Art Trip from East to west: จาก กัวเหว่ย กัวเจิ้น ถึง เรมบรันต์

- รายงานโดย สนธยา ทรัพย์เย็น -


กัวเหว่ย กัวเจิ้น กับงานแสดงภาพชุด The Naked Truth

อาร์ตไวรัส ดีใจที่มีโอกาสไปชมงานชุด The Naked Truth ที่ถังแกลเลอรี่ ก่อนที่จะจบชุดลงในวันที่ 1กรกฎาคม ใจหนึ่งก็เสียดายแทนอีกหลายคนที่ไม่มีโอกาสได้ไปชม แต่ขณะเดียวกันก็ยังโลภอยากชมงานของ กัวเหว่ย กับ กัวเจิ้น ให้อิ่มตามากกว่านี้ (เอาน่า ถ้าใครสนใจก็ชมทางเน็ตแก้ขัดไปก่อน)

Guo Jin: A Companion No[1].1

งานชุด The Naked Truth รวมเอาผลงานของกลุ่มศิลปินชั้นนำ 6 คนจากเมืองเฉิงตู เมืองหลวงของมณฑลเสฉวน นอกจาก กัวเหว่ย (Guo Wei) กับ กัวเจิ้น (Guo Jin) ที่จะเอ่ยถึงเป็นพิเศษ ก็ยังมีงานของ โจวจุ้นหยา, จ้างเหนิงจื้อ, เหอตัวหลิน และ หยงเหมี่ยน (รายหลังสุดนี้ผลงานคล้ายซิ้ลค์สกรีนป็อปอาร์ตที่พูดถึงภาพลักษณ์ป็อปในระบบธุรกิจบริโภคนิยม โดยนำภาพของดารา นางแบบชื่อดัง อย่าง หลี่ซื่อหลิง และ จางมั่นอี้ มาเป็นต้นธาร)

Guo Wei: Blue Mosquito No[1].1

สองศิลปินพี่น้องแซ่กัว มีบ้านเกิดอยู่เฉิงตู เมืองหลวงของมณฑลเสฉวน ทั้งสองเรียนจบจากสถาบันศิลปะที่นั่น ยุคนี้เฉิงตูกำลังกลายเป็นดินแดนแห่งใหม่ที่น่าจับตาสำหรับวงการศิลปะของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเคยฝากศรัทธาไว้เฉพาะกับเมืองใหญ่อย่าง ปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้ เพราะนอกจากเฉิงตูจะแวดล้อมไปด้วยทิวทัศน์ที่มีหุบเขาสูงลดหลั่นงามตาแล้ว ยังสมบูรณ์พร้อมทั้งด้านการเกษตร และการอุตสาหกรรม แม้เศรษฐกิจจะยังไม่อาจทัดเทียมเมืองหลวงชั้นนำ แต่ศิลปินที่นั่นก็รักษาความบริสุทธิ์ ปลอดอิทธิพลจากภายนอกได้มากกว่า มาตรว่าถูกมองข้ามก็จริง แต่ที่นั่นก็มีคนรักศิลปะ สนับสนุนการจัดงานศิลปะระดับชาติ ซ้ำวิถีชีวิตของคนเสฉวนที่ยังเรียบง่าย ไม่เร่งร้อนก็ฉายเอกลักษณ์ชัดเจนในงานวรรณกรรมและงานศิลปะ จนเป็นที่ยอมรับนับถือทั่วทั้งประเทศอีกด้วย

Guo Wei: Indoor with Fable

กัวเหว่ย ผู้พี่ และ กัวเจิ้น ผู้น้อง เกิดมาทันรู้เห็นความเป็นไปในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม ยุคสมัยของเหมาเจ๋อตุงที่ส่งเสริมให้แต่ละครอบครัวมีลูกคนเดียว แทนที่จะวาดภาพทิวทัศน์ ภาพกลุ่มคน หรือสังคมวงกว้าง ทั้งคู่พี่น้องกลับจงใจละเลยภาพมุมกว้าง ละเลยฉากหลัง นิยมทำแต่ภาพศิลปะที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ชีวิตเล็กน้อยทั่วไปที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่หรือพิเศษพิสดารอะไร โดยเฉพาะการจับภาพการละเล่นของเด็ก การปล่อยตัวสนุกสนานตามธรรมชาติ ที่ดูเหมือนจะเป็นจุดร่วมกันอย่างหนึ่งในงานของทั้งคู่ แต่ผลจากการทำงานกับตัวแบบเด็ก กลับทำให้ได้งานในสไตล์ที่แตกต่างกันไม่น้อย

Guo Wei: Interior with Mosquito

หากเทียบกันกับพี่ชาย ภาพเด็กส่วนใหญ่ของกัวเจิ้น ดูจะเป็นงานเพ้นท์ที่มีสีสันบางเบาสดใสมากกว่า ลักษณะสีเป็นสีน้ำมันทาอ่อนจางเหมือนสีน้ำ (ภาพสีหมองก็มีแต่ไม่ได้นำมาจัดแสดงที่ถังแกลเลอรี่) ขณะที่พี่ชายมักใช้สีมืดครึ้มจนเกือบเป็นโมโนโทน น้องชายกลับใช้สีปาดซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ คล้ายผนังปูนของตึกเก่าแก่ ส่งผลให้ความสดใสในผิวพรรณเด็ก กลายเป็นหยาบกร้านเหมือนผิวของคนชรา อีกทั้งยังมีผลกระทบต่อการละเล่นของเด็กที่ควรร่าเริง บริสุทธิ์สดใส กลับดูคลุมเครือมีปริศนา ลักษณะภาพก็มีเช่น ภาพเด็กกระโดด เด็กร้องเพลง เด็กผู้หญิงยืนคร่อมเหนือตัวเด็กชายที่นอนบนพื้น แต่ดวงตาของเธอมองลูกบอลที่กำลังลอยอยู่กลางอากาศ ตัวอย่างชื่อภาพก็เช่น A Companion No. 1, Children’s Play, Children’s Jumping (สองภาพหลังค้นดูได้จากเน็ต)

Guo Wei: Mosquitoes and Moth

กัวเจิ้น กล่าวว่า ภาพเด็กของเขาสะท้อนถึงความซื่อบริสุทธิ์ไร้จริตของมนุษย์ สิ่งที่เขาทำคือพยายามดึงให้เห็นความงามทางอุดมคติ ซึ่งมนุษย์เราไม่รู้ตัวว่าเคยมี เพราะเราสูญเสียมันไปนานแล้ว ภาพความสดใสเบื้องนอกในงานของเขาจึงอาจบ่งบอกถึงการสะท้อนย้อนอดีต ที่ไม่มีวันจะหวนคืนกลับมาอีก

Guo Wei: Untitle (1997)

ส่วนงานของ กัวเหว่ย นั้นว่ากันว่าในยุคเริ่มแรก เขาชอบเพ้นท์รูปตัวเองเพื่อสะกิดใจบางอย่างกับคนดู ต่อมาไม่นานหันมานิยมวาดรูปเด็ก เราจะได้เห็นพัฒนาในการเติบโตของลูกสาวของเขาเองด้วย หลายภาพที่อาจดูเผิน ๆ คล้ายภาพถ่ายสีทึมสองสี หรืองานเพ้นท์ภาพป็อปอาร์ตสองมิติ (สีหลัก ๆ คือดำ ขาว เทา น้ำเงิน) ลีลาการละเล่นของตัวแบบมีลูกเล่นหยอกเย้ากับตัวศิลปินและสื่อสายตากับผู้ชมโดยตรง พร้อมกับท่าโพสบางภาพก็มีนัยกึ่งยั่วล้อ กึ่งคุกคาม ซ้ำยังอัดแน่นในมิติแห่งความคลุมเครือ สังเกตจากตำแหน่งการยืนของตัวแบบที่มักเอียงศีรษะไปทางใดทางหนึ่ง หรือเอียงตัวร่างกายให้ดูเพี้ยนผิดสัดส่วน โดยเฉพาะภาพชุด Inside with Mosquitoes and Moths ที่การจัดวางภาพมีส่วนคล้ายงานของ ฟรานซิส เบคอน หรือ เอก้อน ชีเล่อ

Guo Wei: Inside with Mosquitoes and Moths


ยังมีงานอื่นๆ ของสองพี่น้องกัวที่เราเห็นเฉพาะจากในเว็บ อยากให้ถังแกลเลอรี่นำมาแสดงบ้าง เช่น กลุ่มที่เป็นภาพเปลือย หรือภาพเด็กในกิจวัตรต่างๆ เช่นอาบน้ำ แปรงฟัน ภาพเหล่านั้นที่ควรจะดูสบายผ่อนคลาย กลับดูจะรุกคืบหนักระหว่างความกำกวมและความเจ็บปวด ซึ่งจู่โจมอารมณ์ต่อผู้ชมอย่างยากจะอธิบาย แม้แต่งานของกัวเจิ้น ที่น่าจะสดใสมากกว่างานของคนพี่ ก็ยังชวนดูหดหู่มากขึ้น แม้จะใช้โทนสีสด เช่นสีแดงก็ตาม

ขอบคุณ ถังแกลเลอรี่ ที่ขยันจัดแสดงงานดีๆ แบบนี้ให้ชาวไทยได้ยลมาเป็นเวลาเนิ่นนาน ข่าวว่าภาพส่วนใหญ่ในชุด The Naked Truth นี้มีคนจองซื้อไว้แล้ว ตั้งแต่งานยังไม่เปิดแสดง


ถังแกลเลอรี่ (Tang Gallery)

ชั้นใต้ดิน สีลมแกลเลอเรีย 919/1 ถ. สีลม

เปิดวันจันทร์-เสาร์ 11 นาฬิกา-1 ทุ่ม (ปิดวันอาทิตย์และวันหยุดราชการ)


ติดต่อสอบถาม คุณ ซาร่าห์

โทร: 02-630-1114 และ โทร/ แฟ็กซ์ 02-630-3264

info@tanggallery.com, www.tanggallery.com

*****************************************************************************************

งานแสดงภาพเรมบรันต์ ในกรุงเทพฯ

เดชะบุญแห่งการฉลองสิริราชย์สมบัติของในหลวงแท้ๆ ที่ทำให้สถานทูตเนเธอร์แลนด์จัดแสดงงาน The First-Ever Rembrandt Exhibition in Thailand ระหว่างวันที่ 2-20 มิถุนายนที่ห้อง Event Hall ชั้น 3 เซ็นทรัลชิดลม หาไม่แล้วงานศิลปะระดับเอกของโลกในสเกลนี้คงต้องรอให้กรุงรัตนโกสินทร์ฉลองครบรอบเพิ่มต่ออีกหลายร้อยปี กว่าดวงตาของชาวไทยจะได้สัมผัสกับของจริง นี่ก็เนิ่นนานอยู่พอแล้วไม่ใช่หรือ ที่คนไทยซึ่งพอจะรู้จักนาม เรมบรันต์ ก็มีแต่นักเรียนช่างศิลป์ นักศึกษามหาวิทยาลัย หรือคนขับรถรับจ้างเท่านั้น “บอกมาเลย จะไปไหน อะไรนะ อ๋อ โรงแรม เรมบรันต์ (Rembrandt Hotel)”

