Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
เรื่องเล่าของบางคน
ศุภชัย เกศการุณกุล


Photojournalism (2)–Henri Cartier-Bresson

ผมรู้สึกดีทุกครั้งเมื่อเห็นคนแก่คล้องกล้องไว้ที่คอ แล้วเห็นแกหยิบกล้องขึ้นมาเล็งหามุมที่ชอบ ค่อยๆ ปรับโฟกัส วัดแสง รอจังหวะให้มือนิ่งอีกหน่อยแล้วกดชัตเตอร์ เมื่อบันทึกภาพเสร็จ แกเดินไปสองสามก้าวแล้วย้อนกลับมาใหม่เล็งที่ซับเจ็กต์อันเดิม แต่เปลี่ยนมุมนิดหน่อยเพราะพบว่ามุมนี้ก็สวยดีเหมือนกัน จะปล่อยเลยไปก็เสียดาย เมื่อเห็นคนชราใช้เวลาในการถ่ายภาพเพราะมันเป็นความรื่นรมย์แบบหนึ่ง ผมก็หวังว่าในเวลาที่แก่ตัวลงผมจะยังคงมีแรงบันดาลใจอยู่เสมอที่จะถ่ายภาพ แต่มีช่างภาพเจอร์นอลลิสต์ชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งผู้เป็นต้นแบบและเป็นผู้จุดประกายให้กับช่างภาพเจอร์นอลลิสต์ทั่วโลกให้เดินไปบนเส้นทางนี้ เขาเลิกถ่ายภาพในช่วงที่เขาก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุดในฐานะช่างภาพ เขาวางกล้องและไม่แตะมันอีกเลยเมื่อเขาอายุได้ 62 ปี เพื่อหันไปจับดินสอถ่านอันเป็นความรักแรกตั้งแต่ตอนเป็นเด็กที่มีต่อการวาดรูป

อองรี กาติเยร์-เบรสซง (Henri Cartier-Bresson—HCB, 1908-2004) ช่างภาพชาวฝรั่งเศส เกิดในครอบครัวชนชั้นกลางที่มีอันจะกิน เขาได้รับการศึกษาอย่างดีในวัยเด็ก จึงมีชีวิตค่อนข้างสุขสบาย พ่อของเขาชอบสเกตซ์ภาพเมื่อมีเวลาว่างจากการทำงาน และลุงผู้ชอบการวาดภาพสีน้ำมันเป็นชีวิตจิตใจ HCB ในวัยเยาว์จึงซึมซับศิลปะแขนงนี้ไว้ในใจ ตอนเริ่มเป็นหนุ่ม เขาเข้าสู่แวดวงศิลปะโดยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคิวบิสม์และเซอร์เรียลลิสต์ตามลำดับ แต่ในที่สุด เขาได้เลือกการถ่ายภาพเป็นเครื่องมือในการแสดงออกวิธีและมุมมองต่อการมองโลกของเขา แต่การเข้าไปคลุกคลีอยู่กับศิลปินในช่วงเวลานี้เป็นเสมือนหนึ่งการวางรากฐานของศิลปะให้กับการถ่ายภาพที่ HCB เอาจริงเอาจังในเวลาต่อมา

Alicante, Espagne (1932)

ช่างภาพแต่ละคนมักเริ่มสนใจถ่ายภาพเมื่อได้รับแรงบันดาลใจจากช่างภาพรุ่นก่อนหน้าเขา และติดกับดักของมันจนไม่อาจจะเดินจากไป HCB ก็เหมือนกัน หลังจากมีกล้อง brownie box และถ่ายภาพเป็นงานอดิเรกโดยไม่ได้เอาจริงเอาจังเท่าไหร่นัก แต่เมื่อเขาได้เห็นภาพถ่ายของช่างภาพชาวฮังกาเรียนชื่อ Martin Munkacsi เขาจึงเริ่มถ่ายภาพอย่างจริงจัง ตอนนั้นเขาอายุประมาณ 23 ปี

HCB เล่าถึงแรงบันดาลใจที่เขาได้รับจากภาพนั้นในทำนองที่ว่า เมื่อได้เห็นภาพนั้น เขาตระหนักได้ทันทีถึงความสามารถของการถ่ายภาพที่สามารถบันทึกความเป็นนิรันดร์เอาไว้ได้ มันเป็นภาพถ่ายภาพเดียวที่มีอิทธิพลต่อเขาจวบจนทุกวันนี้ เพราะมันแสดงถึงอารมณ์ ความสนุกสนาน และความมหัศจรรย์ของชีวิต เขาบอกว่าเขาเหมือนโดนเตะที่ก้นและถูกเร่งเร้าให้ออกไปถ่ายภาพ—เขากำลังพูดถึงภาพถ่ายที่ชื่อว่า Three Boys at Lake Tanganyika (ในบทสัมภาษณ์ครั้งหนึ่งราวๆ ปี 1994 ผู้สัมภาษณ์ได้บรรยายอพาร์ตเมนต์ของ HCB ที่ปารีสเอาไว้ว่า บนกำแพงสีขาวสะอาดไม่มีผลงานของ HCB แขวนอยู่เลยแม้แต่ภาพเดียว แต่มีรูปของ Munkacsi แขวนอยู่รวมกับภาพอื่นๆ อีกสามสี่ภาพ)

Aquilq degli Abruzzi, Italie (1952)

ผมไม่เคยเห็นภาพนี้เหมือนกัน แต่เขาบรรยายไว้ว่ามันเป็นภาพถ่ายซิลลูเอตต์ของเด็กชาวแอฟริกันสามคนที่กำลังวิ่งเล่นกระโดดน้ำกันอย่างสนุกสนาน ผมอยากจะเห็นผลงานของ Munkacsi เหมือนกัน เพราะช่างภาพคนนี้เป็นช่างภาพโปรดคนหนึ่งของ Richard Avedon ด้วย ไม่ช้าไม่นานต่อมา เมื่อเขาได้กล้องไลก้าติดเลนส์ 50 มิลลิเมตรมาฝึกถ่ายภาพสตรีทโฟโต้ (Street Photography) ด้วยประสิทธิภาพของกล้องที่เบาและคล่องตัว ช่างภาพขี้อายจึงหลงใหลการบันทึกชั่วขณะของชีวิตอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

วันหนึ่งในปี 1932 HCB ได้ถ่ายภาพที่โด่งดังมากภาพหนึ่งที่ปารีส ชื่อ Derrière la Gare Saint-Lazare (Behind the Gare Saint-Lazare) ซึ่งกลายมาเป็นภาพที่อ้างอิงถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของการตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นของความบังเอิญ จังหวะ สายตา เครื่องมือ หัวใจ และศิลปะ หรือใช้วลีที่ว่า the decisive moment

ภาพนี้ก็เช่นกันที่ HCB เร่งเร้าและเตะก้นช่างภาพรุ่นใหม่ๆ ให้ออกเดินถ่ายภาพและค้นหา “ทาง” ของตัวเอง

Athènes (1953)


หัวขโมยผู้ไร้ร่องรอย

เวลาดูภาพถ่ายที่สามารถบันทึกจังหวะที่เหมาะสม คอมโพสิชั่นที่สวยงาม และสื่อความหมาย ผมมักถามตัวเองเสมอว่า ช่างภาพมีระยะห่างแค่ไหนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงสามารถได้มาซึ่งภาพเหล่านั้น เขาคิดอะไรอยู่ ความบังเอิญรอเขาหรือเขารอความบังเอิญ เขาใช้เลนส์อะไร กล้องอยู่ในมือของเขาตลอดเวลาหรืออย่างไร เพราะระยะห่างที่พอดีนั่นหมายความว่าเขาเข้าไปบันทึกภาพในลักษณะที่ไม่ถูกสังเกตและถูกกลืนไปกับสถานการณ์แวดล้อม หมายความว่าเขากับกล้องเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน และเขาใช้มันเหมือนกับดวงตาของเขา วิธีการทำงานของเขาไม่ต่างจากพรานล่าสัตว์หรือเป็นนักฆ่าที่มีฝีมือเยี่ยมนั่นเอง (หากใครเคยดูหนังเรื่อง The Professional ของ Luc Besson การฆ่าด้วยการใช้ปืนติดกล้องบนดาดฟ้าตึกกับการฆ่าด้วยมีด มันใช้ทักษะและความสามารถต่างกัน) แต่ HCB บอกว่าการเป็นช่างภาพก็เหมือนเป็นหัวขโมย โดยหยิบฉวยวินาทีของชีวิตโดยไม่มีใครสังเกตเห็น โดยสัญชาตญาณ และไม่ทิ้งร่อยรอยใดๆ ไว้ เขาบอกว่าช่างภาพต้องฝีเท้าเบาแต่มีสายตาที่คมกริบ ต้องเข้าใกล้ซับเจ็กต์ด้วยฝีเท้าของหมาป่า แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเพียงวัตถุ เปรียบเหมือนกับว่าต้องไม่ทำให้น้ำกระเพื่อมก่อนตกปลาฉันใดก็ฉันนั้น

Rémond Dépardon ช่างภาพเจอร์นอลลิสต์ชาวฝรั่งเศสเล่าให้ฟังว่า ในช่วงปี 1970 ที่เขาเริ่มทำงานใหม่ๆ เขาต้องไปถ่ายรูปงานศพของนายพลชาร์ล เดอ โกลล์ ที่อาเวอนูชองป์ เซลิเซย์ ท่ามกลางฝูงชนและสื่อมวลชนมากมาย เขาจึงเลือกที่จะยืนอยู่ในระยะไกลและใช้เลนส์เทเลโฟโต้เพื่อหวังจะได้ภาพในระยะใกล้ ตอนนั้นเขาพบกับ HCB พอดี และช่างภาพรุ่นพี่คนนี้ก็แนะนำ Dépardon ว่า ถ้านายถ่ายภาพด้วยวิธีนี้ มันไม่มีประโยชน์อะไร และภาพของนายก็จะไม่ถูกจดจำ พูดจบ HCB ก็เดินหายไปในฝูงชนพร้อมกับกล้องไลก้าติดเลนส์ 50 มิลลิเมตร

Barrio Chino, Barcelone, Espagne (1933)

การได้พบเจอเครื่องมือคือกล้องและเลนส์ที่เหมาะสมกับการมองโลกของตัวเอง ถือได้ว่าเป็นการได้พรประการหนึ่ง บางคนชอบเลนส์ซูม เพราะสามารถจัดการกับสถานการณ์ได้ค่อนข้างครอบคลุมทั้งระยะใกล้-ไกล บางคนชอบเลนส์เดี่ยว เพราะถ้าเกิดความคุ้นชินก็สามารถกะระยะได้ด้วยตาเปล่า ก่อนจะหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายได้อย่างรวดเร็ว เพื่อนช่างภาพบางคนของผมชอบเลนส์ 24 มิลลิเมตร เขาบอกว่ามันกว้างพอดีและไม่ทำให้เกิดการบิดเบือนของภาพมากเกินไป เหมาะจะบันทึกข้อมูลได้ครบถ้วน บางคนชอบเลนส์ 28 มิลลิเมตร ส่วนช่างภาพที่ผมชอบคนหนึ่งคือ วิลลี่ โรนิส ชอบเลนส์ 28 มิลลิเมตร เหมือนกัน ส่วน HCB ชอบเลนส์ 50 มิลลิเมตร เพราะเขาบอกว่ามันใกล้เคียงกับระยะการมองของคน และมันบิดเบือนสิ่งที่เขาเห็นน้อยที่สุด ในทางเทคนิคมันก็เป็นอย่างนั้น แต่บางคนชอบมองแบบเจาะจง บางคนชอบมองกว้างๆ ดังนั้นมันจึงขึ้นอยู่กับการมองโลกของแต่ละคน

เทคนิคการถ่ายภาพนอกจากนั้นแล้ว HCB ไม่ใช้แฟรช เพราะมันทำให้เหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่สะดุดกับแสงวาบ และมันเหมือนกับเป็นการคุกคามที่หยาบคายไร้มารยาท เมื่อจะต้องเลือกภาพเพื่อลงพิมพ์ เขาไม่ครอปภาพ และยิ่งไม่อนุญาตให้ใครหน้าไหนทำแบบนั้น เพราะในขณะกดชัตเตอร์ เขาคิดว่ามันเป็นความสมบูรณ์ของการทำงานในขณะนั้นโดยช่างภาพ ดังนั้นควรเคารพชิ้นงานของผู้สร้างงานนั้นๆ

Derrière la Gare Saint-Lazare (1932)

ผมคิดว่านักเขียนก็คงไม่พอใจเมื่อมีใครตัดบางประโยคออกไปจากงานเขียนของเขาพอๆ กัน การทำงานและการมองโลกของ HCB นั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศในด้านทักษะ จังหวะ สุนทรียศาสตร์ และการเป็นประจักษ์พยานต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้คนที่รู้จัก HCB ต่างบอกว่า กล้องกลายเป็นอวัยวะหนึ่งของร่างกาย และมันคือดวงตาที่สามของเขา เพราะมันไม่เคยห่างจากมือของเขา และเขามักจะเอามันไปด้วยตลอดเวลาแม้แต่ตอนไปกินเหล้าในบาร์

ด้วยวิธีการใช้ชีวิตและทำงานแบบนี้เองที่ทำให้ HCB พร้อมอยู่ตลอดเวลาที่จะบันทึกความบังเอิญ โดยไม่ปล่อยให้วินาทีแห่งโชคคลาดสายตาและหลุดมือเขาไป หากวิลลี่ โรนิส ถ่ายภาพด้วยวิธีการเกี่ยวเหยื่อตกปลา วิธีการของอองรี กาติเยร์-เบรสซง ก็คงไม่ต่างจากการดวลปืนของคาวบอยตะวันตก Pierre Assouline นักข่าวที่เคยสัมภาษณ์ HCB หลายครั้งหลายหนและเขียนหนังสือชีวประวัติของช่างภาพผู้นี้เคยบอกไว้ว่า หากจะมีแกลอรีสักแห่งที่แสดงงานของ HCB มันคงไม่ใช่เป็นแกลอรีแสดงภาพถ่าย แต่เป็นแกลอรีที่แสดงผลงานของโชคและการนัดพบกับความบังเอิญ

Hyde Park, Londre (1938)


(1944) Zen, Archery, Photography

หากภาพถ่ายของ Munkacsi เป็นการปลุกความเป็นช่างภาพในตัวของ HCB ให้ตื่นขึ้น ปรัชญาเซนและวิธีการฝึกยิงธนูของชาวญี่ปุ่นก็เป็นเสมือนแสงสว่างที่ชี้นำให้เขาค้นพบเส้นทางของตัวเอง ก่อนหน้าที่เขาจะได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับปรัชญาเซนและการยิงธนู ซึ่งเขียนโดย Eugen Herrigel นักปรัชญาชาวเยอรมันที่ศึกษาปรัชญาตะวันออก เขามุ่งมั่นอยู่แต่ประเด็นเรื่องเทคนิคในการถ่ายภาพ ความเร็ว และความแม่นยำในการกดชัตเตอร์ที่ตอบสนองสายตาและประสาทสัมผัส แต่เขาพบว่าการมีสมาธิจดจ่ออยู่กับซับเจ็กต์ไม่เพียงพอต่อการได้ภาพที่ต้องการ ภาพที่สมบูรณ์แบบ

เมื่ออ่านพบบทสนทนาระหว่างอาจารย์กับศิษย์ในหนังสือเล่มที่ว่านี้ ความสมบูรณ์แบบจะหามีไม่หากว่าเจ้าไม่ปลดปล่อยตัวเอง เจ้าไม่ได้มุ่งมั่นต่อความสำเร็จ แต่กลัวว่าจะล้มเหลว ศิลปะที่แท้จริงคือกระทำโดยปราศจากการคาดหวัง ปราศจากความตั้งใจ เจ้าต้องละวางตัวตนของเจ้าเพื่อที่จะบรรลุผลสำเร็จโดยปราศจากจุดมุ่งหมาย

Gymnastique dans un camp de réfugiés à Kurukshetra, Inde (1948)

ชีวิตและการทำงานของ HCB เปลี่ยนไปเมื่อได้เรียนรู้มุมมองของปรัชญาพุทธซึ่งเน้นให้ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน ลืมอดีต และไม่คาดหวังกับอนาคต ลืมการดำรงอยู่ และการไม่มีตัวตน

ถึงตรงนี้แล้วผมนึกถึงชีวิตของมูซาชิที่หลอมรวมการฝึกดาบ ศิลปะการวาดรูป และการฝึกสมาธิของเขาเอาไว้ด้วยกัน และบรรลุถึงสุดยอดวิชาดาบและศิลปะ

ผมนึกถึงพจนา จันทรสันติ ที่เคยพูดไว้ครั้งหนึ่งทำนองที่ว่า การเดิน การถ่ายภาพ การวาดรูป หรืออะไรอื่นๆ ก็เป็นวิถีทางให้คนคนหนึ่งบรรลุธรรมได้ และเช่นเดียวกัน มันเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตและการถ่ายภาพของ HCB

Nouvelle-Angleterre, U.S.A. (1947)


The Decisive Moment

ปี 1952 หนังสือรวมผลงานภาพชื่อ Image à la Sauvette ของอองรี กาติเยร์-เบรสซง ได้รับการตีพิมพ์ ในบทนำของหนังสือภาพเล่มนี้เขาได้เขียนถึงวิธีการและสิ่งที่เขายึดถือในการทำงานเอาไว้อย่างละเอียด จนกล่าวได้ว่ามันเป็นบทเรียนสำคัญที่ถ่ายทอดไว้ให้ช่างภาพรุ่นหลัง

คำว่า Image à la Sauvette นั้นอาจแปลแบบเทียบเคียงได้ว่า Street Photography (ในภาษาฝรั่งเศส à la sauvette หมายถึงการแอบๆ ทำโดยไม่ขออนุญาต, อย่างรวดเร็วโดยไม่มีใครเห็น) ซึ่งอันที่จริงต้องให้เครดิตคนแปลเป็นภาษาอังกฤษ เพราะเขาเลือกใช้คำว่า the Decisive Moment ซึ่งเหมาะสมกับคอนเซ็ปต์ภาพถ่ายของ HCB ต่อมากลายเป็นวลีที่อธิบายงานของอองรี กาติเยร์-เบรสซง ได้ดีที่สุด

Dernier jours du Kuomintang, Pékin (1949)

ปรัชญาการทำงานที่ HCB เขียนอธิบายไว้ในหนังสือ ได้ยกคำพูดของคาร์ดินัล เดอ เรตซ์ (Cardinal de Retz) นักบวชชาวฝรั่งเศสที่เคยกล่าวไว้ว่า: There is nothing in this world that does not have a decisive moment.

HCB นำเอาประโยคนี้มาเชื่อมโยงกับการทำงานถ่ายภาพของเขา HCB อธิบายวิธีคิดของเขาไว้ 6 หัวข้อคือ report, subject, composition, colour, technique และ clients และพูดถึงทัศนะของเขาเกี่ยวกับการถ่ายภาพไว้บางประโยค เช่น Photography is the simultaneous recognition, in a fraction of a second, of the significance of an event as well as of a precise organization of forms that give that event its proper expression. และ To take photographs is putting one’s head, one’s eye and one’s heart on the same axis.

Rue Mouffetard, Paris (1954)

ภาพถ่ายของ HCB เป็นการทำงานที่ต้องอาศัยการทำงานที่ประสานสอดคล้องกันของจิตใจ สายตา ทักษะความชำนาญ การตอบสนองของสมองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สัญชาตญาณ สุนทรียศาสตร์ ความรู้เรื่องบริบทของสังคมการเมือง โชค ความบังเอิญ การรอคอย และเลือกที่จะบันทึกมุมมองหนึ่งๆ ของตนโดยการตัดสินใจในเศษเสี้ยวของวินาที

ถ้าเปรียบอองรี กาติเยร์-เบรสซง เป็นนักล่า เขาคงไม่ต่างจาก “เสือ” ที่หม่อมหลวงปริญญากร วรวรรณ เคยเขียนไว้ในหลายโอกาส

Séville, Espagne (1933)


HCB - Photojournalism

แม้ว่าโฟโต้เจอนอลลิสม์จะถือกำเนิดมานานแล้ว ในสมัยสงครามกลางเมืองอเมริกา พระราชินีวิกตอเรียได้ส่ง Roger Fenton และ Matthew Brandy สองช่างภาพไปถ่ายภาพในสงครามเพื่อรายงานข่าว และในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ช่างภาพสงครามก็เกิดขึ้นมากมาย แต่การทำงานยังยากลำบาก เพราะอุปกรณ์ที่ใช้ทั้งหนักและไม่คล่องตัว ช่างภาพต้องแบกกล้องขนาดใหญ่พร้อมขาตั้งกล้อง และใช้ฟิล์มแผ่นที่มีความไวแสงต่ำ หรือไม่ก็กล้องขนาดกลาง (Medium Format) ที่ใช้ฟิล์ม 6×6 ทำให้การทำงานเป็นไปด้วยความยากลำบาก ไม่คล่องตัวเท่าที่ควร และไม่ได้รับความนิยมมากนัก ต่อมาเมื่อบริษัทไลก้า (Leica) ผลิตกล้องขนาดเล็กที่มีคุณภาพสูง และใช้ฟิล์มที่มีความไวแสงบรรจุอยู่ในม้วนฟิล์ม ทำให้เกิดการปฏิวัติการถ่ายภาพ การถ่ายภาพซึ่งเป็นเหมือนงานอดิเรก กลายมาเป็นสื่อที่เปลี่ยนโฉมหน้าการรายงานสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ

สำหรับช่างภาพคนหนึ่ง เมื่อได้ค้นพบแนวทางของตนเองและได้รับคำแนะนำจาก Robert Capa เพื่อนสนิทและช่างภาพสงครามที่ดีที่สุดคนหนึ่งว่าควรจะทำงานในด้านโฟโต้เจอร์นอลลิสม์ต่อไป โดยเก็บความปรารถนาในการทำงานด้านศิลปะไว้ในใจ อองรี กาติเยร์-เบรสซง จึงเข้าร่วมขบวนของช่วงเวลาอันรุ่งเรืองของโฟโต้เจอร์นอลลิสม์

Srinagar, Cachemire (1948)

เดือนพฤษภาคม 1947 เขาได้ร่วมก่อตั้งเอเจนซี่ช่างภาพ Magnum Photos Inc. กับเพื่อนช่างภาพอีก 3 คน คือ Robert Capa, David Seymour, George Rodger เอเจนซี่แห่งนี้มีส่วนปรับเปลี่ยนมาตรฐานใหม่ของการจ้างและลิขสิทธิ์ผลงานของช่างภาพ มันเป็นช่วงเวลาที่ HCB รายงานสถานการณ์ต่างๆ ในฐานะช่างภาพอาชีพให้กับนิตยสารข่าวรายเดือนหลายฉบับ โดยมี Life, Paris Match และ Ce Soir (นิตยสารฝรั่งเศส) เป็นหลัก

เขาเดินทางไปรอบโลก โดยเฉพาะในเอเชียที่เขาร่อนเร่ไปตามประเทศต่างๆ นานสามปี ตั้งแต่อินเดีย อินโดนีเซีย จีน โดยเข้าไปเป็นประจักษ์พยานต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองครั้งประวัติศาสตร์ในภูมิภาคนี้ ในอินเดีย เขาเป็นช่างภาพคนสุดท้ายที่ได้สนทนาและบันทึกภาพมหาตมะ คานธี หนึ่งชั่วโมงก่อนถูกลอบสังหาร ในจีน เขาเข้าไปมีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองและการกำเนิดขึ้นของสาธารณรัฐประชาชนจีน ด้วยความเหมาะเจาะพอดีของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ การปฏิวัติด้านเทคโนโลยีการถ่ายภาพโดยเฉพาะกล้องไลก้าที่มีคุณภาพดี ขนาดพอเหมาะพอดี ทำให้ง่ายต่อการทำงาน การเติบโตของสื่อนิตยสารภาพ การพัฒนาทางวิชาชีพ และช่างภาพที่มีความสามารถเป็นเลิศจำนวนหนึ่ง โฟโต้เจอนอลลิสม์จึงได้พบกับช่วงเวลาที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์การถ่ายภาพ

Trafalgar Square le jour du couronnement de George VI, Londres (1938)



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter