Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
คนชายขอบ
สฤณี อาชวานันทกุล


Amy Domini ผู้บุกเบิกการลงทุนเพื่อสังคม (Socially Responsible Investing)

ยิ่งศตวรรษที่ 21 ผ่านไปเร็วขึ้นเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนชีวิตของปัจเจกชนยุคเราๆ ท่านๆ นับวันจะเกิดอาการ “เห็นแก่ตัว แปลกแยก และเปลี่ยวเหงา” รุนแรงยิ่งขึ้นเท่านั้น

อาการร่วมสมัยนี้ดูจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เฉียบพลัน และเรื้อรัง จนเกินความสามารถของแพทย์ไม่ว่าแผนใด จะเยียวยาให้หายขาด

หนึ่งในสถานที่ที่เรามักพบเห็นผู้ป่วยโรคนี้ได้ถนัดตาที่สุด คือห้องค้า – ห้องสี่เหลี่ยมที่ปกติคละคลุ้งไปด้วยควันบุหรี่ เต็มไปด้วยกลุ่มคนมากหน้าหลายตา ที่มารวมตัวกันด้วยจุดประสงค์เดียว คือเล่นหุ้น

แต่ก็ใช่ว่านักลงทุนทุกคนจะป่วยเป็นโรคนี้

คำถามคือ เราจะแยกแยะนักลงทุนที่ “ป่วย” ออกจากนักลงทุนที่ “ไม่ป่วย” ได้อย่างไร? (ถ้านักลงทุนที่ “ไม่ป่วย” หมายถึงคนที่ชอบเล่นหุ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมี “จิตสำนึกสาธารณะ” เพียงพอที่จะคิดคำนึงถึงประเด็นเพื่อส่วนรวมต่างๆ นอกเหนือจากระดับความกินดีอยู่ดีของตัวเอง)

เพราะนักลงทุนที่ “ไม่ป่วย” อาจช่วยรัฐได้ในการกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ให้ตั้งอยู่ในทำนองคลองธรรมอันดี แต่เพราะพวกเขาไม่มีข้อมูลเฉพาะ เกี่ยวกับสถิติด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมของบริษัทต่างๆ จึงไม่สามารถแยกแยะบริษัทที่ “เป็นมิตร” กับสังคม ออกจากบริษัทที่ “เป็นปฏิปักษ์” กับสังคมได้

ลองแยกส่วนคำถามนี้ออกเป็นคำถามย่อยๆ ดู...

...เป็นไปได้ไหม ที่นักลงทุนที่ “ไม่ป่วย” จะมี “ทางเลือก” ในการลงทุน ที่สะท้อนจิตสำนึกสาธารณะของพวกเขา? หรือกิจกรรม “เล่นหุ้น” กับ “งานเพื่อส่วนรวม” นั้น เป็นสองกิจกรรมขั้วตรงข้าม ที่ไม่มีวันไปด้วยกันได้เลย?

...เป็นไปได้ไหม ที่ในขณะที่เราพลิกผ่านเว็บไซด์บนอินเตอร์เน็ต เว็บแล้วเว็บเล่า เพื่อหากองทุนรวมขนาดใหญ่ ชื่อเสียงดี ผลการดำเนินงานมั่นคง ที่จะตัดสินใจใส่เงินลงทุนกับเขา เพราะเราอาจไม่มีเวลาพอที่จะมานั่งเล่นหุ้นรายตัวได้ต่อเนื่องทุกวัน เราจะบังเอิญเปิดมาเจอเว็บของกองทุนรวมรายหนึ่ง ที่ไม่ใช้คำพูดอันหรูหราแต่ดาษดื่นที่โฆษณาโอ้อวดผลตอบแทนของกองทุน แต่กลับทำให้เราสะดุดตากับนิทานสอนเด็กเรื่องหนึ่ง :

ยินดีต้อนรับสู่ www.domini.com เว็บไซด์ของ “กองทุนดอมินี กองทุนเพื่อสังคม” (Domini Social Investments) กองทุนเพื่อสังคมที่ใหญ่ที่สุดในโลก

กองทุนเพื่อสังคม (socially responsible fund) คือกองทุนที่ตั้งขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของนักลงทุนส่วนหนึ่ง ที่ต้องการใช้เกณฑ์ทางสังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นเครื่องกำหนดเป้าหมายในการลงทุนของพวกเขา

เมื่อคำนึงว่าโลกเราในปัจจุบันคือโลกที่บริษัทข้ามชาติ เป็นใหญ่ คือยุคที่บริษัทหลายแห่งทำรายได้จำนวนมากมายมหาศาลกว่าประเทศโลกที่สามส่วนใหญ่รวมกันแล้ว การอุบัติขึ้นของกองทุนเพื่อสังคม เพื่อมา “งัดข้อ” กับบริษัทเหล่านี้ด้วยการใช้คานงัดแห่งทุน ก็เป็นปรากฎการณ์ที่น่ายินดี และทันต่อสถานการณ์เป็นอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะเมื่ออิทธิพลไร้พรมแดนและขนาดของบริษัทข้ามชาติหลายกลุ่ม ทำให้วาทกรรมเรื่อง “ชาตินิยม” กลายเป็นเรื่องล้าสมัย และไม่มีความเกี่ยวเนื่องกับภาวะความเป็นจริงในโลกปัจจุบันอีกต่อไป

เพราะเป้าหมายในการดำรงอยู่ของบริษัททุกแห่ง คือการทำให้ผู้ถือหุ้นพึงพอใจ กองทุนเพื่อสังคม ในฐานะ “ผู้ถือหุ้น” รายสำคัญของบริษัท จึงเป็นกลุ่มที่สามารถ “งัดข้อ” กับบริษัทต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และได้ผล

ดังนั้น การตั้งคำถาม ชี้ประเด็น และกล่าวโทษบริษัทด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม จึงต้องอาศัยผู้ถือหุ้นที่มีจิตสำนึกทางสังคม ออกมาตั้งคำถามยากๆ ให้บริษัทตอบ

กองทุนดอมินี ได้ทำหน้าที่นี้อย่างดีเยี่ยมติดต่อกันมากว่า 15 ปีแล้ว ดีเสียจนเป็นแรงบันดาลใจให้กองทุนอื่นๆ จัดตั้งกองทุนลักษณะเดียวกันขึ้นมาอีกกว่า 150 แห่ง และทำให้ผู้เขียนต้องถอนหายใจหลายครั้งขณะเขียนบทความเรื่องนี้ พร้อมกับรำพึงกับตัวเองเป็นระยะๆ ว่า

บางครั้ง สิ่งที่สังคมต้องการนั้น จริงๆ แล้วอาจมิใช่การ “รื้อถอน” ระบบทุนนิยมอย่างถอนรากถอนโคน เพื่อรักษาโรคร้ายที่กำลังลุกลามไปทั่ว

ขอเพียงมีนักธุรกิจเปี่ยมคุณธรรม ผู้พร้อมที่จะเดิน “ทางสายกลาง” อย่างดอมินี สักหนึ่งคน ก็น่าจะเป็นยาอ่อนๆ ขนานแรก ที่ช่วยเป็นแรงบันดาลใจให้หมอทั้งหลาย หันมาสนใจสู้กับโรคนี้อย่างจริงจัง

…..

หากมองอย่างผิวเผิน เอมี ดอมินี (Amy Domini) อาจดูไม่แตกต่างจากผู้จัดการกองทุนคนอื่น แต่ในความเป็นจริง ดอมินีเป็น “นายทุน” ที่ดูเหมือนถอดออกมาจากแม่พิมพ์คนละอันกับเพื่อนร่วมอาชีพส่วนใหญ่ ดอมินีกล่าวอย่างเชื่อมั่นว่า “การหาเงิน แตกต่างจากการขโมยเงิน” (making money is different from stealing money) ดอมินีมองว่า บริษัทที่ผลิตบุหรี่ ทำให้แม่น้ำเป็นพิษ หรือขายสินค้าที่ใช้แรงงานเด็กอย่างผิดกฎหมาย กำลัง “ขโมย” ผลประโยชน์จากสังคม แต่ดอมีนีแตกต่างจากผู้ต่อต้านบริษัทโลภมากส่วนใหญ่ ตรงที่เครื่องมือต่อต้านของเธอ คือสิ่งเดียวกับที่หล่อเลี้ยงทุนนิยมสมัยใหม่ทั้งระบบ – นั่นคือ เงินทุน (capital)

พูดอีกนัยหนึ่งคือ ดอมินีเลือกที่จะต่อสู้กับลัทธิทุนนิยมกอบโกย ด้วยเครื่องมือของตัวมันเอง

อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยบอสตัน ที่เริ่มต้นชีวิตการงานจากตำแหน่งพนักงานโรเนียวในบริษัทนายหน้าค้าหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง ได้ไต่เต้าจนในวัย 50 ปี เธอดำรงตำแหน่งผู้จัดการกองทุนส่วนบุคคลหลายกอง ที่มีมูลค่ารวมกว่า 46,000 ล้านบาท และเป็นผู้ก่อตั้งและผู้จัดการ “กองทุนรวมหุ้นเพื่อสังคม” มูลค่ากว่า 75,000 ล้านบาท ที่เรียกรวมๆ ว่า Domini Social Equity Fund ซึ่งเป็นกองทุนเพื่อสังคมที่เก่าแก่ที่สุดและใหญ่ที่สุดในอเมริกา ดอมินีไม่เพียงแต่คัดบริษัทที่เกี่ยวกับบุหรี่ เหล้า และการพนันออกจากการลงทุนของเธอเท่านั้น แต่เธอยังลงมติผู้ถือหุ้นอย่างแข็งขัน เจรจาต่อรองกับบริษัทวอลต์ ดิสนีย์ให้ปรับปรุงสภาพแวดล้อมในโรงงานต่างแดน และงัดข้อกับบริษัทโคคา-โคล่าให้รีไซเคิลมากขึ้น ดอมินีกล่าวว่า “บริษัทระดับโลกมีอิทธิพลมากกว่ารัฐบาล ดังนั้น นโยบายลงทุนของเรา ช่วยสร้างโลกที่เราอยากอยู่ได้”

ดอมินีไม่ได้เป็นผู้ “คิดค้น” หลักการลงทุนเพื่อสังคม การต่อสู้เพื่อสิทธิของผู้ถือหุ้นก่อตัวขึ้นช่วงประมาณปี 2500 เป็นต้นมา คือระหว่างที่โลกเผชิญกับสงครามเวียดนาม และสงครามเหยียดผิวในแอฟริกาใต้ ปัจจุบัน มีกองทุนรวมเพื่อสังคมกว่า 150 กองทุนในอเมริกา ที่คัดเลือกบริษัทที่พวกเขาลงทุนด้วยการใช้เกณฑ์ทางสังคมด้านต่างๆ แต่ดอมินีเป็นผู้ผลักดันให้การลงทุนที่ตั้งอยู่บนศีลธรรม เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนหมู่มาก ในปี พ.ศ. 2533 ดอมินีและเพื่อนร่วมงานอีกสองคนคิดค้นดัชนีหุ้นชื่อ “ดัชนีสังคม ดอมินี 400” ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นตัววัดผลงานของพอร์ตหุ้นที่ลงทุนเฉพาะในบริษัทที่ “เป็นมิตร” กับสิ่งแวดล้อมและสังคม บริษัทที่เป็นสมาชิกของดัชนีนี้ต้องผ่านเกณฑ์การลงทุนอันเคร่งครัดกว่า 140 เกณฑ์ เช่น เงินค่าปรับน้ำเสียที่จ่ายให้รัฐ ความหลากหลายทางเพศและเชื้อชาติในทีมผู้บริหารระดับสูง สถิติการรีไซเคิลวัสดุเหลือใช้ ฯลฯ

ถึงตรงนี้นักลงทุนที่เห็นแก่ได้ หรือมองโลกในแง่ร้ายบางคนอาจแย้งว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนของกองทุนเพื่อสังคมแบบนี้ไม่น่าจะสูงเท่ากองทุนรวมธรรมดา เพราะใครๆ ก็รู้มิใช่หรือ ว่า “การลงทุนเพื่อสังคม” นั้น ส่วนใหญ่เป็นการกระทำ “เพื่อการกุศล” คือได้แต่ “กล่อง” ไม่ได้ “เงิน”? ดังนั้นบริษัทที่มีสถิติด้านสังคมดีเด่น เป็นบริษัทที่ดอมินีโปรดปราน ก็ไม่น่าจะให้ผลตอบแทนในรูปตัวเลขที่น่าจูงใจเท่าไหร่ ใช่หรือไม่?

นักลงทุนเหล่านี้คงแปลกใจไม่น้อยเมื่อได้รู้ความจริงว่า กองทุนดอมินีไม่เพียงแต่มีผลการดำเนินงานที่ดีเท่านั้น หากยังเป็นหนึ่งในกองทุนจำนวนน้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของกองทุนรวมทั้งประเทศอเมริกา ที่ให้ผลตอบแทนต่อนักลงทุนโดยเฉลี่ยได้ทัดเทียมกับดัชนี Standard & Poor’s 500 (เรียกย่อๆ ว่า “S&P 500 index” เป็นดัชนีวัดผลการดำเนินงานของหุ้นที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดในอเมริกา ประกอบด้วยหุ้น 500 ตัวที่มีมูลค่าตลาด (market cap) สูงสุดในอเมริกา และเป็นผู้นำในธุรกิจต่างๆ) ในรอบกว่า 15 ปีที่ผ่านมา

เป็นหลักฐานชิ้นหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า บริษัทที่ประพฤติตน “เป็นมิตร” กับสังคมนั้น ไม่เพียงแต่จะสามารถแข่งขันได้ในสนามประลองธุรกิจอย่างมั่นคงเท่านั้น แต่ยังสามารถนำส่งผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราที่ไม่น้อยหน้าคู่แข่งรายอื่น

“ก่อนหน้าดอมินี ผู้จัดการกองทุนต่างๆ ต้องเลือกที่จะไม่ลงทุนในบริษัทที่ “ชั่วร้าย” ต่างๆ เอง” จอห์น บิกส์ (John Biggs) ผู้จัดการกองทุนบำเหน็จบำนาญยักษ์ใหญ่ชื่อ TIAA-CREF กล่าว กองทุนของเขาริเริ่มกองทุนเพื่อสังคมโดยใช้กองทุนดอมินีเป็นต้นแบบ “เอมีนำวินัยในการลงทุน มาใช้กับประเด็นด้านสังคม” บิกส์เอ่ยถึงดอมินีอย่างชื่นชม

.....

ดัชนีสังคม ดอมินี 400 (Domini 400 Social Index)

ดัชนีสังคม ดอมินี 400 เป็นดัชนีหุ้นสามัญถ่วงน้ำหนักมูลค่าตลาด วัดผลการดำเนินงานของบริษัทอเมริกัน 400 แห่ง ที่ผ่านเกณฑ์วัดทางสังคมหลายตัว ดัชนีนี้ประกอบด้วยบริษัท 250 แห่งที่อยู่ในดัชนี Standard & Poor’s 500 (S&P 500) บริษัทขนาดใหญ่อีก 100 แห่งที่ไม่ได้อยู่ใน S&P 500 แต่เป็นผู้นำในธุรกิจของตน และบริษัทขนาดรองลงมาอีก 50 แห่ง ที่มีคุณสมบัติทางสังคมเด่นชัด

กระบวนการสร้างดัชนีสังคม “ดอมินี 400”

ดัชนีนี้สร้างโดยบริษัทวิจัยชื่อ KLD Research & Analytics (KLD) ซึ่งเริ่มการวิจัยค้นคว้าในปี พ.ศ. 2532 KLD เริ่มติดตามหุ้นที่อยู่ในดัชนีนี้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2533 และติตตามวัดผลต่อเนื่องมาโดยตลอด ดัชนีนี้สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการหลัก 4 ประการ ดังนี้:

– เพื่อตอบคำถามว่า การคัดเลือกบริษัทที่จะลงทุน โดยใช้เกณฑ์ด้านสังคม มี “ต้นทุน” ทางการเงินหรือไม่ – เพื่อหาเกณฑ์มาตรฐานในการวัดผลการดำเนินงานของหุ้นที่ผ่านเกณฑ์ด้านสังคม – เพื่อสื่อสารมาตรฐานของนักลงทุนเพื่อสังคมกระแสหลัก ให้บริษัทต่างๆ และประชาชนทั่วไปได้รับทราบ ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย – เพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการลงทุน สำหรับนักลงทุน

ในการสร้างดัชนีสังคมตัวนี้ KLD ใช้เกณฑ์แบบคัดออก และเกณฑ์เชิงคุณภาพหลายตัว เช่น:

เกณฑ์แบบคัดออก:

– ไม่รวมบริษัทที่มีรายได้ 2% หรือสูงกว่า จากการขายอาวุธสงคราม มีรายได้จากเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ บุหรี่ หรือเกมการพนัน เกณฑ์นี้ยังเคยไม่รวมบริษัทที่ลงทุนในประเทศแอฟริกาใต้ แต่ยกเลิกไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2536 (หลังจากที่ประเทศนั้นยกเลิกนโยบายเหยียดผิว) – ไม่รวมบริษัทผลิตไฟฟ้าที่ลงทุนในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หรือได้ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

เกณฑ์เชิงคุณภาพ:

– ประเมินประวัติของบริษัทในประเด็นต่างๆ เช่น สภาพแวดล้อม ความหลากหลายทางเชื้อชาติ ความสัมพันธ์กับพนักงาน และสินค้า – พยายามคัดบริษัทที่มีประวัติโดยรวมติดลบในประเด็นข้างต้นออก และเก็บบริษัทที่มีประวัติโดยรวมเป็นบวกเอาไว้ – บริษัทที่มีปัญหาในประเด็นหนึ่งอาจไม่ได้ถูกคัดออกในทันที เพราะ KLD พยายามรักษาสมดุลระหว่างประวัติดีและประวัติเสียที่แต่ละบริษัทมีในประเด็นต่างๆ

KLD เริ่มสร้างดัชนีตัวนี้ด้วยการคัดบริษัทที่อยู่ในดัชนี S&P 500 ออก ด้วยเกณฑ์แบบคัดออก และเกณฑ์เชิงคุณภาพข้างต้น หลังจากนั้น KLD คัดบริษัทที่ราคาหุ้นอยู่ต่ำกว่า 200 บาทออก รวมทั้งบริษัทที่มีปัญหาทางการเงินรุมเร้าจนกระทั่งไม่น่าจะอยู่รอดได้ในระยะยาว กระบวนการนี้ทำให้ KLD คัดบริษัทออกไปได้ประมาณ 250 บริษัท

หลังจากนั้น KLD หันไปคัดเลือกบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่มีขนาดรองลงมา คือบริษัทที่ไม่อยู่ในดัชนี S&P 500 เมื่อเลือกได้ประมาณ 100 บริษัทแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายของ KLD คือ เลือกบริษัทที่มีคุณสมบัติหรือกิจการด้านสังคมที่โดดเด่นอีก 50 บริษัท รวมทั้งหมดเป็น 400 บริษัทในดัชนี ดอมินี 400

การติดตามดัชนีสังคม ดอมินี 400

ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2533 เป็นต้นมา บริษัท KLD ได้ดำเนินการติดตามดัชนี ดอมินี 400 อย่างใกล้ชิด รวมทั้งคัดบริษัทที่ตกเกณฑ์ออก และเลือกบริษัทใหม่เข้าแทนที่ ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา อัตราการเปลี่ยนแปลงของบริษัทในดัชนีนี้อยู่ที่ประมาณ 6-8 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งนับว่าเป็นระดับค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับดัชนีหุ้นตัวอื่นๆ

บริษัทส่วนใหญ่ที่ถูกคัดออกจากดัชนี ดอมินี 400 นั้น ถูกคัดออกเพราะถูกเพิกถอนออกจากการเป็นหุ้นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ถูกซื้อกิจการโดยบริษัทอื่น แยกออกเป็นสองบริษัท เข้าสู่กระบวนการล้มละลาย หรือหยุดดำเนินกิจการ ในกรณีเหล่านี้ KLD ต้องหาบริษัทใหม่มาแทนที่

บางครั้ง บริษัทในดัชนีอาจถูกคัดออกด้วยเหตุผลด้านสังคม เช่น เข้าลงทุนหรือซื้อกิจการที่อยู่ในเกณฑ์แบบคัดออก เช่น การพนัน KLD จะคัดบริษัทนั้นออกจากดัชนีทันที แต่กรณีนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก

มีหลายครั้งกว่า ที่บริษัทในดัชนีบางบริษัทตกเป็นเป้าโจมตีสาธารณะในประเด็นที่กองทุนดอมินีเพ่งเล็ง เช่น สภาพแวดล้อม หรือคุณภาพสินค้า ในกรณีเหล่านี้ KLD จะประเมินระดับความร้ายแรงของสถานการณ์ โดยปกติ KLD จะไม่คัดบริษัทออก จนกว่าจะแน่ใจได้ว่า ปัญหาที่บริษัทเผชิญอยู่นั้น มีแนวโน้มว่าจะเป็น “ความผิดเรื้อรัง” ในระยะยาว และก่อปัญหาบานปลายตามมา

ในอดีตที่ผ่านมา บริษัทที่ถูกคัดออกด้วยเหตุผลการโจมตีจากสังคมแบบนี้ มีเพียง 1-2 รายต่อปีเท่านั้น ถ้าบริษัทถูกคัดออกจากดัชนีด้วยเหตุผลนี้ นโยบายของ KLD คือ จะไม่เลือกบริษัทเหล่านี้กลับเข้ามาอยู่ในดัชนี ดอมินี 400 เป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี

…..

แม้กองทุนเพื่อสังคมภายใต้การบริหารของเธอจะเป็นที่ชื่นชอบของนักลงทุน และมีผลการดำเนินงานนำโด่งในธุรกิจค่อนข้างใหม่นี้ ดอมินีไม่หยุดการเคลื่อนไหวด้านสังคมของเธออยู่เพียงแค่นั้น กองทุนดอมินีประกาศผ่านเว็บไซด์ และเอกสารเผยแพร่ทุกรูปแบบว่า การลงทุนตามดัชนี ดอมินี 400 นั้น เป็นเพียงก้าวแรกในนโยบายของกองทุนดอมินีเท่านั้น นโยบายที่สำคัญกว่า และที่กองทุนให้ความสำคัญมากกว่าคือ การกระตุ้นและให้ความรู้แก่นักลงทุน เพื่อโน้มน้าวให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยใช้สิทธิเรียกร้อง (shareholder advocacy) ต่อบริษัทที่พวกเขาถือหุ้น ให้ความสนใจต่อประเด็นด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมต่างๆ นอกจากนี้ กองทุนดอมินียังนำผลกำไรที่ได้จากการลงทุนส่วนหนึ่ง ไปริเริ่มโครงการเพื่อการกุศล และโครงการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างสม่ำเสมอ

เป้าหมายล่าสุดของดอมินีคือ การหว่านล้อมให้ธุรกิจกองทุนรวมทั้งระบบ (ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ารวมกว่า 280 ล้านล้านบาท) โพสต์มติการประชุมผู้ถือหุ้นไว้บนเว็บไซด์ของพวกเขา ดอมินีบอกว่า เป็นเรื่องเหลวไหลมากๆ ที่ผู้จัดการกองทุนรวมไม่ยอมบอกนักลงทุน ว่าพวกเขาโหวตลงคะแนนเรื่องไหนอย่างไร ในที่ประชุมผู้ถือหุ้น แน่นอน นักลงทุนรายย่อยต้องการผลตอบแทนที่ดี แต่พวกเขาก็ต้องการสูดอากาศบริสุทธิ์ และทำงานในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เช่นเดียวกับคนอาชีพอื่นทั่วโลก

…..

คงไม่มีอะไรที่จะสะท้อนความเชื่อมั่น และแนวคิดของดอมินี ได้ดีกว่าข้อเขียนของเธอเอง ในโอกาสนี้จึงขอแปลและเรียบเรียงบางตอนจากบทความและหนังสือสองวาระ มาลงไว้ ณ ที่นี้:

การลงทุนเพื่อสังคม (Socially Responsible Investing)

(บางตอนจากบทที่หนึ่ง ของหนังสือ)

วิธีที่เราลงทุนสามารถเปลี่ยนโลกได้ – โลกซึ่งเป็นเพียงดาวเคราะห์ดวงเล็กๆ ดวงหนึ่ง และเราเหลือเวลาอีกไม่มากนัก พื้นที่ว่างเปล่าบนโลกกำลังหายไป พืชและสัตว์ต่างๆ กำลังถูกฆ่าและทำลายทิ้ง ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์กำลังสูญสิ้น และสลัมอันไพศาลทิ้งรอยแผลเป็นให้กับมหานครทุกหนแห่ง คนนับล้านมีชีวิตอยู่อย่างยากจน ทนทุกข์ทรมานอยู่ในคุก หรือเป็นนักโทษในบ้านตัวเอง เด็กอายุแปดขวบหลายคนถูกเกณฑ์เป็นทหารในกองทัพ ในขณะที่คนอื่นถูกขายไปเป็นลูกจ้างค่าแรงต่ำ หรือถูกบังคับให้ขายตัว แต่ละวันคนนับแสนตายจากโรคขาดอาหาร โรคท้องร่วง และอีกสิบกว่าปัจจัยที่มีสาเหตุมาจากความยากจน

ไม่มียุคใดก่อนหน้านี้ที่โลกเราเจริญเท่ากับในปัจจุบัน อัตราการจ้างงานอยู่ในระดับสูง เศรษฐกิจกำลังไปได้ดี ในสหรัฐอเมริกา ประชาชนที่ไม่เคยมีโอกาสมีงานทำ กำลังได้รับโอกาสนั้น และได้รับการฝึกสอนโดยนายจ้างที่กำลังต้องการแรงงานจำนวนมหาศาล ราคาหุ้นที่ถีบตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องช่วยเพิ่มความมั่งคั่งให้กับคนหลายล้านคน เพิ่มอำนาจการใช้จ่าย และความสบายใจว่า พวกเขาจะสามารถเกษียณอายุงานได้อย่างมีศักดิ์ศรี

สองโลกนี้อยู่ควบคู่กันไปได้อย่างไร? หรือบางที เราควรเปลี่ยนคำถามเป็นว่า เราจะยอมให้โลกสองโลกนี้อยู่ด้วยกันไปนานอีกเท่าไหร่? อะไรคือผลลัพธ์โดยธรรมชาติของโลกที่เรากำลังสร้างอยู่? โลกที่ปัจเจกชนที่ถูกเอาอกเอาใจบางราย ใช้ชีวิตหรูหราอยู่เงียบๆ อย่างฟุ่มเฟือย สะอาด และสง่างาม ขณะที่พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะช่วยเหลือคนหมู่มากโชคร้ายอีกหลายพันล้านคนที่ใช้ชีวิตอย่างอดอยากยากไร้? เรากำลังอยู่ในโลกแบบนี้หรือเปล่า?

เราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโมเดลอย่างเร่งด่วน เราไม่สามารถยอมรับคติพจน์ที่ว่า ธุรกิจย่อมเป็นธุรกิจ และคลื่นที่ก่อตัวขึ้นสูงย่อมยกเรือทุกลำ ได้อีกต่อไป เพราะอดีตพิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า ความข้อนี้ไม่เป็นจริง และไม่มีวันจะเป็นจริงได้ ถ้าเราไม่เปลี่ยนนิยาม “ความสำเร็จ” กันใหม่ นักธุรกิจทำธุรกิจบนกฎเกณฑ์ชุดหนึ่ง ที่ให้คุณค่าต่อการก่อรายได้ให้กับเจ้าของธุรกิจจำนวนหยิบมือเดียว มากกว่าผลลัพธ์อื่นใดทั้งหมด กฎเกณฑ์เหล่านี้ทำให้ธุรกิจเป็นพลังที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก บริษัทยักษ์ใหญ่หลายรายมีรายได้มากกว่ารายได้ประชาชาติของโลกที่สามหลายประเทศ หรือแม้แต่ทั้งทวีป ไม่มีอะไรขวางกั้นพวกเขาในการบรรลุสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นภารกิจหลัก: ทำรายได้ให้กับผู้ถือหุ้นบริษัท

สัญลักษณ์อาจช่วยให้เรามองเห็นความจริงได้เด่นชัดยิ่งขึ้น ประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมมีตัวอย่างให้เห็น ตั้งแต่ยุคโบราณจวบจนยุคฟื้นฟูศิลปะ (Renaissance) สิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในเมืองถูกสร้างขึ้นเป็นเครื่องบรรณาการแด่เทพเจ้า โบสถ์ในยุโรปและวัดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างถูกสร้างขึ้นเพื่อบูชาความจริงที่ว่า คุณความดีและเป้าหมายที่เป็นสากลมีจริง และมนุษย์ต้องเคารพในสิ่งนั้น

หลังจากนั้นสถาปัตยกรรมก็เข้าสู่ยุคของรัฐ ในช่วง 300 ปีที่ผ่านมา อาคารที่ใหญ่ที่สุดคือรัฐสภาหรือวังทั้งหลาย อาคารเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นภายใต้การยอมรับว่า โครงสร้างสังคมของประชาชนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และมนุษย์ต้องเคารพในสิ่งนั้น แม้ว่าโครงสร้างสังคมจะเป็นสิ่งที่แคบกว่าความเชื่อในคุณความดีก็ตาม ก็ยังเป็นสาธารณประโยชน์ที่ผู้สร้างอาคารยึดเป็นเป้าหมาย

ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา จวบจนเมื่อไม่นานมานี้ อาคารที่ใหญ่ที่สุดในเมืองใหญ่ๆ กลายเป็นสำนักงานใหญ่ของบริษัทต่างๆ ไม่ว่าคุณจะขับรถเข้าไปในเมืองซินซินนาติ (Cincinnati) หรือมิลาน (Milan) คุณจะเห็นว่า เส้นขอบฟ้าของเมืองเหล่านั้นเต็มไปด้วยตึกระฟ้าอันใหญ่โต ที่เปรียบเสมือนอนุสรณ์แด่บริษัทที่เลือกเมืองนั้นเป็นแหล่งสร้างความมั่งคั่งให้กับผู้ถือหุ้นของตน อาคารแพนแอม (Pan Am Building) ในมหานครนิวยอร์คกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองที่ชี้นำนักท่องเที่ยวไปยังสถานีรถไฟกลาง (Grand Central Station) เราสร้างอาคารเหล่านี้เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่เครื่องยนต์แห่งการค้าอันยิ่งใหญ่ แด่พลังของการค้าที่ให้อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่พักอาศัย สินค้า และบริการต่างๆ แก่ผู้คน

แต่ขนาดปรากฏการณ์อันทรงพลังนี้ก็ยังแปรเปลี่ยนไปได้ วันนี้อาคารแพนแอมมีชื่อใหม่ และเจ้าของใหม่ ตอนนี้เรารู้จักอาคารนี้ในชื่ออาคารเม็ตไลฟ์ (Met Life Building – สำนักงานใหญ่ของบริษัทประกันชีวิตยักษ์ใหญ่ของอเมริกา) วันนี้อนุสรณ์สถานที่ใหญ่ที่สุดของเราล้วนเป็นของสถาบันการเงิน วันนี้เรายอมรับและยกย่องอำนาจของคนกุมอำนาจเงิน ไม่มีสัญลักษณ์ของคุณความดีที่เป็นสากล หรือแม้แต่ความเคารพในโครงสร้างสังคมหรือการค้า บนหลังคาอาคารต่างๆ ในเมือง วันนี้คนกุมอำนาจเงินเข้ามาแทนที่พระเจ้า รัฐบาล และการพาณิชย์ ปรากฏการณ์นี้น่าเป็นห่วง

การลงทุนที่เราทำวันนี้ ช่วยสร้างโลกอนาคตที่เราจะอาศัยอยู่อย่างแน่นอน ถ้าเราลงทุนในสุญญากาศ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบด้านสังคมหรือสิ่งแวดล้อม ผลที่เกิดขึ้นคงเป็นการให้รางวัลต่อกิจกรรมที่ทำกำไร ในขณะที่บั่นทอนสิ่งที่ยกระดับคุณภาพชีวิต วันนี้โลกสองโลกอยู่เคียงข้างกัน และตอนนี้พวกเราส่วนใหญ่ที่มีเงิน ก็มองไม่เห็นโลกของผู้ยากไร้อีกต่อไป เมื่อแลดูสัญลักษณ์แห่งอำนาจที่อยู่ในเมืองต่างๆ เราเห็นเฉพาะสิ่งที่เราชื่นชมบูชาที่สุดเท่านั้น.

เราจะริเริ่มการลงทุนเพื่อสังคมได้อย่างไร

จาก วาระนโยบายสังคมใหม่ในเอเชีย – เอกสารประกอบการอภิปรายเรื่องสังคมที่กรุงมะนิลา (The New Social Policy Agenda in Asia, Proceedings of the Manila Social Forum) จัดพิมพ์โดย ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank) และธนาคารโลก (World Bank) เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2543

วิกฤติเศรษฐกิจของเอเชียส่งผลให้จำนวนผู้ยากไร้เพิ่มขึ้น และการพัฒนาด้านสังคมถดถอย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นกระทบระดับความรับผิดชอบต่อสังคมของวงการธุรกิจนานาชาติน้อยมาก ความยุติธรรมและความยั่งยืน ไม่ใช่เรื่องที่เราได้ยินบ่อยนักในวอลล์ สตรีท แต่สองสิ่งนี้เป็นประเด็นที่วอลล์ สตรีทควรพูดถึง เพราะวอลล์ สตรีท และตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก คือน้ำมันหล่อเลี้ยงบริษัทต่างๆ ซึ่งเป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจของโลก ผู้ประกอบการในวอลล์ สตรีทมักลืมคิดไปว่า บริษัทไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พระเจ้าสร้างขึ้น หากเป็นผลผลิตจากน้ำมือมนุษย์ ที่ทรงประสิทธิภาพในการผลิตอาหาร เครื่องนุ่งห่ม สุขอนามัย และความสะดวกต่างๆ ให้กับมวลมนุษย์ด้วยกัน

บริษัทต่างๆ ผลิตสินค้าและบริการให้กับเรา แต่พวกเขาไม่ได้ดำรงอยู่ในสุญญากาศ พวกเขาจึงต้องได้รับการส่งเสริมให้ประพฤติตนด้วยความรับผิดชอบทางสังคมและจริยธรรม ต่อผู้มีส่วนได้เสียฝ่ายต่างๆ ที่พวกเขาคุยด้วย วิธีการส่งเสริมที่ได้ผลคือ การมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นของผู้ถือหุ้น การลงทุนเพื่อสังคมมีศักยภาพที่จะช่วยการส่งเสริมนี้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการเก็บรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบต่อผู้ถือหุ้น ในอเมริกา กองทุนรวม (mutual fund) เป็นเครื่องมือหลักของอุตสาหกรรมการลงทุนเพื่อสังคม กองทุนรวมที่ช่วยเหลือนักลงทุนเพื่อสังคมต่างต้องการสอดแทรกกระบวนการสามแบบเข้าไปในผลิตภัณฑ์ของพวกเขา: การลงทุนที่ผ่านเกณฑ์ด้านสังคม การส่งเสริมและให้ความรู้แก่สาธารณชน และการลงทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น

การลงทุนที่ผ่านเกณฑ์ด้านสังคม

กระบวนการคัดเลือกโดยใช้เกณฑ์ทางสังคมของกองทุนดอมินี ตั้งอยู่บนมาตรฐานทางศีลธรรม และการวิเคราะห์ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย เราไม่ลงทุนในบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ บุหรี่ การพนัน และอาวุธสงคราม นอกจากนั้น การเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมทำให้เราเลือกที่จะไม่ลงทุนในพลังงานนิวเคลียร์ แต่งานที่น่าตื่นเต้นจริงๆ เริ่มขึ้นเมื่อเราประเมินบริษัทแต่ละแห่งในด้านต่างๆ 6 ด้านหลัก ได้แก่ ความปลอดภัยและประโยชน์ของสินค้า นโยบายและสวัสดิการพนักงาน มาตรการส่งเสริมความหลากหลายทางเชื้อชาติ (diversity) ของพนักงาน มาตรการส่งเสริมชุมชน ผลกระทบต่อประเทศกำลังพัฒนา และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เราเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล เลือกเฉพาะบริษัทที่ส่งผลกระทบทางบวกต่อสังคมสูงกว่าค่าเฉลี่ย และเลือกเฉพาะบริษัทที่ตรงกับเกณฑ์การลงทุนของเรา

การส่งเสริมและให้ความรู้แก่นักลงทุนเกี่ยวกับการลงทุนเพื่อสังคม

กองทุนรวมที่ทำงานเพื่อนักลงทุนผู้มีความรับผิดชอบต่อสังคม โหวตลงคะแนนเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้น และนำส่งมติที่ประชุม ตีพิมพ์บทความลงในเว็บไซด์ของเรา และพูดคุยโดยตรงกับผู้บริหารบริษัทที่เราเข้าไปถือหุ้น การพูดคุยโดยตรงกับบริษัทนั้นสำคัญมาก ในแง่การเป็นวิธีถกประเด็นใหม่ๆ ที่ท้าทาย เช่น ประเด็นแรงงานเด็ก สมัยก่อน บริษัทแอฟริกาใต้เป็นเจ้าของโรงงานในแอฟริกาใต้เอง แต่ปัจจุบันนี้บริษัทหลายแห่งไม่ได้เป็นเจ้าของโรงงานที่ผลิตสินค้าของพวกเขา เองอีกต่อไป ยกตัวอย่างเช่น บริษัทวอลต์ ดิสนีย์ สั่งทำเสื้อยืดจากโรงงานที่เสนอราคาถูกที่สุด อย่างน้อยในอดีตที่ผ่านมา ดิสนีย์ไม่เคยมองว่า เขามีหน้าที่ต้องสนใจภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้โรงงานผลิตเสื้อยืดเหล่านั้นได้ในราคาต่ำ การที่กองทุนรวมอย่างเราทำหน้าที่เป็นตัวแทนนักลงทุน ทำให้เราสามารถยกประเด็นสำคัญๆ เช่น การค้าแรงงานเด็ก การทำลายสิ่งแวดล้อม และค่าตอบแทนผู้บริหาร ขึ้นมาเป็นประเด็นสาธารณะได้

การลงทุนเพื่อการพัฒนาชุมชน

ระบบทุนนิยมไม่ได้นำความเจริญมาสู่กลุ่มผู้ด้อยโอกาสในสังคม การลงทุนเพื่อการพัฒนาชุมชน (community development investment) เป็นวิธีหนึ่งที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนเหล่านี้ได้ ปกติการลงทุนในด้านนี้อยู่ในรูปเงินกู้ หรือเงินฝากที่สถาบันการเงินเพื่อชุมชน มาตรการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อชุมชนมักส่งผลโดยตรงอย่างชัดเจน ด้วยการสร้างบ้านเรือนราคาเยา สร้างงาน ส่งเสริมสวัสดิการสาธารณสุข โครงการพัฒนาที่ชุมชนเป็นเจ้าของ ย่อมพยายามหาเงินทุนมาขยับขยายโครงการเอง การลงทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนเป็นหัวข้อที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ในยุคที่เรากำลังเข้าสู่สถานการณ์โลกอันสลับซับซ้อนกว่าเดิม

บทสรุป

เนื่องจากบริษัทระดับโลกหลายรายในปัจจุบัน สามารถทำรายได้สูงกว่ารายได้ประชาชาติของประเทศส่วนใหญ่ในโลก เราจึงไม่สามารถถกประเด็นเรื่องความยั่งยืนของสภาพแวดล้อมและศักดิ์ศรีของมนุษย์ได้อีกต่อไป ถ้าบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ไม่กระตือรือร้นที่จะรับเป้าหมายเหล่านี้ไว้เป็นของพวกเขาด้วย แม้ผู้บริหารแต่ละคนในทีมผู้บริหารบริษัทอาจตั้งใจทำงานเพื่ออนาคตที่ดีกว่าเดิม ความแตกแยกระหว่างภาคการเงินและภาคสังคม ทำให้ทีมผู้บริหารเชื่อว่า ความรับผิดชอบของพวกเขาหยุดอยู่แค่การสร้างผลกำไรงามๆ เท่านั้น โดยไม่ต้องคำนึงว่า “ต้นทุน” หรือ “ค่าใช้จ่าย” ที่ทำมาซึ่งกำไรเหล่านั้น สูงเพียงใดและประกอบด้วยอะไรบ้าง นักลงทุนเพื่อสังคมจะช่วยเปลี่ยนแนวคิดที่อันตรายแบบนี้อย่างได้ผล การที่เราเข้ามาร่วมเป็นเจ้าของบริษัทต่างๆ ด้วยหลักการเพื่อสังคม จะช่วยให้ทีมผู้บริหารสามารถกระทำในสิ่งที่พวกเขาย่อมอยากทำอยู่แล้วเป็นทุนเดิม: สร้างผลตอบแทนอันมั่นคงต่อผู้ถือหุ้น ที่อยู่ในกรอบอันดีงามแห่งการพัฒนาอนาคตเพื่อเพื่อนร่วมโลก เป้าหมายหลักของนักลงทุนเพื่อสังคมคือ การมีส่วนร่วมในการสร้างระบบเศรษฐกิจที่เป็นธรรมและยั่งยืน แม้เราจะไม่คิดว่าระบบนี้จะอุบัติขึ้นจากน้ำมือของนักลงทุนเพียงฝ่ายเดียว เราเชื่อว่าระบบนี้จะอุบัติขึ้นไม่ได้ หากนักลงทุนไม่ลงแรงเปลี่ยนบทบาทของตัวเอง ให้ลงทุนในลักษณะที่รับผิดชอบต่อสังคมที่พวกเขาอาศัยอยู่.



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter