เขมือบขวาน : จาก "คอม" ถึง "คอร์ป"

เย็นอันระอุวันหนึ่งปลายเดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๙ ในรัชสมัย Rama IX ขณะกำลังเดินนับต้นมะขาม ม้านั่ง กับไม้ถูพื้นอยู่แถวๆ สนามหลวง ข้าพเจ้าก็ได้รับแจกใบปลิวแผ่นหนึ่งอย่างกระเหี้ยนกระหือรือจากชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งที่โฉบมาประชิดตัวในระยะเผาขน ภายใต้สถานการณ์อันไม่น่าไว้วางใจเช่นนี้ข้าพเจ้าย่อมไม่หาญกล้าปฏิเสธการยัดเยียดของสมนาคุณ และเอื้อมมือเปล่าไปจับใบปลิวไว้เพื่อไม่ให้มันปลิวไปแต่โดยดี

ใบปลิวแผ่นนี้มีข้อความพาดหัวขนาดใหญ่ด้วยฟอนต์ตัวอักษรแบบไทยรัฐว่า

"แก้ปัญหาชนบทแบบเจ้าขุนมูลนาย 'ทักษิณ' "

ช่างเป็นประโยคพาดหัวที่ไม่น่าสนใจสักเท่าไหร่เลย ออกจะน่าเบื่อเอามากๆ! เมื่อกวาดตาดู เนื้อหาดักซุ่มโจมตีนายกรัฐมนตรีของชาวไทยในหน้าเดียวกัน ก็ไม่เห็นมีอะไรน่าตื่นเต้นเพิ่มขึ้นนัก

ก่อนที่จะหย่อนใบปลิวอภินันทนาการใบนี้ทิ้งลงไปในถังขยะเพื่อไม่ให้บ้านเมืองสกปรก ข้าพเจ้าพลิกไปดูข้างในแผ่นปลิวที่พับทบเป็น ๒ หน้ากระดาษเพื่อเป็นการอำลา แต่แล้วการพลิกแผ่นครั้งนั้นกลับทำให้ความปรารถนาดีต่อชาติบ้านเมืองของข้าพเจ้าพลิกผันไปอย่างถอนรากถอนโคน เพราะข้าพเจ้าเกิดสะดุดใจกับภาพภาพหนึ่งเป็นพิเศษจนนำไปสู่การเก็บทะนุถนอมใบปลิวแผ่นนี้ไว้แทนที่จะไล่ตะเพิดมันออกไปจากตัว

ภาพชวนตากระตุกนี้คือภาพนายกฯ ทักษิณกำลังถือด้ามขวานแผนที่ประเทศไทย และอ้าปากงับส่วนบนที่เป็นหัวขวาน บนแผนที่รูปขวานมีตัวอักษรโลโก้ ก ฟ ผ พิมพ์อยู่ คำโปรยพาดหัวตัวเบ้งของหน้ากระดาษนี้คือ "นโยบายลวงโลก : การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ" และข้อความรองลงมาเขียนว่า "นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเท่านั้น แต่สามารถสะท้อนพฤติกรรมแสวงหากำไรสูงสุดจากการแปรรูปฯ ของรัฐบาลได้อย่างชัดเจน"

ทั้งๆ ที่เป็นคนละเลยอดีตและไม่ค่อยได้อ่านหนังสือมาก ข้าพเจ้ากลับอุตริหวนระลึกได้เองในฉับพลันว่า ภาพตัดต่อมนุษย์เขมือบขวานนี้มาจากภาพเหตุการณ์เรียลิตี้แก้จนที่อำเภออาจสามารถ (ซึ่งเป็นชื่ออำเภอที่ข้าพเจ้าชอบมาก อยากรู้ว่าใครตั้ง เพราะเป็นชื่อที่ประกาศศักยภาพและความสามารถของอำเภอได้กำกวมและไม่ผูกมัดตัวเองดี) จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านั้น ภาพดั้งเดิมของภาพตัดต่อนี้คือภาพนายกฯ ทักษิณกำลังถือไม้เสียบข้าวจี่เข้าปาก ซึ่งต่อมาถูกนำมาขยายใหญ่เป็นภาพปกของมติชนสุดสัปดาห์

ภาพดั้งเดิมและภาพตัดต่อบอกอะไร?

ภาพที่นำมาเผยแพร่ต่อสาธารณะมักมี "โวหาร" และ "การเมือง" ของภาพเสมอ โดยไม่ต้องคิดมาก สาธุชนในคุกไปจนถึงโจรในสภาก็บอกได้ว่าการจงใจนำภาพ "งับข้าวจี่" ของนายกฯ มาขึ้นปกนั้นย่อมไม่ได้มาจากเจตนาที่ต้องการสร้างภาพอันงามสง่าหรือส่อความหมายในเชิงเทิดทูนต่อบุคคลในภาพเป็นแน่ เป็นที่รู้กันในหมู่มวลมนุษย์ว่า อากัปกิริยา "กิน" อย่างเป็นธรรมชาติโดยมิได้บิดแต่งท่าทางนั้นยากจะ "ดูดี" ได้ ไม่ว่าคนๆ นั้นจะมีหน้าตารูปพรรณสัณฐานชวนหลงใหลใฝ่ฝันสักเพียงใดก็ตาม ยิ่งการอ้าปากกินอาหารที่เสียบไม้เป็นแท่งจากด้านบนซึ่งสาหัสกว่าด้านข้างด้วยแล้ว ความเสี่ยงที่จะดูอุจาดตาน่าเกลียดยิ่งสูงขึ้นเป็นทวีคูณ

แต่ถ้าจะฝืนมองในแง่บวกสุดขีด ภาพงับข้าวจี่ก็สามารถสื่อถึงความเป็นกันเอง การยอมลดตัวไปนอนกลางดินกินกลางทราย คลุกคลีกับปัญหาความยากจนข้นแค้นของชาวบ้าน ผ่านการรับประทานอาหารอันต่ำต้อยของนายกรัฐมนตรีผู้เป็นอัครมหาเศรษฐีใหม่ป้ายแดง

การเปลี่ยนรูปอากัปกิริยารับประทาน "ข้าวจี่" ไปเป็น "แผนที่ประเทศไทย" ที่เป็น "โลโก้ขวาน" ในใบปลิวก็สื่อความอย่างโจ่งแจ้งว่า นายกรัฐมนตรีกำลัง (โกง) "กิน" ประเทศชาติจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต่างๆ โดยมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นตัวแทนที่อื้อฉาวที่สุด

นอกจากทะลึ่งคิดถึงภาพถ่ายไม่ชวนมองรูปนี้แทนที่จะไปจดจำภาพที่มีคุณค่าทางศิลปะอื่นๆ แล้ว ข้าพเจ้ายังนึกไปถึงภาพโปสเตอร์อีกภาพหนึ่งที่เคยเห็นหลายปีก่อนจากหนังสือ Siam Mapped : A History of the Geo-body of a Nation ภาพโปสเตอร์เก่าๆ ที่ว่านี้ไม่ได้สวยงามหรือเท่เก๋ไก๋อะไร ทว่าโดดเด่นกระแทกตาจนลืมไม่ลง อธิบายภาพคล้ายๆ ที่ท่านผู้แต่งหนังสือบรรยายได้ว่า มันเป็นโปสเตอร์ที่มีโลโก้แผนที่ประเทศไทยรูปขวานลอยเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงกลาง ไม่มีภาพวาดแสดงจุดอ้างอิงทางภูมิศาสตร์ของพื้นผิวโลกหรือแผนที่ประเทศใกล้เคียงอื่นๆ ยกเว้นบริเวณส่วนที่เป็นพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้านด้านทิศตะวันออก ได้แก่ ลาว เขมร และเวียดนาม ที่ถูกเชื่อมเป็นทองแผ่นเดียวกันโดยปราศจากเส้นกั้นอาณาเขตระหว่างประเทศ แผ่นเพื่อนบ้านที่แปะประกบกับชาติขวานด้านซ้ายนี้ถูกวาดเป็นรูปคนใส่เครื่องแบบคอมมิวนิสต์เต็มยศกำลังอ้าปากงาบส่วนที่เป็นภาคอีสานของไทย

ดูแล้วมีไอเดียบรรเจิดกว่าครีเอทีฟโฆษณาที่เล่นกับโลโก้ขวานแห่งชาติสมัยนี้เสียอีก!

ด้านบนโปสเตอร์มีแถบสีธงชาติไทย และข้อความโปรยตัวใหญ่ว่า

"ตื่นเถิด ชาวไทย"

ส่วนด้านล่างของโปสเตอร์มีคำขวัญอีกวรรคหนึ่งว่า

"สามัคคี คือพลัง ป้องกันชาติ หยุด! ฉ้อราษฎร์ ชาติเจริญ"

ในยุคที่รัฐไทยถือคอมมิวนิสต์เป็นภัยคุกคามความมั่นคงของชาติ โปสเตอร์นี้เป็นภาพแทนที่สื่อความคิดของคนไทยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทย การเสียดินแดน ความเป็นไทย และศัตรูของชาติได้อย่างเจิดจ้า ศัตรูทางประวัติศาสตร์ที่คลาสสิคอย่างพม่าไม่ได้ถูกรวมอยู่ในภัยคอมมิวนิสต์ด้วย แต่หากจะดีไซน์โปสเตอร์แผนที่ทำนองนี้อีกชิ้นหนึ่งโดยเปลี่ยนโฟกัสไปที่พม่า ก็คงจะท้าทายไอเดียของกราฟิกดีไซเนอร์ดีทีเดียวว่าจะทำเป็นรูปตัวอะไรที่จะมาข่มขู่คุกคามชาติไทย

คนออกแบบโปสเตอร์นี้ในยุคนั้นอาจนึกไม่ถึงว่าในเวลา ๓๐-๔๐ ปีต่อมา ตัวประหลาดที่อ้าปากจะขย้ำขวานน้อยบริสุทธิ์ไร้เดียงสาผู้เป็นเหยื่อด้วยลีลาอาการเดียวกันหาใช่ศัตรูคลาสสิคหรือศัตรูอื่นไกลที่ไหนที่เป็น "พวกอื่น" ไม่ แต่กลับกลายเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเองไปเสียฉิบ จะต่างก็แค่ว่า "คอมมิวนิสต์" ขย้ำขวานจากด้านขวา ส่วน "ทักษิณ" อ้าปากงับขวานจากด้านซ้าย

โดยไม่มีหลักฐานยืนยัน ข้าพเจ้าไม่คิดว่าคนคิดตัดต่อภาพในใบปลิวจะได้ไอเดียมาจากภาพโปสเตอร์ในอดีตที่ตามแหล่งอ้างอิงระบุว่าไม่ได้แพร่หลายเท่าไหร่นัก ถึงแม้ข้าพเจ้าจะไม่ได้พิสมัยภาพตัดต่อนายกฯ ภาพนี้แม้แต่น้อย แต่ก็อยากจะให้เครดิตผลงานว่าน่าจะเป็นความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่ได้ลอกเลียนมาจากของเก่า หากการคาดเดานี้เป็นจริงก็คงจะเป็นเพราะว่าจินตภาพเกี่ยวกับชาติไทยของคนไทยเกือบจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงเท่าไหร่เลยนับตั้งแต่เกือบ ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา แผนที่รูปขวานยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นชาติอันสมบูรณ์ที่จะแบ่งแยกแหว่งวิ่นไม่ได้ ในแง่นี้ ความเป็นชาติของคนไทยจึงถูกกำกับด้วยมโนทัศน์ทางพื้นที่ภูมิศาสตร์อย่างลึกซึ้ง

ซ้ำความ "บังเอิญ" มีรูปร่างทางกายภาพที่อ้างอิงได้กับวัตถุในโลกแห่งความเป็นจริงอย่าง "ขวาน" ก็ยิ่งตอกตรึงจินตนาการชาติให้ดำรงอยู่เป็นรูปธรรมที่สามารถ "ถูกกระทำ" ทางกายภาพได้ดุจเดียวกัน วิธีอุปมาอุปไมยถึงความมั่นคงของชาติจึงอยู่บนฐานของความหวั่นเกรงว่า "ขวาน" จะ "บิ่น" หรือ "ด้ามขวาน" จะ "หลุด" อันทำให้สูญเสียอัตลักษณ์ความเป็นขวานอันสมบูรณ์ไป เมื่อ "ชาติ" กลายเป็น "image" ไม่ใช่ "people" ชาติไทยจึงไม่อาจถูกจินตนาการให้เป็นอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือ หรือวัตถุอื่นใดได้ (เช่น ตะหลิว สาก ปืน หรือบุ้งกี๋) นอกจาก "ขวานทอง" เท่านั้น การผลิตซ้ำ graphic image ของ "ขวาน" เพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์ หรือแคมเปญในสื่อโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ หรือมิวสิควิดีโอก็เป็นที่นิยมสืบเนื่องไม่เลิกรามาตลอด

นอกจากจินตนาการเชิงมโนทัศน์ทางกายภาพเกี่ยวกับชาติจะไม่เปลี่ยนแล้ว ความคิดเกี่ยวกับความเจริญรุ่งเรืองหรือเสื่อมโทรมของชาติก็ไม่เปลี่ยนด้วย คำขวัญในอดีต "สามัคคี คือพลัง ป้องกันชาติ หยุด! ฉ้อราษฎร์ ชาติเจริญ" ยังคงเป็นสาระสำคัญของคำขวัญในปัจจุบันอยู่อย่างครบถ้วน กระแสเรียกร้องการแก้วิกฤตการเมืองไทยที่กลวงเสียจนมาถึงทางตัน ณ นาทีนี้ยังคงเชิดชู "ความสามัคคี" และต้นตอของปัญหาทั้งมวลยังมาจาก "การฉ้อราษฎร์" แถมต่างฝ่ายต่างก็ปลุกปั่นประชาชนให้ "ตื่นเถิด ชาวไทย" อย่ามัวหลับใหลเกียจคร้าน จงลุกขึ้นมาฝักใฝ่ฝ่าย "ทักษิณ สู้! สู้!" หรือฝ่าย "ทักษิณ ออกไป!"

เมื่อมองภัยคุกคามในยุคโลกาภิวัตน์อีกทีแล้ว การ "สูญเสียด้ามขวาน" ยังคงถูกถือเป็นภัยที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในกรณีปัญหาภาคใต้ ในขณะเดียวกัน การ "ฉ้อราษฎร์" หรือ "โกงกิน" ก็ยังเป็นต้นเหตุแห่งความวิบัติของชาติ (แถมคำว่า "โกงกิน" (corruption) ซึ่งพ้องเสียงและความหมายกับการ "กิน" แบบเขมือบ (devour) ก็เอื้อต่อการควบรวมมโนทัศน์ทั้งสอง แล้วแสดงมันออกมาให้ปรากฏผ่านอุปลักษณ์หลายต่อหลายชั้นในรูปของการกัดกินแผนที่ประเทศไทย)

เป็นเรื่องชวนคิดสำหรับผู้บริโภคสัญญะชวนเชื่อว่า "ภัยคอมมิวนิสต์" (Communism?) หรือ "ภัยชินคอร์ป" (Crony Capitalism?) จะ "เขมือบขวาน" ได้เกลี้ยงเกลาหมดจดกว่ากัน แม้ว่าสิ่งที่ถูกถือว่าเป็นภัยต่อชาติในแต่ละยุคสมัยจะถูกทำให้เป็นปีศาจชั่วร้ายจากตรรกะของอารมณ์ความรู้สึกและจินตนาการแห่งชาติแบบเดียวกัน


ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนเมษายน 2549