ความเห็นแก่ตัวในระดับโมเลกุล
หมายเหตุ:
ขออนุญาตไม่แปลโคว้ทภาษาอังกฤษ เบส ออน แอสซัมชั่น ที่ว่า ผู้อ่าน open น่าจะอ่านภาษาอังกฤษกันออก ถ้าใครแปลไม่ออก ถือว่าเป็นความผิดของคุณเองที่ไม่มีตังซื้อดิกชันนารี ผู้เขียนไม่ขอรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น
บทความนี้ได้ข้อมูลและแรงบันดาลใจจาก บทที่ 4 (genetic mutiny and gender) ของหนังสือ The Red Queen – Sex and the Evolution of Human Nature โดย Matt Ridley
............................................................................
ความเห็นแก่ตัวในระดับโมเลกุล
“Let everyone sweep in front of his own door, and the whole world will be clean.”
Johann Wolfgang Von Goethe
1749-1832, German Poet, Dramatist, Novelist
ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย... ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคี
เราถูกสอนมาตั้งแต่เด็ก สามัคคีคือพลัง รวมกันเราอยู่แยกหมู่เราตาย
คนๆ เดียวทำอะไรไม่ได้มาก แต่ถ้าหากหลายคนช่วยกัน คนละไม้คนละมือ ต่อให้เป็นธูปก้านใหญ่ที่สุดในโลก เราก็ทำได้มาแล้ว
ความเจริญในสังคมที่เราเอ็นจอยอยู่ทุกวันนี้ล้วนเป็นผลผลิตมาจากการร่วมแรงสร้างทั้งนั้น ห้างก็สร้างขึ้นด้วยทีมเวิร์ค นาไร่ก็ทีมเวิร์ค การที่เรามีน้ำกิน มีไฟฟ้าใช้ มีถนนหนทาง มีเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ นั่นก็มาจากทีมเวิร์คทั้งสิ้น บางคนอาจจะบอก อ้าว แล้วอย่าง ภาพเขียน โมนาลิซ่า นั่นล่ะ คุณลีโอนาโด เค้าวาดของเค้าคนเดียวไม่ใช่เหรอ.. นั่นก็จริง แต่ลองนึกดูดีๆ ที่ดาวินชี่มีเวลาและมีแรงมานั่งเขียนรูปได้ ก็เพราะเขาไม่ต้องมัวไปนั่งปลูกข้าวกินเอง ไม่ต้องมัวไปล่าหมูป่า ไปตักน้ำจากลำธาร ขนาดสีกับพู่กันที่เขาใช้ เขาก็ไม่ได้เป็นคนผลิตมันขึ้นมาเอง
“A hundred times every day I remind myself that my inner and outer life depend on the labours of other men, living and dead, and that I must exert myself in order to give in the same measure as I have received and am still receiving.”
Albert Einstein
1879-1955, German-born American Physicist
สังคมทุกวันนี้ สลับซับซ้อนมาก จนแทบจะไม่มีใครอยู่ได้ลำพังโดยไม่พึ่งความรู้ความสามารถของคนอื่น ลองนึกสภาพ หากคุณเกิดมาแล้ว ต้องมานั่งค้นพบวิธีจุดไฟด้วยตนเอง ต้องคิดภาษาเอง อยากกินปลา ก็ต้องออกทะเลไปจับมาเอง ขนาดเรือกับเบ็ดตกปลาก็ต้องคิดเองประดิษฐ์ขึ้นมาเองทั้งหมด อย่าว่าแต่อย่างงู้นอย่างงี้เลย แค่เมื้อเช้าที่ผมลืมตาตื่นขึ้นมา ก็นอนอยู่บนเตียงซึ่งใครก็ไม่รู้เป็นคนสร้างขึ้น สวมใส่เสื้อผ้าที่ใครก็ไม่รู้เป็นคนเย็บปัก สิ่งสารพัดที่เอื้ออำนวยให้ผมและคุณมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเหล่านี้ จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย หากมนุษย์เป็นสัตว์สันโดษ ไม่มีการอยู่รวมกันเป็นสังคม และไม่มีการแบ่งหน้าที่พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
“Now the greatest accomplishment of reason is the discovery of the advantages of social cooperation, and its corollary, the division of labor.”
“It is by virtue of the division of labor that man is distinguished from the animals. It is the division of labor that has made feeble man, far inferior to most animals in physical strength, the lord of the earth and the creator of the marvels of technology.”
Ludwig von Mises
1881-1973, Austrian economist and social philosopher
สำหรับโคว้ทอันหลังนี่ จริงๆ แล้วคุณ Ludwig แกกล่าวผิดไปนิดหน่อย ไม่ใช่แค่มนุษย์เท่านั้นที่ค้นพบประโยชน์ของการรวมกลุ่มกันเป็นสังคมแล้วแบ่งงานกันทำ สัตว์หลายชนิดอย่างเช่นผึ้ง มด ปลวก หมาป่า ก็อยู่ร่วมกันเป็นสังคมและมีการแบ่งหน้าที่กันทำคล้ายๆ กับเรา จริงอยู่ สัตว์พวกนี้อาจจะไม่ได้ “ค้นพบ”ในความหมายที่ว่าพวกมันมานั่งคิดและตกลงร่วมกันว่า เออ เรามาช่วยกันดีกว่า น่าจะเวิร์คกว่าต่างคนต่างทำ มดตัวนึงเกิดมามันก็ถูกกำหนดมาเลยโดยสัญชาติญาณ ว่าต้องมีหน้าที่เป็นมดงานนะ หรือมดทหารนะ สัตว์ไม่ได้มานั่งคิดนั่งเลือกว่าจะร่วมมือกันหรือจะแยกหมู่ เหมือนอย่างที่คนเราได้คิดและคิดได้ มันเพียงทำไปตามสัญชาติญาณ สัญชาติญาณที่ธรรมชาติเป็นผู้กำหนด
เช่นนี้ เท่ากับว่า การรวมกลุ่มและแบ่งงานกันทำ เป็นอะไรซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องมีมันสมองไตร่ตรองอยู่เบื้องหลัง เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่สามารถก่อตัวขึ้นได้เองจากความว่างเปล่า ไม่ต่างอะไรจากการไปเดินชายหาดแล้วเห็นเศษเปลือกหอยขนาดเท่าๆ กัน ถูกคลื่นซัดทับถมเรียงตัวกันเป็นแนวตรง โดยไม่ต้องมีใครไปออกแบบ.. การจัดระเบียบที่เกิดขึ้นเองโดยปราศจากความคิดชี้นำ
ปรากฏการณ์การจัดระเบียบโดยอัตโนมัติดังกล่าว เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่เราคาด บางทีเราลืมคิดไปว่า ร่างกายของเราเองนี่แหละ ประกอบด้วยเซลกว่าล้านล้านเซล ทุกๆ เซลแบ่งงานร่วมมือกันทำหน้าที่ของตนเองอย่างซื่อสัตย์ ด้วยจุดประสงค์ร่วมที่เป็นอันหนึ่งอันเดียว เพื่อสร้างร่างกายที่แข็งแรงและมีชีวิตอยู่ได้ เป็นผลประโยชน์ร่วมอันยิ่งใหญ่ ซึ่งไม่มีเซลใดเซลหนึ่งสามารถทำสำเร็จได้ด้วยตัวของมันเอง ลึกลงไปอีก ในแต่ละเซลเรามียีนประมาณ 30,000 กว่าคู่ อยู่กันเป็นหมู่บ้าน มีการร่วมมือกันแบ่งงานแบ่งหน้าที่ ยีนนี้รับผิดชอบเรื่องสร้างเอนไซม์ชนิดนี้นะ ยีนนั้นรับผิดชอบเรื่องผลิตโปรตีนชนิดโน้นนะ.. ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องมีนักการเมือง หรือนักเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ ทั้งหลายทั้งแหล่ มาคอยวิเคราะห์ชี้นำ ยีน ไม่มีสมอง ไม่มีความคิด กระทั่งชีวิตมันก็ยังไม่มี เป็นเพียงแค่สารเคมีชนิดหนึ่งที่เรียกว่า DNA
สังคมที่เจริญก้าวหน้าและผาสุก สังคมที่ทุกๆ คนช่วยกันทำหน้าที่ของตัวเองเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม สามารถเกิดขึ้นได้และได้เกิดขึ้นแล้ว ใกล้ๆ ตัวของเรานี่เอง ร่างกายของเราทุกคนคือเทคโนโลยีอันลึกล้ำสุดอัศจรรย์ ที่ยีนของเราได้ร่วมมือกันประดิษฐ์ขึ้นเพื่อความสำเร็จในการอยู่รอดสืบพันธุ์ของมันทุกตัวอย่างเท่าเทียมกัน ตัวเรานี่เอง คือสังคมในอุดมคติ น้ำพักน้ำแรงและความร่วมมือร่วมใจกันของเหล่ายีน
จริงเหรอ?
