Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
คนค้นสัตว์
แทนไท ประเสริฐกุล


Mimic: ปรากฏการณ์ก๊อบลวงโลก (ตอนแรก)

a very long yet still far from complete guide to mimicry in the natural world


ดูออกมั้ยครับอันไหนของแท้อันไหนของก๊อบ? อยู่ในโลกทุกวันนี้ต้องสายตาดีมากๆ ครับ ถึงจะไม่ตกเป็นเหยื่อ จริงอยู่ บางทีเราก็จงใจซื้อของปลอมมาเองโดยไม่ได้ถูกเค้าหลอก เสื้อผ้าแบรนด์เนม เป้กระเป๋าถือ นาฬิกา ซอฟแวร์ ทั้งหลายทั้งแหล่เหล่านี้ เราซื้อของก๊อบก็เพราะมันถูกกว่า (โปรแกรมพหุบัญชร XP ของแท้ขายกัน 200-300 เหรียญ ใครมันจะไปมีปัญญาซื้อฟะ! ถ้าอยากให้บริโภคของแท้กัน ก็ช่วยลดราคาขายให้มันถูกๆ ลงหน่อยสิโว้ย ไอ้เกตส์!)

กรณีนี้คนขายเค้าไม่ได้หลอกเราหรอกครับ แต่เราน่ะแหละ กะซื้อไปหลอกชาวบ้านซะเองมากกว่า เฮ้ กูถือหลุยส์นะเว้ย ใส่โรเล็กซ์นะเว้ย เท่ปะล่ะเว้ยย... ที่ไหนได้ซื้อคลองถมเรือนละ 300 บาท

ไอ้กรณีจงใจซื้อของก๊อบนี่ไม่มีอะไรต้องเสียมากหรอกครับ (อย่างมากก็แค่เสียศักดิ์ศรี) แต่ไอ้ที่น่าเจ็บใจคือเวลาไปซื้อของแล้วโดนคนขายหลอกจับหมูนั่นตะหาก บางร้านเอาของปลอมมาขายแล้วบอกว่าเป็นของจริง หลอกฟันเงินค่าโง่เราไปดื้อๆ อย่างผมเวลาไปสะพานเหล็กเพื่อหาซื้อจอยของเครื่องเกมเพลย์สเตชั่น ก็ต้องคอยยืนส่องแล้วส่องอีก ดูเนื้อพลาสติก ดูความประณีตในการเก็บงาน ทดลองกดปุ่มดู ถ้าของก๊อบปุ่มมันจะเด้งกว่า ให้สัมผัสไม่นุ่มมวล ถ้าดูไม่ดีเกิดได้ของปลอมไป อันละตั้งเป็นพันบางทีซื้อมาใช้ได้ไม่กี่เดือน เจ๊ง... ไอ้จอยพวกนี้ยังพอว่านะครับ เป็นแค่เครื่องเล่น แต่พวกที่ไปซื้อยาแล้วได้ของปลอมมานี่สิ กินไปแล้วท้องร่วง ทาไปแล้วผมร่วง กระทั่งบางครั้งเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต กว่าจะหาทนายไปฟ้องร้องไอ้บริษัทที่ผลิตได้ ก็ปรากฏว่ามันชิ่งย้ายที่อยู่หนีหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ กรณีพวกนี้ได้ฟังกี่ครั้งก็ยังทำใจยาก

แม้เถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน บางทีคุณอาจจะคิดไปว่าเรื่องของการทำของปลอมมาหลอกลวงกันนี่ จะมีแต่ในหมู่มนุษย์ซึ่งมีจิตใจมักมากหวังแต่ได้เท่านั้น ที่คิดที่ทำกันได้ขนาดนี้... คิดผิดคิดใหม่ได้นะครับ สุนทรภู่คงไม่เคยเรียนชีววิทยาเป็นแน่แท้ จึงไม่รู้ว่าที่จริงแล้ว การหลอกลวงลอกเลียนอันเลี้ยวลด มีเต็มไปโม้ด... ตั้งแต่มดจดไปถึงหมึกกระดอง

มาดูตัวอย่างเซิฟๆ กันก่อนนะครับ

ดูออกมั้ยครับ ข้างล่างนี่ อันไหนของจริงอันไหนของก๊อบ?

ผู้อ่านบางท่านอาจจะบอกว่า บ้าแล้ว ผีเสื้อมีของจริงของก๊อบด้วยเรอะ!

มีสิครับ แล้วของก๊อบในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงของปลอมแบบเป็นโมเดลที่คนทำขึ้นเลียนแบบผีเสื้อจริงนะครับ แต่หมายถึงผีเสื้อเป็นๆ ที่มีชีวิต ซึ่งไปลอกเลียนแบบลวดลายชาวบ้านเค้า (ก็ขนาดเสื้อยังมีก๊อบกันได้ แล้วทำไมผีเสื้อจะมีไม่ได้)

ผีเสื้อตัวทางซ้ายที่ท่านเห็นมีชื่อว่า Monarch เป็นตัวออริจินอลต้นแบบ ส่วนตัวทางขวาเป็นตัวปลอมมีชื่อว่า Viceroy เป็นผีเสื้ออีกชนิดหนึ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันเลย แต่ดันไปลอกลายของ Monarch ซะจนเหมือนเป๊ะ

Viceroy มันจะก๊อบปี้เจ้า Monarch ไปทำไมครับ?

เหตุผลคืออย่างงี้ครับ Monarch เป็นผีเสื้อซึ่งหนอนตัวอ่อนของมันกินใบต้น milkweed เป็นอาหาร ไอ้ใบของต้น milkweed นี่ จะมียางขาวๆ เหนียวๆ ซึ่งปกติแล้วเป็นพิษต่อแมลงชนิดอื่น ทว่า หนอน Monarch วิวัฒนาการมาจนมีภูมิต้านทานต่อเจ้าสารพิษตัวนี้ได้ ไม่เพียงแต่กินแล้วไม่เป็นไร มันยังเอาพิษของต้น milkweed เนี่ยแหละ สะสมไว้ในเนื้อของมันเรื่อยๆ จนทำให้เวลาโตขึ้นมา มันจึงกลายเป็นผีเสื้อที่มีรสชาติทุเรศอุบาทว์ปากเป็นอย่างยิ่ง นกตัวไหนได้ชิมเข้าไปถึงกับต้องขากทิ้งถุยออกมา และจดจำไปจนวันตายว่าทีหลังไอ้ผีเสื้อลายแบบนี้จะไม่กินอีกแล้ว ถือเป็นกลไกการป้องกันตัวที่ได้ผลชะงัดนักทีเดียว

ความแยบยลของเรื่องนี้มันอยู่ตรงที่เจ้า Viceroy ผีเสื้ออีกชนิดหนึ่ง ซึ่งกระจอกงอกง่อยที่สุด กินต้น milkweed ก็ไม่ได้ พิษเพิสอะไรก็ไม่มี เนื้อก็กินได้แถมอร่อยอีกต่างหาก โดยทั่วไปน่าจะตกเป็นของว่างยามบ่ายของคุณนกไปเรียบร้อยแล้ว แต่ทว่า มันกลับอาศัยวิธีโจร ฉกก๊อบปี้ลายปีกของ Monarch ซะ ทำให้พอนกที่มีประสบการณ์หน่อยบินผ่านมาเจอเข้า ก็จะหลงคิดไปว่า “เฮ้ย ไอ้ลายคล้ายๆ แบบนี้เคยกินแล้วนี่หว่า รสชาติไม่เอาถ่านสุดๆ ไม่เอาดีกว่า” แล้วก็บินผ่านไป ทิ้งให้ Viceroy รอดชีวิตไปสืบพันธุ์มีลูกมีหลานต่อได้อย่างปลอดภัย

จริงๆ แล้ว ถ้าเราดูดีๆ จะเห็นว่า Viceroy ยังก็อป Monarch ได้ไม่เนียน 100% วิธีดู ถ้าเป็น Monarch ของแท้จะต้องไม่มีเส้นสีดำตัดขวางตรงลายของปีกคู่ล่าง ก็คงคล้ายๆ กับเสื้อยี่ห้อ roxy ถ้าเป็นของแท้ต้องสะกดด้วย x ตัวเดียว อะไรประมาณนั้นแหละครับ

พอจะดูออกกันใช่มั้ยครับ อืมม...บางท่านอาจจะนึกในใจว่า นี่ถ้าขนาดเราไม่ได้กินผีเสื้อยังดูออก แล้วทำไมนกมันดูไม่ออกล่ะ หรือมันโง่ขนาดแยกแยะไม่เป็น? ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ อย่าไปว่านกมันเลยนะครับ อย่าลืมสิครับว่านกมันบินผ่านวูบไปวูบมาด้วยความรวดเร็ว ถ้ายังแยกออกได้อีกก็เก่งเกินแล้วล่ะครับ มันไม่ได้มีจอคอมมานั่งซูมอินดูนิ่งๆ ได้เหมือนอย่างเรานี่ครับ อีกอย่าง แทนที่จะมัวมานั่งเสียเวลาพินิจพิเคราะห์ว่าเป็น Monarch หรือเป็น Viceroy สู้มันเอาเวลาไปหาอย่างอื่นที่กินได้ชัวร์ๆกินไม่ดีกว่าเหรอครับ... คล้ายๆ กับตอนเราไปซื้อหนังโป๊พันทิพย์นั่นแหละครับ บางทีได้แผ่นมา นางแบบอาจจะใช่หรือไม่ใช่คนเดียวกับหน้าปกก็ได้ รู้ว่าอาจจะโดนหลอก แต่คงไม่มีใครถึงกับขนาดเอาแล็บท็อปไปนั่งเช็คดูทีละแผ่นที่ร้านหรอกมั้งครับ ก็เรียกได้ว่า จะเป็นนกหรือเป็นคนก็ดี ในบางสถานการณ์ เราก็สามารถตกอยู่ในฐานะของผู้บริโภคที่โดนหลอกได้เหมือนๆ กัน (อย่างไรก็ตาม ผมว่า Viceroy นี่มันก็ปลอมได้เหมือนสุดๆ แล้วนะ นกดูไม่ออกน่ะ ไม่แปลกหรอก)

จริงๆ แล้วเปรียบเทียบ Viceroy กับสินค้าก๊อบปี้ คงจะไม่ค่อยถูกต้องซะทีเดียวนัก จริงอยู่ มันใช้รูปลักษณ์ภายนอกในการหลอกผู้บริโภคเหมือนกัน แต่ในกรณีของสินค้านี่ จุดประสงค์ของตัวของก็อบมันคือ ต้องการหลอกให้ผู้บริโภค(คน) “หลงเลือก” ซื้อมันไปใช้ ในขณะที่กรณีของผีเสื้อนั้น ไอ้ตัวของก๊อบมันต้องการหลอกให้ผู้บริโภค (นก) “ไม่เลือก” จับมันไปกิน ถ้าจะเปรียบเทียบให้เหมาะสมยิ่งขึ้น Viceroy น่าจะเปรียบได้กับกรณีของบัตรปลอมมากกว่า กล่าวคือ เหมือนกับเวลาคุณขับรถไปไหนมาไหน คุณก็พกพาบัตรข้าราชการ/ทหาร/ตำรวจปลอมติดไปด้วยซักใบ ประมาณว่าเอายศสูงๆ แบบพันเอก พลเอก.. (จะให้ดีแต่งกายให้เหมือนด้วย) พอถูกจราจรเรียกที่ไหน ก็ยื่นบัตรนี้ให้เค้าดู เค้าก็จะรีบตะเบ๊ะให้แล้วก็ปล่อยคุณไปอย่างรวดเร็ว พอๆ กับนกไม่กล้าจับ Viceroy กิน

ไม่ว่าจะเป็นจอยเกมของปลอมก็ดี หรือเสื้อผ้าของก๊อบก็ดี สิ่งเหล่านี้มันค่อนข้างชัดเจนว่า จะต้องมีคนคอยออกแบบอยู่เบื้องหลัง... คนคนนี้เป็นคนที่จะต้องเอาของแท้มานั่งส่องดูทุกรายละเอียดแล้วก็พยายามประดิษฐ์ประดอยเจ้าตัวก็อบออกมาให้เหมือนตัวจริงมากที่สุด ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว กรณีอย่างของ Monarch ปลอมล่ะครับ ใครเป็นคนออกแบบ?

ถ้าไปถามคนอเมริกัน 50% (ตัวเลขโดยประมาณของคนที่ไม่เชื่อทฤษฏีดาร์วิน) จะตอบว่า “พระเจ้า” เป็นคนออกแบบ

ถ้าถามคนบ้านเรา ซึ่งโชคดีหน่อยที่เป็นเมืองพุทธ คงจะมีแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้นแหละครับที่จะตอบว่าพระเจ้า แต่ในขณะเดียวกัน โชคไม่ดีหน่อย ตรงที่บ้านเราเป็นสยามเมืองยิ้ม ดังนั้นซักประมาณ 90% คงจะได้แต่ยิ้มแล้วก็เงียบ หรือไม่ก็ส่ายหน้าตอบเบาๆ ว่า “ไม่รู้”

แต่ถ้ามาถามผม หรือไปถามใครก็ตามที่เข้าใจชีววิทยาอย่างถ่องแท้ คุณจะได้คำตอบเช่นเดียวกับที่คุณชาลส์ ดาร์วิน ได้เคยตอบไว้ นั่นก็คือ

ไม่มีใครเป็นคนออกแบบ... มันค่อยๆ เกิดขึ้นของมันเองตามธรรมชาติ

กระบวนการมันเริ่มต้นอย่างนี้ครับ... แรกทีเดียวบรรพบุรุษของเจ้า Viceroy คงจะไม่ได้เหมือนกับ Monarch มากนัก อาจจะแค่บังเอิญไปคล้ายๆ กันบ้าง (ยังไงๆ ก็ผีเสื้อเหมือนกัน) ทีนี้ ในผีเสื้อแต่ละรุ่นๆ ที่เกิดมา แน่นอนว่ามันต้องมีความหลากหลายของลวดลายอยู่บ้าง ก็คล้ายๆ กับคนเราที่แต่ละคนไม่มีใครเหมือนกันได้ 100% หรือไม่ไปดูตัวอย่างในหมาก็ได้ ลูกแต่ละครอกออกมา แต่ละตัวก็มีลายไม่เหมือนกัน สำหรับผีเสื้อที่เป็นต้นตระกูลของ Viceroy เรื่องราวก็คงไม่ต่างจากนี้มากนัก และนี่ถือว่าเป็นขั้นที่ 1…

ขั้นตอนต่อมา... ในบรรดาผีเสื้อที่เกิดมามีลายต่างกันนิดๆ หน่อยๆ เหล่านั้น มันก็คงต้องมีบางตัวที่บังเอิญไปคล้ายคลึงกับเจ้า Monarch อยู่บ้าง ขอเน้นย้ำที่คำว่า “บ้าง” ในที่นี้คือ ต่อให้คล้ายแค่นิดเดียวก็นับ เหมือนแค่ 1% ก็เอา ขอแค่มีแถบมีจุดอะไรก็แล้วแต่ โผล่มากระจึ๋งนึง ที่ทำให้เมื่อมองผ่านๆ ในบางมุม ในแสงสลัวๆ ในวันฝนตกฟ้าคะนองมีหมอกมากถึงปานกลาง แล้วไปคล้ายคลึงกับลายของ Monarch เข้าเพียงเสี้ยวอณูนึง... ขอแค่พอทำให้นกสามารถไขว้เขวไปได้ชั่วครู่ชั่วขณะ จนดูผิดแล้วไว้ชีวิตมันโดยไม่ตั้งใจ ขอแค่ใน 100 ครั้ง มีเพียงซักครั้งเดียว ที่มันทำให้นกสับสนได้สำเร็จ ขอแค่ให้ลายของมันทำให้มันอยู่รอดได้ดีกว่าผีเสื้อตัวอื่นๆ ที่ไม่มีลายนั้นเพียงแค่เล็กน้อย แค่ 1% ก็ยังดี แล้วก็ขอแค่ให้ลายอันนี้สามารถถ่ายทอดทองพันธุกรรมไปสู่ลูกหลานของมันได้ ขอเพียงแค่เท่านี้...

ถ้าไอ้ทั้งหมดที่เราขอไว้มันเกิดขึ้นได้จริง (ซึ่งดูไม่น่ายากเกินไปกว่าที่จะจินตนาการได้) ขั้นตอนถัดไปที่จะเกิดตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ เจ้าลายที่แลคล้าย Monarch เพียงเสี้ยวอณูนั้น ก็จะค่อยๆ สะสมแพร่กระจายไปเรื่อยๆ... ในรุ่นแรกที่มันอุบัติขึ้นมาอาจจะมีผีเสื้อลายนั้นอยู่แค่ 1 ในร้อยของประชากร แต่พอมันอยู่รอดได้เปรียบตัวอื่นๆ แม้จะเพียงเล็กน้อย มันก็จะค่อยๆ แพร่ลูกหลาน แล้วก็ส่งทอดลายของมันสะสมไปเรื่อยๆ รุ่นละนิดๆ รุ่นต่อมาอาจจะมีตัวที่มีลายนั้นเพิ่มขึ้นเป็น 2 ในร้อย รุ่นถัดมาอีกอาจจะขยายเป็น 3 เป็น 4 เป็น 5 ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งผ่านไปเป็นร้อยๆ รุ่น ไอ้ลายที่ว่าซึ่งเมื่อก่อนเคยมีแค่ 1 ในร้อย ก็จะกลายมาเป็นลายมาตรฐานของผีเสื้อชนิดนั้นไป (การสะสมจากน้อยนิดไปเป็นมหาศาลนั้น จริงๆ แล้วเป็นไปได้ไม่ยาก ลองนึกถึงนาฬิกาสองเรือน ซึ่งทุกๆ 1 ชม. เรือนนึงจะเดินเร็วกว่าอีกเรือนนึงอยู่ 1 วินาที นับเป็นความเหลื่อมล้ำที่น้อยนิดมาก แทบจะสังเกตุไม่เห็น แต่ถ้าสมมุติเราปล่อยทิ้งเอาไว้ให้มันเดินไปเรื่อยๆ ซัก 1 ปี พอเรากลับมาดูอีกทีจะพบว่า ไอ้เรือนที่เดินเร็วกว่านั้น บัดนี้ได้เดินรุดหน้าอีกเรือนไปถึง (1×24 x 365) / 60 = 146 นาที หรือประมาณ 2 ชม. ครึ่งเลยทีเดียว)

ในระหว่างนั้น แต่ละรุ่นถัดมาๆ ก็จะให้กำเนิดลูกที่หลากหลายอีก ไอ้ตัวที่บังเอิญเกิดมาเหมือน Monarch มากขึ้นกว่ามาตรฐานเดิมอีกเพียงเสี้ยวอณูนึง ก็จะหลอกนกได้ดีกว่าที่เหลือ (ในรุ่นเดียวกัน) อยู่รอดและทิ้งลูกหลานไว้ในอัตราส่วนที่มากกว่า แม้จะเพียงเล็กน้อย แต่ไอ้ความได้เปรียบนิดเดียวตรงนี้มันก็จะค่อยๆ สะสมๆ ไปเรื่อยๆ เหมือนรอบที่แล้วอีก จนในที่สุดไอ้ลายใหม่นี่ก็จะแพร่หลาย แล้วก็จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ดูเหมือน Monarch มากกว่าเดิมขึ้นมาอีกนิด เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

สรุปแล้ว จากความหลากหลายที่เกิดขึ้นในแต่ละรุ่นๆ เฉพาะเจ้าของลายที่เหมือนที่สุดเท่านั้นจึงจะ (ในระยะยาว) เอาชนะโควต้าในการสืบทอดพันธุกรรมต่อไปได้ ส่วนลูกหลานของไอ้ตัวที่เหมือนน้อยกว่านั้น ย่อมถูกเบียดโควต้าไปเรื่อยๆ จนในที่สุด ไม่สามารถสืบทอดมาได้จนถึงปัจจุบัน... ความเหมือนที่อุบัติขึ้นโดยบังเอิญในรุ่นหนึ่ง จะถูกส่งผ่านต่อไปรุ่นหน้า โดยมีพฤติกรรมการกินของนกเป็นตัวคัดเลือก ถ้าตัวไหนไม่เหมือนถูกกำจัดทิ้ง ถ้าเหมือนเก็บเอาไว้ สืบทอดความเหมือนนั้นต่อไป รอจนบังเอิญมีความเหมือนใหม่ที่เหมือนมากกว่าเดิมเกิดขึ้น อีก ก็จะถูกคัดเลือกไว้ให้แพร่ขยายในรุ่นต่อไปอีก ค่อยๆ สะสมความเหมือนขึ้นๆ ทีละนิดๆ ทีละรุ่นๆ ตามธรรมชาติ... พอเข้าใจสูตรนี้แล้ว ก็ลองคิดดูละกันครับว่า ถ้าเรามีเวลาให้เป็นล้านๆ ปี (เท่ากับหลายล้านชั่วอายุผีเสื้อ) ความเหมือนที่สะสมมาเรื่อยๆ นั้น สุดท้ายมันจะสามารถมาจนถึงจุดที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้หรือไม่

“I have called this principle, by which each slight variation, if useful, is preserved, by the term Natural Selection.”

– Charles Darwin -

ผมหวังว่าท่านคงสามารถจินตนาการได้อย่างไม่ยากนักนะครับ ว่ากระบวนการคัดเลือกตามธรรมชาติในแบบที่ดาร์วินได้เสนอไว้ น่าจะเป็นแรงผลักดันที่มีอำนาจเพียงพอ ที่จะสามารถ “ออกแบบ” ให้ Viceroy ค่อยๆ มีวิวัฒนาการมาจนเหมือน Monarch มากๆ อย่างที่มันเป็นทุกวันนี้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยพระเจ้าช่วย

ถ้ายังจินตนาการไม่ออกละก็ อย่าเพิ่งเหมาฟันธงว่าทฤษฏีนี้ไม่น่าเชื่อถือนะครับ ไม่แน่ที่ท่านไม่เข้าใจอาจจะเป็นเพราะผมยังอธิบายไม่ค่อยดีก็ได้ จริงๆ แล้วมีหนังสือหลายเล่มที่อธิบายเรื่องนี้เอาไว้ดีกว่าที่ผมเขียนหลายร้อยเท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตรงประเด็นที่ว่า วิวัฒนาการโดยการคัดเลือกตามธรรมชาตินี่ จริงๆ แล้วมันต้องอาศัยความ “บังเอิญ” มากน้อยแค่ไหนกันเชียว อย่างกรณีการก็อบปี้ Monarch ของ Viceroy นี่ มันย่อมไม่ใช่อะไรที่บังเอิญ อยู่ดีๆ จะเกิดขึ้นได้ในเสต็พเดียวแน่ๆ ไม่ใช่ว่าจากไม่เหมือนเลย อยู่ดีๆ ก้าวกระโดดมาเป็นเหมือนเด๊ะ... แบบนั้นไม่มีทางเป็นไปได้แน่ๆ... มันต้องค่อยๆ ไต่เสต็พเล็กๆ (ที่พอจะบังเอิญเกิดเองได้) ไล่มาทีละเสต็พ โดยแต่ละเสต็พ ทำให้มันอยู่รอดสืบพันธุ์ได้ดีกว่าเสต็พก่อนหน้าเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งตรงนี้บางครั้ง ก็เข้าใจยากเหมือนกันว่า ไอ้เสต็พเล็กๆ ที่ว่าเนี่ย มันจะทำให้อยู่รอดสืบพันธุ์ดีขึ้นได้ยังไง ยกตัวอย่างเช่น จากบรรพบุรุษนกที่ไม่มีปีกเลย ถ้ามีปีกเล็กๆ งอกขึ้นมาแค่ครึ่งคืบ มันจะช่วยให้อะไรๆ ดีขึ้นจริงเหรอ แล้วถ้าจุดเชื่อมต่อครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้ไม่มีประโยชน์ แล้วมันจะค่อยๆ นำไปสู่ปีกเต็มๆ ได้ยังไงล่ะ?.. เหล่านี้เป็นปริศนาของทฤษฏี natural selection ที่ได้รับการอธิบายเอาไว้แล้วเป็นอย่างดีในหนังสือเล่มอื่นๆ เอาเป็นว่าถ้าอยากเข้าใจให้ถ่องแท้ละก็ ผมขอแนะนำให้ลองอ่าน 2 เล่มนี้ดูละกันครับ

1. The Blind Watchmaker

2. Climbing Mount Improbable

เขียนโดย Richard Dawkins ทั้งคู่ครับ

โอเค กลับมาเรื่องผีเสื้อของเรากันต่อนะครับ สมมุติว่าคุณๆ ท่านๆ เชื่อกันแล้วว่า วิวัฒนาการของการก็อบปี้ในลักษณะนี้ เกิดขึ้นได้ไม่ยาก ขอเพียงแค่มีเวลาให้เป็นหลักล้านปีก็น่าจะเพียงพอ ซึ่งจะว่าไปผีเสื้อกับนกก็ถือกำเนิดบนโลกนี้มานานกว่าร้อยล้านปีแล้วนะครับ น่าจะมีเวลาเหลือแหล่ในการให้ Viceroy วิวัฒนาการ ก็อบปี้ Monarch จนเหมือนได้ขนาดนี้ จริงๆ แล้ว ถ้าเราลองไปสำรวจดูในโลกธรรมชาติ จะพบว่า ผลงานการก็อปปี้ในลักษณะเดียวกับของ Viceroy มันไม่ได้เป็นอะไรที่พิเศษพิโสหรือหาชมได้ยากขนาดนั้นเลยครับ ในบรรดาผีเสื้อด้วยกันเอง ยังมีคู่เหมือนคู่อื่นๆ อีกไม่รู้กี่สิบชนิด ที่ก็อบปี้ลอกลายกันออกมาในลักษณะเดียวกับที่ Viceroy เลียนแบบ Monarch

ดูรูปข้างล่างนี่สิครับ คอลัมน์ซ้ายทั้งหมดเป็นผีเสื้อมีพิษซึ่งเป็นของแท้ต้นแบบที่นกไม่ชอบกิน ส่วนทางคอลัมน์ขวาเป็นผีเสื้อพันธุ์อื่นที่ไม่มีพิษแม้แต่น้อย แต่มีวิวัฒนาการปลอมตัวลอกเลียนแบบลายของพันธุ์ที่มีพิษ ทำให้ตัวเองได้รับผลประโยชน์ พลอยไม่ถูกจับกินไปด้วย

นี่ยังแค่ไม่กี่ตัวอย่างเท่านั้นนะครับ ที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบไว้ยังมีอีกมาก คนที่บุกเบิกค้นคว้าเรื่องนี้เป็นคนแรกมีชื่อว่าคุณ Henry Walter Bates เป็นนักชีววิทยายุคเดียวกับดาร์วิน แถมยังเป็น pen pal กันอีกด้วย ในระหว่างที่คุณเบทส์ออกเดินทางสำรวจป่าดงดิบของอเมริกาใต้ในช่วงยุคคศ. 1850s-1860s แกได้ไปพบกับผีเสื้อเลียนแบบพวกนี้เป็นครั้งแรก แล้วรู้สึกตื่นเต้นอเมซซิ่งเป็นอย่างมาก พอออกจากป่ามาแกก็รีบเขียนจดหมายไปเล่าให้ดาร์วินฟัง บอกว่า นี่แหละ เป็นตัวอย่างชั้นดีเลย ที่จะทำให้คนได้ตระหนักว่า กระบวนการคัดเลือกตามธรรมชาติของพี่วินน่ะ มันมีพลังสร้างสรรค์ที่มหัศจรรย์ขนาดไหน ดาร์วินเองก็สนับสนุนส่งเสริมคุณเบทส์บอกว่า ให้เขียนหนังสือออกมาซักเล่มสิ จะได้เล่าประสบการณ์ท่องไพรอเมซอนออกมาให้ชาวโลกได้รับรู้ ว่ามันสุดยอดขนาดไหน ในที่สุดปี 1963 เบทส์ก็เขียนหนังสือเล่มที่ว่านี้เสร็จ ตั้งชื่อว่า The Naturalist on the River Amazons ภายในเล่มแกได้เขียนบรรยายถึงปีกผีเสื้อเอาไว้ว่า

“..On these expanded membrane, Nature writes, as on a tablet, the story of modifications of species..”

HW Bates, 1963 -

ภายหลังต่อมา ในฐานะที่แกได้ค้นพบและบรรยายถึงปรากฏการณ์การก็อปปี้ลายระหว่างผีเสื้อไม่มีพิษกับผีเสื้อมีพิษ เอาไว้เป็นคนแรก แวดวงวิทยาศาสตร์จึงยกย่องแกและตั้งชื่อปรากฏการณ์การเลียนแบบประเภทนี้ตามชื่อของแกว่า Batesian mimicry (Mimic = เลียนแบบ, Mimicry = การเลียนแบบ)

ตั้งแต่สมัย Bates เรื่อยมา ก็มีผู้ให้การสนใจศึกษาเรื่องราวของปรากฏการณ์นี้มาโดยตลอด คุณผู้อ่าน เท่าที่ได้ฟังคำอธิบายของผมมา ก็น่าจะพอมีไอเดียคร่าวๆ บ้างแล้วว่า มันสามารถเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ อย่างค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปทีละเสต็พๆ และถึงแม้จะมองผิวเผินเหมือนเป็นผลงานโดยศิลปินเลียนแบบชั้นเยี่ยม แต่จริงๆ แล้ว เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติตามกระบวนการคัดเลือกตามธรรมชาติเท่านั้น งานวิจัยยุคใหม่ๆ เมื่อไม่นานมานี้ ยิ่งแสดงให้เห็นใหญ่ครับว่า ในผีเสื้อ วิวัฒนาการของ Batesian mimicry จากไม่เหมือนไปสู่เหมือน มันไม่ได้เป็นอะไรที่เกิดขึ้นยากเย็นขนาดนั้นเลยจริงๆ สำหรับในบางกรณีไม่ต้องรอให้ผ่านไปเป็นหลายๆ ล้านรุ่นผีเสื้อก็ได้ แค่รุ่นเดียวบางทีก็เห็นผลแล้ว

จับตาดูรูปด้านบนนี้ให้ดีนะครับ ผีเสื้อ a และ b ในรูปเป็นผีเสื้อ 2 ชนิดที่ไม่มีพิษและกินได้ทั้งคู่ ส่วนผีเสื้อ f กับ g เป็นผีเสื้ออีก 2 ชนิดที่มีพิษและกินไม่ได้ทั้งคู่.. สังเกตว่าเริ่มแรกมา a, b และ f, g หน้าตาไม่ได้เหมือนกันเลย แต่จะเกิดอะไรขึ้นครับเมื่อนักวิจัยทดลองจับ a ผสมพันธุ์กับ b ดู...

ลูกที่ได้ออกมาคือ c d และ e ครับ ลองดูให้ดีๆ สิครับ ว่าเหมือนกับ f และ g ขนาดไหน...

นี่ขนาดผ่านไปแค่รุ่นเดียวเท่านั้นนะครับ ยังได้ผลลัพธ์ให้เห็นกันจะๆ ขนาดนี้

โอเค แน่นอนว่านี่เป็นการทดลองที่มนุษย์ยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่ผมว่ามันก็ไม่ยากนักหรอกครับ ที่จะจินตนาการว่าการผสมกันระหว่าง a กับ b นี้จะสามารถเกิดขึ้นเองได้ด้วยความบังเอิญตามธรรมชาติ.. อย่างน้อยๆ ในรอบร้อยปีพันปี มันต้องมีมั่งแหละ ที่ a จะหลงผิด เกิดเมาข้ามสปีซี่ส์ไปผสมกับ b เข้า ซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์เยี่ยงนั้นขึ้นมาเมื่อไหร่ละก็ ขอเพียงแค่ครั้งเดียวก็เกินพอแล้วครับ เพราะรุ่นลูก (c d e) ที่เกิดขึ้น จะได้รับภูมิคุ้มกันเต็มที่ เนื่องจากบังเอิญเกิดมาไปเหมือนกับ f และ g ซึ่งเป็นสายพันธุ์มีพิษที่นกไม่กิน เท่านี้ ลักษณะลายแบบของ c d e ก็จะแพร่กระจายไปในหมู่ประชากรอย่างรวดเร็ว เพราะเจ้าของมันสามารถอยู่รอดได้ดี และส่งต่อพันธุกรรมของมันไปสู่รุ่นต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ การก็อปโดยผ่าน step เดียวแบบนี้ ฟังดูเหมือนจะเว่อร์นะครับ แต่สิ่งที่เราคิดว่าเวอร์บางทีมันก็ไม่ได้เว่อร์อย่างที่เราคิดนักหรอกครับ ดูอย่างสภาโจ๊กสิครับ ยังอุตส่าห์หาคนหน้าเหมือนเฉลิม เหมือน เสธหนั่นมาได้.. อันนั้นจะว่าไปก็เป็นการวิวัฒนาการก็อปปี้ภายในเสต็พเดียวเหมือนกันครับ เพราะพ่อกับแม่ของคนที่เล่นเป็นตัวปลอมนั่น เขามาเจอกันแล้วก็ผลิตลูกออกมาครั้งเดียวหน้าเหมือนเลย ไม่ได้ถูกคัดเลือกมาเป็นรุ่นๆ แบบว่าให้เอาคนหน้าเหมือน เสธ หนั่น 2 คนมาแต่งงานกัน แล้วพอได้ลูกก็ให้เลือกคนที่หน้าเหมือนสุด 2 คน มาแต่งงานกันอีก ไปเรื่อยๆ...

จุดมุ่งหมายของที่อธิบายมาทั้งหมดนี้ ก็เพื่อจะปลูกฝังลงไปในสามัญสำนึกของท่านผู้อ่านครับ ว่า ไม่ว่าจะเกิด ด้วยเสต็พเดียว หรือหลายเสต็พก็ตาม mimicry ก็ดูจะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติอย่างไม่ยากเย็นนัก... และด้วยสามัญสำนึกตรงนี้นี่เอง ท่านผู้อ่านหลายคนอาจจะเริ่มตะหงิดใจขึ้นมานิดนึงแล้วสินะครับว่า... เอ... ในเมื่อมันเกิดขึ้นได้(relatively)ง่ายขนาดนี้... หรือว่า... บางที mimicry อาจจะไม่ได้มีอยู่แต่ในผีเสื้ออย่างเดียว... เป็นไปได้มั้ยว่า ในสัตว์อื่นๆ ก็มี mimicry เกิดขึ้นด้วย... แล้วเป็นไปได้มั้ยว่า การก็อปอาจจะไม่จำเป็นต้องก็อปแต่สัตว์กลุ่มเดียวกันเสมอไป (เช่นผีเสื้อก็ก็อปผีเสื้อเหมือนกัน)... ก็อปข้ามกลุ่มได้มะ... หรือก็อปเพื่อจุดประสงค์อื่นได้มะ นอกเหนือจากเลียนแบบตัวมีพิษเนี่ย... ขนาดในคนยังมีเลียนแบบดารา เลียนแบบเพศตรงข้าม มีปลอมเป็นโจร (สายสืบ) ปลอมเป็นต้นไม้ (ทหารพราน) ยังได้เลยนี่นะ... แล้วในสัตว์ล่ะ เป็นไปได้มั้ย ว่ามันมี mimicry ประเภทอื่นๆ อยู่อีก นอกเหนือจากที่คุณ Bates ค้นพบ?

เป็นไปได้สิครับ... ไอ้ที่ว่ามานั่น เป็นไปได้หมดเลยครับ แล้วก็ตั้งแต่บรรทัดนี้เป็นต้นไป ผมจะทำหน้าที่เป็นทัวร์ไกด์ พาท่านท่องไปในอาณาจักรสัตว์อันกว้างใหญ่... ในโลกนี้มีปรากฏการณ์ mimicry เกิดขึ้นที่ไหน ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยป่าเข้าไปอย่างไร ผมก็จะอาสาพาท่านตามไปดูให้ถึงที่ให้หมดเลยครับ... รับรองว่าต้องสนุกเร้าใจแน่ๆ เอาล่ะ...พร้อมกันรึยังละครับ ถ้าพร้อมแล้ว ไปกันเล้ยยย!!


(โปรดติดตามตอนต่อไป)



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter