นโยบายใช้แล้วทิ้งของฝรั่งเศส
ยังไม่ทันที่กฎหมายเกี่ยวกับคนเข้าเมืองฉบับใหม่จะผ่านสภา เพื่อนที่เรียนด้วยกันคนหนึ่งก็ถูกปฏิเสธต่อวีซ่านักเรียนให้ และเธอต้องเดินทางออกนอกประเทศฝรั่งเศสภายใน 15 วัน แทนที่จะเป็น 30 วัน แม้ว่าอาจารย์หลายท่านจะช่วยกันเขียนใบรับรองความประพฤติของเธอเพื่อยืนยันในการมาเรียนสม่ำเสมอและความขยันขันแข็งของเธอ แต่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองยืนยันคำพิจารณาเดิม น่าเศร้าที่เธอต้องกลับประเทศไทยเพื่อไปทำวีซ่าใหม่เพื่อกลับมาเรียนโดยไม่รู้ชะตากรรมว่าจะผ่านหรือไม่
สองเดือนผ่านไปเธอพยายามยื่นเอกสารใหม่ที่กรุงเทพ แม้ว่าเจ้าหน้าที่ในกงสุลฝรั่งเศสที่ประเทศไทยจะพยายามช่วยเหลือ แต่เธอถูกปฏิเสธอีกครั้ง เมื่อกงสุลฝรั่งเศสในประเทศไทยต้องประสานงาน และสอบถามความเห็นจากหน่วยงานราชการที่ปารีส
ความจริงแล้วมันอาจเป็นความผิดของเธอครึ่งหนึ่งที่ไม่ตั้งใจเรียน โดยใช้เวลาในช่วงภาคเรียนที่แล้วทำงานในร้านอาหารเพื่อเก็บเงินจ่ายค่าเล่าเรียนโดยไม่ได้แวะไปที่คณะเลย แต่ก็น่าเห็นใจว่าเธอไม่ได้โอกาสแก้ตัวครั้งที่สอง และเหตุผลในการปฏิเสธการต่อวีซ่าจากกรมตรวจคนเข้าเมืองก็ไม่ชัดเจน จนถึงวันนี้เธอยังไม่ได้มีโอกาสกลับมาปารีสเพื่อเก็บข้าวของและจัดการเอกสารสำคัญ เพื่อนบางคนบอกว่าอาจเป็นเพราะเธอตอบคำถามที่กงสุลได้ไม่รัดกุมพอ
หลายคนวิจารณ์ว่าระบบของฝรั่งเศสไม่ยุติธรรม คนที่ทำทุกอย่างตามกฏหมายกลับถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด บางครั้งไร้เหตุผล แต่คนที่หนีเขามาอย่างผิดกฏหมาย รัฐบาลฝรั่งเศสกลับทำอะไรไม่ได้ โดยมีกฏหมายคุ้มครอง และมนุษยธรรมค้ำคออยู่ รัฐจำต้องเลี้ยงดูและหาทางออกให้คนหนีเข้าเมืองโดยผิดกฏหมาย บางครั้งผมเห็นคนที่ไม่มีใบอนุญาตรวมกลุ่มประท้วงขอใบอนุญาตโดยมีองค์กรมนุษยธรรมบางองค์กรสนับสนุน โดยรัฐทำอะไรไม่ได้ บางคนวิจารณ์ว่าด้วยวิธีคิดแบบนี้แหละที่จะนำพารัฐฝรั่งเศสไปสู่ความลำบาก ควรจะเข้มงวดกับผู้อพยพผิดกฏหมายให้หนักหน่วงจะได้ไม่มีผลกระทบต่อนักเรียนหรือคนทำงานต่างชาติที่ถูกกฏหมาย ฟังดูแล้วดูเหมือนว่าเขาเหล่านั้นสนับสนุนกฏหมายฉบับใหม่ของรัฐมนตรีมหาดไทย แต่เอาเข้าจริง คนที่ไม่เห็นด้วยกับกฏหมายฉบับเก่าที่ให้ความสำคัญกับมนุษยธรรม ก็วิจารณ์กฏหมายฉบับใหม่ด้วยเหมือนกัน เพราะพวกเขาเห็นว่ามันเป็นกฏหมายแบบเหยียดผิว
ฟังๆไปก็ไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรกันดี แต่ที่แน่ๆ นักเรียนที่มาด้วยทุนของตัวเอง และหางานทำเพื่อเลี้ยงตัว อาจยากขึ้นทุกที และการวางแผนที่จะอยู่ต่อไปหลังเรียนจบ ประตูบานนี้คงปิดแคบลงเรื่อยๆ แต่หากคิดในแง่ดี การที่ระเบียบเข้มงวดขึ้นส่งผลให้เราต้องดิ้นรนมากขึ้น และทำตามกติกาใหม่ ซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่อนักเรียน เพราะการต่อวีซ่าแต่ละครั้งจะดูผลการเรียนเป็นหลักว่าก้าวหน้าหรือไม่ และการที่นักเรียนต้องรับปากว่าจะกลับไปบ้านเกิดเมืองนอนนั้นก็เป็นผลดีต่อประเทศต้นทางที่จะมีนักเรียนที่มีความรู้กลับไปพัฒนาประเทศของตัวเอง ก็มันน่าเศร้าไหมล่ะ ถ้านักศึกษาปริญญาโทต้องมาทำงานเสิร์ฟในร้านอาหาร โดยไม่ได้ใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมา ในแง่นี้ซาร์โกซี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีเหตุผล อย่างไรก็ตามในแง่รายละเอียดของกฏหมาย ซาร์โกซียังต้องถกเถึยงกันในอีกหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการกีดกันทางเชื้อชาติ ว่ากฏหมายฉบับนี้ล่วงล้ำสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เรื่องนี้ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ และผมคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผมด้วย
อย่างคร่าวๆ กฏหมายใหม่เกี่ยวกับการให้วีซ่าผู้อพยพของรัฐมนตรีมหาดไทยคนใหม่จะยากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากรัฐบาลตระหนักว่าเขาอุ้มชูและปล่อยปละละเลยผู้อพยพเข้าเมืองมากเกินไป และไม่ได้เลือกสรร จนเกิดปัญหาสังคมหลายด้าน นิโกลาร์ ซาร์โกซีจึงกำหนดนโยบายใหม่ที่ตัวเขาเรียกว่าการอพยพแบบคัดเลือก (immigration positive หรือ immigration choisie) ขึ้นมา ซึ่งหมายความว่า ฝรั่งเศส ซึ่งดูแลผู้อพยพเข้าเมืองทั้งถูกกฏหมายและหนีเข้าเมืองมานาน ต้องการกำหนดกติกาใหม่ให้ส่งผลดีต่อประเทศฝรั่งเศสมากกว่าเดิม ทั้งนี้ทั้งนั้น นโยบายใหม่นี้รวมถึงนักเรียนต่างชาติด้วย
ซาร์โกซีบอกว่าในโลกที่การแข่งขันเพื่มสูงขึ้นและคู่แข่งก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นเรื่องที่รอช้าไม่ได้ที่ฝรั่งเศสต้องปรับตัวไปสู่แนวทางใหม่ โดยจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และฝรั่งเศสจะเป็นคนตั้งกติกาเอง คือจะเป็นผู้เลือกผู้อพยพที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยไม่หลับหูรับตารับใครก็ได้อีกต่อไป เหมือนในยุคหลังสงครามอัลจีเรียและหลังการปลดปล่อยประเทศอาณานิคม ซึ่งทำให้มีผู้อพยพเข้าประเทศเป็นจำนวนมาก นั่นหมายความว่า มนุษยธรรมควรจะเปิดทางให้กับการแข่งขันด้านเศรษฐกิจ ฝรั่งเศสจะเล่นบทบาทเดิมไม่ได้อีกต่อไป นักวิชาการหลายคนจับตาดูและกล่าวว่านโยบายของซาร์โกซีจะดำเนินไปตามแนวทางของสหรัฐอเมริกา
หากได้ดูข้อมูล “จำนวน” และ “คุณภาพ” ของผู้อพยพ เราอาจเห็นได้ว่า ยุโรปต้องโอบอุ้มคนเหล่านี้อย่างไร เมื่อเปรียบเทียบกับ สถานการณ์ของอเมริกา ปัญหาของยุโรปก็คือผู้อพยพส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ความสามารถพอที่จะประกอบอาชีพที่อาศัยทักษะความสามารถ ส่วนใหญ่เป็นคนงานไร้ฝีมือ ข้อมูลของยุโรปชี้ว่า 54% ของผู้อพยพจากประเทศแถบเมดิเตอเรเนียน ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ ที่อพยพไปทวีปอเมริกาเหนือ มีการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย แต่ 87% ของจำนวนผู้อพยพทั้งหมด ที่มีการศึกษาต่ำกว่าระดับอุดมศึกษามีจุดหมายปลายทางที่ยุโรป เพราะเราต่างก็รู้กันดีว่าโอกาสบนแผ่นดินอเมริกานั้นเปิดกว้างแค่ไหนสำหรับผู้มีความสามารถที่จะแข่งขันและวิ่งไล่ตามความฝัน แต่บนแผ่นดินแห่งทวีปอันเก่าแก่และต้นกำเนิดอารยธรรมนั้นแม้ว่าโอกาสจะน้อยกว่า แต่ประเทศในยุโรปต่างมีสวัสดิการดูแลประชาชนดีกว่า ดังนั้น อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่คนที่โอกาสและต้นทุนน้อยมีความลำบากที่จะเดินทางไปอเมริกาจึงเปลี่ยนเข็มทิศมาที่ยุโรป
กติกาใหม่ห้าข้อก็คือ สำหรับผู้อพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฏหมาย ปกติจะได้รับวีซ่าเมื่อไม่ได้ออกจากประเทศฝรั่งเศส ต่อเนื่องกัน10 ปี แต่หลังจากกฏหมายฉบับนี้ออกมา คนเหล่านี้ก็จะหมดโอกาส คนต่างชาติที่แต่งงานกับคนฝรั่งเศสต้องอยู่ด้วยกันนาน 3 ปีถึงจะได้รับบัตร 10 ปี จากเดิมเพียง 2 ปี เพื่อแก้ปัญหาการจ้างแต่งงาน สำหรับผู้อพยพเพื่อเข้ามาทำงาน เมื่อเขาเหล่านั้นไม่ได้ต่อสัญญา นั่นก็หมายความว่า พวกเขาไม่มีสิทธิอยู่บนผืนดินฝรั่งเศสอีกต่อไป เพราะแต่นี้ต่อไปจะนับสัญญาทำงานเป็นหลัก สำหรับนักเรียนหากพวกเขาเป็นนักเรียนที่มีความสามารถและเป็นที่ต้องการของฝรั่งเศสจะได้้รับวีซ่านาน 3 ปี ซึ่งปกติ จะให้ปีต่อปี แต่ต่อไป ก่อนที่พวกเขาจะได้รับวีซ่าต้องรับปากว่าพวกเขาจะกลับประเทศบ้านเกิดเมืองนอนเมื่อเรียนจบ การหางานทำต่อหลังจากเรียนจบจะเข็มงวดขึ้น โดยจะต้องพิจารณาว่างานที่หาได้ตรงกับที่ร่ำเรียนมาหรือไม่ และเป็นอาชีพที่คนฝรั่งเศสต้องการหรือไม่ พวกนักเรียนไม่มีทางเลือก แต่จะเป็นผู้ถูกเลือกให้อยู่ในประเทศฝรั่งเศสต่อไปหรือไม่ มิฉะนั้นพวกเขาก็ต้องไปทำงานที่ไม่ต้องอาศัยความสามารถชั้นสูงชนิดที่คนฝรั่งเศสไม่ต้องการทำเช่นงานบริการ พนักงานในร้านอาหาร ในโรงงาน เป็นต้น
แต่ก็ใช่ว่าทุกฝ่ายจะเห็นด้วยกับรัฐมนตรีผู้นี้ โดยมีคำโต้แย้งจากหลายฝ่ายในหลายๆประเด็น นับตั้งแต่การกีดกันทางเชื้อชาติ การเมืองแบบแบ่งชนชั้น เหยียดสีผิว เห็นแก่ได้ และไม่มีมนุษยธรรม พรรการเมืองฝ่ายซ้ายมุ่งวิจารณ์ไปที่ประเด็นการเมืองของนโยบายนี้ และการวิเคราะห์ความล้มเหลวของกฏหมายฉบับที่แล้ว (2003) นายโลรองต์ ฟาบิอุส (Laurent Fabius) แห่งพรรคโซเซียลลิสต์ (Parti socialiste, PS) โจมตีรัฐมนตรีมหาดไทยว่า เขาใช้แต่วิธีเดิมๆ คือทำให้เกิดข้อโต้แย้งในสังคม โดยไม่ได้แก้ปัญหาอะไรอย่างจริงจัง แต่มีเป้าหมายเพื่อเล่นการเมืองและหาเสียงเพื่อเป็นตัวแทนพรรค (Union pour un mouvement populaire, UMP) เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2007 ส่วนนายฟรองซัว เบรู (François Bayrou) แห่งพรรค UDF (Union pour la démocratie française) กล่าวว่าปัญหาใหญ่ของฝรั่งเศสตอนนี้คือปัญหาการหนีเข้าเมืองโดยผิดกฏหมายซึ่งเขาคิดว่ากฏหมาย ฉบับใหม่แก้ปัญหาไม่ตรงประเด็น
การดิสเครดิตซาร์โกซีของฟาบิอุสครั้งนี้มีเค้าความจริงอยู่บ้าง เพราะซาร์โกซีอ้างเสมอว่าเขาจะเป็นคนเปิดประเด็น ที่นักการเมืองไม่ว่าจะซ้ายหรือขวาต่างไม่กล้าแตะปัญหาสังคมที่หมักหมมมานาน เพราะกลัวเสียคะแนนนิยม ดูอย่างในการแก้ปัญหาการจราจลเมื่อเดือนตุลาคม 2005 ซาร์โกซีก็อ้างว่าเขาจะแก้ปัญหานี้อย่างเด็ดขาด เขาพยายามแสดงให้เห็นในฐานะผู้นำที่ไม่กลัวปัญหาและมีความมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนฝรั่งเศสไปสู่ฝรั่งเศสใหม่ โดยการเผชิญหน้ากับปัญหาที่สะสมมายาวนาน กล้าที่รื้อโครงสร้างเก่า และสร้างระเบียบใหม่ขึ้นมา ซาร์โกซีไม่เคยปิดบังความทะเยอทะยานทางการเมืองว่าเขาจะทำทุกอย่างเพื่อเป็นการสร้างผลงานในการก้าวสู่การเป็นตัวแทนพรรค UMP เพื่อการสมัครชิงประธานาธิบดีในปี 2007 ครั้งหนึ่งเขากล่าวว่าเขาจะไม่ยอมให้ใครหรืออะไรก็ตามมาขัดขวางทางเดินไปสู่จุดหมายปลายทางของเขา
ฝ่ายองค์กรอิสระมีความสำคัญมากในฝรั่งเศส พวกเขาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องและเอาจริงเอาจัง แย้งว่า มันเป็นนโยบายที่ไร้มนุษยธรรมอย่างยิ่ง เอาแต่ได้ และให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจมากกว่าความเป็นมนุษย์ พวกเขารับไม่ได้ เพราะมันเป็นการเมืองที่ทำให้เกิดช่องว่างทางชนชั้น พวกเขาเชื่อเสมอว่า ชาวฝรั่งเศสไม่ได้เป็นพวกเหยียดผิวหรือแบ่งแยกทางชนชั้น แต่หากรัฐบาลยังดำเนินนโยบายที่เป็นเหมือนจุดขายของพรรคขวาจัดต่อไปแล้วละก็ อีกไม่ช้าไม่นาน ชาวฝรั่งเศสเห็นเป็นเรื่องธรรมดาในที่สุด และเป็นที่สังเกตว่า พรรคชาตินิยม (Front National, FN) ของฝรั่งเศสโดยการนำของฌอง-มารี เลอ เป็น (Jean-Marie Le Pen) ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จากสถิติพบว่าคนฝรั่งเศสไม่เห็นด้วยกับนโยบายของพรรคนี้น้อยลงเรื่อยๆ นั่นเป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วง เพราะนายเลอเป็นเคยเข้ารอบสองชิงประธานาธิบดีกับฌาร์ค ชีรัคเมื่อปี 2003
สำหรับนักเรียนที่ต้องรอฟังชะตากรรมของตัวเองผ่านการตัดสินใจของคนอื่น ผมเป็นคนหนึ่งที่นั่งลุ้นอนาคตตัวเองพร้อมกับคนฝรั่งเศสเหมือนกัน เพราะหากนายเลอเป็นได้รับเลือกผมคงต้องเก็บกระเป๋ากลับกรุงเทพ หรือไม่ก็ย้ายไปประเทศอื่นๆ เพราะพรรคขวาจัดพรรคนี้ ต้องการกำหนดนโยบายผู้อพยพเป็นศูนย์ (Politique d’immigration zéro) แม้ว่าซาร์โกซีจะประกาศจุดยืนตรงข้ามกับนายเลอเป็นอย่างเปิดเผยเสมอมาแต่พรรคฝ่ายค้านก็วิเคราะห์ว่านโยบาย ประชานิยมบางข้อของซาร์โกซีนั้นมีความละม้ายคล้ายคลึงกับแนวคิดของเลอ เป็น
นาตาลี แฟร์เร่ (Natalie Ferré) ผู้นำองค์กรช่วยเหลือผู้อพยพวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า กฏหมายฉบับนี้ไม่มีมนุษยธรรม เห็นแต่ผลประโยชน์ของ(ประเทศชาติ)ตัวเองมากเกินไปโดยหมางเมินต่อมนุษยธรรม เธอกล่าวหานายซาร์โกซีว่า มองเพียงว่าผู้อพยพต้องมีประโยชน์เท่านั้นถึงจะยอมรับ และใช้นักเรียนเป็นประโยชน์ในการแสวงหาความได้เปรียบทางการเมืองเศรษฐกิจระหว่างประเทศ คือให้เขามาฝึกงานเพื่อเรียนรู้ระบบฝรั่งเศสเพื่อนำไปพัฒนาประเทศตัวเองโดยพิจารณาจากสิ่งที่ฝรั่งเศสต้องการเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อกฏหมายว่าด้วยผู้อพยพแรงงาน ที่กำหนดว่าใครก็ตามที่ไม่ได้ต่อสัญญาว่่าจ้างจะต้องถูกส่งกลับ หมายความว่าไม่ว่าใครคนนั้นจะทำงานมากกี่ปี สร้างชีวิตมีครอบครัวในประเทศฝรั่งเศสหากถูกเลย์ออฟ หรือไม่ได้รับการต่อสัญญา ผู้นั้นไม่มีสิทธิ์ที่จะอยู่ในประเทศฝรั่งเศสต่อไป ยังมิพักต้องพูดถึงการนำครอบครัวจากบ้านเกิดมาตั้งรกรากใหม่ในสาธารณรัฐแห่งนี้มีความเป็นไปได้น้อยลงเรื่อยๆ ส่วนในกรณีการออกวีซ่าสำหรับนักเรียนนั้น ซาร์โกซีบอกว่ารัฐจะให้บัตรสามปีและในข้อแม้ที่ว่าเขาจะกลับไปประเทศตัวเองเพื่อพัฒนาสังคมของเขาต่อไปด้วยระบบที่เขาได้เรียนรู้จากประเทศฝรั่งเศส ทั้งนี้ทั้งนั้น ในกรอบของความต้องการของฝรั่งเศส เธอบอกว่ามันไม่เอาแต่ได้ไปหน่อยหรือ และแย้งว่าหากเราจริงใจที่จะช่วยเหลือประเทศที่กำลังพัฒนา ทำไมไม่พิจารณาจากความต้องการของประเทศของนักเรียนผู้นั้น ?
เธอตั้งชื่อนโยบายใหม่นี้ว่า “นโยบายใช้แล้วทิ้ง” (Immigration jetable) ในแง่นี้ นโยบายใหม่ของว่าที่ประธานาธิบดีคนนี้ดูจะไร้น้ำใจต่อมนุษย์ผู้ไม่มีโอกาสเป็นอย่างยิ่ง ผู้ที่ไม่มีโอกาสก็จะไม่ได้รับโอกาสที่จะนำพาชีวิตตัวเองไปในสิ่งที่ดีตลอดไป แม้ว่าพวกเขาพยายามดิ้นรนเพื่อต่อสู้ในดินแดนแห่่งโอกาสและเสรีภาพ
องค์กรอิสระอย่าง SOS Racisme กล่าวว่า พอเสียทีกับความคิดที่ว่าผู้อพยพเป็นพวกที่ต้องผลักดันให้ออกไปจากประเทศ พอเสียทีกับการกำหนดนโยบายเพื่อความเจริญทางเศรษฐกิจแต่เพียงฝ่ายเดียว มันควรให้ความสำคัญกับผู้อพยพในแง่ดีบ้างคือพวกเขามีคุณค่าในมิติของความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมนุษยธรรม
เมื่อถูกต่อต้านเช่นนี้แล้ว รัฐมนตรีมหาดไทยยังมีเวลาในการผลักดันร่างกฏหมายฉบับใหม่นี้จนถึงฤดูร้อนก่อนที่จะโหวตในสภาต่อไป แต่กว่าจะถึงวันนั้น เขาต้องผ่านการตรวจสอบและแรงเสียดทานอย่างรอบด้านในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้ไปให้ได้ก่อน แต่ที่แน่ๆไม่ว่ากฏหมายฉบับนี้จะผ่านสภาหรือไม่ ผมว่าสำนึกและการมีส่วนร่วมในทางการเมืองและสังคมของชาวฝรั่งเศสมีอยู่สูง เราอาจจะได้เห็นการลงมาเดินขบวนบนท้องถนนเพื่อแสดงถึงการไม่เห็นด้วยของประชาชนต่อกฏหมายที่ถูกมองว่า raciste และไม่มีมนุษยธรรมซึ่งเป็นประเด็นที่อ่อนไหวต่อคนฝรั่งเศสกันเนื่องแน่นที่ ปลาซ เดอ ลา บาสตีย์ (Place de la Bastille) อีกครั้ง
จริงอยู่ว่าเจ้าบ้านมีสิทธิ์ที่จะเลือกต้อนรับคนที่มาเคาะประตูบ้านได้ไม่ใช่หรือ ว่าจะให้คนแปลกหน้าคนไหนมาค้างคืนในบ้านเขาหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม เขาจะใจไม้ไส้ระกำพอที่จะปล่อยให้คนที่มาขอความช่วยเหลือ ยืนอยู่หน้าบ้านอย่างเหน็บหนาวและหิวโซอย่างนั้นหรือ แต่ก็นั่นแหละ ด้วยความมีมนุษยธรรมเราคงช่วยเท่าที่เราช่วยได้ เลี้ยงดูปูเสื่อกันไป(ตามงบประมาณที่จำกัดจำเขี่ย) แต่หากคนที่มาเคาะประตูเอาแต่กอบโกยผลประโยชน์และความสุขสบายโดยไม่ได้ช่วยดูแลหรือตอบแทนเจ้าของบ้านบ้างก็คงเป็นการไม่ยุติธรรมเกินไป หรือเขาคนนั้นเป็นหมาป่าที่ฉวยโอกาสปลอมตัวเป็นลูกแกะ เจ้าของบ้านคงต้องหาวิธีเชิญเขาออกไปเหมือนกัน แต่จะทำอย่างไรให้ศิวิไลซ์และมีมนุษยธรรม ? แต่สำหรับผู้อาศัยในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคต ที่ช่วยเหลือเกื้อกูลเจ้าของบ้าน หากต้องตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกันคงไม่ยุติธรรมนัก อย่างไรก็ตาม ผู้อาศัยอย่างผมคงต้องนั่งรอคอยเงี่ยหูฟังว่า เจ้าของบ้านจะกำหนดชะตากรรมของเราอย่างไร ก็ในเมื่อเราเป็นเพียงคนที่มาใช้ชีวิตในประเทศของเขาเท่านั้นเอง
... คิดแล้วก็อดที่จะย้อนดูบ้านเมืองของตัวเองไม่ได้ว่าเราดูแลพวกเขาอย่างไรบ้าง