Feast of Belshazzar

ภาพพิมพ์โลหะของ เรมบรันต์ (Rembrandt Harmenszoon van Rijn) ศิลปินชาวดัทช์ ที่นำมาจัดแสดงคราวนี้ อาจไม่ใช่หนึ่งเดียวในโลกเหมือนเหล่าภาพสีน้ำมันชิ้นเอกที่เขาวาด แต่นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี อย่างน้อยมิตรรักนักศึกษานับร้อยที่ถูกเกณฑ์มาจดชื่อและเลขภาพ (จดไปทำไมครับอาจารย์) ก็คงพอจะได้กวาดตาดูคร่าวๆ ในลายเส้นและความละเอียดลออของผลงาน (ถ้าเพียงแต่พวกเขาจะได้เงยหน้าดูภาพบ้างนะ) บางภาพผมเทียบดูแล้ว เป็นคนละเวอร์ชั่นกับในหนังสือศิลปะ อย่างภาพที่ชื่อ Christ Shown to the People (ปี1655) ซึ่งเป็นภาพตอนที่พระเยซูถูกนำออกมายืนประจาน ให้รอรับการตัดสินคดีต่อหน้าฝูงชน ภาพนี้มีขนาดใหญ่ที่สุดในงาน (เพราะภาพส่วนใหญ่ค่อนข้างเล็ก บางภาพเรียกได้ว่าขนาดมินิ) ภาพนี้ก็เป็นเวอร์ชั่นพิมพ์ครั้งที่ 8 ซึ่งมีการลบ เปลี่ยน และเพิ่มรายละเอียดของกลุ่มคนข้างล่างเวที (ในหนังสือศิลปะที่ผมมีนั้นเป็นภาพพิมพ์รุ่นที่ 7) ดูแล้วก็ได้เห็นแนวความคิดของเรมบรันต์ว่าเขาพยายามวางองค์ประกอบให้โดดเด่นและสมส่วนมากขึ้น ตามความถี่ของการพิมพ์ภาพแต่ละครั้ง

Flight to Egypt

สำหรับเมืองไทย บ่อยครั้งทีเดียวที่การเข้าถึงงานศิลปะเต็มไปด้วยอคติและอุปสรรคยุ่งยาก ทั้งจากข้อแม้ส่วนตัวของผู้เสพงานเอง หรือองค์ประกอบความเห็นของเสียงสังคมชนิดหนาตราช้าง จำเป็นอยู่ทีเดียวว่างานดีเยี่ยมนั้นไม่เพียงพอเสียแล้ว เราจำเป็นต้องได้ครูและผู้นำการศึกษาศิลปะที่ดีด้วย โรงเรียนและบรรดาครูบาอาจารย์ที่พาเด็กนักเรียนมาชมนั้น สมควรได้รับการยกย่องในเจตนารมณ์ที่ดี แต่พวกเขาเองก็ควรมีภูมิรู้และทักษะที่จะช่วยแนะนำลูกศิษย์ของเขาบ้าง แน่นอนว่ากับลูกศิษย์ที่มีแววฝักใฝ่อยู่แล้ว อาจไม่ต้องการตัวช่วยมากนัก แต่สำหรับเยาวชนส่วนใหญ่ที่ยังด้านชาต่อศิลปะ (เช่นเดียวกับบุพการีและบรรพชนยุคก่อนหน้าซึ่งท่องชื่อนักบอลอ่านยากได้ถูกหมด) การช่วยจูงมือแนะนำ ตั้งข้อสังเกตมุมมองในการเข้าถึงเบื้องต้น รับรู้ความแตกต่างทางความคิด และวิธีการของงานศิลปะแยกย่อย ย่อมดีกว่าปล่อยให้ลอยเคว้งไปกับการชี้นำคุณค่าผิวเผิน อาทิ ราคาค่างวดแพงหรูของชิ้นงาน ความอลังการของชิ้นงาน หรือเน้นความสมจริงเหมือนธรรมชาติที่กลายเป็นกฎชัดเจนตายตัวของงานศิลปะชั้นยอด

น่ายกย่องในความพยายามที่ผู้จัดงานจัดเตรียมนักศึกษาศิลปะมาช่วยชี้แจงความสำคัญและที่มาที่ไปของตัวงาน แม้หัวข้อของคำถามจะหนีไม่พ้นการประเมินคุณค่าผิวเผิน อย่างที่ผมได้เอ่ยไปในย่อหน้าก่อน แต่ก็ยังนับว่าช่วยให้อีกหลายคนมีแรงกระตุ้นเริ่มต้น (จะหวังให้ทุกคนเดินห้องสมุดค้นหนังสือศิลปะมันก็ไม่ใช่วิถีของคนชาติเรานะ) แม้การพึ่งพาไกด์อย่างเดียวอาจมีข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่ก็ช่วยทำให้หลายคนได้สนุกกับการสังเกตสังกามากขึ้น รวมทั้งรับรู้ฉากเหตุการณ์ตามท้องเรื่องที่เรมบรันต์เลือกจะเล่า และนัยยะชนิดต่างๆ ที่เรมบรันต์เลือกใช้ เพื่อสื่อความหมาย

Nightwatch

ในบรรดาภาพพิมพ์ที่นำมาจัดแสดงที่กรุงเทพฯ นั้นแยกออกเป็นหมวดต่างๆ เช่น หมวดภาพเหมือนบุคคล, ภาพเหมือนของตัวศิลปินเอง, ภาพทิวทัศน์, ภาพชาวบ้าน, ภาพเปลือย, ภาพบุคคลในตำนานในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะภาพเหมือนของตัวศิลปินเอง (self-portrait) นั้น เรมบรันต์แต่งองค์ทรงเครื่องวาดภาพตัวเองไว้เป็นระยะตั้งแต่สมัยหนุ่ม ภาพที่โด่งดังมากที่สุดคงเป็นภาพเขียนสีน้ำมันในวัยชรา (Self-portrait / 1661) หลังจากที่เขาถูกฟ้องล้มละลาย เพราะสะท้อนถึงความหม่นหมอง มนุษยธรรมและประสบการณ์มากมายที่ซ่อนอยู่ใต้เงาและรอยย่น แต่ในกรุงเทพฯ ภาพพิมพ์ขนาดมินิมีจัดแสดงงานเรมบรันต์สมัยหนุ่มให้ดูหลายภาพ ในท่วงท่าต่างๆ เช่นท่าขมวดคิ้ว ท่าตกใจ ตาเปิดกว้าง ท่าทางเคร่งขรึมในเสื้อผ้าและหมวกครบเครื่อง

เรมบรันต์เป็นศิลปินคนแรกๆ ของโลกที่ให้ความสำคัญกับชีวิตของคนเดินดิน คนทำงาน กรรมกร คนพิการ ขอทานข้างถนน แม้ว่าเขาจะรับจ๊อบวาดภาพผู้คนชั้นสูง มีผู้อุปถัมภ์ค้ำจุนให้โด่งดังมีชื่อเสียงได้รับการยอมรับในฝีมือตั้งแต่สมัยหนุ่มก็ตาม เขาก็ชอบวาดภาพชีวิตผู้คน หน้าตาชาวบ้านแสนธรรมดาด้วย มิใช่วาดเป็นแค่ภาพศาสนาที่ได้โครงมาจากคัมภีร์ไบเบิ้ล ตำนานโบราณ หรือบุคคลในประวัติศาสตร์เท่านั้น หรือแม้ยามที่เขาวาดภาพบุคคลสำคัญอย่าง โฮเมอร์, อริสโตเติ้ล, กษัตริย์โซโลมอน, แซมซั่น หรือพระเยซู เขาก็ชอบวาดให้บุคคลเหล่านั้นดูธรรมดาติดดิน หรือไม่ก็จับหน้าตาปกติคนทั่วไปนี่แหละเข้าไปเป็นแบบ เคยนำทั้งหน้าตัวเอง แม่ของเขา ภรรยา ลูกชาย ลูกสะใภ้ใส่เข้าไปในภาพได้หมด

Self-portrait

รายละเอียดในกล้ามเนื้อ ทั้งเต่งตึง หย่อนยาน (เซลลูไลต์!) เขาวาดได้อย่างละเมียดละไมหาตัวจับยาก นั่นทำให้หลายคนเหมาเอาว่าเขาเป็นจิตรกรที่วาดภาพแนวสมจริง จนบางครั้งก็ถูกมองข้ามไปเหมือนกันว่า ภาพชนบทบางภาพในฮอลแลนด์มีหุบเขาโผล่เป็นฉากหลังมาได้อย่างไร (ดังภาพหนึ่งที่มีแสดงในงานนี้ด้วย) ไหนจะเอกลักษณ์สำคัญในการโพสท่าของตัวแบบที่ดูเหมือนแสดงนัยยะให้คิดได้หลายแง่ รวมทั้งรายละเอียดที่ซ่อนไว้ในภาพ ถ้าผู้ชมไม่ถูกมองข้ามไปเสียก่อน (เช่นภาพใบหน้าคนบนเข่าของตัวแบบ) จนอาจรู้สึกได้ว่าเมื่อเราหันหลังกลับ นายแบบนางแบบเหล่านั้นคงจะเริ่มคิดการใหญ่ ดำเนินรอยตามชีวิตที่ลิขิตเอง

โดยเฉพาะการวางแสงเงา เรมบรันต์ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากงานของศิลปินรุ่นก่อนอย่าง ศิลปินอิตาเลี่ยน - คาราวาจโจ้ (Caravaggio) หรือ ทิเชี่ยน (Titian) เขาได้ประยุกต์การใช้แสงเงาให้เป็นเอกลักษณ์สำคัญแบบของเขาเอง รายละเอียดคอนทราสต์ระหว่างที่มืดกับความสว่าง สามารถจะต่างอุณหภูมิกันได้อย่างมหาศาล ซึ่งแสงเงาที่ว่านี้ก็ไม่ได้มีที่มาจากแหล่งแสงธรรมชาติอย่างสมจริงเสมอไป แสงที่พวยพุ่งเป็นลำตกกระทบกับใบหน้า หรือวัตถุเฉพาะจุด ถูกคำนวณวาดมาอย่างดีแล้ว เพื่อความเหมาะสมเฉพาะเจาะจง โดยไม่สามารถอ้างกับหลักเหตุผลได้เสมอไป เช่นภาพ The Presentation of Jesus in the Temple (ปี 1631) ซึ่งแหล่งแสงในวิหารแห่งนั้นจะตกลงกระทบร่างพระเยซูได้อย่างไร มาจากยอดเพดานวิหาร? มันจะเป็นไปได้อย่างไร ? แล้วจะเป็นไปได้หรือที่วิหารแห่งนั้นไม่มีกระจกอื่นแม้แต่บานเดียว?

Self-portrait

ในงานนี้ก็มีภาพพิมพ์ขนาดมินิอันหนึ่งที่ชื่อว่า The Flight to Egypt (ลืมจดปีมา) ในภาพเราเห็นชายแก่คนหนึ่งถือโคมไฟส่องเดินในความมืด ป้ายประกอบภาพนี้อธิบายว่า เรมบรันต์ พยายามทดลองเรื่องแสงและความมืดอย่างจริงจังในงานชิ้นนี้ แสงไฟในโคมสลัวที่เราเห็นแทบจะเป็นรายละเอียดหย่อมเล็กมาก หากเทียบกับความมืดที่แทบจะกลืนกินทั่วทั้งภาพ แต่ถึงกระนั้นในความมืดที่เห็น ก็หาได้มีแต่ความมืดเสียทีเดียว มันยังมีรายละเอียดยิบย่อยที่มองแทบไม่เห็นซ่อนอยู่ ซึ่งตรงนี้แหละ ที่ภาพในหนังสือศิลปะไม่สามารถให้รายละเอียดที่ทดแทนได้ เพราะขั้นตอนการพิมพ์ที่ยากจะคุมละเอียดความคมชัดทั้งทางคอนทราสต์และโทนสี อีกทั้งการจัดพิมพ์หนังสือศิลปะ ก็มีส่วนในการทำให้แม่พิมพ์ต้นฉบับที่ทำจากแผ่นทองแดง ต้องเสื่อมสภาพลงอีกในการพิมพ์แต่ละครั้ง

อันที่จริงนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมมีโอกาสได้สัมผัสกับงานจริงของ เรมบรันต์ ชื่อของเขาเป็นชื่อที่หนีไม่พ้นสำหรับคนรักศิลปะ ทั้งในวงการวรรณกรรม (มีทั้งหนังสือชีวประวัติและนิยาย เช่น ล่าสุดนี้ก็เรื่อง Van Rijn) วงการหนัง (เรมบรันต์ ฉบับหนังแสดงโดย ชาร์ลส์ ลอห์ตั้น) แต่ที่สร้างผลกระทบแน่นอนกว่า คือในเรื่องของการจัดแสงถ่ายทำภาพยนตร์

หากคุณสนใจหนังที่มีการจัดแสงอย่างวิจิตรบรรจง ตากล้องหนังชั้นเลิศหลายคนต่างเคยตกหลุมเสน่ห์แสงของ เรมบรันต์ กันมาแล้วทั้งนั้น ลองนึกถึงแสงทอง แสงร้อนที่ฉายโชนตัดกับเงามืดของ ตากล้อง วิตตอริโอ้ สโตราโร่ ดูบ้างเป็นไร หนังอย่าง The Last Emperor, The Conformist ของ แบร์นาโด้ แบร์โตลุคชี่, หนังขาวดำของ โยเซฟ ฟอน ชแตร์นแบร์ก, ฟรีดริช วิลเฮล์ม มัวร์เนา หรือ The Godfather (จัดแสงให้เจ้าพ่อมาเฟียตกอยู่ในความมืดเป็นส่วนใหญ่) ล้วนได้รับผลพวงมากบ้างน้อยบ้างมาจาก เรมบรันต์ หรือแม้แต่ใน Passion ของ ฌอง-ลุค โกดาร์ ก็มีการจัดนักแสดงแต่งชุดทหารเพื่อจำลองภาพโด่งดังของเรมบรันต์ที่ชื่อ Nightwatch

Self-poatrait

จากการได้ชมภาพ Nightwatch ที่อัมสเตอร์ดัมและภาพ The Feast of Belshazzar ที่หอศิลป์แห่งชาติในลอนดอน ผมรู้สึกได้ว่าห้องแสดงภาพที่จัดตั้งงานของเขานั้น จุดแสงในภาพทั้งสองแทบจะฉายโชนออกมาจากความมืด มีผู้พยายามก็อปปี้ลักษณะนี้แบบ เรมบรันต์ ไปใช้ แต่ก็ไม่มีใครที่ทำได้เทียมเท่า แสงที่ตกกระทบในภาพดูมีความศักดิ์สิทธิ์ พลังศรัทธา ความสงบนิ่งลึกอยู่ในตัวเอง อำนวยให้เกิดสมาธิและจิตก่อตัวเป็นก้อนอย่างมหัศจรรย์


ขอปรบมือให้กำลังใจดังๆ กับคณะผู้จัดงานทุกท่าน รวมทั้งคณะนักศึกษาที่ร่วมมือร่วมใจติดตั้งแขวนภาพอย่างฉับไวให้เสร็จทันงานเปิด งานระดับนี้ต้องพิถีพิถันและละเอียดลออในการควบคุมชุดไฟและอุณหภูมิห้อง รวมถึงวงเงินประกันความปลอดภัยที่คงทำให้หลายฝ่ายหนาวหลังทีเดียว ขอขอบคุณอย่างจริงใจที่อุตส่าห์ขนมาให้ชาวไทยได้ชมกัน