มันเป็นเพียงหนึ่งฤดูร้อนเท่านั้นที่เขาทั้งคู่อยู่ด้วยกัน ก่อนหน้านี้ Ennis Del Mar และ Jack Twist เป็นเพียงคนแปลกหน้า คนแรกเติบโตมาในฟาร์ม และอาจจะเพราะโชคชะตาที่ไม่เข้าข้าง เขาจึงเป็นเพียงลูกจ้างในไร่ที่ดิ้นรนอย่างปากกัดตีนถีบมาชั่วชีวิต ในขณะที่อีกคนเป็นคาวบอยหนุ่มที่หมกมุ่นอยู่กับการแข่งโรดิโอ และใช้ชีวิตไปอย่างเลื่อนลอยไร้จุดหมาย
ฤดูร้อนนั้นพวกเขาได้งานเลี้ยงแกะในหุบเขา Brokeback คนหนึ่งรับเสบียง และจัดหาอาหารบริเวณแคมป์ที่พัก อีกคนสลับขึ้นไปนอนกับแกะบนภูเขา คืนวันผ่านเคลื่อนเชื่องช้า ชีวิตทุรกันดารมีเพียงธรรมชาติกว้างใหญ่ไพศาลที่คาดเดาไม่ได้ และมีเพียงมิตรใหม่เท่านั้น ในคืนหนึ่งอันหนาวเหน็บ Jack เรียก Ennis ที่ไม่ได้ขึ้นไปนอนเฝ้าแกะให้มานอนในเต้นท์ อาจเพราะความหนาว ความเหงา ความโหยหา หรือบางสิ่งที่ซ่อนลึกในจิตใจ ทั้งคู่มีสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันในค่ำคืนนั้น
แล้วก็ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป แม้เมื่อฤดูร้อนนั้นผ่านพ้น และทั้งคู่ต้องระเหเร่ร่อนไปตามชะตาของตน แม้ทั้งคู่จะแต่งงานไปกับผู้หญิง มีลูก มีครอบครัว แต่ไม่มีสิ่งใดในใจของเขาทั้งคู่ที่จะกลับไปเป็นเหมือนตอนก่อนหน้าขึ้นภูเขา ท่ามกลางความเนิ่นยาวของชีวิต ทั้งคู่ทำได้เพียงลอบพบกัน สมมติภูเขาสักแห่งเป็นหุบเขา Brokeback สักสิบวัน จากนั้นกลับไปใช้ชีวิตในโลกจริง ที่ยิ่งนานก็ยิ่งเจ็บปวดมากขึ้นทุกที
หลี่อัน หรือที่รู้จักกันในนาม อั้งลี่ เป็นคนไต้หวัน ก่อนหน้าจะมาอยู่ฮอลลิวูด อั้งลี่ ทำหนังไต้หวันชั้นดีไว้หลายเรื่อง ซึ่งมักว่าด้วยความแตกต่างของคนสองรุ่น หนังอย่าง Pushing Hands , Eat Drink Man and Woman และ โดยเฉพาะ The Wedding Banquet เล่าถึงโลกอันแตกต่างของคนรุ่นพ่อแม่ กับรุ่นลูก ที่คิดและมีชิวิตอยู่ร่วมยุคสมัย แต่เหมือนมาจากคนละโลก คนละวัฒนธรรม
ครั้นพอย้ายมาอยู่ ฮอลลิวูด อั้งลี่ก็ทำให้คนดูหนังต้องประหลาดใจ เพราะหนังเรื่องแรกที่เขาทำในฮอลลิวูด คือหนังโรแมนติคพีเรียด ที่ย้อนไปยังอังกฤษในยุควิคตอเรียอันแสนน่ารักน่าชังที่สร้างจากนิยายของ Jane Austen อย่าง Sense and Sensibility (ซึ่งเขาก็สามารถทำให้หนังไปไกลถึงเวทีออสการ์อีกต่างหาก) หลังจากนั้นอั้งลี่ ก็ทำหนังอีกหลายแนว เช่นหนังครอบครัวหนักๆในบรรยากาศยุค 70 อย่าง The Ice Strom หนังคาวบอยอย่าง Ride with The Devil หรือหนังไซไฟอย่าง Hulk ซึ่งน่าสนใจมาก เพราะเขาสามารถถ่ายทอดวัฒนธรรมตะวันตก ในแต่ยุคละช่วงออกมาอย่างแนบเนียน จนลืมไปว่าเขาเป็นคนไต้หวัน และเป็นเขานี่เองที่ปลุกกระแสหนังกำลังภายในด้วยการทำ Crouching Tiger , Hidden Dragon และพาหนังไปเยือนเวทีออสการ์อีกครั้ง
ปีนี้เขากลับมาอีกครั้งพร้อมกับหนังคาวบอยซึ่งเป็นหนังเกย์ หรืออาจจะเป็นหนังเกย์ (ที่เป็นคาวบอย) จะอย่างไรก็แล้วแต่ ที่สำคัญ หนังเรื่องนี้เป็นหนังรัก และเป็นหนังรักที่นุ่มละมุนที่สุด ร้าวรานใจมากที่สุดเรื่องหนึ่ง ไม่ว่าจะในฐานะหนังรัก ชายหญิง ชายชาย หรือ หญิงหญิง ซึ่งที่จริงไม่ว่าจะเป็นเช่นไร ในนามของความรัก ก็ล้วนเป็นเช่นเดียวกัน
หนังเล่าเรื่องในรูปแบบที่อั้งลี่ ถนัด นั่นคือการค่อยไล่เรื่องราวไปช้าๆ หนังเต็มไปด้วยฉาก อันนิ่งเงียบ และปราศจากการเร้าอารมณ์ การเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าของเรื่อง ไม่ได้ทำให้หนังน่าเบื่อมันกลับทำให้หนังค่อยๆไหลซึมเข้าสู่หัวใจคนดู ช้าๆ
หนังทิ้งช่วงแรกของเรื่องอย่างอ้อยอิ่งในหุบเขา Brokeback ปล่อยให้ Ennis และ Jack ได้ค่อยๆ ทำความรู้จักกัน (และคนดูทำความรู้จักทั้งคู่ผ่านบทสนทนาอันชาญฉลาด ) สนิทสนมกัน และฉากร่วมรักของคนทั้งคู่ เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่ไม่รุกเร้า ฉากนี้อยู่ในจังหวะที่รวดเร็ว โดยไม่บอกเหตุล่วงหน้า จนดูราวกับว่ามันเป็นเพราะดินฟ้าอากาศ และ ภาวะอารมณ์มากกว่าเป็นเรื่องของเกย์ ในอีกทางหนึ่ง การเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของฉากนี้ ( ซึ่งถ่ายทำออกมาได้พอเหมาะพอเจาะ ) บางที ในห้วงขณะนั้น ทั้งคู่ไม่ได้ร่วมรักกันเพราะความรัก อาจไม่ใช่เพราะความเหงา แน่นอนมันคงมีสัดส่วนของความใคร่ แต่การเกิดขึ้นอย่างฉับพลันนั้น ทำให้ดูราวกับว่า บางทีในห้วงขณะนั้นกระทั่ง Jack และ Ennis เองก็อาจไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใด ภายใต้ความงดงาม อันกราดเกรี้ยวของธรรมชาติ เขาทั้งคู่กลายเป็นเพียงสัตว์โลกสองตัวที่มีเพียงกันและกัน และแบ่งปันกันและกัน อย่างถึงที่สุด เท่านั้นเอง
ตลอดช่วงเวลาในหุบเขา Brokeback ทั้งก่อนและหลัง หนังก็ไม่ให้เราเห็นทั้งคู่กลายเป็นคู่รัก พวกเขาไม่ได้นอนกอดกัน หรือกระซิบพร่ำคำรัก ทั้งคู่เพียงออกไปต้อนแกะ ดื่มเหล้า และพูดคุยกัน หากแต่เมื่อสิ้นสุดฤดูนั้น เมื่อทั้งคู่พรากจากกัน หนังกลับฉีกกระชากคนดูออกมาได้ ในฉากที่ Ennis วิ่งไปร้องให้ ขณะที่รถของ Jack ลับไปบนถนนสีฝุ่น
หนังค่อยๆก่อร่างคำถามขึ้นในใจเรา ที่แท้แล้ว มนุษย์มีเพศหรือไม่ คำถามที่อาจฟังดูขบขันมากกว่าน่าสนใจ เพราะเราเข้าใจว่า เพศถูกกำหนดโดยลักษณะทางกายภาพ มีอยู่พร้อมกับการถือกำเนิดของเรา แต่เพศสรีระคือความเที่ยงแน่นอนกระนั้นหรือ คนที่ไม่ได้โอนอ่อนผ่อนตามลักษณะทางกายภาพคือตัวประหลาดกระนั้นหรือ หรือเพศสรีระ ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าลักษณะทางกายภาพ และเพศ มีอะไรมากกว่านั้น ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ที่แท้ความรักหญิงชาย (ซึ่งถูกกำหนดโดยเพศสรีระ ) ใช่แล้วหรือที่จะต้องเป็นความถูกต้อง
บางทีเราอาจมีเพศเมื่อเรารักใครสักคน ไม่หรอก ไม่ใช่เรื่องการเรียก จัดจำแนกผู้คน อันแสนหยาบกระด้าง ไม่ใช่ถ้อยคำเหมารวมว่า ชาย (ลักษณะเข้มแข็ง ห้าวหาญ กล้ามเนื้อ ลึงค์ ) หญิง (ลักษณะอ่อนหวาน น่ารัก หน้าอก โยนี) เกย์ (ชายกระตุ้งกระติ้ง ลักเพศ ) เลสเบี้ยน ( หญิงผมสั้น ห้าวหาญ ลักเพศ) เราสามารถเหมารวมผู้คนได้ง่ายดายขนาดนั้นจริงหรือ ใช่หรือไม่ว่าการจัดจำแนกแบบนั้น เป็นเพียงการสรุปย่ออันห้วนสั้นและละเลยส่วนที่สำคัญที่สุดที่เราเรียกว่า -ความเป็นมนุษย์- Ennis และ Jack ค้นพบว่าที่แท้พวกเขารักกันและกัน และเราไม่อาจเรียกพวกเขา เป็นไอ้เกย์ ไอ้ตุ๊ดได้ เขาเพียงค้นพบเพศที่แท้ของตน ขณะที่เรายังคงหลงหลับตาอยู่ในขอบเขตของรักต่างเพศ ที่ใช้อำนาจทางสรีระ เหยียดหยามความรักรูปแบบอื่น โดยลืมไปว่ามันเป็นความรักชนิดเดียวกัน
โลกนอกหุบเขา Brokeback สรรพสิ่งคืนคลายสู่ความเป็นจริงอันแสนแห้งแล้ง Ennis แต่งงานไปกับ Alma อาศัยในเมืองเล็กๆที่แห้งแล้ง ในบ้านแคบๆสี่เหลี่ยม มีลูกสามคน มีชีวิตปกติสุข ขณะที่ Jack พบกับ Lureen ลูกสาวนักธุรกิจใหญ่ Jack เลิกเป็นคาวบอย โรดีโอ หันไปขับรถแทรคเตอร์บนพื้นปูนซีเมนต์แห้งแล้ง แทนทุ่งหญ้า มีลูก มีธุรกิจรุ่งเรืองเฟื่องฟู โลกที่เป็นที่ยอมรับ แต่อาจไม่ใช่โลกที่ทั้งคู่จะพอใจได้
และทั้งคู่ยังคงลอบมาพบกัน ปีละครั้งที่หุบเขาสักแห่ง ช่วงชีวิตสั้นๆอันแสนสุข ก่อนที่จะแยกย้ายกลับสู่โลกจริงอีกครั้ง และเป็นเช่นนั้น ตลอดยี่สิบปีอันคืบคลานไปอย่างผิดจังหวะ
หนังกำหนดให้ทั้ง Ennis และ Jack เป็นหนุ่มคาวบอย ภาพลักษณ์แทนที่สัญลักษณ์ของอเมริกันชนเพศชาย คาวบอย อันข้นเข้มด้วยวิถีชีวิตกลางแจ้ง และลักษณะแบบบุรุษเพศ ในยุคหนึ่ง คาวบอยเป็นตัวแทนของวีรบุรุษ โดยเฉพาะในโลกภาพยนตร์ (แบบในหนังคาวบอยยุค 30-50 แบบที่ John Wayne เป็นพระเอก) ก่อนที่ คาวบอย จะค่อยๆเสื่อมคลายมนต์ขลังลง เมื่อโลกรุดไปข้างหน้า ที่สุดคาวบอยกลายเป็นลักษณะของเพศชายหัวอนุรักษ์ และถูกเสียดสีในหนังยุค 70 เรื่อง Midnight Cowboy ที่ในที่สุดคาวบอยหนุ่มกลายเป็นผู้ชายขายตัว ในขณะที่โลกจริงพื้นที่ของคาวบอยก็ลดลงไป จากเจ้าของไร่ในยุคบุกเบิก เมื่อการปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้น คาวบอยก็ถดถอยน้อยลง ในที่สุด ในยุคของ Ennis และ Jack พวกเขาเป็นเพียงลูกจ้างในไร่ของนายทุน เป็นคนชนชั้นปากกัดตีนถีบ ภาพลักษณ์ฮีโร่ของอเมริกันชนลดรูปลง หนำซ้ำ ยังเป็นในสิ่งที่ไม่สมควรที่สุดในวิถีคาวบอย นั่นคือการเป็นรักร่วมเพศ
ในโลกที่ดวงตาของผู้คนแบ่งแยกและแห้งกร้าน รักร่วมเพศเป็นเพียงสัตว์ประหลาดที่ถูกมองอย่างเดียดฉันท์ โดยไม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจ ตอนเป็นเด็กพ่อของ Ennis พาเขาไปดูศพชายชราที่ถูกทุบตีจนตายเพียงเพราะเขา-อาจจะ-เป็น รักร่วมเพศ Ennis เติบโตขึ้นมาพร้อมกับภาพหลอนในหัวนั้น เราไม่อาจรู้ว่า Ennis เป็นเกย์มาก่อนขึ้นภูเขา Brokeback หรือไม่ แต่เรารู้แน่ๆว่าเขาไม่เคยพอใจตัวเอง และมันถูกแสดงผ่านความเกรี้ยวกราด อารมณ์ร้าย ซึ่งอาจเป็นการสร้างกำแพงป้องกันตัวเองให้ไกลจากการเป็นรักร่วมเพศ ด้วยการแสดงอาการลูกผู้ชายเกินเหตุ (ในฉากพลุวันชาติที่เขาระเบิดกำปั้นใส่พวกช็อปเปอร์ปากเสีย มีนัยยะความรุนแรงเกินกว่าเหตุ จนAlma ภรรยาเขาหวาดกลัว (Michelle Williams เล่นบทนี้ได้เด็ดขาดมาก) หรืออาจเพราะเขารู้สึกอึดอัดคับข้องตลอดเวลาจนต้องระเบิดออกกับอะไรสักอย่าง
ตลอดชีวิตของ Ennis เขาพ่ายแพ้มาตลอด เป็นเพียงคนงานกระจอก มีความรักที่ไม่อาจปริปากบอก และมีชีวิตครอบครัวแสนเศร้า มันเป็นเพราะเขาเป็นคนชั่วช้ากระนั้นหรือ มันเป็นเพราะ Ennis เป็นคนกักขฬะ เพราะเขาหวาดกลัว และปิดกั้นกระนั้นหรือ หรือว่าที่แท้ เขาถูกทำให้พ่ายแพ้ อยู่ภายใต้โลกกรอบคิดชายเป็นใหญ่ ที่เหยียดหยามผู้อื่น โลกที่ทำให้เขาเกลียดชังกระทั่งตัวเอง Heath Ledger เล่นบท Ennis ได้อย่างยอดเยี่ยม เสียงทุ้มต่ำ ดวงตาหรี่เล็ก และอารมณ์เก็บงำ (วิธีการพูดและการแสดงออกหลายส่วนชวนให้นึกถึง John Wayne ดาราผู้เป็นเครื่องหมายของ คาวบอย!) เขาซ่อนความรู้สึกเก็บกด ชิงชังตัวเอง และโศกเศร้ากับชีวิตที่ไม่มีอะไรเลย ได้อย่างงดงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาแก่ตัวลง โดยปกติฉากชรามักเป็นฉากฆาตกรรมนักแสดงหนุ่มสาวเพราะเมคอัพมักช่วยอะไรไม่ได้ เมื่อไรที่กล้องโคลสมาชิดใกล้ เราก็จับผิดได้ แต่ กับ Heath เขาลับทำได้ดีจนถึงขนาดที่เรารู้สึกว่าเขาชราลงไปยามกล้องชิดใกล้ หากในระยะไกลเราจึงรู้สึกผิดประหลาด เพราะสรีระที่ยังดูแข็งแรงหนุ่มแน่นของเขา
ในขณะเดียวกัน Jack อาจเปิดเผยมากกว่า Ennis เขาแต่งงานกับLoureen ผู้หญิงที่ไว้ทรงผมประหลาดๆตลอดเวลาและไม่เคยเงยหน้าขึ้นจากเครื่องคิดเลข (Ann Hathaway ให้การแสดงที่น่าสนใจมาก เพราะยิ่งเวลาผ่านไปเรายิ่งเห็นดวงตาเธอว่างเปล่ามากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในฉากหนึ่งเมื่อกล้องจ้องเข้าไปในดวงตาเธอ ( ซึ่งกล้องทำทุกครั้งในทุกฉากที่เธอปรากฏตัว ) เรารู้สึกได้ว่าเธอรู้เรื่องของ Jack ดีเพียงแต่ไม่เอ่ยออกมาตรงๆ) Jack อาจไม่ได้มีชีวิตร่วงต่ำเลวร้าย แต่เขาก็ต้องเผชิญความกดดันในฐานะเพศชายผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว (ในฉากปิดทีวีตอนกินข้าว สะท้อนความกดดันของ Jack ได้เป็นอย่างดี) เขาพร้อมจะทิ้งทุกสิ่งไปอยู่กับEnnis ในไร่ที่ไหนสักแห่ง หลบเร้นไปจากโลกที่พวกเขาไม่ได้เป็นเจ้าของ แต่โลกที่เขาฝันมันก็ไม่มีอยู่จริง มีเพียงการหลบหนีชั่วครั้งชั่วคราว ที่ทำให้ทุกคนต้องเจ็บปวด และ Jake Gynlenhall ถ่ายทอดบทแจคออกมาได้อย่างสวยสดงดงาม
หนังเลือกที่จะไม่ยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง ความจริงของ Jack และ Ennis อาจเจ็บปวด ร้าวรานใจ แต่พวกเขาก็ทำทุกคนเจ็บ Alma ทนทุกข์ยาวนานนับสิบปีที่รู้ว่าสามีของเธอไม่ได้รักเธอ Loureen ซ่อนตัวหลังสมุดบัญชีและทำเป็นลืมความจริงของสามีเธอ ในโลกนี้ ทุกคนเจ็บ หรือถูกทำให้เจ็บ โดยสังคมที่เชื่อมั่นเพียงความจริงเดียว และสั่งสอนบังคับให้ทุกคนเชื่อในความจริงนั้น ทำเป็นลืมเสียเถิดว่าเธอคือเธอ และจงเป็นเช่นที่เราอยากให้เธอเป็น
ความเก็บกดของ Ennis ความเจ็บปวดของ Jack ความทุกข์ของ Alma ความว่างเปล่าในดวงตาของ Loureen ไม่อาจเยียวยาด้วย บ้านหลังใหญ่ เงินทองมากมาย หรือลูกๆที่น่ารัก สรรพสิ่งล่วงเลยไม่หวนกลับ พวกเขาทุกคนต่างมีหุบเขา Brokeback ของตน ไม่ใช่เพื่อไปอยู่ที่นั่น แต่เพื่อระลึกถึงมันเพื่อให้พอทนมีชีวิตสืบไป
ทำไมเราจึงต้องเป็นเช่นนั้น มีเพียงเสื้อสองตัวเท่านั้นที่เป็นสุข แต่เราไม่ Jack คงรู้ Ennis คงรู้ แต่ทั้งคู่ก็ไม่อาจตอบ ได้แต่หวังว่าใครสักคนเมื่อลุกออกจากชีวิตแสนเศร้าของพวกเขาและพวกเธอ จะออกค้นหาหุบเขา Brokeback ของตน และไปอยู่ที่นั่น โดยไม่ต้องเจ็บปวดเหมือน Ennis หรือรอคอยชั่วนิรันดร์เหมือน Jack

