Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
mailbox
โตมร ศุขปรีชา


ถึง คุณคนขับแท็กซี่

ที่บ้าน

7 มีนาคม 2006

สวัสดีครับ คุณคนขับแท็กซี่


นั่งฟังข่าวสารบ้านเมืองต่างๆนานา แล้วจู่ๆผมก็คิดถึงคุณ

หลายปีก่อนโน้น ผมเคยนั่งแท็กซี่แสนดี มีน้ำใจ เอื้ออารี คนขับแท็กซี่คือคุณลุงแก่ๆคนหนึ่ง เขาขับรถเก่าพอๆกัน มันเก่าเสียจนผมคิดว่าถ้าเลิกแผ่นยางปูพื้นขึ้นดู คงเห็นถนนวิ่งลิ่วๆอยู่ข้างล่างเป็นแน่

แต่คุณลุงก็อารี เราตกลงค่าโดยสารกันไว้ราคาหนึ่ง ครั้นเมื่อรถติด และเห็นผมใกล้จะพลาดนัด คุณลุงถามผมว่า จะอ้อมไปอีกทางหนึ่งไหม มันอาจจะไกล มันอาจจะเปลี่ยว แต่คุณลุงรับรองว่า ผมจะไปถึงได้ทันเวลา ปัญหาก็คือ ผมจะยอมไหม

คุณลุงสุภาพ และถามไถ่ความเห็น ข้อตกลงระหว่างเราจึงเป็นข้อตกลงร่วม ไม่มีใครบังคับใคร จึงไม่มีใครหน้าบึ้งอารมณ์เสีย

แล้วคุณลุงก็พาผมไปถึงที่หมายทันเวลา ที่สำคัญ มันเป็นเส้นทางที่อ้อมไปไกล ไกลเสียจนผมคิดว่าค่าโดยสารที่ตกลงกันไว้นั้นคงไม่เหมาะสมกับค่าน้ำมันรถ

แต่คุณลุงไม่รับเงินเพิ่ม

รถคันนั้น-สมัยนั้น, ไม่มีมิเตอร์

คุณลุงใช้มิเตอร์ที่อยู่ในหัวใจเป็นมาตรวัด

ผมลงจากรถ แล้วยกมือไหว้คุณลุงเหมือนไหว้ญาติผู้ใหญ่

คุณคนขับแท็กซี่ครับ ผมเล่าเรื่องนี้ให้คุณฟัง เพราะอยากให้คุณรู้ว่า ผมไม่มีอคติใดๆกับแท็กซี่ และแท็กซี่บางคนก็มีน้ำใจงดงามกับผม จนผมประทับใจไม่มีวันลืม

แต่คุณก็รู้ใช่ไหมครับ ว่าแท็กซี่ไม่ได้มีประเภทเดียว

ผมไม่รู้ว่าคุณเป็นอย่างไร แต่ผมคิดว่า แท็กซี่สามารถแปลงร่างไปเป็นอสูรกายร้ายกาจ คอยดูดเงินจากนักเดินทางเหมือนปลาซักเกอร์ดูดสาหร่ายเขียวอี๋ในตู้ปลาได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะถ้าแท็กซี่คันนั้นไปจอดรอผู้โดยสารอยู่ที่สนามบินดอนเมือง

สนามบินดอนเมืองของเรา เป็นสนามบินที่คลาสซี่ (Classy) ที่สุดในโลก เพราะแรกเริ่มเดิมที สร้างขึ้นไว้ด้วยจิตสำนึกแบบบริการชนชั้นสูงเท่านั้น เนื่องจากสมัยก่อน คนไทยเห็นสนามบินเป็นของสูงเทียบได้กับอารามหลวง การนั่งเครื่องบินจึงเป็นสิ่งล้ำเลิศคล้ายๆได้ขึ้นสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ผู้คนที่มาสนามบิน ล้วนมาด้วยรถเก๋งคันหรูหรา พากันแห่แหนมาส่งมารับกันอย่างสะดวกสบาย

ดอนเมืองจึงเป็นสนามบินเดียวในโลก ที่เดินทางด้วยยานพาหนะสาธารณะได้ทุกข์เข็ญโคตรๆ ซ้ำร้ายหากนั่งรถแอร์พอร์ตบัสหรือทุลักทุเลลากกระเป๋าออกไปเรียกแท็กซี่นอกสนามบิน บางคราวเนื้อตัวยังถูกป้ายด้วยสายตาหยามๆจากคนแถวนั้นด้วย

ผมเคยคิดอุตริจะนั่งรถไฟจากดอนเมืองเข้ามาที่บางซื่อ แล้วต่อรถใต้ดินกลับบ้าน แต่นั่นก็เป็นกิจพิเรนทร์ที่ไม่มีมนุษย์เมืองไทยคนไหนทำกัน เพราะรถไฟของเราช่างคิดทำให้มีเที่ยวรถวิ่งจากดอนเมืองเข้าหัวลำโพงน้อยนิด จะมีชุกอยู่บ้างก็ช่วงเช้าและเย็นเท่านั้น ดังนั้น ถ้าจะอาศัยเส้นทางนี้กันจริงๆ อาจต้องนั่งตบยุงรอจนเงกและอยากยกมะเหงกเขกกะโหลกการรถไฟแห่งประเทศใครเป็นอันยิ่ง

ผมคิดว่า ที่ไม่มีใครคิดจะเชื่อมดอนเมืองกับเมือง เป็นเรื่องเชิงวัฒนธรรมครับ มันเกิดขึ้นเพราะวิธีคิดจิตใต้กะโหลก หรือที่เรียกว่า Mentality ของเรา เป็นวิธีคิดแบบนิยมชนชั้น เป็นวิธีคิดที่เห็นว่าคนต่ำช้ายากจนคงไม่สามารถมานั่งเครื่องบินได้ คนจะนั่งเครื่องบินได้ คงมีรถเก๋งมาส่งกันอยู่แล้ว ดังนั้น รถไฟเรือเมล์อะไรก็ไม่จำเป็นต้องมี ถ้ามีประเดี๋ยวก็ไม่มีคนใช้ ด้วยเหตุนี้ แท็กซี่สมัยก่อนจึงปล่อยให้มีการขูดรีดค่าโดยสารกันได้ตามสะดวก เพราะคิดกันไปแล้วว่า คนนั่งเครื่องบินได้ต้องรวย เมื่อรวยก็ต้องจ่าย

ในระยะหลัง ผู้คนเดินทางมากขึ้น ไพร่เลวอย่างผมจึงมีโอกาสได้ขึ้นเครื่องบินไปกลับบ้าง เมื่อมีความต้องการมากขึ้น จึงเริ่มมีความพยายามจะ ‘ศิวิไหลซ์’ พยายามจะ ‘โมเดิร์นไหนซ์’ ขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะไหลไปไหน เพราะโดยพื้นฐานแล้ว เราไม่ได้ต้องการให้เกิดความทัดเทียมยุติธรรมอะไรขึ้นมาหรอกครับ เรายังยึดความเป็น ‘นีโอไพร่’ ของตัวเองดีอยู่ แต่เพราะจิตใต้กะโหลกของนีโอไพร่ที่ได้ขึ้นมาปกครองบ้านเมืองเกิดคิดขึ้นมาว่า ถ้าทำให้ดี ก็จะได้ ‘พัฒนา’ เป็นที่น่าเชื่อถือ และจะได้ดึงดูดเงินนักท่องเที่ยวได้ ‘เนียน’ ขึ้น คือให้ไปดูดกันที่อื่น ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาดูดกันเสียตั้งแต่ที่สนามบินโดยแท็กซี่ ซึ่งลงจากเครื่องบินทีไรก็ให้รู้สึกได้ทันทีว่าเหมือนเข้าสู่แดนประหารแห่งการต่อรองราคา

ที่สุด เราก็เลยมีแอร์พอร์ตบัส และมีแท็กซี่เก็บเงินเพิ่ม 50 บาท แล้วคิดราคาตามมิเตอร์ ซึ่งดูเผินๆก็น่าจะดีอยู่ใช่ไหมครับคุณคนขับแท็กซี่

แต่คุณก็เห็นนี่ครับ ว่าแอร์พอร์ตบัสของเราเป็นอย่างไร โกโรโกโสได้มาตรฐานขสมก. หรือขนส่งมวลชนตามแบบกู-เพียงใด ชวนให้นักท่องเที่ยวประทับใจเมืองไทยกันแต่แรกเหยียบผืนดินนี้เลยทีเดียวละครับ

เราอยากเป็น ‘ฮับ’ ไม่ใช่เหรอฮับ อยากเป็นอย่างฮ่องกง สิงคโปร์ แอลเอ นิวยอร์ค ปารีส ลอนดอน แฟรงค์เฟิร์ต หรือที่ไหนๆในโลกที่เราคิดว่าเขา ‘เจริญ’ แล้วไม่ใช่เหรอฮับ เมืองเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ ‘บริการ’ ผู้คนอย่างเท่าเทียมกัน ทุกคนไม่ว่าจะรวยจนแค่ไหน สามารถใช้รถไฟเข้าเมืองได้ ส่วนรถบัสหรือแท็กซี่ก็ไม่ขูดรีด ไม่ใช่เพราะพวกเขาเจริญเสียจนไม่มีความโลภหรอกนะครับ แต่เพราะเขามี ‘ระบบ’ ที่เกิดจากจิตใต้กะโหลกที่ปลอดจากความเป็นนีโอไพร่เอาไว้ควบคุมตรวจสอบต่างหาก ขณะที่ของเรานอกจากนีโอไพร่จะครองเมืองแล้ว นีโอไพร่บางคนยังกระแดะอยากเป็นมาเฟีย ทำให้เกิดความลึกลับซับซ้อนโกงกินยากตรวจสอบขึ้นด้วย บางทีเราจึงเข้าใจไม่ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น

คุณคนขับแท็กซี่ครับ ครั้งหนึ่ง ผมเคยเป็นขาประจำของแท็กซี่ของสนามบิน ที่ต้องจ่ายเงิน 50 บาท เป็นค่าอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งผมก็ยินดีจ่าย ถ้าหากมันจะทำให้เราสะดวกขึ้น แต่ระยะหลัง นอกจากจะเข้าคิวยาวยืดเสียเวลาราวๆครึ่งชั่วโมงกว่าจะได้ขึ้นไปนั่งบนแท็กซี่สกปรกเก่าหงำเหงือกเหมือนใกล้จะหมดสภาพแล้ว ผมยังพบเรื่องชวนให้ทุเรศชีวิตอีกด้วยจนแทบไม่อยากนั่งแท็กซี่แบบนี้อีกต่อไป

ผมจะเล่าให้คุณฟัง

วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ตอนบ่าย ผมกลับจากไหนก็จำไม่ได้แล้ว และลากกระเป๋าเดินมาเข้าคิวต่อแท็กซี่ที่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม 50 บาท แน่นอนครับ ผมเข้าคิวรออยู่นานครึ่งชั่วโมงเป็นปกติ แต่ผมไม่ว่าอะไรหรอก เพราะทำใจไว้แล้ว ครั้นถึงคิว ผมพบว่าแท็กซี่ที่จะนั่งนั้นคร่ำคร่าเหมือนขุดออกมาจากสุสานรถ ผมก็ไม่ว่าอะไรอีก ด้วยเหตุผลเดิม คือทำใจไว้แล้ว ผมเปิดประตูด้านหน้า ขอนั่งข้างหน้า เพราะผมเป็นคนเมารถง่าย แต่คนขับแท็กซี่ทำหน้าไม่พอใจ

“เลื่อนเบาะไม่ได้นะ” เขาบอก ไม่เพียงเลื่อนไม่ได้ แต่เบาะนั้นยังเลื่อนมาชิดติดด้านหน้ามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเขายังกองของไว้ที่เบาะหน้าเต็มไปหมดจนต้องรื้อค้นตะกุยตะกายเข้าไปนั่ง ผมจึงไม่ว่าอะไร ที่เขาทำท่าอารมณ์เสียใส่ผม

แต่ผมควรจะนั่งตรงไหนในรถคันนั้นก็ได้ไม่ใช่หรือครับ

ว่าแล้วผมก็ต้องเบียดตัวเองเข้าไปนั่งชันเข่าคุดคู้ (เพราะความคับแคบ) อยู่ที่เบาะด้านหน้า

เมื่อออกจากดอนเมืองมาได้สักครู่ ใกล้จะถึงทางขึ้นโทลเวย์ แท็กซี่คนนั้นถามผมว่า จะขึ้นโทลเวย์ไหม

ที่หมายของผมอยู่บนถนนวิภาวดีรังสิต ขับรถตรงไปเรื่อยๆในช่องทางด่วน บ่ายวันอาทิตย์อย่างนี้ เดี๋ยวเดียวก็ถึงแล้ว

“บ่ายวันอาทิตย์” ผมบอกเขา “รถไม่ติดหรอกครับ แล้วผมก็ไม่รีบด้วย ไม่ต้องขึ้นก็ได้”

เขาพ่นลมออกมาทางรูจมูก

“ไม่รีบใช่มั้ย” เขาว่า “เดี๋ยวจัดให้”

ผมหันไปมองด้านข้างของเขา นึกประหลาดใจในคำพูดของเขาว่าหมายความถึงอะไร แต่ประหลาดใจอยู่ไม่นานก็รู้ครับ เพราะหมอนี่เล่นขับรถด้วยความเร็ว 30-40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นความเร็วเดียวกับขี่จักรยานเสือหมอบดีๆสักคัน

ผมมองหน้าเขาซ้ำ แต่หมอก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ แถมยังเปิดเพลงเสียงลั่นและผิวปาก

“ทำไมขับช้าอย่างนี้ล่ะครับ” ผมถาม

เขาได้ที ตอบสวนกลับมาทันควัน “อ้าว! ก็บอกไม่รีบไม่ใช่เรอะ! ก็นี่ไง-ไม่รีบ!”

ผมอึ้ง แล้วนึกถึงแท็กซี่บางคันที่เคยคุยให้ฟังว่าอยากจะรีบทำกะให้ได้มากๆ ถ้าขึ้นทางด่วนหรือโทลเวย์ได้ก็อยากจะขึ้น จะได้ส่งผู้โดยสารได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

แต่นี่มันบ่ายวันอาทิตย์นี่-ผมมองไปบนท้องถนน รถวิ่งฉิว ถนนวิภาวดีนั้นรถไม่เคยติดในบ่ายวันอาทิตย์อยู่แล้ว ทุกคนรู้ความจริงข้อนี้ดี

นี่เขาแกล้งผมอยู่หรือเปล่า-แกล้งเพราะผมไม่ยอมควักเงินยี่สิบบาทออกมาจ่ายเพื่อความเปล่าประโยชน์อย่างนั้นน่ะหรือ

ผมแค่นึก แต่ปากโพล่งออกไปอย่างที่คิด

“ไม่ได้แกล้ง” เขาพูดเสียงสูง “แกล้งยังไง เอ้า! มาดูสิ ผมขับไม่เกินหกสิบ ก็กฎหมายกำหนดไว้นี่ ไม่ให้ขับเร็ว ก็ไหนว่าไม่รีบไงเล้า”

ผมถอนหายใจยาว ตั้งข้อสมมุติฐานบางอย่างขึ้นในใจ แล้วบอกเขาให้จอดรถ

“เดี๋ยวผมจะจ่ายค่ารถให้” ผมบอกเขา

“อ้าว! ก็ต้องจ่ายอยู่แล้ว จะมาเบี้ยวไม่จ่ายน่ะ ไม่ได้หรอก” เขาพูด ขณะขับรถเข้าสู่ทางคู่ขนาน ทุกวาจานั้นก้าวร้าวและเต็มไปด้วยความมุ่งร้ายหมายขวัญ

“ไม่ใช่ ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น” ผมบอกเขาเสียงแข็งขึ้นโดยไม่รู้ตัว “เดี๋ยวคุณคอยดูก็แล้วกัน ผมคิดว่าผมรู้-ว่าคนอย่างคุณน่ะ ต้องการอะไร”

ค่าแท็กซี่จากดอนเมืองออกมาได้ไม่กี่กิโลเมตร นับรวมกับเงิน 50 บาท ที่ต้องจ่ายแล้วคงไม่เกินแปดสิบบาท แต่ผมหยิบเงินออกมาห้าร้อยบาท และเมื่อรถจอด ผมก็ยื่นให้เขา

“ไม่ต้องทอนครับ” ผมบอกเขา

เขามองพระเจ้าของเขาในมือผม ลังเลอยู่ราวครึ่งวินาที แล้วยื่นมือมารับไปโดยดี

ฉันพลันทันใดนั้น ท่าทีของเขาเปลี่ยนไป อำนาจของพระเจ้าของเขาทำให้เขากลายเป็นคนละคน เขากุลีกุจอรีบลงมาเปิดกระโปรงท้าย ยกกระเป๋าออกมา ทั้งยังถลาออกไปกลางถนนเพื่อโบกแท็กซี่คันที่ดีที่สุด ใหม่ที่สุด สวยที่สุด มาให้ผม และวิ่งเข้าไปบอกแท็กซี่คันนั้นถึงจุดหมายปลายทางที่ผมต้องการจะไปด้วย

ผมไม่ได้มองหน้าเขาอีก ได้แต่นึกเศร้า ที่สมมุติฐานของผมถูก

ผมไม่อยากให้มันถูกต้องเลย

คุณคนขับแท็กซี่ครับ เมื่อได้ยินคุณแค่นเสียงและพ่นลมออกจากรูจมูกในวันนั้น คุณรู้ไหมว่า คุณทำให้ผมคิดถึงแท็กซี่ดอนเมืองคนที่ยินดีให้เงินฟาดหัวคนนั้นขึ้นมาติดหมัด

ผมพบกับคุณ เพราะวันนั้นผมกับเพื่อนๆเรียกคุณจากฝั่งธนฯ และบอกคุณว่าเราจะไปสนามหลวงกัน มันเป็นวันที่ผู้คนมาชุมนุมอยู่ที่นั่น

“ฮึ” คุณพ่นลมและทำเสียงแค่นๆบางอย่าง

ผมพยายามไม่สนใจ แต่เมื่อเพื่อนคนหนึ่งเห็นว่าถนนโล่ง และปรารภออกมาอย่างที่คิด คุณก็รีบพูดขึ้นมาโดยไม่มีใครถาม

“ถนนโล่งสิคุณ ก็ไม่มีใครไปหรอก ม็อบเมิบน่ะ ใครเขาไปกันล่ะ” คุณพูดเหมือนพูดคนเดียว “เขามากันตั้งแต่บ่ายแล้ว มารับเงินแล้วก็กลับ”

“รับเงินอะไร” ผมอดถามไม่ได้

“ก็เงินจ้างมาม็อบไง สนธิมันให้สองร้อยห้าสิบ” คุณดูดีใจที่มีคนถาม “รับแล้วเขาก็กลับ ไม่มีใครชอบมันหรอกคุณ ใครๆก็ไม่อยากให้บ้านเมืองวุ่นวาย อยากให้ทักษิณเป็นนายกฯกันต่อทั้งนั้นแหละ

“ดูตำรวจสิ” คุณชี้ไปที่ตำรวจ “มากันเป็นหมื่นเลยนะ” ผมพยายามมอง แต่เห็นตำรวจอยู่ไม่มากนัก “จะได้คุมกันไว้อยู่” คุณว่า

เมื่อเปิดประตูลงมาจากรถแท็กซี่คันนั้นสู่สนามหลวง ผมพบตัวเองอบอุ่นอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย ตำรวจไม่ได้แห่แหนกันมาเป็นหมื่นเพื่อควบคุมใคร ทว่าทำหน้าที่ตรวจอาวุธและรักษาความปลอดภัยอยู่รอบๆสนามหลวงเป็นอย่างดี

คุณคนขับแท็กซี่ครับ คุณรู้ไหม-คุณทำให้ผมคิดถึงคุณลุงอารีคนนั้น

ผมคิดว่าแท็กซี่ที่ดีมีอยู่แน่ๆ

แต่ในเวลาเดียวกัน คุณก็ทำให้ผมอดไม่ได้ ที่จะคิดถึงแท็กซี่อีกคันหนึ่ง คันที่ผมจ่ายเงินไปห้าร้อยบาท เพื่อแลกกับการมองเห็นธาตุแท้ของเขา แท็กซี่ยอมเอาศีรษะมารับการฟาดของเงิน

คุณคนขับแท็กซี่ครับ-แท็กซี่ที่ดีมีอยู่แน่ๆ แต่คุณก็คงรู้นะครับ ว่าแท็กซี่ที่ยอมให้ใครๆเอาเงินฟาดหัวเล่นได้ง่ายๆ ก็มีอยู่แน่ๆเช่นเดียวกัน

คำถามก็คือ แล้วเราจะเลือกเป็นแท็กซี่แบบไหนกันดีครับ?


จากผม

คนที่เมารถง่ายที่สุดในโลก



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter