INVISBLE WAVE คำพิพากษาของมหาสมุทร
ในทะเลอันราบเรียบ กลับมีการเคลื่อนไหวไม่สุดสิ้น! และในชีวิตอันราบเรียบของเคียวอิจิ ก็มีเกลียวคลื่นถามโถมไม่สิ้นสุด และนั่นเริ่มขึ้นหลังจากเขาฆ่าผู้หญิงคนหนึ่ง
คุณนายเซโกะ ไม่ต้องทนกับคลื่นในใจอีกต่อไปแล้วเพราะเธอถูกเคียวอิจิซึ่งได้รับคำสั่งจากคุณวิวัฒน์ สามีของเธอและนายของเขาให้ลงมือฆ่าเธอซึ่งเป็นภรรยาของเขา และเป็นชู้รักของเคียวอิจิ
หลังการฆาตกรรม เคียวอิจิถูกส่งตัวจากมาเก๊าไปภูเก็ต โดยเรือโดยสาร เข้าพักในห้องแคบๆ ที่ไม่มีอะไรใช้การได้ตามปกติสักอย่าง แถมอยู่ดีๆ ก็ถูกล็อคขังไว้ในห้อง หลงทางตลอดเวลา สะเปะสะปะกลางมหาสมุทร
แต่ที่นั่นเขาพบกับน้อย แม่ลูกอ่อนท่าทางประหลาด ที่ไม่ค่อยสนใจลูกสาวตัวเล็กชื่อนิดเท่าไรนัก ทั้งคู่ผูกสัมพันธ์ประหลาดๆ จนกระทั่งเรือเทียบท่าที่ภูเก็ต
ที่นั่นเคียวอิจิเข้าพักโรงแรมเก่าๆ เร่ร่อนไปตามซอกตึกมืดสลัว บาร์ประหลาด ถูกซ้อม ถูกไล่ล่า และถูกพิพากษา โดยมหาสมุทร!
สองปีหลังจาก เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล เหล่าทีมงานหลักอันประกอบด้วย เป็นเอก รัตนเรือง ผู้กำกับ Christopher Doyle ผู้กำกับภาพ ปราบดา หยุ่น ผู้เขียนบท และ Tadanobu Asano ดารานำชาย กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งในหนังเรื่องนี้ ที่ยังคงว่าด้วยเรื่องเล่าเกี่ยวกับความตาย และแม้ อารมณ์ของหนังจะถือเป็น -ขั้วตรงข้าม- กับเรื่องรักน้อย นิด มหาศาล แต่หนังทั้งสองเรื่องกลับมีความสัมพันธ์อันไม่เกี่ยวเนื่อง มีความชิดใกล้อันไม่เชื่อมโยงกันอย่างยิ่ง
ดูเหมือนปราบดา หยุ่น ผู้เป็นเจ้าของบทภาพยนตร์ ยังคงหมกมุ่นครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องความตาย ไม่ว่าจะในหนังเรื่องนี้ หรือเรื่องที่แล้ว ไล่ไปจนถึง นิยาย ฝนตกตลอดเวลา หรือเรื่องสั้นหลายๆเรื่องก่อนหน้า (กระทั่งผลงานรวมเรื่องสั้นล่าสุดยังใช้ชื่อ -ความสะอาดของผู้ตาย- !!) พิจารณากันเฉพาะในบทภาพยนตร์ ใน เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล หนังพูดถึง เคนจิ หนุ่มบรรณารักษ์ ผู้หมกมุ่นกับการฆ่าตัวตายก่อนจะค่อยๆอยากกลับจะมีชีวิตอยู่อีกครั้งหลังจากพบกับสองพี่น้อง นาม น้อย และนิด
แต่น้อยและนิดใน คำพิพากษาของมหาสมุทร กลับทำหน้าที่ตรงกันข้าม เพราะในครั้งนี้ เคียวอิจิเริ่มต้นจากการฆ่าผู้อื่น เพราะอยากจะมีชีวิตอยู่อย่างยิ่ง ก่อนที่การพบกับน้อยและนิด (แอบคิดเพ้อเจ้อว่า นิดใน เรื่องรัก น้อยนิดฯ ตายแล้วกลายมาเป็นลูกสาวของน้อย) กลับทำให้ ในที่สุด เคียวอิจิเริ่มใคร่คิดอยากตาย
ในขณะเดียวกัน จิ้งจกเดียวดายใน คำพิพากษาฯ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าในนิทานเด็ก (ที่ไว้แทนตัวเคนจิอีกต่อไป) แต่กลับกลายเป็นมือปืน บ้า คาราโอเกะ (ซึ่งในบางส่วนชวนให้ใคร่ครวญถึงบทของพี่ปั่นใน ฝัน บ้า คาราโอเกะ) ผู้ซึ่งพร่ำบ่นว่าเขาชอบเคียวอิจิ แต่ก็ไล่ล่าเขาด้วย
ดูเหมือน คำพิพากษาฯ จะยืนอยู่ในฝั่งตรงข้ามกับ เรื่องรัก น้อยนิดฯ ในส่วนรายละเอียด แต่ในเมื่อมันเป็นส่วนกลับของกันและกัน ใช่หรือไม่ที่ทั้งสองเรื่องล้วนยึดโยงอยู่ในแก่นเรื่องเดียวกัน อย่างเช่นการใคร่ครวญหวนไห้และพิจารณาถึงความตาย โดยละมุนละม่อม
ชายผู้หลงทางตลอดเวลา
ดูเหมือนหนังจะเล่นสนุกกับการ –ติดบ่วงกรรม- ของเคียวอิจิอย่างเมามัน เพราะหลังจากเขาฆ่าคน หนังก็ปล่อยให้เคียวอิจิต้องหลงทางตลอดเวลา กล้องมักทิ้งเขาไว้ในทางเดินแคบๆ วกวน ที่เชื่อมต่อกันราวกับเขาวงกต ทั้งในห้องพักใต้ท้องเรือ ตรอกซอกซอยเก่าๆ ในภูเก็ต หรือโถงทางเดินในโรงแรม หลังจากเขากระทำการฆ่า เขาก็หลงติดอยู่ในเขาวงกตที่ไร้ทางออก กล้องถูกแช่อยู่กับที่ ขณะเคียวอิจิเดินวกไปวนมา เข้าซ้ายออกขวา ทะลุไปห้องนู้นห้องนี้แล้วกลับมายืนงงอยู่ที่เดิม
คนรู้จัก คนไม่รู้จัก
เคียวอิจิพบกับคนไม่รู้จักบนเรือ นั่นคือน้อยและนิด ผู้ซึ่งสนิทสนมกับเคียวอิจิอย่างรวดเร็ว ขณะที่ฉากหนึ่งเคียวอิจิพบเพื่อนเก่าในลิฟต์ แต่เขากลับจำไม่ได้ เคียวอิจิคิดเสมอว่า เขากำลังจะไป -มีชีวิตใหม่- เขาถึงขั้นเชื่อด้วยซ้ำว่า การฆ่าคือการปลดปล่อยตัวเขาไปสู่ชีวิตใหม่ เขาจึงปฏิเสธที่จะจดจำอดีต เขาจึงไม่จดจำเพื่อนเก่า (ผู้ซึ่งในที่สุดก็พาเขากลับเข้าไปในทางเดินวกวนใต้ท้องเรืออีกครั้ง) ดูเหมือนเคียวอิจิจะติดอยู่ตรงกลางระหว่าง อดีตที่ตามหลอกหลอน กับอนาคตที่ไปมาเหมือนลมพัด (น้อยกับนิดมักปรากฏตัวอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเสมอ) ติดอยู่ระหว่างอดีตกับอนาคต ระหว่างความตายกับการมีชีวิตอยู่เสียแล้ว
ข้างนอก ข้างใน
ในฉากหนึ่ง เคียวอิจิถูกล็อคปิดตายไว้ในห้องของตัวเอง เขาโทรศัพท์ไปร้องขอความช่วยเหลือ แต่ปลายสายกลับเอาแต่ถามว่า คูณต้องการจะเข้าไปข้างในหรือออกมาข้างนอก แม้เขาจะตอกย้ำว่า เขาติดอยู่ในห้อง แต่ปลายสายยังคงถาม คุณจะเข้าไปข้างในหรืออกมาข้างนอก
เคียวอิจิเชื่อมันว่า การฆ่าจะทำให้เขาได้รับการปลดปล่อย (จากบอส หรือไม่ก็จากความผิดบาปที่ไม่ซื่อสัตย์กับบอส ) เขาคิดว่าการฆ่าจะ นำเขา –ออกไปข้างนอก– (ซึ่งเขาก็ได้ไปจริงๆ) หาก การเดินทางออกไปข้างนอก กลับไม่ได้ถึงอิสรภาพหรือการปลดปล่อยเสมอไป เพราะหลังจากการฆ่า กล้องกลับพาเคียวอิจิไปอยู่ในพื้นที่ปิดล้อมในแทบทุกฉาก ห้องในเรือ ห้องในโรงแรม ทางเดินแคบตามตรอกซอกซอย หนำซ้ำ ภาพหลังการฆ่ากลับมืดสลัวมัวหมองลง ราวกับถ่ายภาพผ่านน้ำขุ่นๆ สกปรก (ขอบคุณการจัดแสงของ Christopher Doyle ที่กดให้หนังแห้งแล้งและมืดหม่นสิ้นดี จนต้องไปรับชมหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ จึงจะเหมาะสมที่สุด) การฆ่าไม่ได้นำเคียวอิจิออกไปข้างนอกอย่างที่เขาคิด มันกลับทำให้เขาติดอยู่ข้างใน และไม่สามารถจะออกไปได้ แม้จะเรียกร้องความช่วยเหลือสักเท่าใดก็ตาม
คาราโอเกะ
ลิซาร์ดชอบร้องคาราโอเกะ และแน่นอน เพราะเขาเป็นคนญี่ปุ่น เขาจึงร้องแต่เพลงญี่ปุ่น ซึ่งนั่นน่าสนใจมาก เพราะในขณะที่บนเรือ ครั้งหนึ่งเราจะได้ยินเสียงเพลงไทยเก่าแก่ แต่พอมาถึงภูเก็ตเราจะได้ยินแต่เพลงญี่ปุ่น (ไม่นับว่าในตอนแรกที่เกิดขึ้นในมาเก๊า เคียวอิจิเปิดเพลงฝรั่ง) หนำซ้ำ ในฉากเต้นรำ เรากลับไม่ได้ยินเสียงเพลง ความผิดที่ผิดทางของเพลงประกอบทำให้สถานการณ์แปลกแปร่ง หนำซ้ำดนตรีประกอบของหนังก็ถูกปล่อยเข้ามาเป็นห้วงๆ ล่องลอย เจือกับเสียงประกอบประหลาดๆ ของเสียงโดยรอบ (ความพิเศษทางคลื่นเสียงนี้ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ควรชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น)
มหาสมุทร พิพากษา
ฉากหนึ่งในบาร์ เคียวอิจิพูดคุยกับบาร์เทนเดอร์ชาวญี่ปุ่น ผู้ตัดสินใจมาทำงานในเรือโดยไม่พบผู้คน เพราะต้องการ -ไถ่บาป- ให้ตนเอง (ขณะที่เคียวอิจิไถ่บาปด้วยการพยายามดื่มนมสด และเป็นคนดี) ทั้งคู่พูดคุยกันเรื่องทะเล (ว่ากันว่าบาร์เทนเดอร์ในฉากนี้คือคนเดียวกับพ่อของเคียวอิจิที่เราเห็นในรูปตอนต้นเรื่อง ดังนั้น เอาเข้าจริงฉากนี้อาจจะเกิดหรือไม่ได้เกิดขึ้น และอาจเป็นเพียงบทสนทนากับตัวเองของเคียวอิจิก็เป็นได้) บาร์เทนเดอร์บอกว่า ทะเลไม่เคยตัดสินเขา เขาแค่จ้องมองทะเล และทะเลมองตอบกลับมา ในขณะที่เคียวอิจิกลับบอกว่า เขากลับรู้สึกถูกตัดสินตลอดเวลา หนังเกิดขึ้นบนเรือหรือบนเกาะ ในสถานที่ติดทะเล แต่ตลอดทั้งเรื่อง เราแทบจะไม่มีโอกาสได้เห็นทะเลเลย (เพราะในฉากหนึ่ง กระทั่งเรือก็ขึ้นมาอยู่บนบก) เว้นแต่ในบางฉาก ที่จู่ๆ ภาพก็ตัดไปสู่ท้องทะเลอันนิ่งสงบ หากแต่บ่อยครั้งมากที่เราได้เห็นสระน้ำ ทะเลเทียมๆ ทั้งในโรงแรมที่น้อยพัก และในบาร์โรงแรมเพิร์ล
ในความสงบนั้นกลับเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวไม่สิ้นสุดโดยเกลียวคลื่นที่มองไม่เห็น!
เอาเข้าจริง หากมหาสมุทรจะมีคำพิพากษาให้เคียวอิจิ คำพิพากษานั้นอาจไม่ใช่ความตาย เพราะที่ภูเก็ต เคียวอิจิถูกยิงตกทะเลไป แต่เขากลับมีชีวิตรอดมาได้ มหาสมุทรที่แท้จริงไม่ได้ทำหน้าที่พิพากษาผู้ใด มีแต่มนุษย์ที่พิพากษากันเอง เมื่อเคียวอิจิกลับมาล้างแค้นด้วยตรรกะง่ายๆเกี่ยวกับความร้ายกาจของบอส มีเพียงมหาสมุทรในห้วงใจของเราเองเท่านั้นที่พิพากษาเรา และคำพิพากษาสำหรับความตาย และการมีชีวิตอยู่นั้น ไม่อาจตัดสินด้วยตรรกะ อันยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง เหมือนที่เคียวอิจิคิดในเบื้องต้น และบางที เคียวอิจิ อาจ -ตาย- ไปตั้งแต่ตอนเขาลงมือฆ่าเซโกะ การไถ่บาปที่ไม่มีทางทำสำเร็จ ไม่ได้ปลดปล่อยเขาไปสู่อิสรภาพ หากกักขังไว้ด้วยคลื่นสำนึกบาปอันถาโถมไม่รู้จบ
เมื่อฉัน พิพากษา มหาสมุทร
***** นับจากบรรทัดนี้เป็นความเห็นส่วนตัว (ซึ่งจริงๆ ทั้งบทความนี้ก็ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าความเห็นส่วนตัว) จากการมองหนังในภาพรวม ซึ่งอาจไม่ถูกต้อง อาจไม่จริง หรืออาจไม่เป็นที่ยอมรับ เป็นเพียงข้อสังเกตอันสามัญของคนดูหนังสามัญเท่านั้น ******
การกลับคืนมาในครั้งนี้ของเป็นเอกและปราบดา เป็นการพบกันครั้งที่น่าสนใจยิ่ง เพราะโดยส่วนตัวผมเชื่อว่า หากเป็นเอกและ ปราบดาจะหาเรื่องที่ลงล็อคกันได้ มันอาจไม่ใช่เรื่องหวานๆ แบบ เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล หากควรจะเป็นเรื่องร้ายๆ แบบ คำพิพากษาของมหาสมุทร นี่แหละ ซึ่งแน่นอนการพบกันครั้งนี้ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะเป็นเอกซุกซ่อนเรื่องราวอาชญากรรมและอารมณ์ขันร้ายๆ แบบที่ตัวเองถนัดเอาไว้ใต้การเดินเรื่องอันนิ่งเนิบ และดูเหมือนสิ้นไร้เรื่องราว (ทั้งที่เรื่องจริงน่าตื่นเต้นอย่างมาก) หนังปล่อยอารมณ์ขั้นร้ายๆ ออกมาถูกที่ถูกจังหวะ จนเราต้องแอบเปล่งเสียงหัวเราะหึๆ ไปตลอดการรับชม (เพราะมันเป็นเรื่องขำขันที่ขื่นขมอยู่ไม่น้อย)
การแสดงของ Tadanobu Asano ในเรื่องนี้ถือเป็นของหวาน เพราะโดยทั่วไป Asano มักติดอยู่กับบทชายประหลาด ที่ทำหน้าตาไม่รับรู้โลก (ส่วนหนึ่งมันทำให้เขากลายเป็นดาราที่ประสบความสำเร็จเพราะเขาทำได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ส่วนหนึ่งมันก็ยังน่าเคลือบแคลงว่าหากเลยพ้นไปจากบทชายประหลาด เขาจะสามารถรับบทอื่นๆ ได้ดีเท่านี้หรือไม่) มาในครั้งนี้ ใบหน้าที่ดูไร้ความรู้สึกของ Asano กลับกลายเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อตัวหนัง เพราะนอกจากคนดูจะไม่สามารถรับรู้ว่า ตัวละครกำลังคิดอะไร ใบหน้าอมทุกข์อันนิ่งงันทำให้เราไม่สามารถเอาใจช่วยตัวละครได้ (ซึ่งก็สมควรแล้ว เพราะที่จริงเคียวอิจิคือคนชั่วช้าเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง) เราเพียงมองดูคนร้ายกาจผู้ในที่สุดพลันสำนึกบาปของตน แต่ไม่อาจไถ่บาปคืน (ถ้ามันเป็นหนัง Hollywood คงมีตอนจบระเบิดเถิดเทิง) หนำซ้ำยังสำนึกได้ว่าคนบาปที่สุดคือตัวเองนั่นแล สีหน้าอมทุกข์ บวมช้ำ (จากการถูกตื้บ) ทำให้หนังปิดกั้นคนดูอย่างยิ่งส่งผลให้ ชะตากรรมของตัวละครเป็นเพียงผลรวมของกรรมที่เขาก่อขึ้นมากกว่าจะมุ่งหาอารมณ์สะเทือนใจ (ซึ่งในกรณีนี้ทำให้บางคน [เช่นผม] ชอบหนังอย่างมาก และบางคนเกลียดหนังอย่างมาก)
และยังคงเป็นเช่นหนังเรื่องอื่นๆของเป็นเอก หนังมักมีตัวละครที่มีบุคลิกประหลาดๆ ใน เรื่องตลก 69 เรามีมือปืนที่ร้องให้ในเพลงศรคีรี ศรีประจวบ และเจ้าพ่อที่ชอบอมซูกัสใน ฝันบ้าฯ เรามีเพื่อนนางเอกปากร้าย และพระเอกทึ่มๆ พอมาในเรื่องนี้ เราจึงมีลิซาร์ด เซียนโอเกะ และมีเคียวอิจิที่พยายามอย่างยิ่งที่จะส่งโปสการ์ด (หากโปสการ์ดแสดงถึงภาวะการเริ่มต้นใหม่หรือการมีความสุข เพราะเรามักส่งโปสการ์ดบอกเล่าประสบการณ์สนุกสนาน มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาส่งไม่สำเร็จ เพราะเขาไม่เคยมีช่วงเวลา สบายๆ สำหรับการเขียนโปสการ์ดสักที แม้จะนั่งหลังขดหลังแข็งเขียนอยู่ในเรือก็ตาม) กลายเป็นโลกเฉพาะของเป็นเอก ซึ่งซ้อนทับกับโลกเฉพาะที่มักอยู่ในงานของปราบดา ตัวละครมึนชา หนืดเนือยผู้เป็นนักคิด และเผลอติดกับความคิดตนเอง
โดยรวมหนัง -ประดิษฐ์- น้อยลงเมื่อเทียบกับ เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล หนังเรื่องก่อนหน้า (ที่ผมชอบมากเช่นกัน) ที่เราจะเห็นอารมณ์ประดิษฐ์ออกมาประปราย จนหลายครั้งดู -จงใจ- จะเหงา จะเศร้า จะเท่ แม้คราวนี้ความจงใจยังมีให้เห็น แต่ก็ดูกลมกลืนไปตามสถานการณ์สำนึกบาปอันแสนขมขื่นและขบขัน
แม้ไม่อาจบอกว่าการชมภาพยนตร์เรื่องนี้คือความรื่นรมย์ เพราะไม่มีใครหน้าไหนจะรื่นรมย์ไปกับการสำนึกบาปของคนร้ายกาจได้ หากจะมีความรู้สึกที่ใกล้เคียง การรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คงเปรียบได้กับการลอยคอกลางมหาสมุทรแห่งความสำนึกบาป เกลียวคลื่นไร้รูปที่ถาโถมเข้ามา ทั้งปลอบโยนและฉุดดึงเราลงสู่มรณกรรมสำนึกบาป อันทั้งแสนรื่นรมย์และขมขื่น



