- พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ -
ในตอนที่แล้ว ผมได้กล่าวว่ากีฬาฟุตบอลนั้นเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง และลักษณะสำคัญของกีฬานั้นก็คือการเป็น "กระบวนการอารยะ" (civilizing process) ที่เข้ามาแทนที่สงครามจริง โดยทำให้เกิดการแข่งขันกันระหว่างประเทศชาติต่างๆ ซึ่งความนิยมกีฬาฟุตบอลโลกนั้นเกิดขึ้นจากการที่ความขัดแย้งในโลกนี้เพิ่มขึ้นและซับซ้อนขึ้น ดังนั้นมนุษย์ในโลกจึงปลดปล่อยตนเองในการเข้าร่วมมหกรรมฟุตบอลโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ในโลกที่ "ดูเหมือนจะเท่าเทียม" กว่าโลกที่เป็นจริง
ตอนนี้ผมจะนำเสนอเรื่องที่ดูเหมือนจะตรงข้ามจากข้อเสนอในสัปดาห์ที่แล้ว นั่นก็คือ ในหลายๆกรณีนั้นกีฬากับความเป้นจริงมิได้แยกขาดกันแค่เรื่องของ "สงครามจริง" กับ "การแข่งขันกีฬา" ซึ่งสงบและอยู่ในกติกาเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของพื้นที่สีเทาที่อยู่ระหว่างการแบ่งแยกโลกสงครามและโลกแห่งความสงบ นั่นก็คือ "บรรดากองเชียร์อันธพาล" (hooligan) หรือกองเชียร์เลือดร้อน จำนวนไม่น้อย ซึ่งทำให้เราเห็นถึงความซับซ้อนระหว่างการ "ชม" และการ "เชียร์" ซึ่งในหลายๆกรณีนั้นการเชียร์นั้นสามารถเลยเถิดไปจากการระบุว่าตนนั้นเป็น "กองทัพผีแดง" หรือ "กองทัพหงส์แดง" มาสู่การเป็นกองทัพจริงๆที่มีส่วนในการสร้างความรุนแรงในความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติในประเทศๆหนึ่ง
กรณีที่ผมจะยกตัวอย่างก็คือกรณีของสาธารณรัฐยูโกสลาเวีย ประเทศในยุโรปตะวันออกซึ่งภายหลังได้แยกออกเป็นหลายประเทศ ซึ่งส่วนหนึ่งก็คือโครเอเชียที่เข้ารอบในครั้งนี้ เซอร์เบีย บอสเนียและเฮไซโกวิน่า
ยูโกสลาเวียนั้นเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการลูกหนังโลกในอดีต ส่วนหนึ่งเพราะประเทศคอมมิวนิสต์นั้นมีการส่งเสริมกีฬาอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะสโมสรต่างๆนั้นผูกตัวเองเข้ากับหน่วยงานของรัฐ และมีกฏระเบียบการข้ามขายนักเตะอายุน้อยออกนอกประเทศ (ดังนั้นแต่ละประเทศนั้นไม่ใช่เก่งเรื่องฟุตบอลเพราะ "มีแผนการเล่นที่ดี" หรือ "มีนักเตะที่ดัง" เท่านั้น แต่ต้องมีโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม แบบหนึ่ง ที่ผลิตลักษณะการเล่นบางอย่างขึ้นมาด้วย)
สโมสรดาวแดงแห่งมหานครเบลเกรด (Red Star Belgrade) ของยูโกสลาเวียนั้นเป็นสโมสรที่ได้แชมป์บอลสโมสรยุโรปในปี ค.ศ. ๑๙๙๑ ก่อนที่ยูโกสลาเวียจะแตกออกเป็นส่วนๆในปี ๑๙๙๒ แต่ที่สำคัญก็คือสโมสรดาวแดงแห่งเบลเกรดนี้เองที่มีการว่าจ้างกองทัพกองเชียร์อันธพาล เข้ามาอยู่ในสโมสร และกองทัพดังกล่าวมีส่วนสำคัญในความขัดแย้งในระดับนองเลือดระหว่างเชื้อชาติในคาบสมุทรบัลข่าน
กองทัพอภิมหาเด็กเลว (Ultra Bad Boys) ของทีมดาวแดงนั้นมีชื่อเสียงในเรื่องของความรุนแรงต่อกองเชียร์ทีมอื่น และท่ามกลางความขัดแย้งในคาบสมุทรบัลข่าน เจ้ากองทัพดาวแดงนี้เองที่กลายสภาพเป็นกลไกขับเคลื่อนพลังชาตินิยมของชาวเซิร์ปในการทำร้ายชาวโครแอท (ก่อนจะแยกเป็นโครเอเชีย) ในสาธารณรัฐยูโกสลาเวีย ทั้งที่ในทีมดาวแดงเองในช่วงนั้นมีนักเตะจากหลายเชื้อชาติ แต่ทีมดาวแดงนั้นก็จัดเป็นเป็นทีมหลักของรัฐเซอร์เบีย ขณะที่ทีม Dinamo Zagreb นั้นเป็นทีมหลักในรัฐโครเอเชียในสาธารณรัฐเดียวกัน ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจหลังกำแพงเบอร์ลินล่มสลาย ทำให้ปัญหาเรื่องของเชื้อชาติต่างๆที่อยากจะรวมตัวเป็นประเทศของตนเองเริ่มทวีตัวมากขึ้น ด้วยเชื่อว่าประเทศชาตินั้นเป็นสังคมการเมืองขั้นสูงกว่าเผ่า และแต่ละชาตินั้นประชาชนในชาตินั้นมี "จุดกำเนิด" หรือ "สายเลือดเดียวกัน" = "(เชื้อ)ชาตินิยม"
ในขณะเดียวกันในรัฐเซอร์เบียนเอง สโมสรดาวแดงนั้นได้รับการสนับสนุนจากกรมตำรวจ และมีระบบการควบคุมดูแลด้วยมาเฟีย ขณะที่ทีมคู่แข่งคือ Partizan นั้นเป็นทีมภายใต้กองทัพ กองเชียร์ดาวแดงทั้งหลายซึ่งมองว่ากองทัพนั้นไม่ให้ความยุติธรรมกับชนชาติเซิร์ปในการเป็นผู้นำหนึ่งเดียวของสาธารณรับยูโกสลาเวีย จึงได้รับการสนับสนุนจากบรรดาชาตินิยมเซิร์ปมากขึ้น
ในห้วงเวลาแห่งความวุ่นวายที่รัฐบาลแห่งชาติของยูโกสโลวาเกียไม่สามารถควบคุมแรงกดดันมหาศาลหลังยุคสงครามเย็นได้ ประธานาธิบดี Milosevic ก็ส่งเสริมให้มีการแยกสาธารณรัฐยูโกสลาเวียออกจากกันจากกลุ่มชนชาติหลัก คือ เซิร์ป โครเอท และ สโลเวเนีย แต่ขณะเดียวกันความขัดแย้งในพื้นที่จริงก็เกิดขึ้นเมื่อชนกลุ่มใหญ่ในพื้นที่ที่แยกตัวไปมีการกระทบกระทั่งกับชนกลุ่มน้อยที่ชายแดน (ซึ่งพวกเขาเป็นชนกลุ่มใหญ่ของประเทศข้างๆ) สงครามชนชาติจึงเกิดขึ้นและทำให้การแข่งขันฟุตบอลนั้นเจือปนไปด้วยความขัดแย้งจริงที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งกองเชียร์อันธพาลของสโมสดาวแดงนั้นเข้าร่วมในเหตุการณ์ความรุนแรงจริง โดยแปรสภาพเป็นกองทัพพยัคฆ์ (Tigers) หรือ Delije ภายใต้ฐานการสนับสนุนของกรมตำรวจที่เป็นเจ้าของสโมสร รวมไปถึงการเข้ายึดและทำลายทำเนียบประธานาธิบดีในช่วงเหตุการณ์จราจลจนนำไปสู่การล่มสลายของระบอบ Milosevic ในปี ค.ศ. ๒๐๐๐ ร่วมกับสหพันธ์นิสิตนักศึกษา ...
(เชื้อ)ชาตินิยมคลั่งสงครามถ้าถูกจัดตั้งด้วยกองทัพก็ก่อให้เกิดความรุนแรงมากไปกว่ากีฬาฟุตบอลได้เช่นกันครับ!
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 12 มิถุนายน 2549

