Mimic : ปรากฏการณ์ก๊อบลวงโลก (ตอน 4)
a very long yet still far from complete guide to mimicry in the natural world
1.2 mimic สัตว์อื่น
1.2.1 ผู้ล่า (aggressive mimicry)
หัวข้อที่ผ่านมา เราได้พบกับผู้ล่าที่พรางตัวเลียนแบบสิ่งแวดล้อมรอบๆ เพื่อให้เหยื่อตายใจ ซึ่งก็แลดูจะเป็นกลยุทธการล่าที่ประสบความสำเร็จพอควรทีเดียว แต่ก็แน่นอนครับ นั่นไม่ได้เป็นแค่วิธีเดียวที่จะสามารถหลอกเหยื่อให้หลงกลได้ ผู้ล่าที่เรากำลังจะได้ไปพบในหัวข้อนี้ มีคอนเซ็ปในการเลียนแบบที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง นั่นคือ แทนที่จะอยู่นิ่งๆ ทำตัวเลียนแบบสิ่งแวดล้อม มันกลับอาศัยวิธีแอบแฝงปลอมตัวเป็นสัตว์ชนิดอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นไอ้ตัวเหยื่อที่มันจะจับกินนั่นแหละ
ทายถูกมั้ยครับ ข้างบนนี่ตัวอะไร?
อะไรนะ มด เหรอครับ... โฮะ โฮะ โฮะ.. โดนหลอกอีกแล้วสินะครับ
โอเคจริงๆ ผมต้องให้เครดิตคุณผู้อ่านที่ทายว่ามดบ้าง เพราะมันก็ไม่ใช่ว่าผิดทั้งหมด แต่ก็ถูกแค่ครึ่งเดียว คือรูปที่อยู่ทางข้างขวาน่ะใช่มดของแท้ แต่พวกข้างซ้ายนี่สิครับ จริงๆ แล้วเป็นมดของปลอม
ดูออกมั้ยครับ.. ตัวตนที่แท้จริงของพวกมันก็คือ แมงมุม ซึ่งแอบปลอมตัวมา ไม่เชื่อลองนับขาดูสิครับ ถ้าเป็นมดจริงๆ ปกติแมลงต้องมี 6 ขาใช่มั้ยละครับ (รูปที่สอง (มดจริง) ที่เห็นคู่หน้าสุดนั่นคือหนวดนะ ไม่ใช่ขา) แต่ทีนี้ลองดูรูปแรกกับรูปที่สามสิครับ 1..2..3..4..5..6..7..8 แปดขา! เป็นแมงมุมจริงๆ ซะด้วย! แมงมุมพวกนี้มีชื่อเรียกรวมๆ ว่า ant-mimic spiders ทั้งสี ทั้งรูปร่าง และท่าทางของพวกมัน เลียนแบบมดได้อย่างเหมือนมากจนแทบไม่น่าเชื่อ ขนาดขาคู่หน้าสุดที่เกินมา มันยังอุตส่าห์ยกชูไว้ตลอด เพื่อที่จะได้แลดูเหมือนหนวดมด คิดดูละกันครับ (แมงมุมจริงๆ ไม่มีหนวด รูปข้างล่างนี่ยิ่งเห็นชัดเลยว่าแกล้งยกขาเลียนแบบหนวดมด)

แมงมุมพวกนี้ จะว่าไปก็เหมือนกับ หมาป่าที่ปลอมตัวเป็นคุณยายในเรื่องหนูน้อยนมแดงนั่นแหละครับ แกล้งทำว่าเป็นพวกเดียวกัน แต่พออีกฝ่ายหนึ่งเผลอก็จับกินซะเลย.. ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็นแบบในรูปข้างล่างนี้แหละครับ (มดตัวจริง (ซ้าย) กำลังตกเป็นเหยื่อของแมงมุมที่ปลอมเป็นมด (ขวา))

รูปถัดมา ให้ดูหน้าของมันชัดๆ ครับ ว่าเป็นแมงมุมจริงๆ สังเกตจุดดำๆ บนหัวที่ดูไกลๆ เหมือนเป็นลูกกะตามดนั่นสิครับ นั่นมันไม่ใช่ลูกตาจริงๆ ของแมงมุมด้วยซ้ำ แต่เป็นเพียงแค่เมคอัพที่แต้มเข้าไปตรงตำแหน่งคิ้ว เพื่อจะหลอกให้ดูเหมือนเป็นตามดเท่านั้นเอง ส่วนขาวๆ วุ้นๆ ที่อยู่ในปากมันนั่นก็ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ตัวอ่อนมดที่มันแอบขโมยออกมาจากรังนั่นเอง กำลังดูดกินอย่างเอร็ดอร่อยยังกะกินวุ้นมะพร้าวเลยครับ ดูสิ
นี่ (ด้านล่าง) ก็อีกชนิดนึงครับ ที่ตีบทแตก สามารถหลอกมดได้สำเร็จ ว่าเป็นพวกเดียวกัน

กลยุทธ์แปลงโฉมแฝงตัวตามแบบฉบับของแมงมุมนี่ มันสุดยอดจริงๆ ว่ามั้ยครับ อย่างไรก็ตาม ถ้าแค่จะหลอกจับเหยื่อละก็ ในบางกรณี อาจจะไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้กระมังครับ อย่างเวลาเราจะไปจับปลานี่ คงไม่มีใครถึงกับขนาดใส่ชุดปลอมตัวเป็นทูน่าลงไปว่ายน้ำเล่นกับฝูงมันแล้วพอมันตายใจแล้วค่อยควักฉมวกออกมาแทงหรอกมั้งครับ ทั่วไปที่เค้าใช้ๆ กัน ก็แค่เบ็ดตกปลกหย่อนเหยื่อที่มันชอบลงไปเฉยๆ ก็พอแล้ว
....................
ในโลกของสัตว์ก็มีผู้ใช้วิธีตกเบ็ดล่อเหยื่อแบบนี้อยู่เหมือนกันครับ กล่าวคือ แทนที่จะแปลงโฉมทั้งเนื้อทั้งตัวให้มีหน้าตาเหมือนกับสัตว์ชนิดอื่นไปเลย ก็ใช้วิธีดัดแปลงเฉพาะบางส่วนของร่างกาย ให้ไปเลียนแบบสัตว์อื่น ซึ่งเหยื่อของตัวเองชอบกินอีกทีหนึ่ง ดูอย่างเต่า alligator snapping turtle ในรูปข้างล่างนี้สิครับ ที่ลิ้นของมันมีติ่งสีชมพูที่สามารถดุ๊กดิ๊กได้ คล้ายๆ ไส้เดือน เอาไว้หลอกให้ปลามาตอดกินใต้น้ำ พอปลาหลงกลเข้ามาอยู่ในระยะปุ๊บ เจ้าเต่าก็แค่ปิดปาก เท่านี้ก็ได้อาหารกินไปมื้อนึงแล้ว

ไม่ใช่แค่เต่าเท่านั้นนะครับ ที่ประกอบอาชีพตกปลาเป็นอาหาร แม้แต่ในบรรดาปลาด้วยกันเอง ก็ยังมีปลาที่ตกปลาอื่นกินอยู่ด้วยเช่นกัน ปลาที่ว่านั้นอยู่ในตระกูล angler fish (รูปล่าง) ซึ่งหลายๆ คนอาจจะเคยรู้จักแล้ว เพราะเป็นตัวละครตัวหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์การ์ตูนยอดฮิตอย่าง Finding Nemo ด้วย(ล่างสุด) เจ้า angler fish พวกนี้มีลักษณะพิเศษอยู่อย่างนึงคือ จะมีคันเบ็ดยื่นออกมาจากหัว(จริงๆ เป็นครีบหลังที่ถูกดัดแปลง) ตรงปลายเบ็ดของมัน จะมีติ่งเนื้อพิเศษที่วิวัฒนาการมาจนมีรูปร่างเหมือนกับกุ้ง หมึก แพลงตอนหรือ สัตว์เล็กๆ ทั้งหลาย ที่ปลาอื่นชอบกิน(กลางซ้าย) ระหว่างที่ว่ายน้ำไป เจ้า angler ก็จะคอยกระตุกเบ็ดของมันขึ้นๆ ลงๆ ไปเรื่อย ทำให้เหยื่อตรงปลายดูเหมือนเป็นสัตว์เล็กที่กำลังว่ายน้ำอยู่จริงๆ จากนั้นเมื่อมีปลาอื่นหลงกลเข้ามาดูใกล้ๆ มันก็จะอ้าปากฮุบอย่างรวดเร็วในลักษณะเดียวกับเจ้าปลากบที่เรากล่าวถึงไปแล้ว เหยื่อของ angler ไม่ว่าจะตัวใหญ่ขนาดไหนก็ตาม (บางทีใหญ่กว่าตัวมันเองอีก) จะถูกดูดเข้าไปในท้องโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว จะฝืนว่ายกลับออกมาก็ไม่ได้เพราะเจอเขี้ยวที่ชี้เข้าในคอยเกี่ยวล็อคเอาไว้ (หลักการเดียวกับเงี่ยงของเบ็ดตกปลาที่คนใช้)
angler fish ที่ประหลาดที่สุด เห็นจะได้แก่พวกที่อาศัยอยู่ใต้ทะเลระดับลึกมากๆ ลึกจนมืดสนิทแสงส่องลงไปไม่ถึง (บางทีหลายกิโลเมตร) พวกนี้ถ้ามีเหยื่อเฉยๆ คงไม่มีประโยชน์อะไร เพราะปลาอื่นก็ไม่สามารถมองเห็นได้อยู่ดี มันก็เลยแก้ปัญหาโดยใช้วิธีสะสมแบ็คทีเรียพิเศษเอาไว้ตรงติ่งเนื้อที่ปลายคันเบ็ด ทำให้เหยื่อปลอมของมันสามารถเรืองแสงได้(กลางขวา) ซึ่งจะไปคล้ายกับสัตว์เล็กสัตว์น้อยหลายชนิดที่อยู่ใต้ทะเลลึก ซึ่งก็สามารถสร้างแสงในตัวเองได้เช่นกัน น่าทึ่งไม่ใช่น้อยเลยนะครับ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าตกใจที่สุดเกี่ยวกับ angler fish เท่าที่ผมได้อ่านเจอมา ไม่ได้อยู่ที่การเรืองแสงได้ของมันหรอกครับ แต่อยู่ที่ขนาดของมัน.. ถึงแม้ angler fsih โดยทั่วๆ ไปจะตัวไม่ใหญ่มาก (คืบนึง ฟุตนึง) แต่เค้าบอกว่าชนิดที่ใหญ่ที่สุดอาจมีขนาดเต็มที่ได้ถึง 4-5 เมตรแน่ะ! ให้ตายเถอะ!

....................
ท่านก็ได้เห็นแล้วนะครับว่า การทำของปลอม (mimic) ไม่จำเป็นต้องปลอมทั้งตัว แต่ใช้แค่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเราปลอมก็ได้แล้ว(ลิ้นเต่า, ครีบหลังปลา angler) ในตัวอย่างต่อมา ท่านจะได้เห็นอีกว่า ไอ้ตัวสัตว์ที่เราไปลอกเลียนเขามานั่นก็เหมือนกัน จริงๆ แล้ว เราไม่จำเป็นต้องไปก็อปมาทั้งหมดทุกส่วนก็ได้ บางครั้งขอเพียงก็อปแค่คุณสมบัติบางประการมา ก็สามารถที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้แล้ว

เพื่อเป็นการยกตัวอย่าง เรากลับมาดูแมงมุมกันอีกรอบนะครับ คราวนี้เป็นแมงมุมอีกชนิดนึงซึ่งมีชื่อเรียกว่า bolas spider เจ้า bolas นี่ ดูภายนอกยังไงๆ ก็แมงมุมชัดๆ ใช่มั้ยครับ (ดูบนซ้าย) ไม่เห็นว่าจะมีส่วนใดไปเหมือนสัตว์ชนิดอื่นตรงไหน.. อย่างไรก็ตามครับ สำหรับเจ้าผีเสื้อมอธตัวผู้บางชนิด เจ้า bolas นี่กลับให้ความรู้สึกเหมือนมอธตัวเมียสุดๆ เป็นความเหมือนที่ใช้ดูธรรมดาๆ จะไม่มีทางเห็นได้เด็ดขาด แต่ต้องใช้ดมเอาครับ ถึงจะรู้
ใช่แล้วครับ เจ้าแมงมุมนี่ผลิตสารเลียนแบบกลิ่นฟีโรโมนของมอธตัวเมียได้ (pheromone mimic) ในรูปบนซ้ายกับล่างซ้าย เราจะสังเกตเห็นว่ามันกำลังชักใยหย่อนหยดน้ำเล็กๆ ยื่นลงมาจากแขน เอ้ย ขาของมันข้างหนึ่ง ในหยดน้ำนี้เองมีส่วนผสมของสุดยอดกาวอยู่ ทุกๆ หัวค่ำเจ้า bolas จะเริ่มต้นด้วยการหย่อนหยดกาวที่ว่านี้มารอไว้ก่อน แล้วจากนั้นก็จะเริ่มปล่อยกลิ่นที่มันสังเคราะห์ขึ้นออกมา(เลียนแบบฟีโรโมนมอธตัวเมีย) เพื่อดึงดูดมอธตัวผู้ รอๆๆ.. ไปสักพัก พอมีมอธหลงผิดบินเข้ามาใกล้ปุ๊บ(รูปบนขวา ที่เห็นกำลังบินเข้ามานั่นคือมอธ) เจ้า bolas ก็จะสามารถจับแรงสั่นสะเทือนของอากาศได้ และก็จะเริ่มแกว่งตุ้มกาวของมันวนไปวนมา (ล่างขวา) ในลักษณะเดียวกับที่คาวบอยแกว่งบ่วงบาศเวลาจะจับวัว พอแกว่งได้ที่ปุ๊บ มันก็จะโยนตุ้มกาวไปแปะมอธเคราะห์ร้ายอย่างแม่นยำ (ทั้งๆ ที่ตัวมันเองสายตาห่วยจนแทบจะมองไม่เห็น) พอมอธเจอกาวตราแมงมุมเข้าไป ก็จะติดหนึบ ไปไหนไม่รอด ถูกใยของ bolas ตรึงเอาไว้ได้แต่บินวนไปวนมาจนเหนื่อย ระหว่างนี้ bolas ก็จะค่อยๆ สาวเชือกขึ้นมาเรื่อยๆๆ.. ตอนจบของเรื่องนี้ คงพอเดากันได้นะครับ ที่เหลือไม่ต้องเล่าหรอก
การล่าแบบ bolas นับได้ว่าเป็นงานสร้างอันสุดยอดอีกอย่างนึงของโลกธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ถ้าดูให้ดีๆ จะพบว่า bolas เองก็มีข้อเสียเปรียบอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน โดยทั่วไปมอธแต่ละชนิดจะมีรหัสฟีโรโมนประจำชนิดของมันเอง ซึ่งจะไม่ใช้ซ้ำซ้อนกับมอธชนิดอื่น เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่า bolas สามารถเลียนแบบแล้วก็จับมอธได้เพียงทีละชนิดเดียวเท่านั้น คือจะเลียนแบบฟีโรโมนของสปีซี่ส์ไหนก็ต้องสปีซี่ส์นั้นไปเลย ไม่สามารถเหมารวมได้ ซึ่งข้อจำกัดตรงนี้เอง เป็นสิ่งที่สุ่มเสี่ยงเป็นอย่างมาก เพราะถ้าหากปีนี้ปีไหน เจ้ามอธชนิดนั้นเกิดมีจำนวนลดลงอย่างฮวบฮาบ หรือเกิดอยู่ดีๆ สูญพันธุ์หายไปขึ้นมา ก็เท่ากับว่า เจ้า bolas ก็ต้องตายตามไปด้วย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (ข้อจำกัดตรงนี้ จะว่าไปแล้ว พวกแมงมุมที่เลียนแบบมดก็โดนเหมือนกัน เพราะเลียนแบบชนิดไหนไปแล้วก็ต้องชนิดนั้นไปเลย เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาไม่ได้)
อย่างไรก็ตาม คนที่ศึกษาวิจัยพฤติกรรมการล่าเหยื่อของมันพบว่า bolas spider บางชนิด ได้วิวัฒนาการวิธีแก้ปัญหาข้อจำกัดตรงนี้ออกมาได้อย่างแยบคายสุดๆ กล่าวคือ แทนที่จะผลิตฟีโรโมนเลียนแบบมอธแค่ชนิดเดียว มันเล่นผลิต 2 ชนิดเลย แต่อาศัยปล่อยคนละเวลากัน ช่วงหัวค่ำถึง 4 ทุ่มครึ่ง เป็นช่วงที่ปกติ มอธชนิด A จะออกหากิน ช่วงนี้ bolas ก็จะปล่อยฟีโรโมนของมอธสปีซี่ส์นี้ออกมาก่อน ทีนี้ พอหลังจาก 5 ทุ่มเป็นต้นไป จะเป็นช่วงเวลาของมอธชนิด B ออกหากิน พอถึงช่วงนี้ เจ้า bolas ก็จะรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณแล้วก็รีบสลับเปลี่ยนไปผลิตฟีโรโมนของชนิด B แทน ทำให้มันสามารถหากินได้ตลอดทั้งคืน แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าถ้ามอธหายไปซักชนิดนึงจะทำยังไง เพราะอย่างน้อยๆ มันก็ยังมีอีกชนิดนึงสำรองไว้ให้อยู่
เอาล่ะครับ mimic สี mimic รูปร่างก็เจอมาแล้ว.. mimic กลิ่น ก็เจอมาแล้ว มันจะยังเหลืออะไรให้ mimic กันได้อีก?
....................

ที่เห็นในรูปด้านบนนี้คือแมลงด้วงชนิดหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า หิ่งห้อย ครับ
เป็นที่รู้กันอยู่ว่าหิ่งห้อยชอบกระพริบแสงในยามค่ำคืน แต่กี่คนจะรู้ครับว่าจริงๆ แล้ว มันกระพริบไปทำไม
คำตอบก็คือโดยทั่วไปแล้ว แสงของหิ่งห้อย มีไว้ให้มันจีบกันครับ
อย่างในเขตบ้านเรา มีหิ่งห้อยหลายชนิดชอบรวมตัวกันตามต้นลำพูริมน้ำ แล้วก็กระพริบแสงพร้อมๆ กัน จนสว่างไสวไปทั้งต้น ราวกับต้นคริสต์มาส (รูปล่าง: รูปนี้ผมเอามาจากเว็บซึ่งเค้าบอกว่าถ่ายที่มาเลย์ โดยส่วนตัวผมว่ามันอาจจะดูสว่างจนเว่อไป อาจจะขึ้นอยู่กับเทคนิคการถ่าย หรือไม่แน่หิ่งห้อยมาเลย์อาจจะเยอะแบบนี้จริงๆ ก็ได้ สำหรับเมืองไทยเรา ที่สมุทรสงครามริมแม่น้ำแม่กลองมีเรือรับจ้างพาไปดูหิ่งห้อยทุกวัน ใครว่างๆ ลองไปดูนะครับ สวยมาก) ตัวที่มาร่วมกันกระพริบหมู่บนต้นไม้นี้ มักจะเป็นตัวผู้ทั้งหมด ส่วนตัวเมียจะ เป็นฝ่ายที่ เห็นแสงแต่ไกล แล้วก็บินตามมาหาเพื่อจับคู่ผสมพันธุ์

ในโลกนี้มีหิ่งห้อยไม่กี่ชนิดหรอกครับ ที่ตัวผู้จะมารวมกันบนต้นไม้แล้วก็ร่วมแรงร่วมใจกระพริบเรียกตัวเมียพร้อมๆ กันแบบนี้ ชนิดอื่นๆ ส่วนมาก ตัวผู้จะบินแยกย้ายกันค้นหาตัวเมียที่อยู่ตามพื้นหรือตามพุ่มไม้ ระหว่างบินไปก็จะกระพริบแสง ซึ่งเป็นรหัสเฉพาะของสปีซี่ส์ของมันเอง ตัวเมียที่รอดูอยู่ข้างล่าง พอเห็นรหัสของตัวผู้ชนิดเดียวกัน ก็จะกระพริบตอบ ซึ่งการตอบนี้ ก็จะต้องตอบให้ตรงรหัสพาสเวิร์ดของสปีซี่ส์ตัวเองด้วยเช่นเดียวกัน ตัวผู้ถึงจะลงมาหาและก็ผสมพันธุ์ด้วย ยกตัวอย่างเช่น หิ่งห้อยสปีซี่ส์ A ตัวผู้บินมา กระพริบติดต่อกัน 3 ครั้ง ปิ๊บ.. ปิ๊บ.. ปิ๊บ แล้วก็หยุด ตัวเมียที่รออยู่ ถ้าเห็นรหัสนี้ก็จะ โอ๊ะ.. นั่นมันรหัสของตัวผู้ชนิดเดียวกับเราหนิ ดีล่ะ อย่างงี้ต้องรอ 3 วิหลังจากตัวผู้กระพริบครั้งสุดท้าย แล้วค่อยกระพริบตอบสว่างๆ 1 ครั้ง.. ปิ๊บบบ ถือเป็นรหัสผ่านของชนิดเดียวกัน ตัวผู้พอเห็นมีคนตอบรหัสตัวเอง ก็จะรีบบินเข้าไปใกล้ แล้วก็กระพริบอีก 3 ครั้งอีก ปิ๊บ.. ปิ๊บ.. ปิ๊บ คราวนี้ถ้ารออีกจนครบ 3 วิ พอดีเป๊ะ แล้วตัวเมียตัวเดิมกระพริบตอบกลับมาอีก 1 ครั้ง ปิ๊บบบ .. ก็มั่นใจได้เลยว่าไม่ผิดสปีซี่ส์ชัวร์ ก็จะค่อยๆ ร่อนลงมาแล้วก็เริ่มผสมพันธุ์กัน สรุปว่าชนิด A มีรหัสลับของมันเองในการโต้ตอบ (ตัวผู้: ปิ๊บ.. ปิ๊บ.. ปิ๊บ เว้น 3 วิ.. ตัวเมีย: ปิ๊บบบ ..) ในขณะที่อีกชนิดหนึ่ง เช่นชนิด B ก็จะมีรหัสลับประจำชนิดของมันเองเช่นเดียวกัน แต่อาจจะเป็นรหัสอย่างอื่นที่แตกต่างออกไป เช่น ตัวผู้: ปิ๊บ.. ปิ๊บปิ๊บ ปิ๊บ.. เว้น 2 วิ.. ตัวเมีย: ปิ๊บบ..ปี๊บบ.. อะไรอย่างนี้เป็นต้น
ทุกสิ่งในโลกของหิ่งห้อย ดำเนินไปอย่างสงบสุขราบรื่นดีครับ.. จนกระทั่ง..
ลองนึกภาพตามดูนะครับ.. มีตัวผู้อยู่ตัวหนึ่ง บินมาตามปกติ กระพริบแสงตามรหัสของชนิดมันไปเรื่อย จนกระทั่งในที่สุด ก็ได้ไปเจอกับตัวเมียที่กระพริบตอบ เจ้าตัวผู้คิดในใจว่า โอ๊ะ ตอบกลับมาได้ตรงรหัสซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนี้ แสดงว่าเธอคนนี้ต้องใช่ ต้องใช่แน่ๆ..โอ้ว.. รอดไปทีนะเรา สงสัยคืนนี้คงไม่ต้องอยู่เดียวดายแล้ว วู้วว เยี่ยมไปเล้ยย.. ว่าแล้วก็ค่อยๆ ร่อนลงมาจอด.. เพียงเพื่อจะมาพบกับความจริงอันโหดร้าย ว่าสาวเจ้าที่รออยู่นั้น หาใช่ตัวเมียชนิดเดียวกันดังที่เจ้าหนุ่มได้หลงคิดไปไม่ แท้จริงแล้ว เธอเป็นตัวเมียของหิ่งห้อยตระกูล Photuris ที่ได้รับสมญานามว่า สวยประหาร..
Photuris ตัวเมีย มีพฤติกรรมชอบเลียนแบบสัญญาณตอบรับของตัวเมียสปีซี่ส์อื่น เพื่อหลอกล่อให้ตัวผู้ของชนิดนั้นเข้ามาติดกับ เสร็จแล้วก็จับกินซะ.. รูปข้างล่างแสดงภาพเธอ กำลังเขมือบตัวผู้ของหิ่งห้อยชนิดอื่นอยู่อย่างเอร็ดอร่อย.. Photuris บางชนิด สามารถลอกเลียนแบบสัญญาณตอบรับของตัวเมียชนิดอื่นๆ ได้ถึง 11 ชนิดด้วยกัน เธอเป็นหิ่งห้อยตระกูลเดียวที่กินเนื้อเป็นอาหาร (นอกนั้นกินพืชหมด) และเป็นฝันร้ายของเหล่าหิ่งห้อยหนุ่มนักท่องราตรี โดยแท้ (กระทั่งตัวผู้ของ Photuris เอง ถ้าไม่ระวัง บางทียังถูกตัวเมียของชนิดตัวเองจับกินเลย)

ที่ยกมาทั้งหมดนี้ เป็นตัวอย่างของปรากฏการณ์การเลียนแบบเพื่อหลอกกิน ซึ่งเรามีศัพท์เฉพาะเรียกโดยรวมๆ ว่า aggressive mimicry.. และผมก็ได้เซฟตัวอย่างที่เด็ดที่สุด แยบคายที่สุด และชั่วร้ายที่สุดของมัน เอาไว้สำหรับปิดท้ายหัวข้อนี้โดยเฉพาะ..
....................

ณ ทะเลทราย Mojave มลรัฐแคลิฟอเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา(บนซ้าย).. ยังคงมีด้วงชนิดหนึ่ง ชื่อว่าด้วง blister (blister beetle; Meloe franciscanus บนขวา) อาศัยหากินอยู่ตามพุ่มไม้ใบหญ้าอย่างสันติ.. เห็นท่าทางเชื่องๆ แบบนี้ ผู้ใดเลยจะล่วงรู้ว่า จริงๆ แล้ว ในวัยเด็ก พวกมันได้ก่อกรรมทำเข็ญมาอย่างโชกโชนขนาดไหน
ทุกๆ ฤดูใบไม้ผลิ ตัวหนอนของด้วง blister จะเริ่มฟักออกมาจากไข่ที่ถูกวางไว้ใต้ทราย.. เจ้าหนอนพวกนี้มีสมองขนาดเล็กกะจิ๋วหริวเท่าไฝเห็บ แต่การกระทำของพวกมันกลับแสดงถึงปณิธานชีวิตอันแน่วแน่จนน่าขนลุก ทันทีที่ลืมตาดูโลก พวกมันจะรีบเร่งขุดดินขึ้นมา แล้วก็ออกค้นหาเพื่อน.. ไม่นานหนอนนับร้อยๆ จะหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศ เพื่อไปรวมกลุ่มกันที่จุดนัดพบบนยอดกิ่งไม้แห้งกิ่งหนึ่ง(ล่างซ้าย กลาง) พวกมันมารวมกันเพื่อกระทำในสิ่งที่ไม่น่าเชื่อและไม่เคยปรากฏพบเห็นมาก่อนในสัตว์ชนิดอื่นๆ.. พวกมันมารวมตัวกันเพื่อประกอบร่างเป็นผึ้ง! (ล่างขวา)

การที่สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ อย่างหนอน blister หลายๆ ตัว มารวมร่างกันเพื่อให้เกิดเป็นรูปร่างเลียนแบบสัตว์ที่ตัวใหญ่กว่าอย่างผึ้งนั้น เราเรียกว่า cooperative mimicry เป็นปรากฏการณ์ที่หาดูชมยากมากๆ ในบรรดาแมลงด้วยกัน เท่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยค้นพบ มีเพียงหนอนด้วง blister เท่านั้น ที่สามารถทำพฤติกรรมแบบนี้ได้
พวกมันไม่เพียงแต่ประกอบร่างกันกลายเป็นผึ้งเท่านั้น แต่ยังช่วยกันปล่อยกลิ่นเลียนแบบกลิ่นผึ้งตัวเมียออกมาอีกด้วย (คล้ายๆ กรณีแมงมุม bolas) ไม่นานผึ้งตัวผู้ในระแวกนั้น ก็จะถูกดึงดูดให้เข้ามาใกล้ (บน) ในบรรดาตัวผู้พวกนี้ คงมีไม่น้อยที่หื่นจัดจนทนไม่ไหว รีบรี่เข้าไปขึ้นขี่ตัวเมียปลอมที่พวกหนอน blister ได้ช่วยกันจัดฉากสร้างขึ้น พอเจ้าผึ้งหลงกลเข้ามาผสมพันธุ์ปุ๊บ พวกหนอนทั้งหลายก็จะรีบสลาย formation แล้วก็พากันไต่ยั้วเยี้ยๆ ขึ้นไปเกาะอยู่บนตัวของเจ้าผึ้งอย่างรวดเร็ว(ล่างซ้าย).. ผึ้งตัวผู้ คงงงอยู่สักพักนึงว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่นานก็คงบินจากไปเพื่อไปหาตัวเมียจริงๆ ผสมพันธุ์ด้วย.. ทีนี้พอระหว่างที่ตัวผู้กำลังผสมพันธุ์กับตัวเมียของจริงอยู่นั้นเอง พวกหนอน blister ที่เกาะอยู่ตามตัวของตัวผู้ ก็จะใช้โอกาสนี้พากันกรูถ่ายเทไปเกาะอยู่ที่บนหลังตัวเมียแทน (ล่างขวา) และแล้วต่อมา ก็จะถึงเวลาที่ตัวเมียบินกลับรังเพื่อไปเลี้ยงลูก.. จังหวะนี้แหละ คือจังหวะที่พวกหนอน blister รอคอยมานาน และเป็นเหตุผลเดียวที่พวกมันอุตส่าห์ลงทุนปลอมตัวตั้งแต่แรก.. พอตัวเมียกลับมาถึงรังปุ๊บ พวกหนอนที่แอบติดมาด้วยก็จะค่อยๆ สละยาน แล้วก็แอบมุดเข้าไปสังหารหมู่ กินไข่ผึ้งที่อยู่ในรังจนหมด! .. เท่านั้นยังไม่พอ มันยังฉวยโอกาสจากความอินโนเซ็นท์ของผึ้งตัวเมีย สวมรอยเป็นลูกบุญธรรมแม่ซะเลย! ผึ้งซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกตัวเอง พอถึงเวลา ก็จะออกไปหาอาหาร(เกษรดอกไม้) แล้วก็ขนเอากลับเอามาเลี้ยงลูกตามปกติ หารู้ไม่ว่า ที่ป้อนๆ ไปนั้น หนอน blister เป็นคนรับบิณฑบาตไปหมด พวกมันกินเกษรที่แม่ผึ้งหามาเลี้ยงเป็นอาหารจนโตวันโตคืน ในที่สุดก็เข้าดักแด้แล้วก็กลายเป็นด้วงบินจากไป.. เพียงเพื่อที่จะไปผลิตตัวหนอนรุ่นใหม่กลับมาตามล้างตามผลาญจองเวรจองกรรมกับผู้มีประคุณของมันอีกในรุ่นหน้า และรุ่นต่อๆ ไป
พี่น้องครับ มันชั่วมั้ยครับ.. ชั่ว! มันเลวมั้ยครับ..เลว! ไอ้หนอนเนรคุณ ฟังแล้วมันน่าด่าให้สะใจประชาชี
แต่จริงๆ แล้ว อย่าไปด่ามันเลยครับ เพราะคุณธรรมจริยธรรมเป็นของที่มีจริงเฉพาะในโลกของมนุษย์เท่านั้น เอาไปใช้กับมันไม่ได้หรอก หนอนมันก็เกิดมาเป็นหนอน เหมือนกับที่เสือก็เกิดมาเป็นเสือ สรรพสัตว์ในธรรมชาติดำรงอยู่ก็เพราะมันประสบความสำเร็จในการดำรงอยู่ จะด้วยรูปแบบไหนวิธีการใด จะถูกต้องตามหลักศีลธรรมหรือไม่ ดูเหมือนจะไม่ได้อยู่ในขอบเขตอำนาจของคนเราหรอกครับ ที่จะไปตัดสิน หรือไปเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ตรงนั้นได้.. ในฐานะมนุษย์ คุณจะเลือก ทำดี หรือ ทำเลว อันนั้นคุณตัดสินเอา ถือว่าเป็นเรื่องของตัวคุณเอง ขออย่างเดียวครับ เวลาเสือมันกินกวาง อย่าไปหาว่ามันทำบาปละกัน







