลปัตรเลย คือใช้หัวปลอมเป็นหาง ใช้หางปลอมเป็นหัว กะจะให้ผู้ล่าหลงไปโจมตีที่หางเพราะนึกว่าเป็นหัวตลอด (2 รูปล่าง ซ้าย-หนอนผีเสื้อ-หัวจริงหันขวา ขวา-แมลงชนิดหนึ่งเรียก lantern bug หัวจริงหันซ้าย)

....................


กลับมาปิดท้ายหัวข้อนี้กันด้วย Batesian mimicry อีกรอบนะครับ ตะกี้เราดูกันมาหลายตัวอย่างแล้ว แต่เช่นเคยครับ ผมได้กั๊กตัวที่สุดยอดสุดเอาไว้สุดท้าย.. ในขณะที่สัตว์อื่นๆ เวลาปลอมเป็นชาวบ้านชนิดไหน ก็จะต้องเลือกปลอมเป็นชนิดนั้นไปเลยตลอดชีวิต.. สัตว์ชนิดนี้กลับมีความสามารถพิเศษ สามารถเปลี่ยนสีเปลี่ยนรูปร่างได้ตลอดเวลา และสามารถเลือกปลอมเป็นสัตว์อื่นๆ ได้หลากหลายชนิดตามใจนึก

เจ้าราชันย์แห่ง Batesian mimicry ตัวจริงตัวนี้ ได้แก่ปลาหมึกสายชนิดหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเรียกว่า mimic octopus (ขณะที่เขียนอยู่นี้ ผมเพิ่งไปดูหนังเรื่อง X-Men มาพอดี ทำให้นึกถึงคาร์แร็คเตอร์ตัวนึงที่มีชื่อว่า มิสติค สามารถแปลงร่างปลอมตัวเป็นใครก็ได้ เหมือนกะเจ้าปลาหมึกชนิดนี้เลย)

เมื่อประมาณปี 2001 คณะนักชีววิทยาชาวออสเตรเลียได้ไปดำน้ำสำรวจแถวๆ ชายฝั่งเกาะสุลาเวสี กับเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย แล้วก็ได้ค้นพบปลาหมึกชนิดใหม่ ซึ่งมีพฤติกรรมแปลกประหลาดอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นในหมึกชนิดอื่นๆ หรือในสัตว์ชนิดไหนๆ ก็ตามที.. เจ้าปลาหมึกชนิดนี้ มันสามารถแปลงร่างได้!

บางครั้งเวลามันว่ายน้ำเร็วๆ มันจะทำหนวดลู่ไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อเลียนแบบปลาลิ้นหมา (flatfish) ซึ่งเป็นปลามีพิษในระแวกนั้น จะได้ไม่มีใครกล้ามาจับมันกิน (ดูรูปประกอบ ขวา:ปลาลิ้นหมาของจริง ซ้าย:ปลาหมึกเลียนแบบ)

ถัดมา เวลามันว่ายชิวๆ มันก็มักจะแผ่หนวดไปรอบๆ ทุกทิศทุกทาง เพื่อเลียนแบบครีบของปลาสิงโต ซึ่งก็มีพิษร้ายแรงอีกเหมือนกัน (ดูรูปประกอบ ขวา:ปลาสิงโตของจริง ซ้าย:ปลาหมึกเลียนแบบ)

เท่านั้น ยังไม่พอ มันยังสามารถเอาหนวด 6 หนวดขุดฝังลงไปในพื้นโคลน แล้วก็ยืดหนวดอีก 2 เส้นที่เหลือ ต่อกันเป็นเส้นยาว เพื่อเลียนแบบงูทะเล หนึ่งในงูที่มีพิษร้ายกาจที่สุดในโลก.. เจ้า mimic octopus ชอบใช้มุกนี้บ่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่มันถูกตามล่าโดยปลาสลิดหิน(damsel fish) ซึ่งเป็นปลาที่โดนงูทะเลจับกินเป็นประจำ (ดูรูปประกอบ บน:งูทะเลตัวจริง ล่าง:ปลาหมึกเลียนแบบ)

รูปถัดไปสรุปรูปแบบการปลอมตัวหลักๆ ทั้ง 3 แบบของ mimic octopus

นอกเหนือจาก 3 มุกหลักๆ เหล่านี้แล้ว บางครั้งนักดำน้ำก็สังเกตเห็นหมึกชนิดนี้ ทำท่าทำทางแปลกๆ เหมือนจะเลียนแบบสัตว์อื่นๆ ได้อีก แต่ก็ยังไม่กล้าฟันธงลงไป อย่างเช่นรูปข้างล่างทางซ้ายนั่น ดูๆ ไปก็ออกจะเหมือนปลากระเบนอยู่ไม่น้อย (ปลากระเบนปกติมีพิษที่หาง) ส่วนทางขวานั่น ดูไม่ออกเหมือนกันว่าพยายามเลียนแบบอะไรแน่

อันนี้ให้ดูอิริยาบถอื่นๆ แล้วก็ให้ดูว่า ลวดลายสีสันของมัน สามารถเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ตลอดเวลา ภายใต้การควบคุมของสมอง

....................


ตั้งแต่เริ่มเรื่อง จะเห็นว่า ผมชอบยกตัวอย่างสัตว์เปรียบเทียบกับคนมาโดยตลอด นี่ประเดี๋ยวอีก 2 ย่อหน้าถัดจากนี้ผมก็จะยกอีก.. อย่างไรก็ตาม ถึงแม้มันจะช่วยให้ผู้อ่านเห็นภาพได้ง่ายขึ้น และช่วยเพิ่มอรรถรสให้กับงานเขียน แต่การเปรียบเทียบในลักษณะนี้ ก็มีข้อจำกัดที่สำคัญอยู่ประการหนึ่ง ในความเป็นจริงแล้ว พฤติกรรมการเลียนแบบในสัตว์กับพฤติกรรมการเลียนแบบในคน มีรากฐานที่มาที่แตกต่างกันมาก แม้จะพอเอามาเทียบเคียงกันได้ แต่หากยึดถือเป็นจริงเป็นจังมากเกินไป ก็อาจทำให้เราเสี่ยงต่อการเข้าใจอะไรผิดๆ ได้

ประการแรกเลย มนุษย์เรา เวลาคิดจะเลียนแบบอะไรซักอย่าง กระบวนการขบคิด เรียนรู้ วางแผน ฝึกซ้อม เตรียมการ ลงมือทำ ค่อยๆ ปรับปรุงจากไม่เหมือนไปสู่เหมือนนั้น บางทีใช้เวลาเป็นวัน บางทีก็เป็นเดือน เป็นปี กว่าจะเลียนแบบสิ่งนั้นๆ ได้สำเร็จ.. ในจุดนี้ เรานั้นแตกต่างกับตัวอย่าง mimic ในสัตว์ทั้งหลายที่ยกมาโดยสิ้นเชิง ไม่มีสัตว์ชนิดไหนบรรลุวิชา mimic ได้ภายในช่วงชีวิตของตัวมันเอง ความสมบูรณ์แบบที่เราเห็น ‘ฝีมือ’ในการลอกเลียนแบบของมัน ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาด้วยการ ฝึกซ้อมเป็นเดือนๆ หรือเป็นปีๆ.. แมลงวันที่เลียนแบบผึ้งไม่ได้รู้ตัวหรอกว่ามันกำลังเลียนแบบผึ้งอยู่ มันเกิดมามันก็แค่ใช้ชีวิตของมันไปตามสัญชาติญาณเท่านั้น การพัฒนาการเลียนแบบจากไม่เหมือนไปสู่เหมือน ทั้งหมดนั้น เป็นสิ่งที่ค่อยๆ เกิดขึ้นเอง โดยใช้เวลาเป็นล้านๆ ปี ในระหว่างที่สัตว์เกิดแล้วก็ตาย เกิดแล้วก็ตาย เกิดแล้วก็ตาย รุ่นแล้วรุ่นเล่า รุ่นแล้วรุ่นเล่า แต่ละรุ่นทิ้งไว้เพียงสาส์นพันธุกรรมที่ถูกส่งทอดไปยังรุ่นต่อไป.. สัตว์ที่เราเห็นว่าเลียนแบบ ‘เก่ง’ จริงๆ แล้วมันไม่ได้ ‘เก่ง’ แล้วก็ไม่ได้ ‘ฉลาด’ ด้วย.. กระบวนการคัดเลือกตามธรรมชาตินั่นตะหากที่เป็นผู้ที่ ‘เก่ง’ และ ‘ฉลาด’ ของจริง.. อะไรที่คนเราคิดได้ natural selection มันก็ ‘คิด’สร้างสรรค์ขึ้นมาได้เหมือนกัน ทั้งๆ ที่ตัวมันเองไม่ได้มีสมอง ไม่ได้มีตัวตนเป็นกายเนื้ออยู่ในโลกนี้ด้วยซ้ำ เป็นเพียงความเป็นไปภายใต้เงื่อนไขแค่ไม่กี่ประการที่บังเกิดขึ้นเองตามสัจธรรมแห่งธรรมชาติ เท่านั้นเอง..

ตลอดมา ความซับซ้อนของชีวิตบนโลก ได้ถือกำเนิดสะสมเปลี่ยนแปลงมาเรื่อย โดยปราศจากสำนึก เจตนา และความหมาย.. คำเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์เพิ่งจะประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาในภายหลังทั้งสิ้น จริงอยู่บางครั้งเรามองธรรมชาติแล้ว รู้สึกอยากจะอธิบายมันด้วยคำขยายอย่าง ‘เก่ง’ ‘ฉลาด’ ‘แยบยล’ หรือคำกริยาอย่าง ‘สร้าง’ ‘คิด’ ‘ออกแบบ’ ‘เล็งเห็นว่า’ ‘ก็เลย..ทำแบบนั้น ทำแบบนี้’ ‘ทำเพื่อประโยชน์นั้น ประโยชน์นี้’ ฯลฯ.. ซึ่งทั้งหมดนี้ ผมคิดว่าก็สามารถทำได้ แต่ต้องระวัง.. ต้องให้รู้อยู่แก่ใจว่า ที่พูดแบบนี้ ใช้ศัพท์แบบนี้เนี่ย ก็แค่เพื่อให้มันสื่อสารง่ายนะ ถ้าไม่ใช้คำพวกนี้ ก็ไม่รู้จะบรรยายยังไงเหมือนกันให้มันสละสลวย ครั้นจะมานั่งอธิบายความเป็นจริงกันทุกรอบๆ ก็คงไม่ไหว เอาเป็นว่าไม่ว่าผมจะใช้ศัพท์บ้านๆ ยังไงก็ตาม ก็ขอให้พวกท่านรู้ไว้ละกันครับว่า กระบวนการในธรรมชาติจริงๆ มันไม่ได้เกิดโดยมี สำนึก เจตนา และความหมาย เป็นตัวกำหนด เหมือนอย่างในการกระทำของคนเรา.. นี่คือประเด็นสำคัญที่ผมต้องการชี้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะขึ้นหัวข้อถัดไป(ให้ชี้บ่อยๆ ก็เหนื่อยทั้งคนอ่านคนเขียน ชี้ครั้งเดียวให้มันชัดไปเลยดีกว่า) หวังว่า การเน้นย้ำตรงนี้ จะทำให้ท่านผู้อ่านมีสติ ไม่ยึดติดจนเกินไป เวลาผมเปรียบเทียบการเลียนแบบในคนกับการเลียนแบบในสัตว์นะครับ.. เอาละครับ ว่าแล้วเราก็มาต่อกันเลยดีกว่า

เท่าที่เล่ามา จะเห็นว่าในสัตว์ แรงผลักดันหลักที่ทำให้เกิดการเลียนแบบกัน มักพัวพันอยู่กับเรื่องการล่าและการถูกล่า สำหรับในคน การเลียนแบบที่มีชีวิตเป็นเดิมพันในลักษณะแบบนั้นก็มีบ้างเหมือนกัน อย่างเช่น ทหารอาศัยการพรางตัวเพื่อจะฆ่าคนอื่นหรือไม่ก็ป้องกันไม่ให้คนอื่นมาฆ่าตัวเอง.. สายลับ ถ้าปลอมไม่เหมือนก็อาจถูกจับได้ และต้องสังเวยด้วยชีวิต ฯลฯ.. อย่างไรก็ตาม การเลียนแบบในมนุษย์ ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องคอขาดบาดตายเสมอไป บางครั้งเราเลียนแบบเพียงเพื่อเล่นสนุก เพื่อความบันเทิง เพื่อศิลปะ ยกตัวอย่างเช่น เราแต่งตัวเป็นคนนู้นคนนี้เพื่อล้อเลียนหรือเพื่อเรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อนๆ.. เราวาดภาพเหมือน ปั้นรูปเหมือน สร้างสิ่งจำลองอย่างหนังอย่างการ์ตูน เกม ขึ้นมาเลียนแบบชีวิตจริง.. บางครั้ง เราก็ย้อนกลับไปเลียนแบบสิ่งเลียนแบบเหล่านี้ซะเอง สมมุติว่ามีคนแต่งตัวเลียนแบบการ์ตูนที่สร้างจากหนังซึ่งสร้างมาจากเหตุการณ์จริงอีกที (สมมุติมีการ์ตูนเบสออนหนังเรื่องบางระจันออกมา) นั่นเท่ากับว่า เขากำลังเลียนแบบสิ่งที่สร้างเลียนแบบสิ่งที่สร้างเลียนแบบอีกที.. แต่ไม่ว่ามันจะซับซ้อนชวนงงขนาดไหนก็ตาม สุดท้ายแล้วทั้งหมดนี้มันก็เพื่อศิลปะ เพื่อความบันเทิง..

มนุษย์เรายังเลียนแบบเพื่อจุดประสงค์อะไรอื่นๆ อีกมากมายหลายอย่าง.. ถ้าไปดูในแง่ลบกันบ้าง อย่างนึงที่เราสามารถพบเห็นได้ ก็คือการเลียนแบบเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางสังคม.. คนบางคนปลอมตัวแอบแฝงเข้าไปร่วมอยู่กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพื่อให้ได้รับสิทธิผลประโยชน์พิเศษจากการเป็นสมาชิกของกลุ่มๆ นั้น

ลองนึกภาพดูนะครับ เอาเบาะๆ ก่อน เริ่มจาก พวกที่ทำสติกเกอร์ปลอมแปะหน้ารถ แล้วก็แอบเนียนเข้าไปจอดในที่ๆ ปกติเขาจัดไว้ให้สำหรับคนที่ทำงานที่นั่น.. แรงขึ้นมาอีกนิด พวกที่ใส่สูทเข้าไปเนียนกินฟรีตามงานแต่งของชาวบ้านที่ตัวเองไม่รู้จัก.. หนักขึ้นมาอีกหน่อย พวกพระปลอม.. ในขณะที่พระจริงเฝ้าบำเพ็ญธรรม สร้างความเลื่อมใสศรัทธา ปัดเป่าทุกข์บำรุงสุขให้ชาวบ้าน ไอ้พวกนี้กลับไปรับเงินทำบุญเค้ามา แล้วก็เอาไปช็อปปิ้งพันธ์ทิพย์ ซื้อไอพ็อด ซื้อแฟลชไดรฟ์ ซื้อเกมไปนั่งเล่น.. ยังครับ นี่ยังไม่ใช่หนักที่สุด ในความคิดผมหนักกว่านี้ยังมีอีก น้องผมเจอมากับตัวเอง ช่วงที่เกิดสึนามิ มันกับเพื่อนๆ ชวนกันไปเรี่ยไรเงินบริจาคแถวสยามแถวจตุจักร เพื่อรวบรวมเป็นทุนจัดค่ายอาสาลงไปช่วยชาวบ้าน ปรากฏว่าคนกรุงมีน้ำใจดีไม่น้อย ไม่กี่วันได้มาเป็นแสน ทำให้งานทุกอย่างสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี.. ต่อมาไม่นาน มันไปเดินเล่นแถวสยามอีกครั้ง ก็ไปเจอกับเด็กธรรมศาสตร์เสื้อเหลืองแดงอีกกลุ่มหนึ่ง กำลังยืนตะโกนแหกปากเรี่ยไรบอกจะเอาเงินลงไปช่วยชาวบ้านเหมือนกับพวกมันเป๊ะ น้องผมก็คิด เอ้อดีเว้ย.. มันต้องช่วยๆ กันเยอะๆ แบบนี้สิ สังคมไทยถึงจะเจริญ.. ว่าแล้วก็ช่วยสมทบทุนบริจาคเพิ่มไปอีกแรง.. ที่ไหนได้ ไม่กี่อาทิตย์ต่อมา ไปอ่านหนังสือพิมพ์เจอข่าว แก็งค์มิจฉาชีพ ปลอมตัวเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ หลอกฟันเงินบริจาคเข้ากระเป๋าไปหลายแสน อ้างช่วยเหลือชาวบ้าน........................................... อึ้ง..... โนคอมเม้นจริงๆ ครับ...... โนคอมเม้น...

นั่นแหละครับ.. การเลียนแบบนี่เป็นอะไรที่เอาไปใช้ได้หลากหลายจริงๆ.. ในโลกของสัตว์เองก็เช่นกัน ยังมีการเลียนแบบเพื่อจุดประสงค์อื่นๆ อีกมาก นอกเหนือจากเพื่อเอาชีวิตและเพื่อเอาชีวิตรอด ถ้าเทียบกับในคน ไอ้แบบแรกที่บอกว่าทำเพื่อความสนุกหรือเพื่อศิลปะนั้น ในสัตว์คงจะหาดูได้ยากอยู่ อันนั้นมันเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมนุษย์อยู่พอสมควร.. (เราจะไม่เคยเห็นหมาอยู่ดีๆ ก็ลุกขึ้นมาแต่งเป็นแมวร้องเหมียวๆๆ แล้วก็นั่งขำกัน.. เราจะไม่เห็นแมงกุ๊ดจี่หนุ่มนั่งบรรจงปั้นขี้ให้กลายเป็นรูปแมงกุ๊ดจี่สาว เสร็จแล้วเรียกเพื่อนๆ มาร่วมกันชื่นชมในความงาม.. มีแต่คนเท่านั้นแหละที่จะทำอะไรทำนองนั้น) ส่วนแบบที่สองที่เพิ่งจะพูดถึงกันไป พวกปรสิตทางสังคม พวกเนียนงานเลี้ยง พวกพระปลอม พวกรับบริจาคปลอม พวกนี้ บางทีเราก็รู้สึกว่ามันน่าจะมีอยู่แต่เฉพาะในหมู่มนุษย์ด้วยเหมือนกัน

แต่คุณจะแปลกใจมั้ยครับ หากผมจะบอกว่า จริงๆ แล้วในสัตว์ก็มี..



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter