ถึง แอนนี่ ดิลลาร์ด
ที่บ้าน
4 มีนาคม 2006
สวัสดีครับ แอนนี่ ดิลลาร์ด
ขออนุญาตให้ผมเรียกคุณว่าแอนนี่ได้ไหมครับ ไม่ใช่ว่าผมอยากแสดงตัวว่าสนิทชิดเชื้อกับคุณหรอกนะครับ แต่ผมถือวิสาสะโดยพลการเรียกคุณว่าแอนนี่มาหลายปีแล้ว ไม่ว่าคุณจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม
แอนนี่ครับ ครั้งแรกที่ผมเคยอ่านงานเขียนของคุณ คงเป็นเมื่อสิบห้าสิบหกปีก่อน ฟังดูนานเหลือเกินเมื่อคิดถึงชีวิตมนุษย์ แต่คงเป็นเวลาสั้นนิดเดียวใช่ไหมครับ-หากเทียบกับอายุของโลกเหมือนอย่างที่คุณชอบเทียบ
นับแต่อ่านงานเขียนของคุณเรื่อง Pilgrim at Tinker Creek-เล่มที่ทำให้คุณได้รับรางวัลพูลิตเซอร์, ผมก็นับคุณไว้เป็นผู้หญิงในดวงใจคนหนึ่งเสมอมา
ผมชอบชื่อหนังสือของคุณมากนะครับ Pilgrim at Tinker Creek-นักแสวงบุญแห่งลำห้วยทิงเกอร์ มันฟังดูน่ารัก เล็กจ้อย ปกติแล้ว นักแสวงบุญมักต้องเดินทางไกลไปสู่ดินแดนลึกลับยิ่งใหญ่ แต่ลำห้วยทิงเกอร์ คือลำห้วยใกล้ๆบ้านของคุณ มันเป็นสายน้ำเล็กๆ แต่กลับให้ความรู้สึกสงบได้เช่นเดียวกับสถานที่แสวงบุญอันห่างไกลและยิ่งใหญ่
เราไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลเพื่อแสวงบุญหรอก-คล้ายคุณพยายามบอกอย่างนั้น
ที่ผมชอบมากในหนังสือของคุณ ก็คือข้อสังเกตเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับธรรมชาติ ชีวิต ผู้คน สัตว์ และต้นไม้ ที่คุณสอดใส่เข้าไปในความเรียงเรียบง่ายของคุณ ทุกสิ่งล้วนมาจากประสบการณ์ และการสังเกตด้วยดวงตาอันพิถีพิถัน คุณมองทุกสิ่งอย่างรอบคอบ ตั้งแต่สายน้ำ สรรพสัตว์ และชีวิตเล็กๆ ไม่เว้นกระทั่งแบคทีเรียในพื้นดิน ถ้อยคำของคุณหลั่งไหลคล้ายมาจากสถานที่อื่นที่ผมไม่เคยรู้จัก มันมีพลัง ปลุกเร้าให้ลิงโลด ทว่าก็กล่อมใจให้สงบไปด้วยในเวลาเดียวกัน ทั้งที่ทั้งหมดในเล่ม ล้วนมีที่มาจากสถานที่เล็กๆริมลำห้วยเล็กๆ ที่แทบไม่ปรากฏอยู่ในแผนที่โลก
เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้ ผมรู้สึกคล้ายนั่งสมาธิ เหมือนหายใจเข้าก็พาความเริงร่ามาสู่ ครั้นหายใจออก คุณก็พาให้สงบผ่อนคลาย คล้ายขั้นต้นของอาณาปานสติอันล้ำลึก คุณพาเราเข้าไปรู้จักกับโลกแห่งลำห้วยทิงเกอร์ โลกที่มีทุกอย่าง ตลกดีนะครับ-ที่คุณเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้น หลังคุณเกือบสูญเสียลมหายใจของตัวเองไปกับโรคนิวมอเนียแล้ว
ใช่หรือไม่ครับแอนนี่-ภาวะใกล้ตายทำให้คุณคิดถึงชีวิต และมองเห็นคุณค่าของทุกสิ่งทุกอย่าง
แอนนี่ครับ ผมเขียนจดหมายมาถึงคุณ เพราะผมเพิ่งตระหนักว่า เราและโลกเอง ล้วนกำลังอยู่ในภาวะใกล้ตาย,
ผมไม่ได้พูดเล่นนะครับ-เรากำลังอยู่ในภาวะใกล้ความตายที่สุดเท่าที่ประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติเคยพบเห็นมา และนี่คือชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย
ในหนังสือ Pilgrim at Tinger Creek นั้น มีอยู่ตอนหนึ่ง คุณเขียนความเรียงที่มีชื่อว่า Flood หรือน้ำท่วม คุณเริ่มต้นง่ายๆโดยพูดถึงฤดูร้อนหนึ่ง ซึ่งจู่ๆฝนก็ตกหนักลงมา แรกทีเดียวเป็นฝนแห่งฤดูใบไม้ผลิ ทว่าฉับพลันทันใด มันก็ได้เปลี่ยนไปเป็นฝนแห่งฤดูร้อน ผมไม่รู้หรอกครับ ว่าคุณรู้ได้อย่างไรว่าฤดูกาลเปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่ผมเชื่อคุณ
ฤดูได้เปลี่ยนไปเมื่อสองชั่วโมงก่อน แล้วชีวิตของฉันจะเปลี่ยนแปลงไปด้วยไหม นี่คือช่วงเวลาแห่งหนทางแก้ปัญหา การปฏิวัติ
แอนนี่ครับ, โลกทุกวันนี้กำลังเป็นอย่างที่คุณเขียนไว้ไม่มีผิด อีริก รีโนต์ แห่งนาซ่า ออกมาบอกเราว่า อยู่ๆการละลายของน้ำแข็งในกรีนแลนด์ก็เพิ่มปริมาณมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีใคร หรือแบบจำลองสภาพอากาศใดๆทำนายเอาไว้มาก่อน
ฤดูกาลได้เปลี่ยนไปแล้วโดยฉับพลัน อาจเมื่อสองชั่วโมงก่อน สองปีก่อน หรือเมื่อสองทศวรรษที่แล้วก็ได้,
แต่ไม่มีใครรู้-ไม่มีใครตระหนัก เพราะไม่มีใครมีความรู้สึกอันว่องไวและแนบแน่นกับธรรมชาติเหมือนคุณ
แอนนี่ครับ ในปี 1996 น้ำแข็งของกรีนแลนด์ละลายหายไปในอัตราราวๆ 100 ลูกบาศก์กิโลเมตรต่อปี-ลูกบาศก์กิโลเมตรนะครับ ลองจินตนาการดูสิครับ ว่ามันมหาศาลแค่ไหน เป็นการ ‘เติม’ น้ำลงไปในมหาสมุทรของโลกมากมายเพียงใด
แต่นั่นยังไม่ใช่ข่าวร้ายที่สุดครับ-แอนนี่
เพราะสิบปีต่อมา คือในปี 2006 นี้ อีริคพบว่า น้ำแข็งของกรีนแลนด์เกิดละลายด้วยอัตราเร่งเพิ่มเป็นทวีคูณ นั่นก็คือละลายเร็วขึ้นมากถึงสองเท่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฏมาเลยในประวัติศาสตร์!
อีริคเปรียบเทียบง่ายๆให้เราเห็นว่า ในปี 1996 กรีนแลนด์ละลายกลายเป็นน้ำเป็นปริมาณมากถึง 90 เท่า ของน้ำที่ชาวเมืองลอสแองเจลิสใช้ในแต่ละปี ทว่าผ่านมาเพียง 10 ปี กรีนแลนด์ละลายกลายเป็นน้ำเพิ่มมากขึ้นถึง 225 เท่า ของน้ำปริมาณเดิมนั้น
คุณสงสัยเหมือนผมไหมครับ-แอนนี่, ว่าแล้วอีกสิบปีข้างหน้า กรีนแลนด์จะละลายกลายเป็นน้ำด้วยอัตราเร็วเพิ่มมากขึ้นถึงเพียงไหน
อีริคบอกว่าไม่ต้องสงสัยเลยว่า อย่างน้อยอัตราการละลายของน้ำแข็งก็จะต้องเพิ่มขึ้นอีกสองเท่า
และนั่นจะทำให้น้ำในโลกมีระดับสูงขึ้นถึงหกเมตร!
คุณทำอย่างไรหรือครับ แอนนี่-เมื่อน้ำในลำห้วยทิงเกอร์ขึ้นสูง และที่สุดก็ล้นตลิ่ง หลากไหลเข้าท่วมทุกสิ่งที่เคยแห้ง
คุณบอกผมได้ไหม ว่าเราควรทำอย่างไรกันดี?
สายน้ำกระแทกใต้สะพานคล้ายกำปั้น เป็นกำปั้นที่รัวพลังไม่มีหยุด มันกระแทกไปไกลเท่าที่สายตาของฉันจะมองเห็น กระทั่งไหลโค้งไปเติมหุบเขา สะบั้นทุกสิ่งให้เรียบ ผลักไส กระทบ กว้างขึ้นและเร็วขึ้น กระทั่งมันเติมเต็มสมองของฉัน
น่าแปลก ที่เมื่อสายน้ำเติมเต็มตลิ่งและสมองของคุณแล้ว คุณกลับสงบนิ่งได้อย่างน่าอัศจรรย์ คุณเดินไปดูมันอยู่เงียบๆ ทั้งยังเล่าว่า น้ำลึกที่ปกคลุมผืนดินอยู่นั้นทำให้คุณได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น อย่างเช่นต้นไม้บางต้นที่ไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน จะว่าไป คุณมีทีท่ากึ่งชื่นชมหายนะครั้งนั้นเสียด้วย
คุณทำได้อย่างไรครับ-แอนนี่
คุณทำให้จิตของคุณเป็นปกติอยู่ได้อย่างไร-ไม่แฟบ ไม่ฟู ไม่หดหู่ และไม่ระรื่น
คล้ายคุณเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งธรรมชาติเข้าใจยากของสายน้ำ
ในวิถีทางหนึ่ง ลำห้วยแลดูเป็นตัวมันเองยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา ไม่ว่าในช่วงเวลาใด มันสาดซัด และชะทำลายสิ่งต่างๆลงมา
แอนนี่ครับ อีริคบอกเราว่า ถ้าหากกรีนแลนด์ละลายทั้งหมดเมื่อไหร่ น้ำในทะเลและมหาสมุทรทั่วโลกจะเพิ่มระดับสูงขึ้นหกเมตร ผลของปริมาณน้ำที่เพิ่มมากขึ้นนั้น อย่าคิดเพียงว่าแค่น้ำสูงขึ้นจะมีปัญหาอะไรกันเล่า เราทำเขื่อนกั้นเสียเท่านั้นก็สิ้นเรื่อง เพราะอันที่จริง หากปริมาณน้ำจืดในทะเลเพิ่มสูงขึ้น ความเค็มของทะเลจะเปลี่ยน ทำให้สัตว์น้ำบางส่วนต้องสูญพันธุ์ หรืออพยพหนีไปจากถิ่นที่อยู่เดิม น้ำจืดที่เบากว่าน้ำเค็ม ก็จะไปขัดขวางการไหลเวียนของกระแสน้ำอุ่น ทำให้ภูมิอากาศของโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างยากที่จะคาดเดา อีกทั้งอัตราการระเหยที่เพิ่มสูงขึ้น ก็จะไปเร่งกระบวนการเกิดพายุทำลายล้างขนานใหญ่ตามที่ต่างๆทั่วโลก
แอนนี่ครับ ขณะนี้ กระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีม ที่ไหลไปหล่อเลี้ยงยุโรปและอเมริกาตอนเหนือให้อบอุ่น กำลังไหลช้าลงแล้ว 30% นับจากปี 1992 ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนมาก ว่าสักวันหนึ่งกระแสน้ำอุ่นที่ว่านี้อาจหยุดไหล แล้วจากนั้น ผลที่ตามมาคงเลวร้ายสุดคาดคิด
แต่ผมรู้, คุณเชื่อว่า-ธรรมชาติย่อมมีวิธีเยียวยาตัวเองเสมอใช่ไหมครับ
ในความเรียงเกี่ยวกับน้ำท่วมของคุณ คุณเล่าถึงเรื่องราวหลังน้ำลดให้เราฟังหลายเรื่อง แต่เรื่องหนึ่งที่ประทับใจผมไม่ลืม ก็คือเรื่องของครอบครัวบิงส์
ครอบครัวนี้เป็นครอบครัวนักกิน ด้วยความที่พวกเขาอาศัยแนบชิดกับธรรมชาติ พวกเขาจึงชอบออกไปเก็บเห็ดนานาชนิดมาปรุงเป็นอาหารต่างๆ ทว่าเมื่อน้ำท่วม กระแสน้ำอันกรากเชี่ยวได้ทำลายบ้านของพวกเขาทั้งหลังจนพังทลาย ผืนดินชื้นเปียก ครอบครัวบิงส์ต้องสร้างบ้านขึ้นมาใหม่ พวกเขาปลูกบ้านครอบลงไปบนพื้นดินเดิม และใช้ชีวิตต่อไปอย่างที่เคย
วันหนึ่ง มีเพื่อนบ้านมาเยี่ยมครอบครัวบิงส์ เพื่อนบ้านคนนี้เดินเข้าไป และสวนทางกับศาสตราจารย์คนหนึ่งที่ถือหนังสือเล่มโตหนีบไว้ใต้แขน ครอบครัวบิงส์พาเพื่อนบ้านเข้าไปในครัว ก่อนจะเปิดเตาอบอย่างภาคภูมิใจ เพื่ออวด ‘เห็ด’ ขนาดยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา พวกเขากำลังจะอบเห็ดนี้เพื่อเลี้ยงแขกในวันรุ่งขึ้น และศาสตราจารย์คนที่เห็นนั้น ก็มาตรวจสอบดูว่าเห็ดนี้เป็นเห็ดที่กินได้หรือไม่ ปรากฏว่ามันคือเห็ดที่กินได้จริงๆเสียด้วย เห็ดต้นที่ว่า ผุดขึ้นมาอย่างลึกลับและน่าอัศจรรย์เพียงชั่วข้ามคืน บนด้านหลังของโซฟาหรือเท้าแขนของอาร์มแชร์ผ้าตัวใดตัวหนึ่งซึ่งยังคงเปียกชื้นอยู่
ผมไม่รู้ว่าใครได้บทสรุปเรื่องนี้อย่างไรบ้าง แต่ผมชอบบทสรุปของคุณนะครับ-แอนนี่ คุณบอกว่า เห็ดที่เราเห็น คือประจักษ์พยานบอกเราว่า ที่แท้แล้ว น้ำท่วมอันรุนแรงนั้นไม่ได้พรากทุกสิ่งไปจากเราเสียหมด จะว่าไป น้ำท่วมไม่ได้ทำอะไรกับชีวิตและธรรมชาติเลยด้วยซ้ำ กระทั่งเชื้อพันธุ์ของเห็ดอันบอบบาง น้ำท่วมก็ยังทำอะไรมันไม่ได้ เห็ดยังคงอยู่ที่นี่ ตรงนั้นตรงนี้ อาจเป็นนอกบ้าน ใต้ต้นมะเดื่อ บนที่ดอนซึ่งน้ำท่วมไม่ถึง รวมถึงในบ้าน และกระทั่งบนเท้าแขนของอาร์มแชร์ชื้นๆตัวหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ ครอบครัวบิงส์จึงมีความหวังอยู่เสมอที่จะได้เห็นเห็ดมหัศจรรย์ผุดโผล่ขึ้นมาตรงนั้นตรงนี้ทุกเมื่อ พวกเขาอาจมีอาหารเย็นโผล่ขึ้นมาบนชั้นหนังสือ มีออร์เดิร์ฟเกิดขึ้นบนเปียโน หรือมีอาหารเช้าผุดขึ้นบนโต๊ะอาหารก็เป็นได้
และทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลมาจากน้ำท่วมครั้งนั้น ครั้งที่นำเอาการทำลายล้างและความชื้นมาสู่ผู้คน
แต่กระนั้น-แอนนี่ครับ, ผมก็ยังหวั่นหวาด เพราะธรรมชาติอาจเยียวยาผู้คนที่อยู่ชิดใกล้ธรรมชาติ ทว่าสำหรับคนเมืองอย่างผมที่อยู่ห่างไกลจากธรรมชาติ-ธรรมชาติจะเยียวยาเราหรือ
ผมได้แต่จินตนาการว่า บนคอนโดมิเนียมชั้นห้าที่ผมอาศัยอยู่นี้ บางทีเมื่อตื่นขึ้นในเช้าหนึ่ง ผมอาจเห็นผืนน้ำกว้างไกลสุดสายตาลึกเท่าชั้นสามหรือสี่ หรือแม้กระทั่งตื่นขึ้นพบตัวเองตกจมตายอยู่ใต้น้ำก็เป็นได้
เพราะเราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ในปีหน้า เดือนหน้า พรุ่งนี้ ชั่วโมงหน้า นาทีหน้า หรือวินาทีที่กำลังจะมาถึง
แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมอยากมีจิตที่ปกติได้เหมือนคุณ มองโลกได้สงบราบเรียบเหมือนคุณ ไม่ขึ้นตกแฟบฟูเหมือนอย่างที่ตัวเองกำลังเป็นอยู่ครับ
ผมเขียนมาบอกคุณถึงความกังวลใจเพียงเท่านี้ ผมรู้ว่าคุณจะปลอบโยนผมและมนุษยชาติอย่างไร
เพราะคุณได้ทำไปแล้ว ในหนังสือของคุณ
จากผม
คนที่พยายามมีชีวิตอยู่



