Photojournalism (1)
โฟโต้เจอร์นัลรีสม์ (photojournalism) อย่างแรกที่สุดคือการรายงาน การเป็นพยาน ต่อความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และการตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ด้วยภาพ หากจะใช้คำว่าภาพถ่ายเชิงข่าวสารคดีก็ดูจะไม่พอเหมาะพอดีนัก ผมยังหาคำไทยที่เหมาะสมไม่ได้จึงอยากจะใช้คำทับศัพท์สลับกับคำที่คิดได้ไปก่อน
ในยุโรป ภาพถ่ายแนวนี้เริ่มพัฒนามาอย่างมากในช่วงปี 1930-1950 ในบรรยากาศที่การเมืองของโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านโดยเฉพาะเมื่อเกิดสงคราม นิตยสารภาพข่าวที่ได้รับการกล่าวถึงบ่อยๆ และยกให้เป็นต้นแบบเห็นเป็น Life และ Paris Match ในช่วงเวลาเดียวกันเอเจนซีช่างภาพอย่าง magnum ก็เกิดขึ้นในหน้าประวัติศาสตร์ ในช่วงครึ่งศตวรรษที่แล้วดูเหมือนว่าช่างภาพเจอร์นัลรีสท์ได้เข้าไปมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงทาง ประวัติศาสตร์ของโลกไม่น้อย แต่เมื่อการเกิดขึ้นของสถานีข่าวโทรทัศน์ CNN ในช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซียรอบแรก photojournalism ก็ถึงจุดตกต่ำและต้องส่งหน้าที่การเป็นสื่อกลาง ของการรายงานข่าวไปให้สื่อโทรทัศน์

ต่อมาในช่วงปี 90 เมื่ออินเตอร์เน็ตและกล้องดิจิตอลเข้ามามีส่วนในชีวิตสมัยใหม่ สื่ออินเตอร์เน็ตกลายเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงการรายงานข่าวที่ตัวเองพบเห็นก็กลายเป็นสิ่งที่ง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น ตัวอย่างเช่นเมื่อเกิดวินาศกรรม 11 กันยายน หรือสึนามิในเอเชียปลายปี 2005 ภาพของช่างภาพสมัครเล่นที่บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาอย่างฉับพลันได้รับการตีพิมพ์มากขึ้น
ช่างภาพข่าวอาชีพเริ่มพบกับความยากลำบากมากขึ้นในอาชีพเนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดข้ึนไม่สามารถคาดการณ์ได้ และสื่อหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารข่าวเริ่มลดค่าใช้จ่ายในการผลิตงานลง การทำงานสารคดีหรือรายงานข่าวสักเรื่องมีราคาแพงและต้องใช้เวลาจึงถูกตัดงบไปด้วย อย่างไรก็ตาม ในประเทศฝรั่งเศส เอเจนซี่ช่างภาพใหม่ๆ ก็ยังเกิดขึ้นอยู่เสมอรวมทั้งช่างภาพอินดิเพนเดนท์ นักศึกษาหนุ่มสาวที่จบสถาบันด้านการถ่ายภาพชั้นสูง (grand Ecole) ร่วมกับผู้ร่วมอาชีพรุ่นพี่ช่วยกันหาทางออกเพื่อรักษาอาชีพนี้ไว้ รวมทั้งมีการให้ทุนสนับสนุกโปรเจ็คต์ใหม่ๆ ขององค์กรเอกชนอีกด้านหนึ่ง

ด้วยความช่วยเหลือของเทคโนโลยี อินเตอร์เน็ต และกล้องดิจิตอลที่ลดค่าใช้จ่ายและทำให้การทำงานรวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้ช่างภาพเจอร์นัลรีสท์เริ่มมีความหวังและทางออก ภาพถ่ายสารคดีข่าวจึงยังไม่หายไปไหน งานบางชิ้นได้รับการยอมรับและจัดแสดงในพิพิฒธภัณฑ์ ในเมืองไทยที่ช่างภาพเชิงข่าวยังไม่ได้รับความสนใจมากนัก เงื่อนไขการทำงานและค่าตอบแทนทำให้มีชีวิตอยู่ยากในสภาพความเป็นอยู่ปัจจุบัน ในระหว่างรอให้อาชีพนี้เป็นที่ยอมรับแพร่หลายต่อผู้อ่านชาวไทย ช่างภาพชาวไทยที่ทำงานเกี่ยวกับงานสารคดีข่าวคงต้องต่อสู้อีกมากและก็ไม่รู้ว่าการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเงื่อนไขในการทำงานที่ดีต้องรออีกนานเท่าไร
ในระหว่างการต่อสู้ เราไปทำความรู้จักกับช่างภาพที่ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นตำนานของช่างภาพแนวนี้กันก่อนดีกว่า เพื่อหวังว่าจะสามารถพัฒนาการทำงาน และเปิดมุมมองไปพลางๆ อาจบางทีจะมีความหวังว่าจะมีบรรณาธิการหนังสือพิมพ์จะหันมาสนใจและสนับสนุนการผลิตงานภาพข่าวและสารคดีโดยมุมมองของคนไทยมากขี้น

ชื่อของช่างภาพที่ได้รับการยกย่องในผลงานและการทำงานไล่เรียงกันมากมาย Robert Capa, W. Eugene Smith, Alfred Eisenstaedt, Henri Cartier-Bresson, David Seymour, Walker Evans และช่างภาพปัจจุบันอย่าง Raymond Depardon, James Nachtwey, Sebastiao Salgado แม้ว่าผมจะได้เห็นรูปของพวกเขามากมายตามโอกาสต่างๆ ทั้งในหนังสือรวมเล่ม ในอินเตอร์เน็ต และในนิทรรศการ แต่ผมรู้จักพวกเขาน้อยมาก ผมตั้งใจว่าจะค่อยๆ ทำความรู้จักกับเขาทีละคนเพื่อจะได้รู้ว่าเขาคิดและมีวิธีการทำงานอย่างไร ผมอยากเริ่มที่ช่างภาพชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งชื่อ Willy Ronis เพราะผมพี่งจะได้ไปดูนิทรรศการภาพถ่ายที่กรุงปารีสจัดแสดงขึ้นเพื่อแสดงความคารวะต่อช่างภาพผู้นี้
Willy Ronis (1910- ) ผู้บันทึกความงดงามของชีวิตช่วงต่อของปี 2005-2006 คุณตาวิลี่ โรนิส ได้รับเกียรติจากกรุงปารีส ด้วยการจัดนิทรรศการภาพถ่ายให้ช่างภาพวัยเกือบหนึ่งศตวรรษผู้นี้ด้วยความเคารพที่ศาลาว่าการกรุงปารีส ผมเคยเห็นภาพของ วิลี่ โรนิส ในวัยหนุ่มหลายภาพแต่ไม่เคยจดจำชื่อของเขา จนเมื่อผมได้ไปดูนิทรรศการครั้งนี้ จึงตระหนักว่่าช่างภาพผู้นี้เองที่ทำให้ผมรู้สึกอุ่นๆ ในหัวใจเมื่อได้เห็นภาพถ่ายขาวดำของเขาที่บันทึกภาพเมืองและชีวิตของชาวปารีเซียงในช่วงปี 1930-1980

ภาพถ่ายกว่าร้อยรูปที่จัดเป็นกลุ่มตามช่วงเวลาที่ช่างภาพผู้นี้ทำงานตลอดชีวิต ส่วนใหญ่แน่นอนเป็นภาพขาวดำ มีรูปสีสามสี่รูป ผมติดใจการจัดองค์ประกอบภาพ การกำหนดพื้นที่ว่่าง และจังหวะของน้ำหนักขาวและดำ แต่สิ่่งโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของวิลลี่ โรนิส ก็คืออารมณ์ของภาพ เราได้เห็นมุมมองที่คุณตาช่างภาพคนนี้มองโลกและชีวิต มันมีความอ่อนโยน ละมุนละไม มันมี “ชีวิต” อยู่ในนั้น
จริงอยู่ ช่างภาพที่เป็นที่รู้จักในรุ่นราวคราวเดียวกับ Willy Ronis เห็นจะเป็น Henri Cartier Bresson (HCB) เจ้าของ moment décisif หรือ moment decisive อันเลื่องลือ ในแง่หนึ่งเขาโดดเด่นในมุมมองด้านศิลปะและความเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราว ในด้านเทคนิค จังหวะที่สายตากับสมองสั่งนิ้วให้กดชัตเตอร์ ประสานเป็นหนึ่งเดียวกันของเขา เป็นคอนเซปต์ในหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญของการถ่ายภาพ HCB เป็นช่างภาพ journaliste ไม่กี่คนที่บันทึกการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์สำคัญๆ ของโลกในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองกลางศตวรรษที่ยี่สิบ ยังไม่นับว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้้งกลุ่มช่างภาพ magnum ที่ทำให้ภาพถ่ายแบบ journaliste โด่งดังและได้รับการยอมรับไปทั่วโลก

คุณตาวิลลี่ โรนิส ไม่ได้มีชีวิตช่างภาพที่โลดโผนอย่างเพื่อนร่วมชาติและร่วมอาชีพของเขาแต่อย่างใด Willy Ronis ทำงานส่วนใหญ่อยู่ในประเทศฝรั่งเศส แคบเข้ามาหน่อย เขาทำงานส่วนใหญ่ในการบันทึกภาพชีวิตชาวปารีเซียง แต่ถ้าจะให้คำนิยามที่ดีที่สุดของคุณตาก็น่าจะบอกว่าเขาบันทึกภาพชีวิตคนปารีเซียงชั้นกลางและชนชั้นทำงานในเขตคนหาเช้ากินค่ำทางตอนเหนือของกรุงปารีส (Belleville-Ménilmontant)
ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง คุณตา Ronis หนีไปใช้ชีวิตอยู่แถบเมืองทางใต้ Provence ที่นั่นเขาหยุดอาชีพช่างภาพ แต่เขายังถ่ายภาพส่วนตัว มันเป็นช่วงที่เขาพัฒนามุมมองและความรู้สึกในภาพ ภาพที่เป็นที่รู้จักมากมายเป็นภาพที่เขาถ่ายภรรยาและลูกชาย ภายใต้แสงแดดทางใต้ของฝรั่งเศส หากจะบอกว่าภาพของวิลลี่ โรนิส ไม่น่าสนใจ ใครคนนั้นอาจพลาดที่จะเห็นความมหัศจรรย์ของชีวิตประจำวันธรรมดาๆ ในสถานที่ธรรมดา แต่อ่อนละมุน อบอุ่น เป็นฉากของชีวิต ความสุข และความเศร้า เมื่อมองผ่านภาพถ่ายมนุษยนิยมของ Willy Ronis เราจะเห็นความงดงามและความโดดเดี่ยวของชีวิตที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนของมนุษย์ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา

Willy Ronis เป็นลูกของพ่อแม่ชาวยิวที่อพยพมาจากยุโรปตะวันออกและรัสเซีย แม่เป็นลิธัวเนี่ยน (Lituanie) พ่ออพยพมาจากเมือ Odessa ประเทศรัสเซีย เมื่อมาถึงปารีส พ่อของเขาพูดภาษาฝรั่งเศสไม่ได้สักคำ อย่างไรก็ตาม ครอบครัวผู้อพยพต้องทำงานหนักเพื่อเอาตัวรอดโดยต้องทำงานหลายอย่าง พ่อของเขาเป็นช่างภาพและช่างตัดเย็บเสื้อผ้า ส่วนแม่ทำงานบ้าน สอนเปียโน คุณตา Ronis ผูกพันกับพ่อมากกว่าแม่ แต่นั่นแหละ เขาได้ส่วนดีจากการอบรมเอาใจใส่จากทั้งสอง เขาได้เรียนดนตรีจากแม่และเรียนถ่ายรูปจากพ่อ
คุณตา Ronis ตอนเป็นเด็กมีความสามารถด้านดนตรีมาก เขาเรียนเปียโนตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ มีพ่อที่หลงไหลดนตรี แล้วยังมีแม่เป็นครูเปียโนอีก คุณตาจึงมีความสามารถถึงขนาดแยกแยะเสียงโน๊ตได้อย่างแม่นยำ เขาเล่าว่าสมัยเป็นเด็กเขาฟังแต่เพลงคลาสสิค และใฝ่ฝันอยากเป็นประพันธกร แต่แล้วชีวิตก็หักเหเมื่อพ่อของเขาป่วยหนัก และขอร้องให้เขามาช่วยงานในสตูดิโอถ่ายภาพ อย่างไรก็ตาม ใจของเขายังอยู่กับดนตรี การทำงานในสตูดิโอถ่ายภาพคนจึงเป็นงานที่ทำให้เขาไม่มีความสุขนัก แม้ว่าเขาพยายามจะปรับปรุงมุมมองและปรับเปลี่ยนการจัดแสงแบบใหม่ๆ แต่คนปารีเซียงมักนิยมรูปแบบที่เป็นแบบแผนดั้งเดิม ความพยายามของเขาจึงไร้ผล และเมื่อจะต้องถูกบังคับแต่งงานกับสาวที่เขาไม่รู้จัก ทำให้ความกดดันในชีวิตเพื่มขึ้น การออกจากบ้านเพื่อแสวงหาเสรีภาพในใจจึงเป็นทางออกเดียว และในช่วงเวลานี้เองที่คุณตา Ronis เริ่มบันทึกชีวิตผู้คนบนถนน ต่อมา การถ่ายภาพเชิงสารคดีจึงเป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองและครอบครัว แม้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จและมีความสุขกับการถ่ายภาพในระยะหลัง แต่ความรักในดนตรี ความอยากเป็นประพันธกร ยังอยู่ในใจของเขาเสมอ เขาบอกว่าสิ่งที่เขาให้ความสำคัญกับดนตรีที่สุดในบรรดาศิลปะทั้งมวล

ตั้งแต่ปี 1936 Willy Ronis เริ่มถ่ายภาพอย่างจริงจัง และมีงานลงตีพิมพ์ในนิตยสารฝ่ายซ้ายหลายฉบับ อย่างเช่น Regards และ Ce soir เนื่องจากคุณตามีความสัมพันธ์อันดีกับพรรคการเมืองสังคมนิยมและพรรคคอมมิวนิสต์แห่งฝรั่งเศส เขาจึงมีส่วนในการเข้าไปบันทึกภาพเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองและการประท้วงนโยบายรัฐ ภาพที่โด่งดังมากของคุณตาคือภาพที่ชื่อว่า Rose Zehner militant C.G.T. หญิงสาวสมาชิกสหภาพแรงงานลุกขึ้นยืนขึ้นบนโต๊ะและวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนในการรวมตัว ประท้วงโรงงานซิโตรเอน (Citroën) แต่น่าเสียดายที่ในงานนิทรรศการที่จัดขึ้นที่ปารีสครั้งนี้ได้ขยายภาพนี้เพียงขนาดประมาณ 8×10 นิ้ว ผมจึงไม่ได้เห็นภาพนี้อย่างลงรายละเอียด
คุณตา Ronis บอกว่า ความจริงแล้วภาพนี้เขาไม่คิดว่าจะนำออกมาพิมพ์ เพราะในช่วงเวลานั้นเขาตรวจดูจากฟิล์ม negative แล้วฟิล์มไม่สมบูรณ์ คือมัน over explosure เฟรมนี้จึงถูกละเลยไป แต่ในช่วงปี 80 เขานำฟิล์มทุกม้วนกลับมาตรวจสอบอีกครั้งเพื่อพิมพ์รวมเล่ม ภาพภาพนี้จึงถูกค้นพบและได้รับการตีพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำอีกตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แต่กระนั้นคุณตาก็ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่เพียงแต่ช่างภาพสารคดีเชิงข่าว แต่รวมไปถึงงานถ่ายภาพทิวทัศน์หรือถ่ายงานตามคอนเซ็ปต์ที่รับมาจากห้างสรรพสินค้า โรงงานอุตสาหกรรม หรือหน่วยงานราชการ คุณตาบอกว่าเขาไม่ชอบการเป็นสเปเชียลรีส แต่ชอบทำงานอย่างหลากหลาย

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง Willy Ronis ต้องหนีไปทางใต้ของประเทศฝรั่งเศสเพราะตัวเองมีเชื้อสายยิว การทำงานเป็นช่างภาพจึงต้องถูกเว้นวรรคนานถึงสี่ปี จนเสร็จสิ้นสงคราม (1941-1944) กระนั้นมันเป็นช่วงที่คุณตาได้เรียนรู้และสะสมประสบการณ์การมองโลกผ่านความรัก เขาได้รู้จักกับภรรยาในอนาคตของเขา Marie-Anne ต่อมาเขาได้สร้างงานส่วนตัวซึ่งเขาได้ถ่ายภาพภรรยาและลูกไว้มากมาย หนึ่งในภาพที่โด่งดังคือภาพถ่ายชื่อ Le nu provençal (1949) เป็นภาพถ่ายนู้ดของ Marie-Anne คุณตาเล่าว่า บ่ายวันนั้นหลังจากตื่นจากนอนกลางวัน มารีแอนเดินไปที่อ่างล้างหน้าเพื่อล้างหน้าให้สดชื่น เผอิญคุณตาอยู่ในห้องนั้นด้วยจึงบอกให้เธออย่าขยับเพราะทำให้คุณตาอยากบันทึกไว้ แล้วภาพที่เกิดต่อหน้าของ Willy Ronis บ่ายวันนั้นก็กลายเป็นภาพที่มีความลงตัวของแสง หญิงสาว จังหวะเวลา ความละเอียดอ่อน และความรัก ภาพ Le nu provençal ก็กลายเป็นภาพที่ถูกเผยแพร่มากที่สุดภาพหนึ่งของ Willy Ronis
ผมชอบภาพถ่ายนู้ดของ Willy Ronis ไม่มากไม่น้อยไปกว่าภาพชีวิตบนถนนที่เขาบันทึกไว้ เขากล่าวไว้ครั้งหนึ่งว่า : “จุดมุ่งหมายในการถ่ายภาพนู้ดไม่ได้อยู่ที่การถ่ายทอดความเป็นนามธรรมของรูปทรง รวมทั้งไม่ใช่การค้นหาสัญลักษณ์ แต่เป็นการถ่ายทอดความเป็นธรรมชาติและสิ่งที่เป็นอยู่ นั่นเป็นเหตุผลว่าผมไม่เคยถ่ายนู้ดในสตูดิโอ เพราะมันเป็นการแต่งเติม ผมชื่นชมสรีระของสตรี และไม่เคยคิดที่จะหยอกล้อด้วยความไม่เคารพ สิ่งที่ผมพยายามค้นหาคือการแสดงออกของสรีระและสีหน้าของสตรี และการไม่ถ่ายใบหน้าไม่ใช่วิธีการของผม”

หลังสงคราม Willy Ronis เดินทางกลับปารีส ในขณะที่นิตยสารเชิงข่าวและภาพได้รับความนิยมทั้งในยุโรปและอเมริกา อาชีพช่างภาพเป็นที่ต้องการอย่างมาก ในฐานะช่างภาพอิสระมือดี Willy Ronis ได้ร่วมงานกับนิตยสารประเภทนี้หลายฉบับทันที Life เป็นนิตยสารซึ่งเป็นที่รวมช่างภาพสารคดีข่าว (photo-reporter) ฝีมือดีทั่วโลกก็เป็นหนึ่งในนั้น คุณตา Ronis ร่วมงานกับนิตยสารอเมริกันฉบับนี้ด้วยในช่วงปี 1948-1950 ซึ่งเขาบอกว่ามันเป็นช่วงที่เขามีความสุขมากในการทำงาน เพราะมีฟิล์มให้ใช้อย่างเหลือเฟือ ช่างภาพสามารถทำงานได้อย่างไม่ต้องกังวลว่าฟิล์มจะหมด แต่ทว่่าการร่วมงานกับ Life จบลงเพียงแค่สองปี เมื่อคุณตาตัดสินใจที่จะไม่ร่วมงานกับนิตยสารฉบับนี้อีกต่อไป เมื่อมีความขัดแย้งกันเรื่องลิขสิทธิ์และความเป็นตัวตนของช่างภาพต่อชิ้นงานของเขา
ต่อมา หลังจากสื่อโทรทัศน์เริ่มครอบงำการรายงานข่าวสาร และถ่ายทอดภาพได้พัฒนามากขึ้น สื่อนิตยสารจึงถูกลดความสำคัญลง การทำงานของช่างภาพสารคดีข่าวจึงต้องเปลี่ยนแนวทาง ภาพสารคดีข่าวในระยะต่อมาจึงต้องเป็นภาพที่กระทบความรู้สึกคนอ่านมากขึ้น แทนที่จะเป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นความเป็นมนุษยนิยมหลังสงครามโลกที่พยายามให้กำลังใจต่อพลเมืองโลกให้ร่วมกันสร้างชีวิตขึ้นมาใหม่หลังหายนะ

เราจะเห็นความแตกต่างระหว่างภาพถ่ายก่อนและหลังปี 1960 เช่น Willy Ronis, Henri Cartier Bresson, Robert Capa และภาพถ่ายที่ค่อนข้างรุนแรงต่อความรู้สึกของ Robert Frank, William Klein ในช่วงเวลานี้เองที่คุณตา Ronis ได้ค้นพบย่าน Belleville-Ménilmontant ทางตอนเหนือของกรุงปารีส ในระหว่างปี 1946-1953 เขาบันทึกภาพของชาวปารีเซียงชนชั้นทำงานในย่านนี้ ภาพชุดนี้เองสร้างชื่อเสียงให้คุณตาอย่างมาก นักวิจารณ์ภาพถ่ายบางคนบอกว่างดงามราวบทกวี หรือบ้างก็ชื่นชมผลงานของคุณตาว่าเป็นงานที่มีสุนทรีย์ภาพราวกับดนตรี (คลาสสิค) ผลงานภาพถ่ายได้รวบรวมไว้ในหนังสือสองเล่ม ชื่อ Belleville-Ménilmontant (1954) และ Sur le fil de hasard (1980)
ในบทสัมภาษณ์หลายครั้งหลายหน ช่างภาพผู้นี้ให้ความสำคัญกับจังหวะฝีมือและการวางองค์ประกอบภาพอย่างมาก แต่เขาไม่ลืมที่จะเอ่ยถึงเทพีแห่งโชคและความบังเอิญ หลายภาพที่เขาบันทึกและถูกจดจำเพราะความบังเอิญของหลายๆ อย่าง หากเราดูภาพ เราจะพบว่า Willy Ronis พาตัวเองไปอยู่ในตำแหน่งหนึ่งๆ อย่างถูกที่ถูกเวลา เขาบอกว่าสำหรับเขา สไตล์การถ่ายภาพมีอยู่สองแบบคือ สไตล์เวสเทิร์นและแบบหย่อนสายเบ็ด แบบแรกคือช่างภาพเดินไปเรื่อยๆ สังเกตโดยใช้ความเร็ว ความแม่นยำ และทักษะในการเก็บภาพเมื่อเห็นเหตุการณ์หนึ่งๆ เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา คงเหมือนกับความเร็วและความแม่นยำของคาวบอยในการดวลปืน วิธีที่สองคือช่างภาพจะรอในสถานที่หนึ่งๆ มีการวางองค์ประกอบเอาไว้ในอากาศเรียบร้อย และจินตนาการถึงเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในภาพ เหมือนการเกี่ยวเหยื่อไว้กับเบ็ดและรอปลามากินเหยื่อ แต่ไม่ว่าช่างภาพคนหนึ่งจะใช้วิธีไหนในการถ่ายภาพ เขาไม่มีทางได้รู้ว่าในสไตล์เวสเทิร์นเขาจะเดินไปทางซ้ายหรือขวาเมื่อถึงทางแยก จะหยุดรอหรือเดินต่อไป และในสไตล์หย่อนเบ็ดตกปลาเขาก็ไม่รู้อีกเช่นกันว่าบทภาพยนตร์ที่เขาจินตนาการขึ้นในใจจะมีโอกาสเกิดขึ้นจริงไหม การรอคอยของเขาจะจบลงแบบแฮปปี้เอนดิ้งหรือไม่ คงมีเพียงแต่เทพีแห่งโชคที่ช่างภาพแต่ละคนภาวนาให้เข้าข้างตนเท่านั้นที่จะบอกได้
Willy Ronis ซึ่งถนัดกับสไตล์หย่อนเบ็ดตกปลาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการรอคอยของเขาไม่สูญเปล่า