“It is not from the benevolence of the butcher, the brewer, or the baker that we expect our dinner, but from their regard to their own interest.”
Adam Smith
1723 -1790, Scottish philosopher and economist
คอมมิวนิสต์ สังคมที่คาดหวังให้ทุกคนละทิ้งผลประโยชน์ส่วนตัว แล้วมุ่งอุทิศตนร่วมแรงร่วมใจเพื่อส่วนรวม ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าล้มเหลว ธรรมชาติของคนเรามันบอกว่า ไม่รู้จะเหนื่อยเพื่อคนอื่นไปทำไม หากตัวเองไม่ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า
ทุกวันนี้ เรายังคงรักชาติ
เราภูมิใจที่ได้เป็นหมอ การรักษาคนให้มีสุขภาพที่ดี เป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ
เราภูมิใจที่ได้เป็นครู การให้การศึกษาแก่เยาวชน เป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ
เราภูมิใจที่ได้เป็นชาวนา หน้าที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้องผู้คน เป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ
เราทำเพื่อส่วนรวม เราทำเพื่อชาติ
แล้วถ้าเกิดสมมุติว่า หมอได้ค่าจ้างรักษา 3 บาทต่อหัว
ครูได้เงินเดือน เดือนละ 10 บาท
ชาวนาขายข้าวได้เกวียนละ 25 สตางค์
ถามว่า จะยังรักชาติ เสียสละทำต่อไปเพื่อส่วนรวมกันอยู่อีกหรือไม่
จะยังมีหมอ มีครู มีชาวนา เหลืออยู่อีกสักกี่คน
ผมเห็นด้วยกับคุณ อดัม สมิธ แรงขับที่ทำให้คนมุ่งทำหน้าที่ของตนเองเพื่อให้ประเทศชาติพัฒนาไปได้ ไม่ได้มาจากสำนึกเสียสละเพื่อส่วนรวม แต่มาจากสำนึกเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง และตอบสนองความต้องการของตนเอง
“Every individual necessarily labors to render the annual revenue of the society as great as he can. He generally indeed neither intends to promote the public interest, nor knows how much he is promoting it. He intends only his own gain, and he is in this, as in many other cases, led by an invisible hand to promote an end which was no part of his intention. By pursuing his own interest he frequently promotes that of the society more effectually than when he really intends to promote it. I have never known much good done by those who affected to trade for the public good.”
Adam Smith
1723 -1790, Scottish philosopher and economist
ปกติแล้ว ในโลกเสรี ทุกอย่างน่าจะดำเนินไปได้ด้วยดีโดยอัตโนมัติ ทุกคนแข่งขันทำมาหากินโดยสุจริต ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ผลประโยชน์ของตัวเองที่เราหามาได้ ก็คือผลประโยชน์ของประเทศชาติ และผลประโยชน์ของประเทศชาติ ก็คือผลประโยชน์ที่จะย้อนกลับมาหาตัวเราเองในวันข้างหน้า ซึ่งมันก็จริง เรายอมเสียภาษี ทำให้เรามีถนนหนทาง มีสาธารรูปโภคต่างๆ ใช้ เราประกอบกิจการได้ผลกำไรมาก ประเทศก็รวบรวมเงินภาษีได้มาก ถนนหนทางสาธารณูปโภคที่เราใช้ ก็ยิ่งมีประสิทธิภาพมาก ผลประโยชน์ส่วนรวมกับผลประโยชน์ส่วนตัว ผสมผสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
แล้วถ้าในกรณีที่ระบบเปิดช่องว่างให้เราเลือกได้ระหว่างผลประโยชน์ส่วนรวม กับผลประโยชน์ส่วนตนล่ะ?
ทะเล สาธารณะสมบัติ
เมื่อหลายเดือนก่อนพ่อพาผมไปตกปลาที่ทะเลตรัง ในตัวเมือง เราแวะที่ร้านโกซี เพื่อนสนิทเก่าแก่ของพ่อ ร้านโกซีขายอุปกรณ์ตกปลา ตามฝาผนังและเคาท์เตอร์ เต็มไปด้วยรูปพ่อกับโกซี หิ้วปลาตัวใหญ่ๆ รูปพวกนั้นเก่าเป็นสิบยี่สิบกว่าปีแล้ว ทั้งหมดนั่นเป็นเรื่องของอดีต
ทริปปี 2006 ของเราจบลงด้วยการที่ไม่ได้ปลาเลยแม้แต่ตัวเดียว
ปลาหมดทะเลแล้ว? เป็นไปได้หรือ?
ปลาเป็นของสาธารณะ ชาวประมงทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกันในการจับเท่าไหร่ก็ได้ ถ้ามันหมดขึ้นมา ก็ถือว่าเป็นกรรมที่ตกแก่ทุกคนโดยเท่าเทียมกัน ยุติธรรมดี
อย่างไรก็ตาม ตอนที่มันยังไม่หมดนี่สิ สภาพที่เกิดขึ้นก็คือ มือใครยาวสาวได้สาวเอา
โอ้ย ปลาเต็มทะเล ยังไงๆ ก็ไม่หมดหรอก ขอลากอวนตาถี่หน่อยละกันนะ ขอระเบิดหน่อยละกันนะ จับมากกว่าปกติแค่นิดหน่อยเอง แค่นี้ไม่สะเทือนหรอก.. เสร็จแล้วทุกคนก็คิดเหมือนๆ กัน เสร็จแล้วปลาก็หมดทะเล
Tragedy of the commons โศกนาฏกรรมของสาธารณสมบัติ ทุกคนจ่ายราคาเท่ากันหมด แต่ผลประโยชน์ที่ได้ แล้วแต่ความสามารถในการตักตวง ในระยะสั้น มันเป็นเกมที่คนเห็นแก่ตัวที่สุดจึงจะชนะ
นักล่าปลาวาฬที่ฉลาดจะไม่มัวมาเมตตาไว้ชีวิตปลาวาฬตัวสุดท้ายเพื่ออนุรักษ์สายพันธุ์ของมันไว้ เขาจะรีบมุ่งเข้าไปฆ่ามันเสีย ก่อนที่คู่แข่งจะชิงมาจับไป ยังไงสักวันมันก็ต้องตายหมดอยู่ดี
จะไม่มีชาวประมงที่คิดถึงอนาคตของลูกหลานเลยเชียวหรือ หากเสียสละช่วยกันบันยะบันยังสักนิดอาจจะทำให้มีพอกินไปได้อีกหลายรุ่น
อาชีพอื่นล่ะ จะไม่มีเลยหรือ คนที่จะยอมเสียสละ ยอมทำงานเหนื่อยเพื่อส่วนรวม ทั้งๆ ที่ได้ค่าตอบแทนไม่คุ้มค่า
คำตอบก็คือ มี
แต่ ไม่ใช่ทุกคน ที่จะมีหัวใจเพียงพอ ที่จะทำเพื่อคนอื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน
ไม่ใช่ทุกคน ที่จะมีสมองเพียงพอ ที่จะคิดไปถึง 100 ปีข้างหน้า คิดไปถึงลูกหลานเหลนโหลน
จะเห็นว่าเมื่อใดก็ตามที่ระบบเปิดช่องว่างให้โกงได้ โกยได้ เมื่อนั้นเราย่อมพบคนโกงคนโกย ฉวยโอกาสเอารัดเอาเปรียบ
ใช่ บางจังหวะ เรารู้จักหยุด หยุดตักตวงกอบโกย หยุดเอารัดเอาเปรียบ หยุดโกงกิน คนเรายังคงพอมีมโนธรรมสำนึกคุณธรรมจริยธรรม ยังคงพอมีวิสัยทัศน์สามารถมองเห็นหายนะที่ยังมาไม่ถึง ด้วยเหตุนี้สังคมเราจึงยังพอยืนหยัดอยู่ได้ มาจนถึงทุกวันนี้
อย่างไรก็ตาม ขนาดในสังคมมนุษย์ที่คนยังพอมีสมองมีหัวใจ บ้านเมืองก็ยังปั่นป่วนได้ขนาดนี้ ยังแย่งกัน ชิงกันทำลายกัน ได้ขนาดนี้
แล้วเช่นนี้ จะนับประสาอะไรกับสังคมของยีน
ยีน ซึ่งเป็นแค่สารเคมี ไม่มีหัวใจแล้วก็ไม่มีสมองเลยแม้แต่น้อย สังคมของยีนที่อยู่กันในเซลของเราแบบ 1 ตำบล 30,000 ผลิตภัณฑ์นั้น เป็นสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างผาสุกยุติธรรมจริงหรือ?
ในสังคมยีนของมอดแป้ง (flour beetle) ชนิดหนึ่ง มียีนอยู่ตัวหนึ่งชื่อ Medea (ตั้งชื่อตามแม่มดชั่วในตำนานกรีก ผู้สังหารลูกในไส้ของตัวเอง) เป็นยีนที่ออกฤทธิ์ฆ่าตัวอ่อนพี่น้องร่วมครอกเพื่อกำจัดคู่แข่งทางพันธุกรรม สมมุติว่าแม่มอดวางไข่ออกมา 30 ฟอง บางฟองก็ได้รับสืบทอด medea มา บางฟองก็ไม่ได้ แล้วแต่ดวง ปรากฏว่าเจ้า medea กลับใช้วิธีเล่นสกปรก ผลิตสารพิษออกไปทำลายตัวอ่อนอื่นๆ ทั้งหมด ยกเว้นแต่เฉพาะพวกเดียวกันคือพวกที่มี medea เหมือนกัน จนสุดท้าย ลูกที่เหลือรอดเติบโตขึ้นมา จะเหลืออยู่แค่ประมาณครึ่งเดียว คือ 15 ตัว แต่ทุกตัวจะมี medea หมด จากมุมมองของแม่มอด นี่เป็นความเสียหายอย่างใหญ่หลวง เพราะจำนวนลูกที่มันควรจะผลิตได้อย่างแท้จริงกลับต้องมาลดลงอย่างฮวบฮาบ แต่จากมุมมองของยีน medea นี่คือความสำเร็จ เพราะมันได้กำจัดคู่แข่งในอนาคตไปเรียบร้อย ลูกมอดที่เหลือรอดซึ่งก็คือผู้สืบทอดของมันจะได้ไม่ต้องไปแก่งแย่งอาหารและทรัพยากรต่างๆ กับพี่น้องตัวอื่นๆ ที่ไม่ใช่พวกเดียวกัน ด้วยวิธีการเช่นนี้ ในรุ่นต่อๆ ไป ยีน medea ก็จะยิ่งประสบความสำเร็จเหนือยีนคู่แข่ง และก็จะแพร่สะพัดไปเรื่อยในหมู่สังคมยีนของมอดแป้ง จนกระทั่งสามารถครอบงำได้ทั้งหมดในที่สุด.. ศึกครานี้ ยีนโกง(medea) เป็นผู้ชนะ สังคมยีน(ตัวมอด) เป็นผู้แพ้
ในแบคทีเรีย มียีนอยู่ตัวหนึ่ง ทำหน้าที่ของมันได้เก่งมากๆ แต่ติดตรงที่ว่า บางครั้งต้องมาจมปลักอยู่กับเพื่อนๆ ยีนที่ไม่เอาไหน เปรียบได้กับ นักเตะดาวรุ่ง ที่สังกัดอยู่ทีมกระจอกๆ นักการเมืองที่ได้รับความนิยม แต่ดันไปสังกัดอยู่กับพรรคที่กำลังจะล่ม นักร้องเสียงสวรรค์ ที่แหง่กอยู่กับวงห่วยๆ ฯลฯ เมื่อตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ยีนตัวที่ว่า จะกระตุ้นให้แบคทีเรียตัวนั้นสร้างท่อออกมาเชื่อมต่อกับแบคทีเรียอีกตัวหนึ่ง แล้วตัวมันก็จะสละเรือลำเก่า ขอย้ายทีมไปอยู่กับแบคทีเรียตัวใหม่ ซึ่งอาจจะมีอนาคตสดใสกว่าเดิม โดยทิ้งให้เพื่อนเก่าสู้ชีวิตกันต่อไปตามยถากรรม เกมนี้ คนได้ประโยชน์..ยีนเห็นแก่ตัว คนเสียประโยชน์ สังคมยีนแบคทีเรีย
ในเพลี้ยชนิดหนึ่ง บางครั้งไข่ได้รับการผสมจากสเปิร์มสองตัวพร้อมๆ กัน ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น สเปิร์มตัวหนึ่งที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร ก็จะเข้าไปรวมตัวกับนิวเคลียสของไข่ตามปกติ ในขณะที่อีกตัวจะคอยแอบซ่อนอยู่ ค่อยๆ แบ่งตัวไปพร้อมกับการเจริญเติบโตของตัวอ่อนเรื่อยๆ รอจนกระทั่งแมลงตัวนั้นโตเต็มที่ เจ้าสเปิร์มชั่วนี่ถึงค่อยแผลงฤทธิ์ กัดกินอวัยวะสืบพันธุ์ของแมลงตัวนั้น แล้วเอายีนของตัวมันเองเข้าไปแทนที่ ทำให้เซลสืบพันธุ์ (สเปิร์มหรือไข่) ทั้งหมดที่แมลงตัวนั้นผลิตออกมา กลายเป็นผู้สืบทอดของมันไปซะดื้อๆ สรุปแล้วแมลงโชคร้ายตัวนี้ ต่อไปจะมีลูกกี่ตัวๆ ก็จะไม่ใช่ลูกที่แท้จริงของมันเลย ชีวิตที่เหลือกลายเป็นเพียงโรงงานผลิตก๊อปปี้ให้กับยีนของสเปิร์มกาฝากตัวนั้นเท่านั้นเอง เป็นกระบวนการ takeover ทางพันธุกรรมที่แยบยลโฉดชั่วที่สุด ให้คนอื่นลงทุนก่อน ตัวเองไม่ทำอะไร แล้วอยู่ๆ ค่อยโผล่ออกมายึดกรรมสิทธิ์เก็บเกี่ยวผลผลิตคนเดียวเวลามันสุกงอม
ในกระบวนการสร้างเซลสืบพันธุ์ของสัตว์ส่วนใหญ่ เหล่าโครโมโซมซึ่งเดิมเคยอยู่เป็นคู่ๆ ( เช่นในคนมีอยู่ 23 คู่ ตอนปฏิสนธิเราได้มาจากฝั่งพ่อ 23 แท่ง ได้มาจากฝั่งแม่ 23 แท่ง รวมกันเป็น 46 แท่ง หรือ 23 คู่ ) จะถูกจับแยกออกจากกันไปอยู่ในไข่คนละฟองในตัวเมีย หรือสเปิร์มคนละตัวในตัวผู้ กระบวนการแยกนี้ โดยปกติแล้วเกิดขึ้นอย่างค่อนข้างยุติธรรม คือโครโมโซมแต่ละโครโมโซมมีโอกาสถูกบรรจุใส่เซลสืบพันธุ์แต่ละเซลอย่างเท่าเทียมกันหมด เช่นสมมุติว่า บนโครโมโซมคู่หนึ่ง แท่งที่มาจากฝั่งพ่อมียีน a และที่ตำแหน่งเดียวกันบนแท่งที่มาจากฝั่งแม่ มียีน b พอแบ่งแยกเสร็จ (สมมุติว่าเป็นสัตว์ตัวผู้) ก็จะได้สเปิร์มที่มียีน a บรรจุอยู่ 50% และเสปิร์มที่มียีน b บรรจุอยู่อีก 50% ของจำนวนสเปิร์มทั้งหมด ทุกอย่างเป็นไปตามกฎคณิตศาสตร์ง่ายๆ ที่คุณเม็นเดลได้ค้นพบไว้เมื่อเกือบ 150 ปีก่อน เป็นระบบที่ โปร่งใส เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้กับยีนทุกยีนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบใคร
จนกระทั่งเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ได้มีการค้นพบยีนตัวหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่บนโครโมโซมคู่ที่ 2 ของแมลงหวี่ มีชื่อว่ายีน Sd (segregation distorter) หากแมลงหวี่ตัวผู้ตัวหนึ่งตัวใด มียีนนี้อยู่บนโครโมโซมแท่งใดแท่งหนึ่งของโครโมโซมคู่ที่ 2 ของมัน ( แมลงหวี่ตัวนึงจะมีโครโมโซมคู่ที่ 2 อยู่ 2 แท่ง แท่งนึงได้มาจากพ่อมัน อีกแท่งนึงได้มาจากแม่มัน ยีนที่อยู่บนแต่ละแท่ง อาจจะไม่จำเป็นต้องเหมือนกันก็ได้ แล้วแต่ว่าได้รับมายังไง) พอถึงเวลาที่เจ้าหนุ่มจะเริ่มแบ่งแยกโครโมโซมเพื่อสร้างสเปิร์มเมื่อไหร่ เมื่อนั้น Sd จะเริ่มสร้างสารพิษตัวหนึ่งออกมา มีฤทธิ์ไปป้องกันไม่ให้โครโมโซมที่คู่กับมันอีกแท่งนึง (ซึ่งไม่มียีน Sd อยู่) ได้มีโอกาสถูกบรรจุลงในเสปิร์มตามกระบวนการปกติ ถ้าเป็นมวย ก็คือแอบเอายาถ่ายไปวางให้คู่ต่อสู้กินก่อนขึ้นชก ถ้าเป็นเลือกตั้งก็คือ ลอบทำร้ายคู่แข่งไม่ให้ออกหาเสียงได้ ถ้าเป็นแย่งตำแหน่งกันในสำนักงานก็คือ แกล้งปล่อยข่าวลือไปถึงหูเจ้านายว่าไอ้หมอนั่นเป็นชู้กับเมียท่าน ผลสรุปสุดท้าย โครโมโซมแท่งที่เป็นคู่แข่งกับแท่งที่มี Sd หมดอนาคต ไม่สามารถลงสเปิร์มได้ สเปิร์มที่ขาดโครโมโซมไปแท่งหนึ่ง อยู่ได้ไม่นานก็ฝ่อตาย ท้ายที่สุดก็เหลือจำนวนสเปิร์มอยู่เพียงครึ่งเดียว แต่ล้วนเป็นครึ่งที่มียีน Sd บรรจุอยู่ทั้งหมด หากต่อไปแมลงหวี่หนุ่มตัวนี้ไปมีอะไรกับสาวคนไหนเข้า สเปิร์มทั้งหมดที่ส่งเข้าไปก็จะเป็นสเปิร์มที่มี Sd บรรจุอยู่ด้วย 100% (ถ้ามันไม่โกง โอกาสจะเหลือแค่ 50%) Sd สามารถมั่นใจได้เลยว่าลูกที่ออกมาจะต้องเป็นผู้สืบทอดมันของมันต่อไปแน่นอน ทั้งนี้และทั้งนั้น เพราะมันได้กำจัดคู่แข่งทางพันธุกรรมของมันไปแล้วตั้งแต่เนิ่นๆ
ที่ยกมาทั้งหมดนี่ เป็นเพียงแค่ไม่กี่ตัวอย่างเท่านั้น ของความเห็นแก่ตัวที่พบได้ในโลกของยีน
ดูเหมือนว่าเมื่อใดก็ตามที่ระบบเปิดช่องว่างให้โกงได้ โกยได้ เมื่อนั้นเราจะพบกับยีนโกงยีนโกย ยีนที่ฉวยโอกาสเอารัดเอาเปรียบ
ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นเองโดยกลไกไร้สมองของธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องมีความเลว ความโลภในจิตใจเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่าลืมว่า ยีน ไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง มันจะคิดชั่วได้อย่างไร ในเมื่อมันเป็นแค่โมเลกุลสารเคมี
เช่นเดียวกับการร่วมมือรวมพลังกันที่ได้อธิบายไปแล้วข้างต้น ความเห็นแก่ตัว ก็ดูจะเป็นอะไรซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้เองโดยอัตโนมัติเช่นกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่สบช่องโอกาส ยีนจะประพฤติตนเข้าข่ายเห็นแก่ตัวทันที เป็นปรากฏการณ์ที่เป็นธรรมชาติพอๆ กับ การที่น้ำไหลรั่วออกมา เวลากระป๋องมันมีรู
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
ยีนที่พบอยู่ในร่างกายของเราและสัตว์ทั้งหลายทุกวันนี้ โดยนิยามแล้ว ก็คือยีนที่ประสบความสำเร็จในการดำรงตนผ่านการทดสอบของกาลเวลา
ที่มันเดินทางจากอดีตผ่านมาถึงปัจจุบันได้ ก็เพราะมันประสบความสำเร็จในการสร้างก็อปปี้ของตัวเองทิ้งไว้ในอนาคต
ยีนที่ล้มเหลวในเรื่องอย่างว่า ย่อมไม่หลงเหลืออยู่ให้เราเห็น ขณะเดียวกัน ยีนที่ประสบความสำเร็จในเรื่องอย่างว่า ก็ย่อมอยู่รอดมาให้เราเห็น ไม่ว่าวีธีการที่มันได้มาซึ่งความสำเร็จในเรื่องอย่างว่านั่น จะเป็นวิธีที่ถูกต้องตามหลักจริยธรรมหรือไม่ก็ตาม
ยีนบางยีนประสบความสำเร็จโดยการร่วมมือปรองดองกับยีนอื่นๆ ทำให้มันทิ้งก็อปปี้ของตัวเองไว้ได้มากกว่าทำเองคนเดียว นั่นก็ถือว่าประสบความสำเร็จ
ขณะเดียวกัน ยีนบางยีนประสบความสำเร็จจากการเหยียบหัวหักหลังยีนอื่นๆ เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง การโกงกินของมัน แม้จะบ่อนทำลายความมั่นคงของสังคมยีนส่วนรวม แต่หากทำแล้วทำให้มันสามารถทิ้งก็อปปี้ของตัวเองไว้ได้มากกว่าชาวบ้าน นั่นก็ถือว่าประสบความสำเร็จเช่นกัน
ตัวอย่างของ ยีนเห็นแก่ตัว (selfish gene) พวกนี้ยังมีให้ดู ให้ชม ให้อึ้ง ทึ่ง เสียว กันอีกมาก
เพราะฉะนั้นมาดูกันต่อเลยดีกว่า
ผู้หญิง XX ผู้ชาย XY โครโมโซม 2 ตัวนี้ คนส่วนใหญ่น่าจะรู้จัก นับเป็นความสำเร็จประการหนึ่งของการศึกษาไทย
โครโมโซม X กับ โครโมโซม Y เป็นโครโมโซมเพียงคู่เดียว ที่แต่ละแท่งหน้าตาต่างกันโดยสิ้นเชิง (โครโมโซมอื่นที่เป็นคู่ๆ กัน จะหน้าตาเหมือนกัน) ยีนที่อยู่บนโครโมโซม X ก็ไม่มีอะไรเหมือนกับยีนที่อยู่บนโครโมโซม Y เลยแม้แต่น้อย
เวลาคุณพ่อจะสร้างสเปิร์ม X กับ Y จะต้องแยกจากกันไปลงเรือคนละลำ สเปิร์มที่ผลิตเสร็จแล้วทั้งหมด จะประกอบด้วยสเปิร์มที่ได้ X ไป 50% (เรียกย่อๆ ว่า สเปิร์ม X) และสเปิร์มที่ได้ Y ไปอีก 50% (เรียกย่อๆ ว่า สเปิร์ม Y) เมื่อถึงเวลาออกรบ สเปิร์ม X กับ สเปิร์ม Y ก็จะต้องแข่งกันว่ายน้ำผ่านช่องคลอดยิบรอลต้า เข้าไปหาไข่ในตัวคุณแม่ ถ้า Y ไปถึงก่อน ลูกที่ออกมาก็จะเป็นลูกชาย ส่วนถ้า X ไปถึงก่อน ลูกที่ออกมาก็จะเป็นลูกสาว เนื่องจากสเปิร์ม X กับ สเปิร์ม Y ที่ลงแข่งมีจำนวนพอๆ กันแบบแฟร์ๆ ดังนั้น โอกาสที่จะได้ลูกชายหรือลูกสาวในการปฏิสนธิแต่ละครั้ง จึงเท่ากับ 50:50 ปราศจากความเหลื่อมล้ำทางเพศ
สมมุติว่าถ้าได้ลูกชาย ทั้งคุณพ่อและคุณแม่อาจจะดีใจ แต่แน่นอน จากมุมมองของยีนบนโครโมโซม X นั่นหมายถึงจุดจบ หมดสิ้นกันแล้วชีวิตนี้ นี่ฉันจะต้องติดแหง่กอยู่ในร่างของไอ้อ้วนนี่ (คุณพ่อ) แล้วก็ตายจากโลกนี้ไปพร้อมกับมัน โดยไม่มีโอกาสได้ทิ้งก็อปปี้เอาไว้เลยหรือนี่ โอวว..จะทำอย่างไรดีหนอ เกลียดไอ้ Y นี่จริงๆ ดันมาเร่งเครื่องแซงกูตอนโค้งสุดท้าย แม่งอีกนิดเดียวก็จะชนะแล้วเชียว ฮึ่ยยย...
ตามหลักของยีนเห็นแก่ตัว ความพ่ายแพ้ของ X ดูเหมือนจะสามารถป้องกันได้ หากมันรู้จักโกงสักนิด ระบบเปิดช่องว่างให้แล้วหนิ ยีนบน X ตัวไหนก็ตามที่ฉวยโอกาสนี้เล่นสกปรกกำจัดคู่แข่งทิ้งไปซะ ย่อมได้ชัยในเกมสืบพันธุ์ และทิ้งลูกหลานเอาไว้มากกว่ายีนอื่นๆ ต่อไปอย่างแน่นอน
และแน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า ในสัตว์หลายๆ ชนิด มียีนบนโครโมโซม X ซึ่งคอยผลิตสารพิษออกมาฆ่าสเปิร์มที่บรรจุโครโมโซม Y ทิ้งซะ ทำให้สเปิร์มที่ตัวผู้ผลิตออกมามีความลำเอียง เป็นสเปิร์ม X เสียมากกว่าสเปิร์ม Y ผลลัพธ์ที่ได้ อัตราส่วนของเพศในหมู่ประชากรเลยกลายเป็นหญิงมากกว่าชาย บางครั้งก็ 60-40 บางครั้งก็ 90-10 ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วถ้าเล่นกันแฟร์ๆ มันน่าจะเป็น 50-50 นับเป็นเป็นชัยชนะของ X ซึ่งได้มาจากการโกงโดยแท้
X กับ Y เป็นตัวอย่างของหน่วยพันธุกรรมที่มีกรณีการขัดผลประโยชน์กันเกิดขึ้น นอกจากคู่นี้แล้ว ยังมีคู่ปรับตัวอื่นๆ ที่น่าสนใจอยู่อีกคู่นึง นั่นคือ ยีนในนิวเคลียส vs ยีนในไซโตพลาสซึม
ย้อนไปสมัยประถมเราเคยเรียนว่า ส่วนประกอบของเซลประกอบด้วยนิวเคลียสอยู่ตรงกลาง แล้วก็มีไอ้น้ำๆ ไซโตพลาสซึมล้อมรอบอยู่อีกทีนึง ถ้าคุณยังจำได้ นั่นเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่อีกประการนึงของการศึกษาไทย
เอาล่ะทีนี้ถ้าคุณยังจำได้อีก สมัยมัธยมเราก็เคยเรียนว่า นิวเคลียสเป็นที่สถิตของโครโมโซมแล้วก็ยีนต่างๆ ส่วนภายนอกนิวเคลียสนั้น ก็จะมีอวัยวะต่างๆ ของเซลล่องลอยอยู่ (เช่นไมโตคอนเดรีย คลอโรพลาสต์) ทีนี้ ที่คุณอาจจะไม่รู้ก็คือ พวกอวัยวะของเซลพวกนี้ จริงๆ แล้ว มันก็มี DNA อยู่ในตัวของมันเองด้วยเหมือนกัน
สมมุติว่าคุณเป็นผู้หญิง เวลาคุณผลิตไข่ ทั้งยีนในนิวเคลียส แล้วก็ยีนนอกนิวเคลียส (ยีนในอวัยวะของเซลที่ล่องลอยอยู่ในไซโตพลาสซึม) จะถูกบรรจุลงไปในไข่ด้วยกันทั้งหมดไม่มีตกหล่น อันนั้นไม่มีปัญหา
อย่างไรก็ตาม ถ้าหากคุณเป็นผู้ชาย ซึ่งผลิตเซลสืบพันธุ์ในรูปแบบของสเปิร์ม คราวนี้แหละ ปัญหาเกิด.. เหตุสืบเนื่องมาจากว่า สเปิร์มเป็นเซลขนาดจิ๋วมาก มีที่พอเพียงแค่ให้บรรจุนิวเคลียสลงไปได้เท่านั้น ยีนอะไรก็ตามที่อยู่นอกนิวเคลียส ไม่มีสิทธิได้ร่วมลงเรือไปเกิดใหม่ในชาติหน้าด้วยอย่างแน่นอน
ผู้ชายคือทางตันของยีนในไซโตพลาสซึม
ไม่มียีนในไซโตพลาสซึมตัวไหนอยากไปอยู่ในร่างของผู้ชายอย่างแน่นอน เพราะนั่นเท่ากับเป็นการเข้าไปนั่งรอวันตายเท่านั้นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ หากคุณเป็นยีนในไซโตพลาสซึมที่เห็นแก่อนาคตของตัวเอง คุณจะทำอย่างไร?
ในด้วงเต่าทอง แมลงวัน ผีเสื้อ และแมลงอื่นๆ อีกร่วม 30 ชนิด นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบ ยีนในไซโตพลาสซึม ซึ่งออกฤทธิ์ฆ่าไข่ที่เป็นลูกตัวผู้ทิ้ง เหลือไว้แต่ไข่ตัวเมีย ซึ่งเมื่อฟักออกก็จะกินไข่ตัวผู้ที่ไม่ฟักพวกนั้นแหละ เป็นอาหารเสริม ด้วยวิชามารเช่นนี้ ยีนในไซโตพลาสซึมได้ประสบความสำเร็จในการดึงเอาทรัพยากร (อาหารในไข่ซึ่งลูกทุกตัวควรจะได้รับเท่าๆ กัน) จากตัวอื่นๆ มาให้กับเฉพาะผู้ที่มีศักยภาพในการสืบทอดพันธุกรรมของตัวเองต่อไปในอนาคต (ตัวเมีย) ถ้าเป็นในคนก็เหมือนกับคนสวนซึ่งเป็นชู้กับคุณนาย มีลูกด้วยกันโดยคุณผู้ชายไม่ระแคะระคาย เลี้ยงดูไปตามปกติ พอถึงเวลาเจ้าคนสวนนี่ก็ แอบไปฆ่าคุณหนูคนพี่ทิ้ง (ลูกที่แท้จริงของคุณหญิงกับคุณชาย) เพื่อให้มรดกทั้งหมดตกเป็นของคุณหนูคนรอง ซึ่งเป็นลูกของตนเอง อะไรทำนองนั้น อืมมม... ยิ่งเปรียบเทียบยิ่งทำให้งงรึเปล่าเนี่ย
การฆ่าชิงไข่ เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ยีนในไซโตพลาสซึมใช้ เพื่อสู้กับยีนในนิวเคลียสในศึกการแย่งชิงความสำเร็จในการดำรงพันธุ์ ออกจะฟังดูโหดร้าย แต่จริงๆ แล้ว นั่นแค่เบาะๆ เท่านั้น ยีนในไซโตพลาสซึมอีกจำพวกนึง เล่นกันถึงขนาดกำจัดตัวผู้ทิ้งให้สูญพันธุ์ไปจากสปีซี่ส์นั้นเลย โดยการทำให้ตัวเมียสามารถมีลูกเองได้โดยไม่ต้องได้รับการผสมจากตัวผู้ (virgin birth) ในต่ออย่างน้อย 12 ชนิด มีการค้นพบยีนในไซโตพลาสซึม ซึ่งออกฤทธิ์ทำให้ลูกต่อทุกตัวออกมาเป็นตัวเมียทั้งหมด และเมื่อเติบโตขึ้นไปตัวเมียเหล่านี้ทุกตัวสามารถผลิตลูกเองได้โดยไม่ต้องอาศัยตัวผู้ ลูกที่ออกมาในรุ่นถัดไปก็จะมีแต่ตัวเมียที่ทำแบบนี้ได้อีกเหมือนกัน สรุปแล้วประชากรรุ่นแล้วรุ่นเล่าไม่มีตัวผู้เลยแม้แต่ตัวเดียว อย่างไรก็ตาม เพศผู้ไม่ได้หายไปจากสปีซี่ส์เลยโดยสิ้นเชิง เพียงแต่ถูกฤทธิ์ของยีนในไซโตพลาสซึมสยบไว้ได้อย่างอยู่หมัดเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์ทดลองให้ยาซึ่งไปจัดการฆ่ายีนในไซโตพลาสซึมพวกนี้ทิ้งก็ปรากฏว่า ไม่นานต่อตัวผู้ก็กลับมาปรากฏโฉมในประชากรใหม่อีกครั้ง
ที่เล่ามามีแต่แมลง แมลง แล้วก็แมลง จริงๆ แล้วในไก่ ก็มีกรณีของ virgin birth เกิดขึ้นบ้างเหมือนกัน แต่ยังไม่มีใครแน่ใจว่าเป็นผลมาจากการกระทำของยีนในไซโตพลาสซึมหรือไม่
แล้วในคนล่ะ? อืมม.. virgin birth นอกจากในไบเบิลแล้ว ผมยังไม่เคยได้ยินที่ไหน แต่ถ้าเป็นเรื่องของอัตราส่วนของลูกสาวต่อลูกชายที่ไม่ใช่ 1:1 ละก็ เคยอ่านเจอมาอยู่เรื่องนึง เขาเล่าว่า ในปี 1946 ที่ฝรั่งเศส มีผู้หญิงคนนึงมาหาหมอเพื่อคลอดลูก แล้วพอหลังจากเช็คประวัติคนไข้เสร็จ หมอถึงกับอึ้งไปเลย... เริ่มจาก ลูกคนที่เธอคลอดออกมาใหม่นั้นเป็นลูกสาว คนก่อนหน้านั้นก็เป็นลูกสาว ตัวเธอเอง ก็เป็นลูกสาวคนที่ 9 ของครอบครัวที่มีแต่ลูกสาวล้วนๆ แม่ของเธอก็เป็นลูกคนที่หก ของครอบครัวที่มีแต่ลูกสาวล้วนๆ เหมือนกัน ในบรรดาพี่สาวน้องสาวของเธอ 8 คน ทุกคนมีลูกรวมกัน 37 คน เป็นลูกสาวทั้งหมด ป้ากับน้าสาวของเธออีก 5 คน มีลูกรวมกัน 18 คน ก็เป็นลูกสาวทั้งหมดอีก นับรวมแล้วใน 2 รุ่นที่ผ่านมา บ้านนี้มีลูกสาวเกิดทั้งหมด 72 คน โดยไม่มีลูกชายเกิดเลยแม้แต่คนเดียว! ถ้านี่เป็นเรื่องบังเอิญละก็ โอกาสที่มันจะเกิดได้จะเท่ากับประมาณ 1 ใน 1,000,000,000,000,000,000,000 พอๆ กับโอกาสที่คนๆ นึงจะโดนพะยูนกัดตายในป่าละเมาะ
เป็นไปได้หรือไม่ว่านี่คือผลมาจากการกระทำของยีนเห็นแก่ตัวในไซโตพลาสซึม?
ไม่รู้เหมือนกัน เพราะวิทยาศาสตร์ทุกวันนี้ยังศึกษาไปไม่ถึงขั้นที่จะสรุปอะไรได้แน่นอน
แต่ทว่า ฟังแค่นี้ก็หนาวแล้ว มันทำให้เราได้หวนกลับมารำลึก และตระหนักว่า ภายในตัวเราคือสังคมของยีน ซึ่งพร้อมที่จะเกิดบ้าอะไรขึ้นมามั่งก็ไม่รู้ ถ้าสมมุติยีนเห็นแก่ตัวเริ่มแพร่พันธุ์มากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าในหมู่ยีน มีแต่การแย่งกัน ชิงกัน ทำลายกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สักวัน สังคมของมัน ซึ่งก็คือตัวเรา มิเป็นอันต้องล่มจมหรอกหรือ?
อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ เรายังอยู่.. สัตว์ทั้งหลายก็ยังอยู่.. อยู่ได้อย่างดีซะด้วย อวัยวะ เซล โครโมโซม และยีน ของเราส่วนใหญ่ ต่างก็ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่เห็นจะเกิดมีปัญหาอะไรขึ้นซักเท่าไหร่ อย่างน้อยๆ ผมก็ยังไม่เคยได้ยินเรื่องเซลตับทะเลาะกับเซลม้ามมาก่อน ไอ้พวกตัวอย่างที่ยกๆ มานั่น ก็เป็นแค่สิ่งที่เกิดขึ้นในกรณีส่วนน้อยเท่านั้น.. แปลกจริง ก็ไหนบอกว่า ความเห็นแก่ตัวเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในหมู่ยีน.. ทั้งๆ ที่ยีนโกงได้เปรียบกว่ายีนที่ถูกโกงอยู่หลายขุม แล้วทำไมมันถึงไม่แพร่กระจายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดที่สังคมล่มสลายล่ะ หรือว่ามีอะไรบางอย่างมาคอยคุมมันเอาไว้?
หากเป็นในสังคมมนุษย์ สิ่งที่คอยควบคุมอันธพาลไม่ให้กำเริบเสิบสาน ก็คือกฎหมาย และมาตรการต่างๆ หากฝ่ายหนึ่งคิดวิธีการเอาเปรียบขึ้นมาได้ อีกฝ่ายหนึ่งที่เสียเปรียบก็คิดวิธีการต่อต้านการเอาเปรียบขึ้นมาได้เหมือนกัน คุณไปข่มขืนเด็กเหรอ งั้นคุณโดนชาวบ้านรุมประชาทัณฑ์ คุณโกงเลือกตั้งเหรอ งั้นเราจัดกรรมการขึ้นมาป้องกันการโกง คุณยุบสภาโดยไม่ชอบธรรมเหรอ งั้นเราบอยคอร์ตไม่ยอมลงสมัคร สส. คุณทิ้งขยะในที่สาธารณะเหรอ งั้นเราออกกฎหมายห้ามทิ้งขยะในที่สาธารณะ คุณแอบเอาโพยเข้าห้องสอบเหรอ งั้นเราห้ามเอาอะไรเข้าห้องนอกจากดินสอกับยางลบ ฯลฯ
หรือว่า บางทีเหตุผลที่ยีนเห็นแก่ตัวไม่มีโอกาสได้กำเริบเสิบสาน อาจจะเป็นเหตุผลเดียวกับที่คนเห็นแก่ตัวในสังคมไม่มีโอกาสได้กำเริบเสิบสาน
ตะกี้ จะเห็นว่า การร่วมมือแบ่งงานกันทำ ก็เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ
การเห็นแก่ตัวเอารัดเอาเปรียบส่วนรวม ก็เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ
แล้วทีนี้ กฎหมาย กับมาตรการต่างๆ ที่ช่วยผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรมล่ะ จะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติโดยไม่ต้องมีสมองหนุนหลังได้หรือไม่?
ถ้าเราย้อนกลับไปดู เรื่องของยีนบนโครโมโซม X ที่ออกฤทธิ์ฆ่าสเปิร์ม Y ทำไมท้ายที่สุดแล้วตัวผู้ถึงไม่หายไปทั้งหมด? ทำไมยังเหลืออัตราส่วนตัวเมียต่อตัวผู้เป็น 60:40 บ้าง 90:10 บ้าง? ทำไม X จึงไม่ชนะอย่างเด็ดขาด ? แล้วทำไมประชากรสัตว์ส่วนใหญ่จึงยังมีอัตราส่วนระหว่างสองเพศเป็น 50:50 เท่าๆ กัน?
อาจเป็นเพราะว่าโครโมโซม Y เอง ก็มีศักยภาพในการวิวัฒนาการมาตรการในการปกป้องสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของตนเองขึ้นมาได้เหมือนกัน มันอาจจะเกิดยีนที่สามารถผลิตยาแก้พิษของ X ได้ หรือไม่ ถ้าขิงก็ราข่าก็แรง อาจจะมียีนบนโครโมโซม Y ที่ผลิตสารพิษย้อนกลับไปฆ่าโครโมโซม X อีกที เมื่อถึงจุดนั้น ยีนบน X อาจจะวิวัฒนาการสร้างยาสกัดพิษของ Y ขึ้นมาแก้อีกทีหนึ่ง สุดท้าย มันก็ล็อคกันอยู่แบบนี้ ไม่มีใครกินใครลง ก็เลยลงเอยแบบเสมอกัน แฟร์ๆ 50:50
หรือไม่แน่ กลไกรักษาความยุติธรรม อาจเกิดขึ้นเองในลักษณะเรียบง่ายกว่านั้นอีก ลองคิดดู หาก X ค่อยๆ โกงสำเร็จ ประชากรตัวเมียเริ่มมีเยอะขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุด ตัวผู้ที่เหลืออยู่น้อยนิด จะกลับเป็นฝ่ายได้เปรียบอย่างมหาศาล เนื่องจากกลายเป็นทรัพยากรจำกัด และเป็นที่ต้องการของสาวๆ ทุกคน.. ณ จุดนั้น ใครก็ตามที่ผลิตลูกชายได้ (เพราะปราศจากยีนที่ฆ่า Y หรือไม่ก็มียีนฆ่า X อยู่ในตัว) จะกลับกลายมาเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ลูกตัวผู้ตัวเดียวของมัน อาจมีเมียเป็น 10 และทิ้งลูกหลานไว้เป็น 100 โครโมโซม Y เพิ่มจำนวนกลับมาสู่ยุครุ่งเรืองอีกครั้ง ทุกๆ อย่างกลับเข้าสู่สมดุล จบข่าว
ย้อนกลับไปดูยีน Sd ในแมลงหวี่ ซึ่งโกงการแบ่งแยกโครโมโซม โดยการหลั่งสารพิษออกมากำจัดโครโมโซมคู่แข่งทิ้ง ไม่ให้มีโอกาสได้ถูกบรรจุลงในสเปิร์มตามปกติ สารพิษที่ว่านี้จริงๆ แล้วเมื่อปล่อยออกมา มีศักยภาพเหมือนแก๊ซพิษที่สามารถจะทำลายทั้งตัวมันเอง (โครโมโซมแท่งที่มี Sd) และก็คู่แข่ง (แท่งที่ไม่มี Sd) ได้พร้อมๆ กันโดยไม่มีการแบ่งแยก.. อย่างไรก็ตาม Sd ป้องกันตัวเองจากการฆ่าตัวตายโดยการใช้ระบบหน้ากากกันพิษ กล่าวคือบริเวณที่อยู่ติดกับมันจะมีรหัส DNA สั้นๆ ซึ่งทำหน้าที่เป็นเหมือนรหัสแก้ให้สารพิษไม่ทำงาน ตราบใดที่โครโมโซมแท่งที่มี Sd ยังเป็นเจ้าของตัวหน้ากากกันพิษอันนี้อยู่ มันก็สามารถปล่อยสารพิษออกมาฆ่าคู่แข่งได้ตามสบาย โดยไม่ต้องกังวลว่าจะตายเพราะพิษตัวเอง
วิธีการของยีนแบบ Sd ดูเหมือนจะแยบยล แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันไม่ค่อยจะเวิร์คสักเท่าไหร่นัก ทั้งนี้และทั้งนั้น เพราะระบบการแบ่งเซลสืบพันธุ์ได้มีวิวัฒนาการปรับปรุงการทำงานใหม่ จนรู้เท่าทันกลโกง และสามารถ อุดช่องโหว่ได้สำเร็จ ทุกวันนี้ ในสัตว์ส่วนใหญ่ การแบ่งเซลสืบพันธุ์เริ่มต้นจาก การที่โครโมโซมที่เป็นคู่กัน จะเข้ามาจับคู่ควงแขนข้างๆ กันก่อน จากนั้นก็จะมีการพัวพันนัวเนียสลับชิ้นส่วน สลับยีนซึ่งกันและกัน เรียกว่ากระบวนการ crossing over ถ้าเป็นเล่นไพ่ก็คือต้องสับไพ่ก่อนถึงจะแจกได้ ถ้าเป็นรัสเซี่ยนรูเล็ตก็คือต้องหมุนลูกโม่ก่อนถึงค่อยผลัดกันยิง เป็นเสมือนกฎกติกาข้อบังคับที่ทุกโครโมโซมต้องปฏิบัติตาม ก่อนที่จะเข้าสู่การแบ่งแยกขั้นต่อไป
เมื่อมี crossing over เกิดขึ้นเช่นนี้ ก็เท่ากับว่ายีนที่มามุขเดียวกับ Sd อาจจะถูกปลดหน้ากากกันพิษออกจากโครโมโซมตัวเอง แล้วสลับไปอยู่กับโครโมโซมคู่แข่งได้เสมอ ซึ่งถ้าเกิดเป็นเช่นนั้นขึ้นมา เวลา Sd ปล่อยสารพิษออกมาปุ๊บ แทนที่มันจะฆ่าคู่แข่งสำเร็จ ก็จะกลายเป็นฆ่าตัวตายแล้วทำให้คู่แข่งรอดแทน นับเป็นความเสี่ยงที่ไม่คุ้มค่า เพราะฉะนั้นไม่เอาดีกว่า.. ด้วยเหตุนี้ crossing over จึงกลายเป็นมาตรการที่ประสบความสำเร็จในการป้องกันและปราบปรามไม่ให้ยีนเห็นแก่ตัวประเภทนี้สามารถกำเริบเสิบสานได้อีกต่อไป
สรุปแล้วกลไกแก้กลโกง สามารถเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติจริงๆ ซะด้วยสิ.. ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ
อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากสังคมมนุษย์ สอนให้เรารู้ว่า ชัยชนะมักไม่ใช่สิ่งที่ถาวร
คนโกงโกงได้ คนถูกโกงก็แก้โกงได้ คนถูกโกงแก้โกงได้ คนโกงก็หาช่องโหว่ของกลไกแก้โกงแล้วก็โกงต่อได้อีก พอคนโกงก็หาช่องโหว่ได้ คนถูกโกงก็ยังสามารถอุดช่องโหว่ได้ อุดช่องโหว่ได้ คนโกงก็ยังหาช่องโหว่ช่องใหม่ได้อีกอยู่ดี เป็นวัฏจักรเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ไม่มีวันจบสิ้น
ความซับซ้อนของวิถีปฏิบัติในสังคม ส่วนใหญ่ก็เป็นผลมาจากการแก้เกมกันไปแก้เกมกันมาในลักษณะนี้
สมมุติถ้าพูดถึงเรื่องการสอบ ตอนแรกนักเรียนอาจจะนั่งตามปกติ พอต่อมามีคนลอก ก็เลยต้องออกกฎให้ตั้งโต๊ะห่างๆ ตั้งโต๊ะห่างๆ เสร็จแล้ว ยังมีพวกสายตายาวเหล่ได้อีก ก็เลยต้องจัดชุดข้อสอบให้มีหลายชุด แล้วก็แจกสลับ ไม่ให้คนใกล้กันได้ชุดเดียวกัน ต่อมามีพวกเขียนสูตรไว้ใต้โต๊ะอีก ก็ต้องจัดห้องสอบให้เป็นคนละห้องกับที่เรียนปกติ จากนั้นยังไม่วาย ยังมีพวกพกพาโพยใส่กางเกงในเข้ามาอีก! สงสัยต่อไปคงต้องมีการแก้ผ้าตรวจค้นร่างกายกันก่อนเข้าสอบทุกครั้ง
ยิ่งเวลาผ่านไป ลิสต์ของกฎระเบียบใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายบ้านเมือง ข้อตกลงทางการค้า หรือกฎระเบียบทางสังคม นับวันก็ยิ่งมีแต่ยาวขึ้นเรื่อยๆ ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ จริงๆ แล้ว ถือเป็นการพัฒนาของสังคมจริงหรือเปล่า หรือเปรียบเสมือนเป็นการวิ่งอยู่กับที่บนสายพานเพียงเพื่อไม่ให้ถอยหลังลงคลอง
– 1+1-1+1-1+1-1+1-1+1 = 0จริงๆ ถ้าทุกคนพร้อมใจกันไม่โกงตั้งแต่ทีแรก มันก็ไม่เห็นจำเป็นต้องมีกฎเหล่านี้ให้ยุ่งยาก แต่นั่นคงเป็นไปไม่ได้ เพราะเราก็ได้เห็นแล้วว่าการโกงเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติชนิดหนึ่ง
สมมุติว่าวันนึง คนไทยทุกคนกลายเป็นคนดีหมด วันนั้น คงไม่จำเป็นต้องมีกฎหมาย และตำรวจก็คงจะตกงาน คงจะผาสุกดีพิลึก อย่างไรก็ตาม ขอเพียงมีคนเลวเดินทางเข้ามาจากสิงคโปร์แค่ซักคนเดียว คนๆ นั้นก็จะสามารถรวบหัวกินท้ายคนอื่นจนสามารถยึดครองประเทศได้สำเร็จในเวลาอันสั้นทันที เพราะอย่างนี้เอง สังคมในอุดมคติที่มีแต่คนดีจึงไม่มีความเสถียรและพร้อมที่จะพังได้ตลอดเวลาหากมีคนชั่วโผล่ขึ้นมา ทุกวันนี้เราคงหลีกเลี่ยงสภาพวังวนที่เป็นอยู่ไม่พ้น ดีชั่วปะปน แข่งกันไปเรื่อยๆ เดี๋ยวฝ่ายนู้นชนะ เดี๋ยวฝ่ายนี้ชนะ สลับๆ กันไป ตราบจนฟ้าดินมลาย
ดูจากประวัติศาสตร์บ้านเรา เมื่อก่อนเผด็จการทหารครองเมืองสำเร็จ ต่อมาก็ถูกล้มล้างไป ล้มล้างได้ไม่นานก็เกิดเผด็จการทุนนิยมมาแทนที่ ซึ่งไม่นานก็คงถูกล้มล้างไปอีก เสร็จแล้วหลังจากนั้น ยังไม่รู้ว่าจะมีเผด็จการอะไรขึ้นมาแทนที่ให้ล้มล้างกันอีก ดูเหมือนเราได้ผ่านอะไรมามาก แต่ในความเป็นจริงแล้วจากวันนั้นถึงวันนี้ ชีวิตคนมีความสงบสุขมากขึ้นสักแค่ไหนกันเชียว
ก็ต้องยอมรับว่าในความเป็นจริง เมื่อบวกลบเสร็จแล้ว เราก็ได้ก้าวหน้าจากสมัยก่อนขึ้นมาระดับหนึ่ง แต่เป็นก้าวที่เล็กมากๆ เมื่อเทียบกับความหนาของตำราประวัติศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นทุกปีๆ
โลกของยีนก็ไม่ต่างกัน คุณเชื่อหรือไม่ว่า ใน DNA ทั้งหมดของมนุษย์ มีเพียง 5% เท่านั้นที่มีความจำเป็นต่อการสร้างและควบคุมการทำงานของร่างกาย ที่เหลืออีก 95% เป็นเพียงเศษซากชำรุดทางประวัติศาสตร์ที่ไม่มีส่วนช่วยใดๆ เลย.. DNA พวกนี้บ้างอาจจะเคยเป็นยีนซึ่งมีบทบาทต่อต้านพวกทรราช แต่ปัจจุบันเนื่องจากทรราชเปลี่ยนรูปแบบไป มาตรการเดิมๆ ทำอะไรไม่ได้ ยีนนั้นก็เลยหมดประโยชน์ แต่ก็ยังตกค้างอยู่ในเซลมาจนทุกวันนี้ เปรียบเสมือนกฎหมายเก่าบางตัวที่ล้าสมัยจนเค้าเลิกใช้ไปแล้ว.. บ้างเป็นพวกยีนที่สมัยก่อนอาจจะเคยเป็นผู้ร้ายตัวฉกาจ แต่มาตอนนี้อาจจะถูกกลไกต่อต้านสยบเอาไว้ได้ เปรียบเสมือนอาชญากรที่ถูกคุมขังเอาไว้ในเรือนจำ.. และที่เหลืออีกส่วนใหญ่เป็น DNA เห็นแก่ตัวที่วันๆ ไม่ช่วยทำอะไร แต่มาขอติดรถไปด้วยเวลาเราสืบพันธุ์ พวกนี้ถูกปล่อยให้ลอยนวลมาได้ ก็เพราะมันไม่ได้เห็นแก่ตัวมากถึงขนาดเป็นภัยใหญ่โต ถ้าเป็นคนก็คือแค่กินแรงเพื่อนเล็กๆ น้อยๆ แต่ไม่ได้ถึงกับไประรานใคร
สังคมยีนของเรา ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วเป็นเวลาหลายพันล้านปี และยังคงยืนหยัดอยู่ได้ ยังคงร่วมมือกันสร้างสรรค์ร่างกายของเราออกมาได้อย่างน่าทึ่ง หรือบางทีช่วงเวลาที่ผ่านมา อาจจะยาวนานเพียงพอ ที่ทำให้ธรรมชาติสามารถอุดช่องโหว่ต่างๆ ของระบบได้จนหมดสิ้นแล้ว จึงทำให้ยีนทั้งหลายทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นนี้
ผิดถนัด.. ช่องโหว่ยังคงถูกเจาะอยู่เรื่อยๆ หลักฐานนั้นมีให้เห็นอยู่ชัดเจน ภายใต้รูปแบบของโรคร้ายที่มีชื่อว่า มะเร็ง.. มะเร็งไม่ใช่อะไรอื่น นอกเหนือไปจากผลลัพธ์ของการกระทำของยีนเห็นแก่ตัวที่บังเอิญไปเจาะเจอช่องว่างของระบบ ปกติแล้วการแบ่งเซลในร่างกายจะถูกควบคุมอย่างดีไม่ให้มากเกินไปเร็วเกินไป แต่ยีนมะเร็งสามารถแหกกฎ ออกฤทธิ์ทำให้เซลบางเซลเกิดเป็นบ้า แบ่งตัวไม่ยอมหยุด แถมยังระรานกลืนกินเซลอื่นๆ เพื่อเพิ่มจำนวนตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงผลเสียต่อส่วนรวม
จะเห็นได้ว่า ต่อให้อุดไปแล้วกี่รู รูใหม่ก็จะยังเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ ซึ่งเราก็ต้องคอยอุดกันไปอย่างนี้ไม่มีวันสิ้นสุด สังคมมนุษย์ก็เหมือนกัน รูปแบบวังวนแบบนี้อาจจะเป็นลักษณะสังคมที่สอดคล้องกับความเป็นไปของธรรมชาติมากที่สุด แต่ก็ไม่แน่นะ หลายอย่างเราก็เอาชนะธรรมชาติมาได้แล้ว คนสมัยก่อนใครจะคิดว่าทุกวันนี้เราจะบินได้สูงกว่านก ไม่แน่สักวัน เราอาจอุดรูได้ครบจนไม่ต้องอุดอีก สักวัน เราอาจสร้างสังคมที่มั่นคงและปราศจากความเห็นแก่ตัวได้สำเร็จ ด้วยความช่วยเหลือจากสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า จริยธรรม ซึ่งมีแต่สัตว์ที่เรียกตัวเองว่าคนอย่างเราเท่านั้น ถึงจะมีใช้
กลับมาที่ปัจจุบัน ทุกวันนี้ คนเรายังคิดไม่ออกว่าจะป้องกันรักษาโรคมะเร็งยังไงให้มันได้ผลชัวร์ๆ 100%.. แต่ไม่ต้องห่วง เรื่องนี้เราไม่จำเป็นต้องคิดเอง.. ถ้ารอไปอีกซักล้านปี ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่สูญพันธุ์ซะก่อน ธรรมชาติจะต้องค้นพบวิธีปราบมันได้แน่ๆ
ขณะเดียวกันเราก็รอว่าเมื่อไหร่ ความไม่ยุติธรรมจะหมดไปจากสังคมซักที คอมมิวนิสต์ก็ไม่เวิร์ค ประชาธิปไตยก็เรื่องมากแถมรูรั่วเยอะแยะ.. ยังไงก็ตาม เรื่องของมะเร็งสังคม คงเป็นเรื่องที่เราจะต้องใช้สมองคิดวิธีรักษากันเอาเอง
มารอดูซิ ว่าเรากับธรรมชาติ ใครจะรักษามะเร็งได้ก่อนกัน



