Rudolf Amenga-Etego นักต่อสู้เพื่อชุมชนในสงครามน้ำ
หนึ่งในปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของสังคมปัจจุบัน คือการรุกคืบของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ในพื้นที่ต่างๆ ที่ควรจะเป็นสมบัติส่วนรวม อาทิเช่น ทรัพย์สินทางปัญญาที่อยู่ในพื้นที่สาธารณะ และทรัพยากรธรรมชาติ กลุ่มทุนเหล่านี้พยายาม “แปรรูป” สาธารณสมบัติต่างๆ ให้เป็นของส่วนตัวและนำมาขายเอากำไร โดยใช้เส้นสายทางการเมือง ผลักดันให้รัฐออกกฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมการกระทำของตน เพื่อสร้างความชอบธรรม ควบคู่ไปกับการใช้เงินซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า
โดยอ้างว่าการแปรรูป จะช่วยเพิ่ม “ประสิทธิภาพ” ของการให้บริการ แม้ว่าผู้บริโภคส่วนหนึ่งอาจไม่สามารถรับภาระค่าน้ำค่าไฟที่เพิ่มขึ้นได้
เป็นที่มาของแนวคิดอันแพร่หลายในวิวาทะเรื่องนี้ คือความเชื่อที่ว่า เราต้องเลือกระหว่าง “ประสิทธิภาพ” และ “ความเท่าเทียมกัน” ในบริการสาธารณูปโภค ไม่สามารถทำได้ทั้งสองอย่างพร้อมกัน
...ถ้ารัฐเป็นเจ้าของกิจการ ผู้บริโภคจะได้รับความเท่าเทียมกัน แต่ประสิทธิภาพอาจด้อยกว่าเอกชน
...ถ้าเอกชนเป็นเจ้าของกิจการ ผู้บริโภคจะได้รับประสิทธิภาพ แต่อาจไม่ได้รับบริการอย่างเท่าเทียมกัน
แต่เหตุใดกิจการบางอย่างจึงไม่ควรให้เอกชนบริหาร? หรือถามอีกนัยหนึ่งคือ เหตุใด “ความเท่าเทียมกัน” จึงสำคัญมากกว่า “ประสิทธิภาพ” ในกิจการบางชนิด?
คำตอบอยู่ในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่อธิบาย “กิจการผูกขาดธรรมชาติ”:
ข้อจำกัดทางเทคโนโลยีและสภาวะแวดล้อมทำให้กิจการบางอย่างมีลักษณะที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “กิจการผูกขาดธรรมชาติ” (natural monopoly) ตัวอย่างเช่น ปกติจะมีผู้ประกอบการท้องถิ่นเพียงรายเดียวที่สามารถให้บริการส่งสัญญาณโทรศัพท์ สัญญาณเคเบิลทีวี น้ำประปา หรือไฟฟ้า มันเป็นเรื่องสิ้นเปลืองและงี่เง่าถ้าเราจะวางสายโทรศัพท์ทั่วประเทศขึ้นมาซ้อนกันหลายเครือข่าย หรือวางท่อประปาทับซ้อนกัน ในระดับชาติ กิจการผูกขาดธรรมชาตินั้นรวมทั้งการป้องกันประเทศ การช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ และการสร้างทางหลวงแผ่นดิน
ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เราเห็นชัดว่า รัฐบาลสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนในกิจการผูกขาดธรรมชาติได้ดีกว่าเอกชนมาก เพราะประชาชนสามารถควบคุมโครงการเหล่านี้ด้วยการโหวตลงคะแนน ซึ่งนักการเมืองต้องแข่งกันแย่งชิง เมื่อไหร่กิจการผูกขาดธรรมชาติถูกโอนถ่ายไปให้เอกชนทำ ผลที่เกิดขึ้นคือความล้มเหลวอย่างไม่มีข้อยกเว้น การไร้คู่แข่งขันแปลว่า บริษัทเอกชนสามารถขึ้นราคาสินค้าได้สูงลิบลิ่ว โดยผู้บริโภคไม่มีทางเลือกอื่น แต่ถ้ากิจการสาธารณูปโภคเป็นของรัฐ ผู้บริโภคสามารถลงคะแนนเสียงเลือกพรรคคู่แข่ง ให้ขึ้นครองอำนาจแทนพรรครัฐบาลได้
การแปรรูปเป็นเอกชนใช้การได้เฉพาะในกรณีที่ตลาดเสรีสามารถการันตีว่า จะเกิดการแข่งขันขึ้นในกิจการนั้นๆ เท่านั้น ถ้าการแข่งขันไม่สามารถเกิดได้ การแปรรูปจะสำเร็จก็ต่อเมื่อรัฐใช้กฎเกณฑ์ควบคุมอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้เกิดการใช้อำนาจผูกขาดในทางที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค
เนื่องจากกิจการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ เช่น น้ำประปา และไฟฟ้า ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาล จึงเป็นไปได้ยากที่จะหาคนมาแข่งขัน
นอกจากนั้น ไฟฟ้าและน้ำประปาควรจัดว่าเป็น “สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน” สำหรับประชาชนทุกคน ดังนั้นรัฐจึงควรมีหน้าที่ผลิต และแจกจ่ายน้ำไฟให้กับประชาชนทั่วประเทศ ในราคาย่อมเยา ไม่ใช่ดำเนินกิจการเพื่อแสวงหากำไร เหมือนกับบริษัททั่วไป
แต่ในความเป็นจริง สถาบันการเงินระหว่างประเทศ โดยเฉพาะธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) มักผลักดันให้ประเทศลูกหนี้ต่างๆ แปรรูปกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเหล่านี้ ให้เป็นของเอกชน โดยผูกเข้าเป็นเงื่อนไขหนึ่งของเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ที่ประเทศยากจนทั้งหลายจำเป็นต้องใช้ในการพัฒนาประเทศ
เพราะการแปรรูปย่อมหมายถึงเม็ดเงินจำนวนมหาศาล ที่จะวิ่งเข้าสู่กระเป๋าของบริษัทข้ามชาติ ที่มาจากประเทศร่ำรวยทั้งหลายที่อุดหนุนธนาคารโลก และไอเอ็มเอฟ เช่น สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ
โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของคนยากจน ที่จะต้องเผชิญกับค่าน้ำค่าไฟที่แพงขึ้น หลังการแปรรูปเสร็จสิ้นลง
หนึ่งในคนธรรมดาๆ ทีต่อสู้เพื่อป้องกันสิทธิในการใช้น้ำสะอาดของประชาชน คือ รูดอล์ฟ อาเมนก้า-เอเตโก้ (Rudolf Amenga-Etego) อดีตทนายความอายุ 40 ปี ผู้ก่อตั้งและประธานแนวร่วมต่อต้านการแปรรูปน้ำแห่งชาติ (National Coalition Against the Privatization of Water) ในกานา (Ghana) ประเทศยากจนในทวีปแอฟริกา ผู้ประสบความสำเร็จในการต่อต้านแผนการแปรรูปน้ำของรัฐบาลกานา ที่มีธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟหนุนหลัง จนสามารถบีบให้รัฐบาลระงับแผนการแปรรูปน้ำ ในปี พ.ศ. 2546
อาเมนก้า-เอเตโก้ ไม่เพียงแต่ต่อต้านนโยบายแปรรูปของรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังคิดค้นหาทางเลือกใหม่ในการบริหารจัดการน้ำ ที่ไม่ต้องอาศัยการแปรรูป นั่นคือ ให้ชุมชนรับผิดชอบในการจ่ายน้ำ ตั้งราคาค่าน้ำ เก็บค่าน้ำ และบำรุงรักษาท่อน้ำ โดยให้รัฐวิสาหกิจผู้ผลิตน้ำขายน้ำให้กับชุมชนในราคาขายส่ง และปรับปรุงคุณภาพน้ำ
แนวคิดของอาเมนก้า-เอเตโก้ แสดงให้เห็นว่า “ชุมชน” เป็นผู้เล่นในพื้นที่ทางเศรษฐกิจอันทรงพลัง ที่ปัจจุบันมีนักเศรษฐศาสตร์น้อยคนที่จะศึกษาอย่างจริงจัง
…..
ชนวนแห่งการเผชิญหน้า
เมื่อเขาเริ่มอาชีพทนายความได้ไม่นาน อาเมนก้า-เอเตโก้รับว่าความให้กับคนจนหลายรายที่ไม่สามารถจ่ายค่าน้ำประปา หรือถูกรัฐฟ้องขึ้นศาลในข้อหาแอบใช้น้ำเพื่อยังชีพโดยผิดกฎหมาย อาเมนก้า-เอเตโก้ เริ่มสนใจประเด็นนี้อย่างจริงจังเมื่อปี พ.ศ. 2542 เมื่อเพื่อนบ้านของเขาในกรุงอักกรา [Accra – เมืองหลวงของประเทศกานา] บ่นให้ฟังว่าถูกตัดน้ำ เพราะค่าน้ำแพงขึ้นเกือบเท่าตัว ทำให้พวกเขาจ่ายค่าน้ำไม่ทัน
ความลำบากของคนจนในการเข้าถึงและใช้น้ำประปา เป็นแรงผลักดันให้อาเมนก้า-เอเตโก้เริ่มสืบเสาะเรื่องราว เพื่อค้นหาต้นตอของปัญหานี้ เขาพบว่า การขึ้นค่าน้ำเป็นหนึ่งในมาตรการเตรียมตัวของรัฐบาลกานา ในการแปรรูปน้ำประปาให้เป็นของเอกชน ซึ่งเป็นนโยบายที่สนับสนุนโดยธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ
อาเมนก้า-เอเตโก้เล็งเห็นว่า ถ้ารัฐปล่อยให้น้ำประปาเป็นสินค้าในระบบตลาดเสรี พลเมืองกานาส่วนใหญ่จะไม่มีน้ำสะอาดใช้ เพราะจ่ายค่าน้ำไม่ได้ เขาจึงตัดสินใจลาออกจากงานที่กรมสรรพากร ออกมาท้าทายแผนการแปรรูปของรัฐบาลทั้งในศาล และบนท้องถนน
รัฐบาลกานาแยกระบบน้ำประปาของประเทศออกเป็นสองหน่วยธุรกิจเพื่อดึงดูดนักลงทุนเอกชน คือการประปาในเมืองซึ่งมีกำไร และรัฐบาลตั้งใจให้เอกชนบริหาร และการประปาส่วนภูมิภาคซึ่งขาดทุนอย่างต่อเนื่อง บริหารโดยองค์กรน้ำเพื่อชุมชน (Community Water Supply Agency – ย่อว่า CWSA) ก่อนปี 2538 นโยบายน้ำของรัฐตั้งอยู่บนความจำเป็นของประชาชนเป็นหลัก ดังนั้นรัฐบาลกานาจึงมุ่งเน้นการให้บริการน้ำประปากับชุมชนที่ยากจนที่สุด เพื่อยกระดับสุขอนามัย โดยเฉพาะในพื้นที่โรคพยาธิระบาด แต่ในปี 2538 ธนาคารโลกกำหนดให้ “การคืนต้นทุนทั้งจำนวน” (full cost recovery) เป็นหนึ่งในเงื่อนไขเงินกู้ ซึ่งหมายความว่า คนที่สามารถจ่ายค่าน้ำเต็มจำนวนเท่านั้น ที่จะได้รับอนุญาตให้ใช้น้ำประปา ในขณะที่คนที่จ่ายค่าน้ำไม่ได้ต้องถูกตัดน้ำ เงื่อนไขนี้เท่ากับเป็นการบังคับให้รัฐบาลกานายกเลิกนโยบายเดิม ส่งผลให้ประชาชนเดือดร้อนมากขึ้น
ในปี 2544 รัฐบาลกานา ซึ่งขณะนั้นเป็นหนี้ธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟถึงกว่า 12,000 ล้านบาท ประกาศขึ้นค่าน้ำกว่า 95 เปอร์เซ็นต์หรือเกือบเท่าตัว เพื่อทำให้กิจการน้ำประปามีกำไรดีกว่าเดิม ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลสามารถขายกิจการนี้ให้กับนักลงทุนต่างชาติ นำเงินมาใช้หนี้จำนวนดังกล่าวได้ ถ้าการแปรรูปดำเนินไปตามแผนของรัฐบาล กิจการน้ำประปาในเมืองซึ่งมีกำไร จะตกเป็นของเอกชน ปล่อยให้รัฐบาลบริหารการประปาส่วนภูมิภาคซึ่งขาดทุน และไม่สามารถใช้กำไรจากประปาตัวเมืองมาอุดยอดขาดทุนได้
การขึ้นค่าน้ำครั้งนั้นก่อให้เกิดความเดือดร้อนแสนสาหัสไปทั่วประเทศ บางครอบครัวถึงกับต้องให้ลูกออกจากโรงเรียน เพื่อเอาค่าเล่าเรียนมาจ่ายค่าน้ำ เนื่องจากชาวกานาส่วนใหญ่ (ประมาณสามในสี่ของประชากรทั้งประเทศ) เป็นผู้มีรายได้น้อย ทำให้ค่าน้ำที่พวกเขาต้องจ่ายในแต่ละเดือนมีสัดส่วนค่อนข้างสูง คือประมาณ 18 ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ นอกจากนี้ ชาวกานากว่า 70 เปอร์เซ็นต์ไม่มีน้ำประปาสะอาดใช้ ปัญหานี้เป็นบ่อเกิดของโรคร้ายกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของโรคทั้งหมดในประเทศ เช่น อหิวาตกโรค ไข้ไทฟอยด์ และโรคพยาธิทั้งหลาย
อาเมนก้า-เอเตโก้สังเกตเห็นว่า ภาระจากค่าน้ำที่แพงขึ้นนั้น ส่วนใหญ่ตกอยู่กับภรรยาและลูกสาวในครอบครัวคนจน เพราะผู้หญิงมีหน้าที่หาน้ำให้กับครอบครัว ภาพเด็กสาวเดินทูนภาชนะใส่น้ำไว้บนหัว เดินหลายกิโลยามเช้าตรู่เพื่อไปตักน้ำ แล้วก็เลยไปโรงเรียนสาย หลับในห้องเรียนและสอบตก กลายเป็นภาพเจนตาในกานาหลังจากที่รัฐบาลประกาศขึ้นค่าน้ำ
แต่อันตรายที่รุนแรงกว่านั้นรออยู่เบื้องหน้า ธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟเสนอให้เงินกู้จำนวน 400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 16,000 ล้านบาท) แก่รัฐบาลกานา เพื่อปฏิรูประบบน้ำประปาทั่วประเทศที่รัฐเป็นเจ้าของและให้บริการ แต่มีข้อแม้ว่า รัฐบาลจะต้องล้มเลิกข้อบังคับที่กำหนดให้ผู้ใช้น้ำรายใหญ่ที่ร่ำรวย และบริษัทห้างร้านต่างๆ ช่วยอุดหนุนต้นทุนค่าน้ำให้กับชุมชนผู้ยากไร้ นอกจากนี้ รัฐบาลต้องขายน้ำประปาที่ราคาตลาด ไม่ใช่ราคาต่ำที่รัฐช่วยพยุงเอาไว้ หลังจากได้ยินข้อเสนอนี้ พ่อค้าหัวใสหลายรายส่งขบวนรถบรรทุกไปขนน้ำ แล้วเอามาขายให้กับประชาชนที่ราคาแพงกว่าเดิมถึง 6 เท่า
ข้อตกลงระหว่างรัฐบาลกานากับธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ เปิดทางให้บริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่หลายรายที่มีอิทธิพลทางการเมือง อาทิเช่น วิเว็นดิ (Vivendi) เซาเออร์ (Saur) และซูเอส ลีอองเนสส์ (Suez Lyonnaise) จากฝรั่งเศส และไบวอเตอร์ (Biwater) จากอังกฤษ เข้ามาแสวงหากำไรในกิจการน้ำ แม้ผลการวิจัยในอดีตจะบ่งชี้ว่าการแปรรูปน้ำประปาให้เป็นของเอกชนมักส่งผลให้อัตราผู้ป่วยสูงขึ้น เพิ่มช่องว่างทางเศรษฐกิจ และทำให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมเร็วขึ้นก็ตาม รัฐบาลอเมริกันยุคประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช สนับสนุนนโยบายแปรรูปของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟเต็มที่ ในประเทศอเมริกาเอง ประธานาธิบดีบุชผลักดันกฎหมายที่จะบังคับให้ชุมชนทุกแห่งที่ต้องการเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลกลางเพื่อปรับปรุงระบบน้ำ ให้แปรรูปน้ำประปาเป็นของเอกชน
ปัญหาของการแปรรูปน้ำประปาให้เป็นของเอกชน
แนวทางการแปรรูปน้ำประปาที่ธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟเสนอ จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อประชาชนกานามากกว่าที่เคยผ่านมาในอดีต เพราะในขณะที่รัฐบาลอนุญาตให้บริษัทข้ามชาติเข้ามาบริหารกิจการน้ำประปาในเมืองที่ทำกำไร รัฐบาลก็ไม่ได้บังคับให้บริษัทเหล่านั้นนำรายได้ส่วนหนึ่งกลับมาลงทุนในระบบน้ำประปาของประเทศ เช่น ปรับปรุงคุณภาพน้ำ หรือขยายขอบเขตการให้บริการไปสู่ชุมชนที่ยังไม่มีน้ำประปาใช้ นอกจากนั้น บริษัทข้ามชาติยังได้รับอนุญาตให้โอนผลกำไรทั้งหมดกลับประเทศตนได้ แนวทางการแปรรูปแบบนี้ทำให้ผลประโยชน์ทั้งหมดตกอยู่กับบริษัทข้ามชาติ ในขณะที่ความเสี่ยงทั้งหมดตกอยู่กับประเทศกานา
ที่หนักข้อไปกว่านั้นคือ ธนาคารโลกบังคับให้รัฐบาลกานาต้องก่อหนี้เพิ่มอีก 20,000 ล้านบาท เพื่อจ่ายค่าลงทุนในการปรับโครงสร้างระบบน้ำ ให้กับบริษัทเอกชนที่ชนะประมูล ข้อบังคับนี้ทำความเสียหายสองทอดแก่เศรษฐกิจกานา: บริษัทข้ามชาติเอากำไรออกไปนอกประเทศ ในขณะที่ประเทศต้องรับภาระหนี้และดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้น
ก่อนที่บริษัทข้ามชาติจะ “ขโมย” น้ำประปาในกานาได้สำเร็จ ประโยชน์จากการพัฒนาที่กานาสะสมมาหลายสิบปี ก็ถูกลิดรอนลง เช่น ธนาคารโลกยืนกรานว่า ชุมชนต่างๆ ต้องอุดหนุนเงินจำนวน 5-10 เปอร์เซ็นต์ของเงินลงทุน ในโครงการน้ำในชนบท เช่น การขุดบ่อน้ำ หรือหลุมน้ำ แต่หลายครั้งชุมชนมีเงินไม่พอจ่าย ทำให้โครงการต้องหยุดชะงัก การที่กานามีบ่อน้ำสะอาดไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ส่งผลให้กานาเป็นประเทศที่มีโรคระบาดเป็นอันดับสองของโลก รองจากซูดาน ผู้ยากไร้ในชนบทส่วนใหญ่เผชิญกับทางเลือกอันน่าหดหู่ เมื่อต้องตัดสินใจเลือกระหว่างควักเงินซื้อน้ำ และจ่ายค่าเล่าเรียนให้ลูก หรือระหว่างซื้ออาหารให้ตัวเอง และซื้อน้ำให้ลูกหลาน
หลักฐานจากประเทศอื่นทำให้เรามองเห็นผลกระทบที่การแปรรูปน้ำประปาจะส่งผลต่อชุมชนรายได้น้อยในกานา ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศแอฟริกาใต้ เสียงเตือนจากองค์กรพลเรือนต่างๆ ได้กลายเป็นความจริง เมื่อการแปรรูปน้ำประปาในประเทศนั้นทำให้ผู้บริโภคกว่า 10 ล้านคน ถูกตัดน้ำตั้งแต่รัฐบาลดำเนินนโยบายนี้ คนยากจนใช้น้ำประปาไม่ได้เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำ บริษัทไบวอเตอร์ (Biwater) ของอังกฤษ ได้รับสัมปทานให้แปรรูปน้ำประปาในเมืองเนลสปรูอิท (Nelspruit) ของแอฟริกาใต้ แต่ผู้บริโภคไม่ยอมจ่ายค่าน้ำ เมื่อบริษัทปรับราคาขึ้นกว่า 3 เท่า บังคับให้ไบวอเตอร์ต้องหยุดตัดน้ำก่อนที่โครงการนี้จะพังพินาศ การวิพากษ์วิจารณ์อันกว้างขวางจากสังคม และการตีแผ่ผลงานอันสกปรกของบริษัทนี้ในประเทศอื่นๆ ทำให้ไบวอเตอร์ตัดสินใจไม่ร่วมประมูลสัญญาบริหารน้ำในกานา
ทางเลือกในการบริหารจัดการน้ำ: มอบอำนาจให้ชุมชน
สิทธิในการใช้น้ำ คือหนึ่งในสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของมนุษย์ น้ำเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่ควรยกให้บริษัทเอกชนเป็นเจ้าของ รัฐบาลมีหน้าที่รับประกันให้ประชาชนทุกคนมีน้ำใช้เพียงพอ แต่จวบจนปัจจุบัน ไม่ค่อยมีรัฐบาลใดที่พิจารณาทางเลือกอื่นในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ นอกเหนือจากแปรรูปกิจการให้เป็นของเอกชน บริษัทที่ปรึกษาสัญชาติอเมริกันและอังกฤษที่ได้รับมอบหมายให้ศึกษาทางออกสำหรับระบบน้ำของกานา ได้รับเลือกเพราะประวัติการสนับสนุนนโยบายแปรรูปของพวกเขา ไม่ใช่เพราะบริษัทเหล่านั้นมีความสามารถในการประเมินความต้องการของประชาชนชาวกานา อย่างเป็นธรรมและชอบธรรม
แต่ในความเป็นจริง ทางเลือกในการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องใช้วิธีแปรรูปให้เป็นของเอกชน มีให้เห็นทั่วโลก ตัวอย่างที่ดีเยี่ยมมีให้เห็นในกานา ซึงต้องขอบคุณความพยายามของอาเมนก้า-เอเตโก้ เขาสนับสนุนโมเดลองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ที่ฉีกแนวออกจากโมเดลทั่วไปที่คนเข้าใจว่า การบริหารจัดการน้ำต้องเป็นหน้าที่ของรัฐ (ซึ่งมักจะขาดทุนและให้บริการต่ำกว่ามาตรฐาน) หรือของเอกชน (ซึ่งทำกำไร ให้บริการที่ดีกว่า แต่เฉพาะสำหรับผู้บริโภคที่จ่ายค่าน้ำได้) แต่ในโมเดลของอาเมนก้า-เอเตโก้ รัฐบาลเป็นผู้ผลิตน้ำให้กับชุมชนในราคาขายส่ง ชุมชนรับผิดชอบการจ่ายน้ำ เก็บค่าน้ำ และบำรุงรักษาระบบ อาเมนก้า-เอเตโก้เชื่อว่า การให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการระบบน้ำเองทำให้พวกเขารับผิดชอบมากขึ้น เขาบอกว่า มันเป็นการคืนอำนาจสู่มือประชาชน น้ำคือชีวิต และถ้าทุกคนสามารถควบคุมชีวิตของพวกเขา พวกเขาจะทำงานได้ดีขึ้น
ตัวอย่างความสำเร็จของอาเมนก้า-เอเตโก้ คือหมู่บ้านชื่อซาเวลูกู (Savelugu)ซึ่งเคยมีโรคพยาธิระบาดรุนแรงที่สุดในประเทศ คือผู้ป่วย 600 ราย จากประชากร 20,000 คน อาเมนก้า-เอเตโก้สนับสนุนให้รัฐบาลกลางและเอ็นจีโอข้ามชาติบางราย ร่วมมือกับชุมชน เจรจาต่อรองกับบริษัทน้ำที่เป็นรัฐวิสาหกิจในเมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้ที่สุด คือเมืองเทมาเล (Temale) ให้ขายน้ำประปาในราคาขายส่งให้กับชุมชน ไปแจกจ่ายกันเอง ปัจจุบันชุมชนซาเวลูกูรับผิดชอบการจ่ายน้ำ เก็บค่าน้ำ บำรุงรักษาระบบน้ำประปา และให้บริการหลังการขาย ชุมชนรู้ว่า ครอบครัวใดบ้างที่จ่ายค่าน้ำไม่ได้ และยกเว้นให้พวกเขาไม่ต้องจ่าย การที่ชุมชนมีอำนาจควบคุมระบบน้ำ ทำให้พวกเขามีแรงจูงใจที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น ท่อน้ำระเบิด อย่างทันท่วงที ทำให้ลดปัญหาการจ่ายน้ำเกิน นอกจากนี้ ชุมชนซาเวลูกูตัดสินใจลดราคาค่าน้ำ จนถึงระดับที่ชาวบ้านส่วนใหญ่พอจะจ่ายได้
ปัจจุบันโรคพยาธิในหมูบ้านซาเวลูกูลดลงเกือบเป็นศูนย์ และประชากรกว่า 74 เปอร์เซ็นต์มีน้ำประปาสะอาดใช้ เทียบกับค่าเฉลี่ยชนบททั้งประเทศที่ 36 เปอร์เซ็นต์ ในสามปีที่ผ่านมา ชุมชนซาเวลูกูเก็บค่าน้ำได้ 100 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้วิกฤติน้ำขาดแคลนในตัวเมืองเทมาเล ซึ่งเกิดจากการได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐไม่เพียงพอ และการเตรียมการแปรรูปให้เป็นของเอกชน ส่งผลให้บริษัทผู้ผลิตน้ำต้องจำกัดปริมาณน้ำที่จ่ายให้ชุมชนซาเวลูกู ทำให้โมเดลนี้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรจะเป็น
ความสำเร็จของอาเมนก้า-เอเตโก้

อาเมนก้า-เอเตโก้ต่อต้านแผนการแปรรูปน้ำประปาของธนาคารโลกและรัฐบาลกานาอย่างเข้มข้น มีเหตุผล และเป็นระบบ ด้วยการก่อตั้งแนวร่วมต่อต้านการแปรรูปน้ำแห่งชาติ (National Coalition Against the Privatization of Water) ความกระตือรือร้นและอุดมการณ์อันแน่วแน่ของอาเมนก้า-เอเตโก้ ทำให้เขาได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในหลากหลายสาขาอาชีพอย่างท่วมท้น ชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์พลเรือนกานา นักสุขอนามัย ชาวนา นักวิชาการ นักสิ่งแวดล้อม สหภาพแรงงาน นักเรียนนักศึกษา และแม้แต่ผู้นำศาสนา ร่วมกันเคลื่อนไหวต่อต้านบริษัทข้ามชาติ แจกแจงอันตรายของการแปรรูปให้ประชาชนและสื่อต่างๆ รับรู้ กดดันรัฐบาล และศึกษาวิจัยโมเดลทางเลือกในการบริหารจัดการน้ำประปา ที่ตั้งอยู่บนความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่น โดยให้รัฐอุดหนุนค่าน้ำ แล้วให้ชุมชนรับผิดชอบการจ่ายน้ำ เก็บค่าน้ำ และบำรุงรักษาท่อน้ำด้วยตัวเอง ดังตัวอย่างหมู่บ้านซาเวลูกูที่กล่าวถึงข้างต้น
ความพยายามของอาเมนก้า-เอเตโก้ สัมฤทธิ์ผลเมื่อต้นปี 2546 เมื่อรัฐบาลกานายอมก้มหัวต่อแรงกดดันจากประชาชน ประกาศระงับโครงการแปรรูปน้ำประปา ขณะเดียวกันกับที่เจ้าหน้าที่รัฐถูกบีบให้กลับไปทบทวนนโยบายการแปรรูป ประชาชนชาวกานาก็เฉลิมฉลองชัยชนะที่สำคัญยิ่งต่อการพัฒนาประเทศของพวกเขาตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย
ความสามารถ ความซื่อตรง และพรสวรรค์ของอาเมนก้า-เอเตโก้ ในการสื่อสารกับทั้งโลกของผู้มีอำนาจ และโลกของผู้ยากไร้ ช่วยยกระดับให้การแปรรูปน้ำประปากลายเป็นประเด็นทางการเมืองและสาธารณสุขที่สำคัญระดับโลก การต่อต้านของอาเมนก้า-เอเตโก้ชักนำให้เขาพบกับเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ช่วยระดับสูงจากทั่วโลก รวมทั้งโทนี่ แบลร์ (Tony Blair) นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เดนนิส คูซินิช (Dennis Kucinich) และบาร์บาร่า ลี (Barbara Lee) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของอเมริกา และโน้มน้าวชุมชนอันหลากหลาย ตั้งแต่เจ้าหน้าที่รัฐในซาน ฟรานซิสโก จนถึงเจ้าของฟาร์มฐานะดีในรัฐเคนตักกี้ ให้ปฏิเสธแผนการแปรรูปน้ำประปาของรัฐบาลกลางในชุมชนของพวกเขา เอ็นจีโอในเซเนกัลและอูกานา ประเทศผู้ยากไร้อีกสองประเทศในทวีปแอฟริกา กำลังต่อสู้สงครามน้ำในประเทศของเขา เพราะได้รับแรงบันดาลใจจากความสำเร็จของอาเมนก้า-เอเตโก้
ความพยายามของอาเมนก้า-เอเตโก้ ทำให้เขาเป็นหนึ่งในหกคน ที่ได้รับรางวัลสิ่งแวดล้อมโกลด์แมน (Goldman Environmental Prize) ในปี 2547 อาเมนก้า-เอเตโก้บอกว่า เขาจะนำเงินรางวัลส่วนใหญ่ไปสร้างอ่างเก็บน้ำในชุมชนของเขา และเอาเงินที่เหลือไปสร้างเครือข่ายและประสานงานระหว่างผู้ต่อต้านการแปรรูปทั่วประเทศ เป้าหมายสูงสุดของอาเมนก้า-เอเตโก้คือ ทำให้ชาวกานาทุกคนมีน้ำดื่มที่สะอาด และราคาย่อมเยาใช้ ภายในปี พ.ศ. 2553
วารสารสิ่งแวดล้อมชื่อ Grist สัมภาษณ์อาเมนก้า-เอเตโก้ หลังจากที่เขาได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้:
…..
คำถาม: การขาดแคลนน้ำดื่มที่สะอาดส่งผลกระทบอย่างไรบ้างต่อชาวกานาครับ?
คำตอบ: น้ำสะอาดเป็นสิ่งที่ชาวกานาทุกคนต้องใช้ในการดูแลบ้านเรือน ภาวะขาดแคลนน้ำสะอาดเป็นผลเสียต่อการดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์ และวัณโรค การเลี้ยงดูเด็กทารก และการทำความสะอาดบ้าน การขาดแคลนน้ำสะอาดทำให้คนเป็นโรคไข้รากสาดน้อยและอหิวาตกโรค กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของโรคทั้งหมดในประเทศนี้มาตามน้ำ ผู้หญิงต้องเดินหาน้ำวันละหลายกิโล ทำให้เด็กผู้หญิงซึ่งส่วนใหญ่มีหน้าที่หาน้ำให้ครอบครัว ต้องเสียเวลาเรียน ทำให้มาตรฐานการเรียนรู้ของผู้หญิงลดลงด้วย
คำถาม: พฤติกรรมของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ มีผลกระทบต่อปัญหาเหล่านี้อย่างไรบ้าง?
คำตอบ: องค์กรทั้งสองมีบทบาทที่สำคัญ ก่อนที่พวกเขาจะมาสนใจกานา เราเคยมีระบบที่บังคับให้บริษัทและคนรวยในเมือง จ่ายค่าน้ำสูงกว่าคนอื่นๆ เล็กน้อย เพื่ออุดหนุนค่าน้ำให้ชาวบ้านในชนบท ซึ่งส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟใช้นโยบายที่เขาเรียกว่า นโยบายขับเคลื่อนโดยอุปสงค์ (demand-driven policy) คือเปิดน้ำให้เฉพาะบ้านที่จ่ายค่าน้ำได้ การแปรรูปน้ำให้เป็นของเอกชน เป็นเงื่อนไขในการให้เงินอุดหนุนต่อกานา ในการปรับปรุงและขยายระบบน้ำ การแปรรูปทำให้ราคาน้ำพุ่งสูงขึ้นมาก และสร้างกำแพงกีดกันผู้ประกอบการรายใหม่
คำถาม: อะไรทำให้คุณหันมาสนใจปัญหานี้?
คำตอบ: การที่ผมอาศัยอยู่ในชุมชนยากจน ทำให้เห็นความลำบากของผู้คนในการหาน้ำสะอาดใช้ ด้วยตาของผมเอง การที่ผมเป็นทนาย ทำให้หลายครั้งผมมีโอกาสให้คำปรึกษากับเพื่อนบ้านที่ไม่มีปัญญาจ่ายค่าน้ำ ทำให้พวกเขาขโมยน้ำใช้โดยผิดกฎหมาย พวกเขามีชีวิตอยู่กับวงจรอุบาทว์ คือไม่มีเงินใช้ ไม่มีใครให้บริการ และต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่รัฐจะจับตัวไปดำเนินคดี ถ้าคุณใช้ชีวิตอยู่กับคนเหล่านี้ คุณจะต้องรู้สึกอยากช่วยพวกเขาเหมือนกัน อันนี้ทำให้ผมเริ่มสืบเสาะ ค้นคว้าหารากของปัญหา และผมก็พบว่านโยบายแปรรูปคือสาเหตุหลัก ผมเลยตัดสินใจว่าเราต้องต่อสู้นโยบายนี้
คำถาม: กลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดของคุณคืออะไรครับ?
คำตอบ: ผมคิดว่า สิ่งที่เราประสบความสำเร็จมากที่สุดคือ การช่วยให้กลุ่มผู้ใช้แรงงานเคลื่อนไหวไปทางเดียวกับชุมชนยากจน ออกจดหมายประท้วงและเดินขบวน เพื่อแสดงให้ทุกฝ่ายเห็นว่า พวกเขาไม่ยอมรับการแปรรูปอีกต่อไป ทุกเดือนหรือสองเดือนจะมีการเดินขบวนหรือการชุมนุมครั้งใหญ่ ที่ชุมชนต่างๆ มาพบปะกัน และแสดงความโกรธหรือคับข้องใจเกี่ยวกับการแปรรูปและการแทรกแซงของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ
หลังจากเราทำแบบนี้ได้ไม่นาน รัฐบาลกลางก็ต้องออกมาประนีประนอม เพราะรัฐบาลทุกชุดต้องการชนะการเลือกตั้ง และพวกเขารู้ดีว่าการแปรรูปจะทำให้คะแนนนิยมลดลงมาก บริษัทข้ามชาติเห็นว่าทุกฝ่ายต่อต้านการแปรรูป และรู้ว่าเขาจะไม่สบายใจถ้าทำงานในกานาต่อไป กุญแจสำคัญต่อความสำเร็จของเราคือความสามัคคีระหว่างประเทศ – เราร่วมมือกับกลุ่มผู้ต่อต้านในอเมริกาและอังกฤษ ประเทศบ้านเกิดของบริษัทข้ามชาติเหล่านี้ กลุ่มผู้ต่อต้านเหล่านั้นไปประท้วงที่หน้าสำนักงานใหญ่ของพวกเขา และที่ไอเอ็มเอฟด้วย
คำถาม: คุณคิดว่า ประเทศควรจัดการและแจกจ่ายน้ำดื่มอย่างไรครับ?
คำตอบ: เพราะน้ำคือชีวิต คือสิ่งที่สำคัญมาก มันควรเป็นสมบัติสาธารณะ ชุมชนท้องถิ่นควรมีสิทธิเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐรับผิดชอบปัญหามลภาวะและปัญหาอื่นๆ เพราะถ้าคุณให้บริษัทเอกชนรับผิดชอบ พวกเขาก็จะรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นเท่านั้น รัฐควรบริหารจัดการน้ำ แต่ให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วม เพราะการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นจะช่วยป้องกันคอร์รัปชั่น ทำให้กระบวนการต่างๆ โปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ และใช้ระบอบประชาธิปไตยถ้าเจ้าหน้าที่รัฐไม่ปฏิบัติหน้าที่
หลังจากที่ธนาคารโลกหยุดโครงการแปรรูป แหล่งน้ำส่วนใหญ่ในกานายังเป็นสาธารณสมบัติ มีหมู่บ้านหนึ่งชื่อ ซาเวลูกู ที่ใช้โมเดลความร่วมมือระหว่างชุมชนท้องถิ่นกับรัฐวิสาหกิจผู้ผลิตน้ำ เราเรียกโมเดลนี้ว่าเป็นพันธมิตรสาธารณะ ชุมชนเก็บค่าน้ำ จ่ายน้ำ และตั้งราคาค่าน้ำ รัฐวิสาหกิจรับผิดชอบเรื่องคุณภาพน้ำ ในสามปีที่ผ่านมา เราเก็บค่าน้ำได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็เลยใช้ซาเวลูกูเป็นต้นแบบสำหรับหมู่บ้านอื่นๆ
คำถาม: คุณคิดว่ามีกรณีใดบ้างหรือไม่ ที่การแปรรูปน้ำให้เป็นของเอกชนทำให้คนใช้น้ำได้มากขึ้น?
คำตอบ: ถ้าคุณปล่อยให้ราคาค่าน้ำขึ้นอยู่กับระบบตลาด ความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลาจะผลักให้ราคาสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ดังนั้น ถ้าเราเชื่อว่าน้ำเป็นสิทธิมนุษยชน เราก็ไม่ควรปล่อยให้ตลาดเป็นผู้กำหนดราคาน้ำ ผมมองไม่เห็นว่าตลาดจะสามารถจ่ายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพได้
คำถาม: คุณมีอะไรจะบอกกับประเทศและเมืองอื่นๆ ที่กำลังพิจารณากระบวนการแปรรูปน้ำหรือเปล่าครับ?
คำตอบ: อย่างแรกที่ผมบอกพวกเขาเสมอๆ คือ ต้องให้ชุมชนเป็นเจ้าของแหล่งน้ำ ชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่า ใครจะเป็นผู้จัดการน้ำ และอย่างไร นอกจากนั้น ชุมชนต้องมีความรับผิดชอบเพียงพอที่จะช่วยเหลือผู้ผลิตน้ำ ซึ่งควรเป็นบริษัทของรัฐ ชุมชนต้องช่วยกันแจ้งจุดที่ท่อน้ำแตก และน้ำเสีย ท้ายที่สุด ควรจะมีวิธีจ่ายน้ำในราคาย่อมเยา หรือฟรี ให้กับสมาชิกชุมชนที่ไม่สามารถจ่ายค่าน้ำได้ ถ้าชุมชนนั้นมีบ้านพักคนชรา หรือสถานพักฟื้นผู้ป่วยโรคเอดส์ ชุมชนควรรับภาระร่วมกันเพื่อดูแลให้พวกเขาเหล่านั้นมีน้ำใช้ นี่เป็นหน้าที่ที่เรามีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
คำถาม: คุณเคยถูกคุมขัง และหนีไปใต้ดินเพราะการเคลื่อนไหวทางการเมือง คุณเอาแรงบันดาลใจที่จะทำงานต่อมาจากไหนครับ?
คำตอบ: ในประเทศของผม เมื่อคุณเดินออกไปข้างนอก คุณจะเห็นผู้หญิงยากจนที่แบกลูกไว้บนหลัง เดินหาน้ำดื่ม หัวใจของคุณจะต้องด้านชามากๆ ที่จะไม่รู้สึกสงสาร คนเหล่านี้ลำบากยากแค้นจริงๆ ครับ
คำถาม: ประเด็นเร่งด่วนที่สุดที่กลุ่มของคุณเผชิญหน้าอยู่ตอนนี้คืออะไรครับ?
คำตอบ: ธนาคารโลกยืนยันว่า รัฐบาลควรเซ็นสัญญาให้บริษัทเอกชนบริหารจัดการน้ำเป็นเวลาห้าปี เราคิดว่าข้อเสนอนี้คือวิธีทำให้คนตายใจ จะได้รู้สึกว่ารัฐบาลไม่อยากแปรรูปอีกแล้ว แต่สัญญาบริหารน้ำแบบนี้เป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของการแปรรูป เพราะมันยกการจัดการน้ำให้กับบริษัทข้ามชาติ ปีนี้เป็นปีเลือกตั้ง เราจึงกำลังเดินสายไปหาประชาชน เรียกร้องไม่ให้เขาโหวตให้กับพรรคที่สนับสนุนการแปรรูป
คำถาม: แนวร่วมต่อต้านการแปรรูปในอเมริกา จะช่วยพวกคุณได้อย่างไรครับ?
คำตอบ: อันดับแรกนะครับ เพราะเรากำลังพูดถึงไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก ต้องมีคนไปเผชิญหน้าองค์กรทั้งสอง และเรียกร้องให้พวกเขาปล่อยเงินกู้เพื่อสาธารณูปโภคพื้นฐานโดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ อีกอย่างที่ช่วยเราได้คือแบ่งปันผลการวิจัยในประเด็นที่จะช่วยเรา เช่น ถ้ามีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยจ่ายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและในราคาถูก จะช่วยเราโน้มน้าวรัฐบาลได้ง่ายขึ้น.




