Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
คนค้นสัตว์
แทนไท ประเสริฐกุล


ทำไมพริกถึงเผ็ด?

โอเคครับ ผมยอมรับว่า ตอนแรก ผมกะจะเขียนคอลัมน์คนค้นสัตว์นี้ ให้เป็นลักษณะของเรื่องสั้น เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเป็นตอนๆ ไป แต่ละตอนอาจจะไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ดำเนินเรื่องโดยตัวละครชื่อยีบัดเหมือนกัน โดยยีบัดในตอนหนึ่งอาจจะเป็น นักชีววิทยา ส่วนอีกตอนอาจจะเป็นเด็กอ้วนชาวเยอรมันก็ได้ ไม่จำกัด อย่างไรก็ตาม ทุกตอนจะต้องสามารถเชื่อมโยงไปเข้ากับเรื่องของชีวิตสัตว์ หรือเรื่องราวของกฎเกณฑ์ธรรมชาติในแง่มุมต่างๆ จนในที่สุด ยังผลประเทืองปัญญาให้แก่ผู้อ่านได้อย่างมีอรรถรส

และนั่นก็คือโจทย์ที่ผมตั้งไว้ให้กับตัวเอง และมันก็เป็นโจทย์ที่...ในที่สุด ผมก็ทำไม่ได้

หลังจากได้เขียนตอนแรกจบไปเมื่อสามเดือนก่อน ก็ไม่มีไอเดียเข้ามาในหัวอีกเลยว่าจะเขียนตอนต่อไปเป็นอย่างไรดี ไอ้เรื่องหรือประเด็นที่จะให้เขียนน่ะ มีอยู่ แต่ไอ้รูปแบบการนำเสนอนี่คิดไม่ออก ยกตัวอย่างเช่น ผมอาจจะอยากเขียนเรื่องเกี่ยวกับ ทำไมหมาถึงต้องเห่า ซึ่งถ้าว่ากันตามโจทย์เดิม จะให้เขียนธรรมดาๆ ก็ไม่ได้ ต้องมานั่งนึกสร้างฉาก สร้างตัวละคร อาจจะสมมุติให้หมาจรจัดตัวนึงชื่อยีบัด เป็นตัวดำเนินเรื่อง แล้วก็เล่าเรื่องจากมุมมองของมัน ว่าเวลามันเห่ามันต้องการสื่ออะไร คิดไปคิดมาอาจจะ เอ.. หรือว่าจะผูกเรื่องให้มันไปตกหลุมรักกับพุดเดิ้ลไฮโซที่อยู่ในรั้วบ้านเศรษฐีด้วย.. ไม่แน่ อาจจะแต่งให้หลังจากที่ผิดหวังกับความรัก จึงต้องหันมาสนใจหมาจรจัดตัวผู้ด้วยกันเองแทน เป็นการโยงไปถึงประเด็นเรื่อง ทำไมหมาถึงเป็นเกย์ ไปด้วยในตัว.. แต่โอ้ย แล้วเรื่องมันจะออกมาดีเหรอ มันจะประทับใจรึเปล่า มันจะให้สาระรึเปล่า.. ไม่เอาดีกว่า เอาใหม่ คราวนี้ให้ยีบัดเป็นแมวที่สงสัยว่าหมามันเห่าอะไรกันดีกว่า.. อืมม.. จะดีจริงรึเปล่าวะ..ไม่เอาดีกว่า เอาใหม่ๆ..

เนี่ยครับ ก็เลยเป็นแบบนี้เรื่อยมา แล้วก็เลยเขียนไม่ออกซักกะที

มาถึงตอนนี้ ผมได้ข้อสรุปมาแล้วสองอย่าง หนึ่งคือ เพิ่งรู้ว่าการเขียนเรื่องแต่ง(fiction)นี่มันยากจริงๆ ขอยกย่องคารวะชื่นชมนักเขียนทั้งหลายที่สามารถเขียนแนวนี้ได้ สอง คือผมคงไม่ได้เขียน คนค้นสัตว์ ต่อไปแน่ ถ้าไม่รีบหวนกลับสู่รูปแบบที่ตัวเองถนัดที่สุด จริงอยู่มันอาจจะไม่ได้งดงาม แหวกแนว และท้าทาย เท่ากับที่ผมตั้งใจไว้ทีแรก แต่ผมก็ต้องยอมจำนนครับ เพราะตระหนักแล้วว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเขียน ก็คือการ “ได้เขียน”

เพราะฉะนั้นจากนี้ไป ผมจะคิดซะว่า ท่านผู้อ่านคือญาติสนิท มิตรสหาย ที่กำลังนั่งกินกาแฟอยู่ร่วมโต๊ะเดียวกัน แล้วผมมีเรื่องอะไรอยากเล่า ผมก็จะเล่าให้ท่านฟัง อย่างตรงไปตรงมา และอย่างเป็นกันเอง มันเป็นวิธีเดียวที่ผมมีความสามารถทำได้ดีที่สุดในตอนนี้ ใครนึกอยากอ่านนิยายวิทยาศาสตร์จินตนาการบรรเจิดของแทนไท ประเสริฐกุล ก็คงต้องรอไปก่อนล่ะนะครับ อีกซัก 10 ปี 20 ปี.. แต่ ตอนนี้ ถ้าท่านอยากอ่านบทความง่ายๆ ที่สามารถทำให้ท่านได้ฉุกคิดในเรื่องราวของธรรมชาติ บางเรื่องที่ท่านไม่เคยได้คิดมาก่อน หรืออาจจะสงสัยมานานแล้ว แต่ยังไม่เคยเจอคำตอบ ขอเชิญชวนมาร่วมค้นไปพร้อมกับผมที่นี่ได้เลยครับ.. กับการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งของ คนค้นสัตว์


ทำไมพริกถึงเผ็ด?

คำถามนี้เกิดขึ้นในใจข้าตอนกำลังนั่งกินส้มตำกับแฟนอยู่ที่โลตัสพระราม 1

โอเค พริกมันไม่ใช่สัตว์ เพราะฉะนั้นเลยไม่ตรงกับชื่อคอลัมน์ แต่เอาเถอะ.. อ่านๆ ไปเดี๋ยวจะเข้าใจเองว่า ถ้าไม่มีสัตว์ พริกก็คงไม่เกิดขึ้นมาบนโลกนี้เหมือนกัน

อันดับแรก เรามาวิเคราะห์กันก่อนดีกว่าว่า แท้จริงแล้ว สิ่งที่เรียกว่าพริกมันคืออะไรกันแน่ บางคนมองว่า มันก็เป็นแค่เครื่องปรุงชนิดหนึ่ง ซึ่งออกจะเข้าข้างมนุษย์ไปสักหน่อย ถ้าหากไปถามพืช มันคงไม่ตอบว่า ฉันเกิดมาเพียงเพื่อให้คนกิน.. ในขณะเดียวกัน บางคนก็มองว่า พริกคือผลไม้ชนิดหนึ่ง ก็เหมือนกับส้ม แตงโม ฟักแม้ว และอื่นๆ มีเนื้อ มีเม็ด มีเปลือก คล้ายๆ กัน อันนั้นเป็นมุมมองที่ถูกต้อง แต่ก็ยังต้องถามต่อไปอีกว่า แล้วไอ้ที่เราเรียกกันว่า ‘ผลไม้’ นั่นน่ะ มันคืออะไรกันแน่

จากมุมมองของพืช ผลไม้ ก็คือ เครื่องมือกระจายพันธุ์ของมัน พวกท่านคงเคยได้ยินคำกล่าว ‘ลูกนกบินออกจากรัง’ แน่นอน ลูกนกมันมีปีกบินออกจากรังเองได้ ไม่ต้องอยู่ให้เป็นภาระพ่อแม่ไปตลอด แต่ถ้าเป็นต้นไม้ ท่านจะไม่เคยได้ยิน ‘ลูกไม้บินออกจากรัง’ จะเคยได้ยินก็แต่ ‘ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น’ หล่นตรงไหนก็แป้กอยู่ตรงนั้น พองอกโตขึ้นมา กลับกลายเป็นว่า ทั้งพ่อทั้งลูกต้องมาแย่งกันกินทรัพยากรแผ่นดินที่มีอยู่อย่างจำกัดในบริเวณนั้น เป็นสภาพที่แลดูน่าอดสูเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ กระบวนการคัดเลือกตามธรรมชาติจึงผลักดันให้ต้นไม้จำนวนมาก มีการสร้างผลไม้ออกมา คือแทนที่จะมีแค่เมล็ดเปลือยๆ อย่างเดียวแบบหล่นตรงไหนงอกตรงนั้น ก็ให้มีการสร้างน้ำสร้างเนื้อ สร้างเปลือกที่มีสีสันล่อตาล่อใจมาห่อหุ้มเมล็ดไว้ด้วย ทั้งนี้และทั้งนั้น เพื่อจุดประสงค์อันแยบยลเพียงหนึ่งเดียว นั่นก็คือ ดึงดูด สัตว์ทั้งหลาย ที่เป็นเพื่อนทุกข์ อดอยากปากแห้ง ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ให้มาลองลิ้มชิมรส ผลไม้อันแสนอร่อย..

สัตว์ส่วนใหญ่พอกินผลไม้เสร็จ ก็รู้สึกว่าเอ้อ พืชนี่มันดีเว้ย อยู่ดีๆ ก็ทำอาหารออกมาให้เรากิน ช่างมีความเสียสละจริงๆ สู้ต่อไปนะพืช.. แต่จริงๆ แล้วสัตว์หารู้ไม่เลยว่า กำลังตกเป็นเครื่องมือของพืชอยู่.. เนื้อผลไม้หวานฉ่ำที่สัตว์ได้กินเข้าไปนั้น แท้จริงแล้วแฝงแอบไว้ด้วยเจตนาแอบแฝง พืชไม่ได้ให้สัตว์กินฟรี แต่ให้กินเพราะหวังผลตอบแทนจากการขี้เรี่ยราดของสัตว์ ลองนึกภาพ นกตัวหนึ่งจิกกินผลส้ม เนื่องจากความเป็นนกไม่เรื่องมาก จึงกลืนเม็ดลงไปด้วย พออิ่มแล้วก็บินจากไป ระหว่างทางที่บินกลับรัง ก็ทิ้งบอมบ์เป็นระยะๆ เพียงเท่านี้ ลูกไม้ก็ไม่จำเป็นต้องหล่นใกล้ต้นอีกต่อไป เท่ากับพืชจ้างวานสัตว์ให้ทำหน้าที่ช่วยกระจายพันธุ์ให้ เนื้อผลไม้หวานๆ นั่น ก็เปรียบเสมือนค่าจ้าง ค่าตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ ยิ่งอร่อยมากเท่าไหร่ เดี๋ยวทีหลัง สัตว์ก็ยิ่งติดใจ กลับมากินผลไม้ที่ต้นไม้ต้นเดิมอีก อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบในลักษณะนี้อาจไม่ถูกต้องซะทีเดียว เพราะจริงๆ แล้วสัตว์ไม่ได้รู้ตัวว่ากำลังทำงานให้พืชอยู่ มันก็สนใจแค่หากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แค่กินแค่ขี้ของมันไปตามเรื่อง ก็แค่นั้นเอง

โดยสรุป ผลไม้ สำหรับพืชก็เปรียบเสมือนการลงทุนแบบเก็งกำไร เริ่มจากหยิบยื่นในสิ่งที่สัตว์ต้องการ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ สร้างฐานกำลังสนับสนุนที่แข็งแรง ในที่สุดก็ได้มาซึ่งอำนาจที่ลำพังตนเองไม่สามารถเป็นเจ้าของได้ตั้งแต่กำเนิด จากนั้นก็อาศัยอำนาจที่ได้รับมานั้น เอื้อให้เกิดผลประโยชน์ต่อกิจการของตนเอง ชนิดที่เรียกว่า สุดท้ายเมื่อบวกลบกลบหนี้แล้ว ได้ผลกำไรตอบแทนกลับมามากกว่าที่ลงทุนไปเป็นหลายเท่าตัว..

..และมันก็เป็นเช่นนี้เอง โลกของธรรมชาติ คือโลกของนักลงทุน และพืชที่ประสบความสำเร็จในการทำแบบนี้ จะไม่มีวันสูญพันธุ์.. (อย่างน้อย ถ้าไม่โดนตัดไปทำ A4 ซะหมดก่อน)

แล้วตกลง ทำไมพริกถึงเผ็ดล่ะ?

อืมมม.. อันนี้เราก็ต้องมาดูกันต่อก่อนว่า ทำไมผลไม้อื่นถึงหวาน.. แน่นอน อันนี้ตอบได้ไม่ยาก หลังจากที่เกริ่นมายืดยาวขนาดนี้ ท่านทั้งหลายคงพอจะคาดเดาได้ว่า ถ้าผลไม้ยิ่งหวาน ก็ยิ่งเป็นที่ถูกปากของสัตว์ต่างๆ และเมื่อมีสัตว์มากินมากขึ้น ก็ยิ่งช่วยนำพาเมล็ดพืชไปตก ไปงอก ยังที่อื่นๆ ต่างๆ มากขึ้น ซึ่งสุดท้าย ก็ทำให้ต้นพืชเจ้าของผลไม้รสหวานละมุนนั้น ประสพความสำเร็จในการสืบพันธุ์ ยิ่งๆ ขึ้นไป

จะเห็นว่า พืชได้รับประโยชน์จากการที่ผลไม้มีรสหวาน สัตว์เองก็ได้รับประโยชน์จากการกินผลไม้ที่มีรสหวาน (น้ำตาลเป็นเชื้อเพลิงหลักของเครื่องยนต์แห่งชีวิต) อย่างไรก็ตาม สถานการณ์แบบ วิน วิน ซิทูเอชั่น เช่นนี้ มิได้ปรากฏให้เห็นเสมอไปในทุกกรณี สำหรับพืช ในบางสถานการณ์ ความหวาน กลับเปรียบได้ดั่งดาบสองคม

ไม่ใช่แต่เพียงสัตว์อย่าง นก หรือ ลิง เท่านั้นที่เล็งเห็นถึงคุณค่าทางอาหารซึ่งแฝงอยู่ในรสหวานของผลไม้ ในโลกเรายังมีสิ่งมีชีวิตอีกจำนวนมาก ที่ต้องการรับบริจาคน้ำตาลแจกฟรีเหมือนกัน ลองตั้งแตงโมสุกผ่าครึ่งทิ้งไว้บนโต๊ะซัก 10 วัน แล้วท่านจะพบกับสัจธรรมที่ว่า ไม่มีอาหารใดในโลก เสื่อมสลายไปอย่างสูญเปล่า.. เริ่มแรก แมลงวันจะมาก่อน จากนั้น กองทัพมด จากนั้น อีกสองสามวัน อาจจะเป็นทีของรา เส้นใยขาวๆ ฟูๆ ปื้นด่างดวง สีเขียวบ้าง ดำบ้าง ส้มบ้าง จะเริ่มปรากฏเป็นหย่อมๆ.. นี่ยังมิต้องเอ่ยถึงแบ็คทีเรียนาๆ ชนิด ซึ่งมีขนาดตัวเล็กประมาณ 1 ใน 1,000 ของมิลลิเมตร เวลามีอาหารกินอุดมสมบูรณ์ขนาดนี้ เจ้าพวกนี้จะเริ่มขยายพันธุ์จาก 1 เป็น 2 เป็น 4 เป็น 8 เป็น 16 เป็น 32…. ทุกๆ 20 นาที จนในที่สุดสามารถทวีคูณได้มากกว่าจำนวนประชากรคนทั้งโลกรวมกัน ภายในเวลาเพียงแค่ 10 กว่าชม. เท่านั้น!

ข้าไม่แน่ใจว่า สุดท้ายแล้ว แตงโมชิ้นนั้นจะอยู่ได้นานถึง 10 วันหรือไม่ แต่ที่แน่นอนก็คือ

สิ่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ในจานจะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจาก เม็ดแตงโมสีดำๆ เล็กๆ จำนวนมาก

จากมุมมองของพืช.. นี่ถือเป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เนื้อผลไม้ถูกกินไปหมดแล้ว แต่เมล็ดไม่ได้ถูกนำไปกระจายที่ไหนเลย

และจากมุมมองของพืชอีกเหมือนกัน ไม่ว่าแมลงก็ดี ราก็ดี แบ็คทีเรียก็ดี พวกนี้ ย่อมถือเป็นพวกทรยศทั้งสิ้น เนื่องจากรับสินบนไปแล้วไม่ยอมทำงาน แต่กลับชิ่งหนีไปเลย

สัจธรรมอีกข้อหนึ่งของโลกธรรมชาติ ‘โค้กไม่ยอมแพ้เป็บซี่ฉันใด พืชก็ย่อมไม่ยอมแพ้ตัวกินพืชฉันนั้น’ โลกธรรมชาติ เป็นโลกเช่นนั้นเอง

ด้วยเหตุนี้ ในที่สุดก็เลยมีพืชบางกลุ่ม ที่ไม่ว่าจะยังไงก็ไม่ยอมเสียเหลี่ยม ก็เลยใช้วิธีไปแก้กฎกติกาใหม่ เพื่อกีดกันคนที่จะทำให้ตัวเองเสียผลประโยชน์ออกไปให้หมด และคงเหลือไว้แต่เฉพาะพวกพ้องซึ่งยังผลประโยชน์สูงสุดร่วมกันเท่านั้น

และนี่เอง คือที่มาของ ความเผ็ด!

พืชตระกูลพริก ผลิตสารเคมีชื่อว่า แค็พไซซิน(capsaicin) เป็นสารซึ่งมีฤทธิ์พิเศษในการไล่แมลง และฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ชนิดต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ สำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างเราๆ ลิงๆ หมาๆ และแมวๆ ฯลฯ หากเอาแค็พไซซินเข้าปาก หรือแม้แต่ไปแตะไปถูตามผิวหนังส่วนต่างๆ เข้า ก็จะก่อให้เกิดความรู้สึก เผ็ด ปวดแสบปวดร้อน จี๊ดจ๊าด อยู่นิ่งไม่ได้ อย่างที่หลายๆ คนคงเคยประสบมาก่อนด้วยตนเอง ถ้าไม่เคยก็ ลองเอาพริกขี้หนูมาบีบใส่ตาดูซักครั้ง แล้วจะเข้าใจเอง

..เอาล่ะ ตอนนี้เรามาใกล้จะถึงจุดไคลแม็กซ์สำคัญของเรื่องแล้ว ขอให้ท่านทั้งหลายตั้งใจฟังให้ดีๆ

นอกจากที่กล่าวมา แค็พไซซินยังมีคุณสมบัติสำคัญอีกอย่าง.. ถือเป็นคุณสมบัติที่เด็ดที่สุดของมันเลยก็ว่าได้

นั่นก็คือ...

แค็พไซซิน ไม่มีผลกับนก

(เว้นช่องว่างไว้ ให้เวลาคิดแป๊บนึง ก่อนจะอ่านต่อไป)

ถูกต้องแล้วครับ แค็พไซซิน คือกลยุทธอันแยบคายของพริกในการกีดกันกลุ่มผู้ทรยศออกไปให้หมด ตั้งแต่ได้แค็พไซซินมา แมลงก็ไม่กล้ามากินมัน จุลินทรีย์ก็โดนฆ่าตายเกือบหมด เนื้อผลไม้ของพริกที่ถึงแม้จะไม่ได้อวบอิ่มอะไรมาก แต่ก็เป็นสารอาหารที่มันอุตส่าห์ลงทุนไป จะไม่สูญเสียไปกับพวกผู้บริโภคที่ไม่สร้างผลประโยชน์ตอบแทนให้กับมัน เมล็ดอันทรงค่าจะถูกสงวนกรรมสิทธิ์ไว้ให้แต่เฉพาะ สมาชิก VIP ผู้ซึ่งมีความสามารถสูงสุดในการช่วยแพร่กระจายเมล็ดให้กับมันเท่านั้น และเมื่อตรึกครองดูให้ดีแล้ว สมาชิกชั้นอภิสิทธิ์ชนดังกล่าว คงจะไม่มีใครเหมาะสมไปกว่า สัตว์ที่มีปีกและบินไปขี้ไปอย่างนกอีกแล้ว

แม้กระทั่งลิงเอง ก็ยังถูกปราการแห่งความเผ็ด กีดกันออกจากการเป็นสมาชิก VIP ของสมาคมกินพริก ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว ลิงก็ไม่ได้เข้าข่ายพวกทรยศ ก็เป็นสัตว์ที่กินผลไม้เข้าท้อง แล้วก็ขี้เอาเม็ดออกมาเหมือนๆ กับนก เพียงแต่ เมื่อเทียบกันแล้ว ลิงมักมีถิ่นฐานเป็นหลักแหล่งมากกว่า พูดง่ายๆ คือที่กิน กับที่นอน อยู่ไม่ไกลจากกันมากนัก วันๆ นึงก็เดินวนเวียนอยู่แต่แถวนั้น ในขณะที่นกสามารถบินข้ามน้ำข้ามภูเขาไปในที่ไกลๆ ได้มากกว่า เรียกว่า ถ้าเป็นการประมูลโครงการก่อสร้าง ก็คือ นกกับลิง คิดราคาเท่ากัน แต่นกทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่า ในที่สุด กระบวนการคัดเลือกตามธรรมชาติจึงคัดเลือกให้ พริกกันลิงออกไป แล้วเหลือไว้แต่เฉพาะนกเท่านั้น ที่สามารถกินลูกมันได้โดยไม่รู้สึกเผ็ด

พูดมายืดยาวขนาดนี้ เหมือนจะเคลียร์หมดทุกอย่างแล้ว แต่หากจบลงตรงนี้ ทุกท่านคงต้องเกิดคำถามค้างคาใจไปตลอดชีวิตอยู่ข้อหนึ่ง นั่นก็คือ “อ่าว แล้วทำไมคนเราถึงชอบกินพริกล่ะ?”

นั่นสิ.. ก็ไหนบอกว่า ที่พริกมันเผ็ด ก็เพื่อไล่ตัวกระจายเมล็ดแบบไม่มีประสิทธิภาพอย่างเราๆ* ออกไปให้หมด แล้วเหลือสงวนไว้ให้แต่นกกินไม่ใช่เหรอ.. แล้วอย่างงี้ ทำไมเรายังชอบกินพริกกันอยู่อีกล่ะ ทั้งที่มันก็ออกจะเผ็ดขนาดนั้น

[แน่นอน ทุกวันนี้เราอยู่ในยุคสมัยใหม่ มีการคมนาคมขนส่งสินค้าที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ หลายประเทศทั่วโลกมีการนำเข้าส่งออกพริกอย่างแพร่หลาย แม้กระทั่งภายในประเทศเอง ก็มีการปลูกพริกในที่ๆนึง แล้วก็ขนส่งไปจำหน่ายในอีกที่นึงซึ่งอยู่ห่างไกลออกไป บางคนอาจฉุกคิดว่า เมื่อเทียบกันจริงๆ แล้ว เราออกจะเป็นตัวกระจายพันธุ์พริกที่มีประสิทธิภาพมากกว่านกตั้งหลายเท่า อย่างไรก็ตามท่านต้องอย่าลืมว่า ทั้งหมดนี้เป็นความเจริญที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่พันปีที่ผ่านมาเท่านั้น แต่พริกมันเผ็ดของมันมาตั้งนานแล้ว อาจจะตั้งแต่ก่อนที่จะมีมนุษย์เกิดขึ้นมาบนโลกนี้ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นเราจะเอาประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของมนุษย์เราไปอธิบายกระบวนการวิวัฒนาการของพริกที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นไม่ได้]

การจะตอบคำถามนี้ เราต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า รสเผ็ด ไม่ได้อร่อยโดยธรรมชาติของมัน ไม่มีเด็กคนไหนเกิดมาแล้วชอบกินเผ็ดเลย แบบว่า นมธรรมดาไม่ยอมกิน ต้องกินแต่สูตร hot & spicy แบบนั้นคงไม่มี.. ในความเป็นจริงแล้ว รสเผ็ด เป็นรสชาติที่เราต้องมาเรียนรู้ทีหลัง ที่จะอร่อยกับมัน

แต่บางครั้ง ต่อให้พยายามเรียนรู้แล้วก็เถอะ ก็ใช่ว่าสุดท้ายทุกคนจะชอบกินเผ็ดไปเสียทั้งหมด บางคนก็กินเผ็ดได้มากได้น้อย หรือไม่ได้เลย มีความหลากหลายแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม อาจพูดได้ว่า มีอะไรบางอย่างเกี่ยวกับสัญชาติญาณลึกๆ ของคนเรา ที่ช่วยส่งเสริมให้คนส่วนมากทั่วไป รู้สึกอร่อย กับอาหารที่มีรสชาติเผ็ด (ต้มยำ ส้มตำ ขนมจีน น้ำพริก เย็นตาโฟ ผัดกระเพรา ฯลฯ )

ที่ข้าไปอ่านมาเค้าว่าว่าอย่างนี้

เขาบอกว่า สารแค็พไซซิน เมื่อเข้าปากเราเมื่อไหร่ จะไปกระตุ้นปลายประสาทชนิดพิเศษที่กระจายอยู่ตามลิ้น และผนังปากส่วนต่างๆ ของคนเรา เป็นปลายประสาทชนิดที่ปกติแล้ว จะถูกกระตุ้นก็ต่อเมื่อมีของร้อนมากๆ มาแตะโดน พอถูกกระตุ้นปุ๊บ มันก็จะส่งสัญญาณประสาทขึ้นไปที่สมอง ทำให้เราเกิดความรู้สึกเจ็บ ปวดแสบปวดร้อน.. ทีนี้ พอปวดแสบปวดร้อนมากเข้า สมองก็จะตอบสนองโดยการหลั่งสารระงับปวดชนิดหนึ่งออกมา เป็นสารที่ถ้าหลั่งออกมามากๆ ก็จะช่วยให้เราลืมเจ็บลืมปวด แล้วกลายเป็นรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกแทน สารนี้มีชื่อว่า เอ็นโดร์ฟิน.. อันนี้ทุกคนคงเคยได้ยินกันมาก่อน

ปกติสมองคนเราจะหลั่งเอ็นโดร์ฟินออกมาตามธรรมชาติก็ต่อเมื่อ ร่างกายถึงจุดที่ว่า เหนื่อยจนทนไม่ไหวแล้ว ปวดจนทนไม่ไหวแล้ว ซึ่งจะเกิดขึ้นกับ ยกตัวอย่างเช่น คนที่ชอบวิ่งนานๆ พอวิ่งไปจนถึงจุดหนึ่ง แบบเหนื่อยสุดๆ แล้ว จะตายอยู่แล้ว ถ้าฝืนวิ่งเลยจุดนั้นไปอีกซักพัก เอ็นโดร์ฟินจะเริ่มออก แล้วมันจะเกิดเป็นความรู้สึกดีอย่างประหลาด (เป็นความรู้สึกที่คนอ้วนอย่างข้าไม่เคยประสบด้วยตนเอง) ทำให้ติดใจ แล้ววันหลังก็อยากกลับมาวิ่งอีก จนอีกหน่อยต้องวิ่งทุกวัน ถ้าไม่วิ่งแล้วจะลงแดง กลายเป็นเสพติดการวิ่งไป ซึ่งโดยกระบวนการของมันแล้ว ไม่แตกต่างอะไรจากการเสพติด มอร์ฟีน โคเคน หรือ เฮโรอีนมากนัก เพราะสารเหล่านั้น จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่อะไร ก็เป็นเพียงแค่สารเคมีที่หน้าตาดันไปคล้ายกับเอ็นโดร์ฟินแค่นั้นเอง

กลับมาที่เรื่องรสเผ็ดของเรา เป็นไปได้ว่า คนบางคนที่ชอบกินเผ็ดมากๆ อาจเกิดจากกระบวนการเสพติดเอ็นโดร์ฟิน เช่นเดียวกับที่เล่ามาข้างต้น แต่ก็คงไม่ใช่สำหรับทุกคนละกระมัง ตัวข้าก็คนหนึ่งล่ะที่พยายามจะไม่กินเผ็ดมาก บางทีมันอร่อยตอนขาเข้านั้นก็จริงอยู่ แต่ตอนขาออกนี่ทรมานสุดๆ.. เผลอๆ เอ็นโดร์ฟิน ก็คงไม่อาจช่วยอะไรได้.. พูดถึงเรื่องอาการทรมานจากความเผ็ดนี่ หลายคนคงเคยได้ยินมาต่างๆ นาๆ ถึงวิธีแก้เผ็ดแบบต่างๆ บ้างบอกว่าให้อมน้ำแข็ง บ้างบอกกินน้ำเยอะๆ ซึ่งผิดทั้งเพ (ตัวข้าเองก็หลงเชื่อมานาน) ในความเป็นจริงแล้ว แค็พไซซิน เป็นสารที่ละลายได้เฉพาะในไขมันและก็ในแอลกอฮอล แต่ไม่สามารถละลายในน้ำได้ เพราะฉะนั้น ยิ่งกินน้ำเข้าไป มันก็ไม่ได้ช่วยไปเอาแค็พไซซินออกมาจากปลายประสาทเลย เพราะมันไม่ละลายน้ำ กลับกลายเป็นยิ่งไปช่วยกลั้วให้ไอ้ส่วนที่มันยังไม่ได้เกาะ ให้ยิ่งกระจายออกไปเกาะทั่วถึงมากกว่าเดิมไปซะอีก เลยยิ่งเผ็ดกันเข้าไปใหญ่.. ทางดับเผ็ดที่เวิร์คที่สุด เค้าบอกว่า ให้ดื่มนม เพราะไขมันในนมจะช่วยละลายแค็พไซซินได้ อีกอันนึง ยังไม่เคยได้ยินใครแนะนำมาก่อน แต่ดูจากคุณสมบัติการละลายของแค็พไซซินแล้ว ข้าว่าก็น่าจะเวิร์คเหมือนกัน คือใช้วิธีตบท้ายด้วย เหล้า เบียร์ หรือไม่ก็ ไวน์ แทน

ทำไมอาหารใต้ถึงกินเผ็ดกว่าอาหารเหนือ? อันนี้เป็นคำถามสุดท้ายแล้วสำหรับวันนี้

ปรากฏการณ์ที่ว่าอาหารพื้นเมืองของคนที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรมักจะรสจัดจ้านกว่าอาหารพื้นเมืองของคนที่อยู่ห่างออกไปนั้น เป็นจริงในทุกๆ ทวีปทั่วโลก ไม่ใช่แค่เพียงในประเทศไทย.. อาหารเม็กซิกันเผ็ดกว่าอาหารอเมริกัน อาหารอินเดียเผ็ดกว่าอาหารนอเวย์ ฯลฯ

สมมุติฐานที่ป๊อบปูล่าที่สุด สำหรับการอธิบายปรากฏการณ์นี้ ถูกนำเสนอไว้ โดยอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย Cornell ชื่ออาจารย์ Paul Sherman จะว่าไปข้าก็เคยเรียนกะเค้าด้วย สมัยที่ข้าเรียนอยู่ที่นู่น ถึงแม้จะแค่คอร์สเดียว แต่ก็รู้สึกภูมิใจลึกๆ ที่แกอุตส่าห์คิดหาคำตอบเรื่องนี้ได้

แกให้เหตุผลไว้ว่าอย่างนี้.. อันดับแรก ยิ่งใกล้เส้นศูนย์สูตร ก็ยิ่งร้อน.. ยิ่งร้อน แบ็คทีเรียก็ยิ่งโตได้ดี.. ยิ่งแบ็คทีเรียโตได้ดี อาหารก็ยิ่งเน่าเสียง่าย.. ยิ่งอาหารเน่าเสียง่าย คนก็ยิ่งเป็นโรคง่าย.. ทีนี้ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว บรรพชนแถวเขตร้อนทั้งหลาย คงไปสังเกต หรือลองผิดลองถูกเจอเข้าโดยบังเอิญ ว่าพริก (และเครื่องเทศอื่นๆ) มันสามารถช่วยให้อาหารเน่าช้าลงได้ แถมพอเอามาเป็นเครื่องปรุงแล้วช่วยลดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ จากอาหารลงได้เยอะ ก็เลยเอามาประยุกต์ใช้เป็นส่วนหนึ่งของการปรุงอาหารตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา.. ส่วนคนเขตหนาว ไม่มีอะไรต้องกังวลเกี่ยวกับเชื้อโรคมาก ก็เลยไม่ได้เรียนรู้ที่จะเอาพวกเครื่องเทศมาใส่ในอาหารมากนัก.. เรื่องราวมันก็เป็นเช่นนี้นี่เอง ช่างน่าคิดจริงๆ

หากสมมุติฐานนี้เป็นจริง จะเห็นได้ว่า ในประวัติศาสตร์การค้นพบของมนุษย์เรานั้น มีมากต่อมากครั้ง ที่บางที เราก็ไม่รู้หรอกว่า คำอธิบายมันคืออะไร แต่เราเห็นว่ามันทำแล้วดี ก็เลยทำไปก่อน แล้วค่อยมาทำความเข้าใจทีหลัง อย่างภูมิปัญญาชาวบ้านของคนสมัยก่อน ค้นพบว่ากินเผ็ดแล้วดีก็จริง แต่สมัยนั้น เค้าก็ไม่รู้หรอก ว่าแค็พไซซินคืออะไร มันมีที่มาที่ไปยังไง ออกฤทธิ์ฆ่าแบ็คทีเรียได้ยังไง เพิ่งมาเข้าใจเอาทีหลังทั้งนั้น ว่าที่ทำไปน่ะถูกต้องตามหลักการแล้ว

คนเรา บางครั้ง ถึงแม้จะไม่เข้าใจในสิ่งบางสิ่งอย่างถ่องแท้ แต่หากสถานการณ์รอบข้างมันรุมเร้าบอกเราบอกว่า ‘ทำไปเถอะ’ ไม่แน่ สิ่งนั้นอาจเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้วก็เป็นได้



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter