ในหนังเรื่อง Funny Games ครอบครัวชนชั้นกลางแสนสุขครอบครัวหนึ่ง ดับสยอง ด้วยฝีมือของไอ้สองหนุ่มที่เพียงเข้ามาขอไข่ ไม่มีเหตุผล หรือที่มาที่ไป มีแต่ความน่ากลัวที่ Michael Haneke ประเคนให้เราจนเต็มล้น
แต่ใน Hidden เราจะไม่ได้เพียงแต่กลัว หากยังรู้สึกถึงความโกรธเกรี้ยวอย่างรุนแรงอีกด้วย และจากหนังเรื่องนี้ เราได้รู้แล้วว่าทำไมครอบครัวแสนสุขครอบครัวนั้น จึงบางทีอาจสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องตายยกครัว!
Hidden เล่าเรื่องของครอบครัวชนชั้นกลางแสนสุขครอบครัวหนึ่ง Georges เป็นพิธีกรรายการทีวีเสวนาแบบปัญญาชนที่มีชื่อเสียง ขณะที่ Anne ทำงานอยู่ในแวดวงวรรณกรรม Pierrot ลูกชายของพวกเขากำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยม อาศัยอยู่ในบ้านสวยหรูหราแสนสงบ แวดล้อมด้วยหนังสือเป็นตั้งๆ และเพื่อนฝูงช่างพูดช่างคุยที่มีรสนิยมวิไล
กระทั่งเทปม้วนหนึ่งคุกคามพวกเขา!
เทปวิดีโอกระจอกๆในถุงพลาสติกม้วนหนึ่ง ที่ถูกตั้งทิ้งไว้หน้าประตูบ้าน เทปที่ไม่มีที่มาที่ไป เพียงห่อไว้ด้วยภาพการ์ตูนสยองขวัญ ภาพในเทปก็เป็นเพียงภาพสุดแสนจะธรรมดาสามัญของบ้านหลังหนึ่ง ถ้าไม่เพียงว่านั่นคือภาพที่บันทึกจากหน้าบ้านของพวกเขาเอง !
กล้องถูกตั้งแช่ไว้ให้เห็นภาพการเข้าออกของผู้คนในบ้าน มีเพียงเท่านั้น หากให้ความรู้สึกคุกคามสุดขีดสำหรับพวกเขา จนทนไม่ได้ที่จะต้องตามหาสาเหตุที่มาที่ไป เลยเถิดจนทำอะไรก็ได้เพื่อให้พวกเขาหลับตาลงในยามค่ำคืน!
ว่ากันว่าใน cannes ครั้งล่าสุด หนังเรื่องนี้เป็นตัวเก็งที่จะคว้ารางวัลปาล์มทอง แต่ผลกลับเป็นว่าหนังได้รางวัลผู้กำกับไปแทน (โดยปาล์มทองตกเป็นของ The Child โดยพี่น้อง Dardenne สองนักทำหนังทดสอบศีลธรรมคนดู ชาวเบลเยียม) แต่ไม่ว่าจะพลาดรางวัลไปหรือไม่ Hidden ก็สร้างปรากฏการณ์รุนแรง จนแทบจะเรียกได้ว่ามันกลายเป็นหนังที่ -ดัง- ที่สุดใน cannes ก็ว่าได้
Michael Haneke เป็นผู้กำกับชาวออสเตรีย เขาเริ่มทำหนังตอนอายุล่วงเข้าได้ 40 ปี หลังจากสำเร็จการศึกษาปรัชญาจากมหาวิทยาลัย เขาทำหนังมาแล้วแปดเรื่อง ทุกเรื่องมักเล่าเรื่องของชนชั้นกลางที่ประสบพบเจอเหตุการณ์ที่จะพาพวกเขาไปสู่หายนะ ท่ามกลางความคลุมเครือ ไร้ที่มาที่ไป หรือเรื่องเล่าอันไม่ปะติดปะต่อ ที่สะท้อนความอ่อนด้อยทางการสื่อสารของมนุษย์ เป้าหมายของ Haneke มักเป็นเหล่าปัญญาชน ชนชั้นกลาง ที่มุ่งมาดทำงานเก็บเงิน คาดฝันชีวิตสวยหรู ภายใต้วิถีชีวิตที่ดูจะถูกต้องสมบูรณ์ Haneke ชำแหละความเห็นแก่ตัว ความเพิกเฉย ความวิตกจริต ความหน้าไหว้หลังหลอกออกมาตีแผ่ จนบรรดาคนดูได้แต่ขนลุก กระอักกระอ่วนในหัวใจ
ในคราวนี้ผู้กำกับเลือดเย็นใจหินท่านนี้กลับมาพบผู้ชมอีกครั้งอย่างครบเครื่องถึงใจโดยจูงเอาอดีตดาราที่เคยร่วมพาผู้ชมไปทัวร์นรกแห่งการสื่อสารใน Code Unknown มาครั้งหนึ่ง อย่าง Juliette Binoche ให้กลับมารับบทนำในเรื่องนี้ ตีคู่กับ Daniel Auteuil เจ้าพ่อหนังฝรั่งเศสที่เป็น -หน้าใหม่- ในหนังของ Haneke
สำหรับแฟนๆ Haneke ไม่เคยทำให้ใครผิดหวัง ซ้ำยังก้าวหน้าไปอีกขั้น ซึ่งนั่นไม่ได้หมายความเพียงเทคนิคใหม่ๆ หรือการทำอะไรที่แตกต่าง เพราะหนังแปดเรื่องของเขายังคงตอกย้ำประเด็นเดิมๆมาตลอด แต่ความก้าวหน้าที่ว่าคือ หากหนังเรื่องอื่นคือการอยู่ตรงปากทางไปนรก หรือพาเราทัวร์นรกระยะสั้น หนังเรื่องนี้คือการฉุดดึงเราลงไปในนรก แถมยังบอกกับเราด้วยว่า ไม่ใช่เราที่ตกนรก แต่เราต่างหากที่สร้างนรกนี้ขึ้นมา!
หนังยังคงเต็มไปด้วยตัวละครแบบเดิมๆ ครอบครัวปัญญาชนแสนดี มีที่มั่นทางสังคม พวกเขาดูจะอยู่ห่างไกลจากเรื่องร้ายๆ นับพันปีแสง (เช่นบรรดาครอบครัวใน Funny games หรือ Times of The Wolf หรือ Code Unknown) จากนั้นพวกเขาถูกคุกคาม ด้วยสิ่งซึ่งไร้ที่มาที่ไป (เช่น ไอ้โรคจิตขอไข่ หรือ โลกที่จู่ๆก็วิปริตไป) ในกรณีนี้อาจต้องยกเว้น The Piano Teacher เพราะสร้างจากนิยายไม่ได้เป็นบทที่ Haneke เขียนขึ้นเอง แต่ Erika (รวมถึง Walter) ซึ่งเป็นตัวละครเอกในเรื่อง (ตัวนิยายเป็นฝีมือการประพันธ์ของ Elfriede Jelinek นักเขียนชาวออสเตรียเจ้าของรางวัลโนเบล ที่ชาวออสเตรียเกลียดเธอเข้าไส้ค่อนประเทศ และแน่นอนเธอไม่แคร์! ) ก็นับเข้าข่ายตัวละครชนชั้นกลางที่เป็นที่นับหน้าถือตาได้เช่นกัน โดยปกติ Haneke มักจะทรมานตัวละครไปจนสุดทาง แล้วฆ่าทิ้งเสีย หรือไม่ก็ทำลายความหวัง โดยทิ้งให้คนดูคลำทางในความมืด ว่านี่มันอะไรกัน แต่เขาทำการป้องกันความโน้มเอียงไว้อีกชั้นด้วยการไม่เคยให้เราเห็นอกเห็นใจตัวละครมากจนเกินไป กันให้เราเป็นผู้สังเกตการณ์สถานการณ์จำลองที่เขาสร้างขึ้น แล้วพาเราไปสุดทาง ทิ้งเราไว้ในความมืดจนตัวหนังสือเครดิตขึ้น(หรือหลังจากนั้นอีกเนิ่นนาน)
แต่ใน Hidden ตัวละครแบบเดิมๆของเขา ได้รับการคุกคามจากเทปวีดีโอ ปราศจากที่มา แต่แทนที่เขาจะปล่อยให้เทปนั้นทรมานตัวละครทีละนิด เขากลับค่อยๆลงลึกไปในจิตวิญญาณเปราะบางอ่อนแอ น่ารังเกียจ ของตัวละคร ขุดเอาสิ่งที่เขาเคยซ่อนไว้ออกมาตีแผ่ เพราะความโหดเหี้ยมในหนังเรื่องก่อนหน้าของเขามีที่มา จากสิ่งที่ตัวละครในหนังเรื่องนี้เป็น!
Georges กับ Anne (และคนดูในช่วงแรก ) ต่างรู้สึกถูกคุกคาม รู้สึกเหมือนกับว่าพวกเขาไม่สมควรจะต้องโดนอย่างนั้น พวกเขาคือผู้ตกเป็นเหยื่อ และมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของตัวเอง Georges คิดเอาว่า ต้องเป็นฝีมือ Majid ชายชาวอัลจีเรีย ที่เคยเป็นลูกคนงานในบ้าน และมีความหลังครั้งเก่าต่อกัน Georges ถือวิสาสะในการตกเป็นเหยื่อไปข่มขู่ Majid ทั้งๆที่เจ้าตัวปฏิเสธ และยิ่งหนักข้อมากขึ้นถึงขั้นพาตำรวจไปที่บ้านของ Majid ในวันที่ Pierrot ลูกชายหายไปจากบ้าน Majid และลูกชายถูกพาไปขัง โดยที่ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเขาทำลงไปเช่นนั้นจริงๆหรือไม่ และมันเลวร้ายหนักข้อขึ้นจนถึงขั้น Majid ลงมือพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนซึ่งนำมาสู่ฉากชวนช็อค !
แม้ว่าหนังจะใช้ความขัดแย้งของ ฝรั่งเศส กับ แอลจีเรีย ประเทศที่ตกเป็นเมืองขึ้น และพยายามต่อสู้ดิ้นรนจนเกิดการสังหารหมู่เมื่อครั้งอดีต มาเป็นฉากหลัง แต่เราสามารถเปลี่ยนคู่ประเทศนี้เป็นอะไรก็ได้ ตั้งแต่เกาหลีกับญี่ปุ่น อังกฤษกับไอร์แลนด์ อิสราเอลกับปาเลสไตน์ หรือกระทั่งสงครามภายในอย่างเช่นคนดำคนขาวในอเมริกา หรือบางสถานการณ์ในบ้านเราเอง และที่สำคัญ เราสามารถเทียบเคียงเหตุการณ์นี้ได้กับสงครามระหว่างอเมริกากับอิรัก
ในโลกของระบบทวิลักษณ์ เราแบ่งสิ่งต่างๆออกเป็นสอง ซึ่งใช่หรือไม่ว่าในการแบ่งเป็นสองนี้จะมีสิ่งหนึ่งได้อภิสิทธิ์เหนือกว่าอีกสิ่งหนึ่ง การแบ่งแยกไม่เคยนำมาซึ่งความเท่าเทียม นัยยะหนึ่งมันคือการจัดรวมหมู่ และนัยยะหนึ่งมันคือการจัดระบบชนชั้น ขาวเหนือกว่าดำ ชายเหนือกว่าหญิง คนรวยเหนือกว่าคนจน อภิสิทธ์เช่นนี้อาจไม่ได้ -ถูกกำหนดขึ้น- แต่มันถูกรับรู้อย่างลับๆ ถูก -ซ่อน- เอาไว้ระหว่างบรรทัดของการแบ่งแยกนั้น
และอภิสิทธิ์อันถูกซุกซ่อนนี้เองนำมาซึ่งความเข้าใจผิดๆทั้งหมดทั้งมวลที่เรามีต่อกัน มันนำมาซึ่งความกลัว ความเกลียดชัง ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ที่ด้อยกว่าจะรู้สึกเกลียดที่ตัวเองถูกลิดรอนสิทธิ์ แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคือความกลัวที่จะถูกลิดรอนสิทธิ์ของผู้อยู่เหนือกว่า เพราะเนื้อแท้มนุษย์นั้นไม่แตกต่างกัน มีความอยาก และความกลัวเหมือนๆกัน คนมีน้อยอยากได้มาก คนมีมากอยากได้มาขึ้น ความเหมือนกันทำให้เราแบ่งแยก และเกลียดชังกัน เพราะเราต่างกลัวว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะเกลียดเราเหมือนที่เราเกลียดเขา Georges เชื่อว่า Majid เคืองแค้นเขามาตลอด (เหมือนที่เขาเคืองแค้น Majid) เขาจึงหน้ามืดตามัวไปด้วยอคติมากพอที่จะทำได้ทุกอย่าง ด้วยความเชื่อว่า เขาเพียง -ปกป้องสิทธิ์ที่เขาพึงได้- โดยไม่แม้แต่จะใส่ใจว่ามันได้ลิดรอนสิทธิของผู้อื่นลงหรือไม่
หนังทำการซุกซ่อนอคติ ความกลัว ความเกลียดชังนี้ไว้ภายใต้บทสนทนาขอตัวละคร Anne คิดว่าเธอสิทธิ์ที่ควรได้ในการเป็นภรรยา Georgesไม่ควรปิดบังอะไรเธอ (ในฉากนี้ Binoche ได้โอกาส -ปล่อยของ- เต็มที่) ขณะที่ Pierrot ก็ถือสิทธิ์บางอย่าง (ซึ่งอาจจะมาจากวีดีโอม้วนที่เราไม่ได้เห็น) ในการไม่ยอมพูดกับแม่เขา และ Georges ผู้ซึ่งถือสิทธิ์ทั้งในการเป็นลูกรัก เป็นพลเมืองฝรั่งเศส เป็นชนชั้นกลางที่มีคนนับหน้าถือตา เข้าทำลาย Majid ทุกประโยคที่ Georges พูดไม่มีการเปิดเผยจุดประสงค์ แต่กลับซุกซ่อนความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความถือดี ความบ้าอำนาจ ไว้เต็มที่ ในฉากระหว่างเขากับ Majid Georgesไม่บอกจุดประสงค์การมาของเขาด้วยซ้ำ เขาเข้าไปในบ้านของคนอื่น ขู่ให้เขาหงอโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่มันบ้าอะไรกัน
พิจารณาจากการลงลึกของตัวละคร ประกอบกับนี่เป็นหนังที่ถูกสร้างขึ้นหลังเหตุการณ์ 11 กันยา มันอาจเป็นไปได้ว่าที่แท้ Georges อาจเป็นตัวแทนการกระทำของชาติมหาอำนาจ ที่ใช้สิทธิ์ (ที่ตนเอง คิดว่ามี) บีบคั้นชาติอื่นที่เพียง -ไม่เหมือนตน- ใช้อภิสิทธิ์แห่งระบบทวิลักษณ์ว่าเขาด้อยพัฒนากว่า ต่ำกว่า ในการอ้างอำนาจอันชอบธรรมเข้าไปจัดการชีวิต บีบให้ผู้คนต้องเชือดคอตนเองคนแล้วคนเล่า
ในฉากหนึ่ง Majid เชือดคอไก่ตามคำสั่งของ Georges หากหนังกลับให้เราเห็นภาพ Majid ถือขวานเปื้อนเลือดอยู่ในมือ ไม่ต่างอะไรกับสงครามบ้าคลั่งที่ชาติมหาอำนาจ (ที่ไม่บอกก็รู้ว่าชาติไหน) สนับสนุนอยู่ลับๆเบื้องหลัง แล้วใช้มันมาเป็นข้ออ้างในการเข้าจัดการดัดหลังคนที่เขาเคยช่วยเหลือ!
และสิ่งที่ Georges ทำหลังการตายของ Majid ประกอบด้วย การไปดูหนัง กล่อมตัวเองให้หลับใหลในโลกภาพยนตร์ (มีบทวิเคราะห์เรื่องโปสเตอร์หนังในฉากนี้ไว้อย่างน่าสนใจใน bioscope ครับ) กลับบ้านไปกินยานอนหลับ ซึ่งเป็นเรื่องที่เจ็บปวดมาก เพราะมันแสดงให้เห็นว่าการทำลายสิ่งที่เขากลัวก็ไม่ได้ช่วยให้เขาหลับสบายขึ้น และฝันร้ายเงียบๆคนเดียว
ในฉากสุดท้ายของหนัง เป็นไม้เด็ดที่ใช้น็อคคนดู เราถูกบังคับให้เฝ้ามองเงียบๆ เห็นลูกชายของ Majid คุยกับ Pierrot พวกเขารู้จักกันมาก่อนหรือไม่ ที่สำคัญคือ พวกเขาพูดคุยอะไรกัน หากนับจากฉากก่อนหน้าที่ลูกชายของ Majid ถามว่า –คุณอยากให้เรื่องนี้มันเกิดขึ้นจริงๆใช่ไหม – บางทีฉากนี้ไม่ใช่ฉากจบ หากมันคือบทเริ่มต้นของสิ่งที่เราได้เห็นมาในหนังเรื่องก่อนหน้าของเขา การล้างแค้น ความทุกข์ทรมานของชนชั้นกลางผู้เพิกเฉย มัวเมา อิ่มเต็มด้วยความผยองของปัญญา และความเชื่อในสิทธิ์ ที่คิดเอาเอง ช่างไม่ต่างกับข่าวในระยะหลังเหตุการณ์บุกอิรัก เมื่อการก่อการร้ายในระยะหลังไม่ได้ดำเนินการโดยองค์กร แต่ดำเนินการโดยคนหนุ่มสาวที่สิ้นศรัทธา และเกลียดชัง ในระบบทุนนิยม ลูกชายของMajid และ Pierrot ในที่สุดอาจเป็นหนึ่งในนั้น
หากพิจารณาจากมุมกล้องในฉากสุดท้าย ใช่หรือไม่ว่าภาพนี้อาจเป็นเทป (ในหนังเรื่องนี้ มันถูกทำให้ส่วนไหนในหนังก็อาจเป็นเทปได้ทั้งสิ้น) หรืออาจเป็นการบันทึกเทป เทปที่ในที่สุดก็ไม่มีที่มา มีแต่ผลกระทบสั่นประสาทสะเทือนขวัญชนชั้นที่คิดว่าตัวเองเข้มแข็งแต่กลับเปราะบางอย่างมาก
Daniel Auteuil ให้การแสดงระดับ ท็อปฟอร์ม ขณะที่ Binoche มีช่วงเวลาที่เธอคุมฉากไว้ทั้งฉาก การเขียนบท และการกำกับ การเลือกวางกล้อง เลือกจุดที่จะเล่า ยังคงเฉียบขาดครบรสเช่นเดิม
เอาเข้าจริงบางทีหนังเรื่องนี้น่าจะนับเป็น-หนังที่อันตรายที่สุดในรอบหลายๆปี - เพราะจริงอยู่ที่ Haneke มีเป้าประสงค์ในการส่งสาส์น (อย่างไร้ความปรานี) ไปยังชนชั้นกลาง หากแต่หลังจากดูหนังจบลง เรากับพบว่าเรารู้สึกโกรธอย่างมาก โกรธจนอาจสามารถทำในสิ่งที่ตัวละครใน Funny Games ทำ ความโกรธที่ไม่ใช่เรื่องของปัจเจก แต่เป็นความโกรธที่เกิดจากภาพรวมอันเหลวแหลกของชนชั้น โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าหากหนังเรื่องนี้ได้ฉายถูกที่ ถูกจังหวะ ถูกเวลา และถูกกลุ่ม หนังอาจก่อการปฏิวัติเอาได้ง่ายๆ
เพราะเราทุกคนล้วนมีความกลัว อันชั่วร้ายซุกซ่อนเอาไว้ รอวันปลดปล่อยออกมาเท่านั้น!

