Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
mailbox
โตมร ศุขปรีชา


ถึง อีที

2 มีนาคม 2006

ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง

อีทีครับ


คุณคงประหลาดใจที่เห็นจดหมายของผม

แต่ไม่รู้สิครับ อยู่ๆผมก็คิดถึงคุณขึ้นมาดื้อๆ เหมือนจริงๆแล้วคุณเข้ามาอยู่เป็นส่วนหนึ่งของตัวตนผมเมื่อเนิ่นนานมาแล้ว และไม่ได้ ‘กลับบ้าน’ ของคุณไปเสียที

เปล่าครับ อย่าเพิ่งเข้าใจผิด ผมไม่เคยดูหนังของคุณหรอกครับ

ผมหมายถึงว่า ในเวลาที่คุณโด่งดังเอามากมาย ยุคสมัยที่ผมยังเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ โง่ๆ และขลาดกลัวคนหนึ่งนั้น ผมได้แต่อ้าปากค้าง เวลาฟังเพื่อนๆพูดคุยกันถึงคุณ พวกเขาเล่าถึงฉากนั้นฉากนี้ในหนัง แต่ฉากที่พวกเขาพูดคุยกันมากที่สุด คือฉากที่คุณพาเด็กชายในเรื่องเหาะเหินเดินอากาศไปกับจักรยานคันเล็กคนนั้น โดยมีพระจันทร์ดวงยักษ์เป็นฉากหลัง

พวกเขายังชอบทำท่าเหมือนโทรศัพท์ แล้วพูดแก่กันว่า “อีทีโฟนโฮม” ด้วย

แต่ผมต้องขอสารภาพครับ, อีที ว่าบทสนทนาเหล่านั้นไม่ได้ทำให้ผมนึกอยากรู้จักคุณสักเท่าไหร่

ในเวลานั้น ผมคิดว่าคุณคงเหมือนกับไอ้มดแดงหรือซูเปอร์ฮีโร่ของเด็กผู้ชายทั่วไป ซึ่งสำหรับผมแล้ว ผมคิดว่ามีอัตราส่วนของความงี่เง่าไร้สาระปะปนอยู่ด้วยไม่น้อย ดังนั้น บทสนทนาทั้งหมดนี้ผมจึงไม่รู้ ไม่เข้าใจ และยิ่งไม่รู้ไม่เข้าใจ ผมก็ยิ่งต่อต้าน และพยายามไม่สนใจมากขึ้นเรื่อยๆ

ผมชอบอ่านหนังสือครับ-อีที ผมจึงไม่สนใจกิจกรรมหัวหกก้นขวิดที่เด็กผู้ชายทั่วไปทำกันเท่าไหร่ ทุกวันว่าง ผมจะอ่านหนังสือตั้งแต่เช้า แม้เมื่อดวงตะวันลับฟ้าและบรรยากาศรอบข้างมืดหม่น ผมก็ยังคงอ่านหนังสืออยู่

ในเวลาเย็นที่เพื่อนพ้องน้องพี่พากันวิ่งเล่นหรือขี่จักรยานสนุกสนาน ผมก็เอาแต่อ่านหนังสือ

ผมอ่านหนังสือจนผู้ใหญ่บางคนกระเซ้าว่า ท่าทางผมจะขี่จักรยานไม่เป็น เลยเอาหนังสือมาบังหน้า

แต่ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ

อ่านมาถึงตรงนี้ คุณคงสงสัยใช่ไหมครับ ว่าผมกำลังพล่ามอะไรอยู่ กำลังจะบอกเล่าอะไรให้คุณฟัง

เรื่องเป็นอย่างนี้ครับ-อีที,

เมื่อวานนี้ ผมนั่งพูดคุยกับน้องๆที่ที่ทำงาน เราคุยกันหลายเรื่อง บทสนทนาพาเรามาถึงหนังเรื่องอีที และอิทธิพลของหนังเรื่องนี้ในอดีต

ผมจึงบอกพวกเขาไปว่า ครั้งหนึ่ง...ผมเคยมีตุ๊กตาอีทีอยู่ตัวหนึ่ง

ใช่แล้วครับ ตุ๊กตารูปตัวคุณนั่นแหละ มันเหมือนคุณมากนะครับ ทุกริ้วลาย รอยย่น ดวงตากลมโต และกระทั่งนิ้วชี้มือขวาของคุณ-ที่เรืองแสงได้

เพื่อนคนหนึ่งให้ผมมา

น้องคนหนึ่งเอ่ยถามว่า ตุ๊กตาตัวนั้นยังอยู่มั้ยคะ

ผมนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะตอบเธอไปว่า ไม่อยู่แล้วละ ไม่อยู่ทั้งตุ๊กตาและไม่อยู่ทั้งเพื่อนคนนั้นด้วย

เธอยังคงถามต่อ ทำไมล่ะคะ

เมื่อตอบคำถามนั้นของเธอ...ผมคิดถึงคุณครับ

อีทีครับ ผมรู้จักเพื่อนคนนั้นในฤดูร้อนหนึ่ง เป็นฤดูร้อนแบบที่จะผ่านมาเพียงครั้งเดียวในชีวิตคนเรา ฤดูร้อนที่มนุษย์จะจดจำไปจนวันสุดท้ายของชีวิต เป็นฤดูร้อนอันงดงาม ฤดูร้อนแบบที่วัยเยาว์ทำให้เรามองโลกเฉพาะในแง่ดี มองทุกอย่างด้วยสายตาอันสดใสและมีความหวัง

เป็นฤดูร้อนชนิดที่ไม่มีใครเจ็บป่วย...หรือตาย

ฤดูร้อนแบบนั้น การเล่นซนสนุกแบบเด็ก การตั้งหน้าตั้งตาผจญภัยหัวหกก้นขวิดแบบเด็กผู้ชาย เสียงหัวเราะและการเดินทาง มักทำให้เราคิดว่า เราล้วนมีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร์

ผมคิดอย่างนั้น และคิดว่าเพื่อนก็คงคิดอย่างนั้นด้วย

แม้ในฤดูร้อนใบไม้จะร่วงลงแห้งกรอบ แต่เราก็เห็นเฉพาะความงามของมัน

เราไม่เคยมองเห็นความตายใด...

วันสุดท้ายของการพบปะกันในฤดูร้อนนั้น เพื่อนหยิบตุ๊กตารูปคุณส่งให้ผม เขาแค่พยักหน้า และผมก็รับมา

เมื่อออกจากบ้านของเขา พ่อผมขับรถที่มีพวงมาลัยอยู่ทางซ้าย ผมจึงได้นั่งอยู่ด้านขวา และตื่นเต้นไปกับการได้นั่งในตำแหน่งเสมือนเป็นคนขับ

ผมวางตุ๊กตารูปคุณไว้บนตัก มองดูมันสลับกับการมองดูท้องถนน

ผมรู้สึกคล้ายมีโลกทั้งใบอยู่ในมือ และไม่ยักเวียนหัวเมารถเหมือนที่เป็นอยู่ประจำ

อีทีครับ ผมจำได้ว่า เพื่อนเป็นคนสอนผมว่ายน้ำท่าประหลาด เขาบอกว่าเป็นท่าที่มนุษย์ว่ายกัน มันไม่ใช่ท่าฟรีสไตล์หรือท่ากบ แต่เป็นท่าที่อยู่ระหว่างท่าเหล่านั้น และเราจำเป็นต้องยกศีรษะขึ้นพ้นน้ำเสมอ

“มนุษย์สมัยโบราณว่ายน้ำอย่างนี้แหละ” เขาบอกอย่างมั่นใจ ผมไม่รู้ว่าเขาค้นคว้าความรู้นี้มาจากไหน แต่เราก็พยายามว่ายน้ำท่านี้กันอยู่เป็นเวลานาน การยกศีรษะให้พ้นน้ำอยู่ตลอดเวลาทำให้เหนื่อยกว่าปกติ แต่ก็ทำให้เรา ‘เห็น’ ทุกสิ่งทุกอย่างเหนือน้ำได้ตลอดเวลา ความร้อนของฤดูร้อนทำให้เราจมอยู่ในความฉ่ำเย็นของน้ำกันได้ทั้งวันไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย และวัยเยาว์ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างความเป็นเด็กกับความเป็นผู้ใหญ่ก็ทำให้เราไม่ขัดเขินที่จะสนิทสนมกัน

แต่แล้วฤดูร้อนนั้นก็ผ่านไปเหมือนกับทุกสิ่งทุกอย่าง

ผมไม่ได้คิดถึงเขามากนัก อะไรๆในชีวิตพุ่งผ่านเข้ามามากมาย ทั้งการเรียน ดนตรี เพื่อนใหม่ๆ ประสบการณ์หลากหลาย และกระทั่งความรัก

ครั้นเมื่อถ่านหมด ตุ๊กตาอีทีตัวนั้นก็ไม่น่าสนใจอีกต่อไป นิ้วชี้ข้างขวาของมันเรืองแสงไม่ได้อีกแล้ว และผมก็คร้านจะหาถ่านมาใส่ครั้งแล้วครั้งเล่า ที่สำคัญ ยุคสมัยของคุณได้ผ่านไปแล้ว ไม่มีใครพูดถึงอีทีอีก ไม่มีใครตื่นเต้นกับตุ๊กตาอีที ผู้คนมีอะไรใหม่ๆให้สนใจอยู่เรื่อยๆ

ในที่สุดก็แทบไม่มีใครพูดถึงคุณอีก

ตุ๊กตาอีทีวางอยู่ ณ ซอกมุมใดซอกมุมหนึ่งของบ้าน แล้ววันหนึ่ง ผมก็ไม่ได้อยู่ที่บ้านอีก ผมจึงไม่รู้ว่ามันหายไปไหน ตั้งแต่เมื่อไหร่

อีทีครับ ผมไม่รู้สึกผิดหรอก ที่ทำตุ๊กตารูปคุณหายไป แต่คิดถึงคุณครั้งใด ผมเป็นต้องรู้สึกผิดต่อเพื่อนคนนั้นทุกครั้งไป

ทำไมน่ะหรือ

ผมได้พบกับเขาอีกครั้ง เมื่อเรากลายเป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่น ต่างคนคล้ายอยู่กันคนละโลก ผมอยู่ต่างจังหวัด เขาอยู่ในกรุงเทพฯ และต่างก็มีเพื่อนของตัวเอง เมื่อพบกันอีกครั้ง เราจึงคล้ายขัดเขิน ได้เพียงยิ้มที่มุมปากให้กัน ทว่าไม่มีถ้อยคำใดแก่กัน

นึกย้อนกลับไป ผมรู้สึกผิดครับอีที ผมรู้สึกผิดที่ตัวเองไม่ยอมกระโดดเข้าไปกอดเขา ยิ้มให้เขากว้างๆ และบอกขอบคุณที่เขาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในฤดูร้อนแสนงามของวัยเยาว์ของผม

ผมไม่ได้ทำอะไรเหล่านี้เลย ผมปล่อยให้เราเหินห่างไปตามเส้นทางของแต่ละคน

เพราะผมไม่รู้ ว่านั่นจะเป็นการพบกันครั้งสุดท้าย

ในวันหนึ่ง...วันอันสามัญธรรมดาวันหนึ่ง เมื่อผมอายุต้นยี่สิบ ข่าวนั้นก็เดินทางมาถึง

เพื่อนไปเรียนต่อที่แอลเอ เขาคงใช้ชีวิตเต็มที่เหมือนที่เคยใช้กับผม สำหรับเขา ฤดูร้อนนั้นคงยืดยาวเหมือนไม่รู้จบสิ้น มันจึงพาเขาไปพบกับจุดจบ

เขามีเรื่องกับคนไทยกลุ่มหนึ่งที่นั่น ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง เรื่องจบลงง่ายดายตรงที่เขาถูกใครคนหนึ่งยกเก้าอี้ขึ้นฟาดที่ศีรษะ

แล้วเขาก็ไม่มีโอกาสได้ว่ายน้ำด้วยท่าของ ‘มนุษย์’ ที่ต้องยกศีรษะให้พ้นน้ำตลอดเวลาอีก

เรื่องของเขาเป็นข่าวเล็กๆบนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์หัวสี

ข่าวเดียว วันเดียว...แล้วใครๆก็ลืม

ก็เหมือนที่ใครๆลืมคุณไปนั่นแหละ

อีทีครับ ผมไม่รู้ว่า ตอนนี้คุณกลับถึงบ้านแล้วหรือยัง ผมสงสัยเหลือเกินว่า มันเป็นการเดินทางยาวไกลเพียงไหนหรือครับ กว่าคุณจะกลับไปถึงบ้านได้

บ้านของคุณอยู่ที่ไหนครับ

บนดวงดาวอันไกลโพ้นนั่นจริงหรือ

มันไกลเกินกว่าผมจะว่ายไปหาคุณจริงหรือ

และเราจะไม่มีวันได้พบกันอีกจริงหรือ

ผมอยากบอกคุณว่า หากฤดูร้อนอย่างนั้นได้ผ่านมาในชีวิต อย่าลืมฉวยมันไว้นะครับ อีที อย่าลืมสนุกกับมันให้มาก อย่าลืมว่ายน้ำเริงร่าตลอดวัน และอย่าลืมยกศีรษะให้พ้นน้ำไว้ตลอดเวลาเหมือนที่เพื่อนของผมบอกเอาไว้นะครับ

เพราะฤดูร้อนอย่างนั้นจะไม่เดินทางมาถึงเราซ้ำอีก

และเราไม่รู้หรอก ว่าฤดูร้อนที่มาถึงนี้-จะเดินทางมาหาเราเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่


จากผม

คนที่ยังไม่เคยดูหนังเรื่องอีที (เสียที!)



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter