Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
Artvirus
สนธยา ทรัพย์เย็น และทีมงานฟิล์มไวรัส


ศรีและศักดิ์ของคนละคร

- รายงานโดย สนธยา ทรัพย์เย็น -

ละครเวทีเป็นอาชีพของคนขยันและคนที่มีรักจริง แม้ผมจะผูกพันกับหนังมากกว่าละครมาแต่ไหนแต่ไร แต่ก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมความอึดของคนทำละคร เหนืออึด (และกึ๋น) ของคนทำหนังไทยมืออาชีพ เคยคิดแปลกใจตัวเองว่าทำไมไม่เคยหลงรักการดู-การแสดง-การทำละครเวทีให้มากกว่าที่เป็นอยู่อีกสักนิด เพิ่งมาตอบใจตัวเองได้ก็ไม่กี่ปีนี่เอง ซึ่งผมจะยังไม่ชี้แจงในย่อหน้านี้ เผื่อหลอกให้ตามอ่านกันต่อไป

สวรรค์วิมานคงไม่ทรงโปรดใคร หากมัวมาเปรียบเทียบระหว่างสองอาชีพนี้ว่าใครทำงานหนักกว่ากัน แต่ผมก็อดคิดไม่ได้ว่าคนทำหนังไทยมืออาชีพนั้นมีตัวช่วยเยอะเหลือเกิน จำนวนมโหฬารในทีมงานหนังเรื่องหนึ่ง ๆ นั้นเกินกว่าที่จะนำมาเทียบเคียง กับ เจ้ากลุ่มมดไม่กี่หยิบมือที่จัดทำละครสมัครเล่น กลุ่มมดปลวกที่ยังคงขยันดันทุรังสร้างรังของตัวเองทีละนิด ๆ แม้ไม่มีกล้องทีวี นักข่าว หรือเงินทองมาโถมถั่ง (คนทำหนังส่วนใหญ่คงไม่อยู่วงการนี้ต่อแน่ ๆ ถ้ารู้ว่าต้องกระเป๋าแฟบตลอดศก) พวกคนละครท้องแห้งกลุ่มนี้ไม่ใช่หรือ คือตัวจริงที่ยังจะเสนอหน้ามาให้ได้เห็น แพลมเสียงเบา ๆ ที่น้อยคนจะได้รับรู้ ต่อให้เขาจะต้องตกตายไปอย่างไร้ซึ่งนามสกุลเฉิดฉายให้บิดามารดรภาคภูมิ

น่าเศร้าใจที่วิชาการละครยังเป็นย่อยแขนงชนิดที่พรวนน้ำพรวนดินไม่ค่อยโต กี่ปีก็แล้ว นับจากที่ผมดูละครคณะ 28 เรื่องแรก ๆ (น่าจะเป็น ‘อยากให้ชีวิตนี้ไม่มีเธอ’กับ ‘ผู้มาเยือน’) เรามักจะเจอแต่คนหน้าเดิม ๆ ครูบาอาจารย์ไม่กี่ท่าน กับคนดูเพียงน้อยนิดซึ่งสะพายย่าม แบกเป้ และลากรองเท้าแตะแกรกกราก (กอดคอกันหงอยอ่านกามูส์และซาร์ตร์) พวกเขาแหละที่ไม่ช้าก็เร็วต้องบ่ายหน้าตาละเหี่ยใจไปผูกเน็คไท ใส่เชิ้ต หาอาชีพที่มั่นคง เตรียมขายวิญญาณ ‘เฟ้าสต์’ ให้วงการโฆษณาและโมเดลลิ่ง ลืมสิ้นแล้วซึ่งกลิ่นโคลนสาบละคร คนรุ่นใหม่เขาใช้เวลาที่เหลือจากรถเมล์ รถไฟฟ้า และรถเก๋ง ถ่ายความหมกมุ่นไปที่ไหนกันหมด บันทึกใบหน้ามรณะของตัวเองลงบนเทปมินิดีวีหรือไร? ถ้านั่นเป็นสื่อที่เขาเลือกแล้วว่าเหมาะกับตัวเอง ผมก็ดีใจด้วย แต่สำหรับคนที่อาจจะพบรัก ถูกลูกศรวิชาการละครอัดจุกอกล่ะ พวกเขาไปไหนกันหมด? หรือว่าเพราะพวกเขาไม่เคยพบว่ามีการดำรงอยู่ของละครบนโลกใบนี้ หรือว่าพวกเขาเสียโอกาสในชีวิต ถูกสังคมบีบผลักจนไม่มีทางเลือกมากนัก ถ้าไม่เป็นเอกด้านกีฬา วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ จำอวด คิวบู๊ หรือกามบำเรอ พวกเขาก็สิ้นแล้วซึ่งทางแพร่งให้เลือกไป

หนังสือ นิตยสารเกี่ยวกับละครเวทีนั้นก็ควรจะมีได้แล้ว บทละครเวทีที่พิมพ์ขายก็มีแค่หยิบมือ (มีแอบเขียน/แปลแจกและซีร็อกซ์กันในวงแคบมาก) รายการทีวีด้วยก็ยิ่งดี (ได้คืบเอาศอก) ศิลปะก็มีคุณอนันต์กับสังคมด้วยเหมือนกัน จะโปรโมทศิลปะการฆ่าในนามของการป้องกันตัว เราก็ไม่ว่ากัน แต่หัดเปิดกะโหลกสนับสนุนหนังไทยชื่อประหลาด ๆ ที่ต้องหันไปพึ่งเงินต่างประเทศ ก่อนที่นายทุนคนไทยจะเห็นคุณค่ายอมร่วมลงขัน มันช่างน่าอายไปหน่อยไหม จะเพลย์เซฟกันทั้งปีทั้งชาติหรือไง อย่าคิดว่าเขาไฮโซ จึงปล่อยให้อดโซดิ้นรนกันไปตามยถากรรม ก็ไหงเฝ้าสอนให้แสดงความกตัญญู รักศิลปวัฒนธรรมไทย ดูหนังไทย ไม่ใช่หรือ แล้วหนังอื่นที่ไม่มีค่าย ไม่มีเสี่ย คงไม่ใช่ของไทยกระมัง เห็นบอกว่าดูยาก ไม่รู้เรื่อง (ความผิดใครที่พยายามจะดูเอาเรื่อง เดี๋ยวก็เป็นเรื่อง หรือว่าจะหาเรื่อง) ต้องหัดไปทำหนังไทยให้คนดูหมู่มากเข้าใจก่อน จึงจะประกวดได้ ท่านว่างั้น

ราวกับรางวัลของพวกท่านมีค่ามากมาย สุดท้ายก็ลงเอยที่ใครพวกใครอยู่วันยังค่ำ แล้ววันหนึ่งฟ้าคงมีตา รู้ว่าศิลปะจะอยู่ทนนาน สร้างเกียรติไทยให้ขจรไกลในต่างประเทศ โด่งเด่นเหนือท่าจระเข้ฟาดหาง เมามวย ตบเทนนิส เขย่งตะกร้อ ยักยันแป้นเหล็ก

เข้าเรื่องหนังทีไร ต้องอินบทจัดทุกที แต่ว่าไปแล้ววงการละครเวที (และกลุ่มนักอ่านวรรณกรรมฮาร์ดคอร์)นั้นยังอาภัพกว่า เพราะคนระดับมืออาชีพต้องฝึกเจียมเนื้อเจียมตัวเหมือนกับเป็นมือสมัครเล่น ขณะที่พวกฝีมือสมัครเล่น (เครดิตดัง) จำนวนไม่น้อยกลับได้รับความสนใจจากไฟสป็อตราวกับเป็นราชาราชินี สำคัญสิที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ควรจะต้องมีสนาม บ่มเพาะพื้นที่ของคนสร้าง คนผลิต และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ คนดูละคร ควรมีการให้ความรู้การศึกษา ถ่ายทอดวิชากันอย่างเอิกเกริก ลำพังสำนักของครูภัทราวดี ครูช่าง ครูสดใส และมหาวิทยาลัยเพียงกระจุ๋มกระจิ๋มคงไม่เพียงพอแน่ ถ้าสังคมอ่อนแอกำลังขนาดนี้ นักวิจารณ์หน้าใหม่ ๆ ก็ต้องถ่ายเลือดกันเข้ามา เห็นนิตยสารผู้หญิง หนังสือบันเทิงก็มากมาย กลับไปให้ความสนใจแต่ละครทีวีก่อนข่าว-หลังข่าว หรือไม่ก็พลพรรคละครเวทีที่ขนดาราจากจอตู้ไปขึ้นแท่น

บรรดานั้นเขาก็ช่วยให้สังคมละครมีสีสันมากขึ้น ใช่แท้แหงเชียว แต่ในแง่หนึ่ง ชาวบ้านตาดำ ๆ ก็ควรมีสิทธิ์ที่จะรู้เหมือนกันว่า โลกนี้ยังมีละครชนิดอื่น ๆ ด้วย ละครแสดงสดแบบที่คนนั่งรถเมล์สามารถจับต้องได้ ใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันของตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องรู้สึกมีปมด้อย แคร์เรื่องเมคอัพ เสื้อผ้าอาภรณ์ หรือไฟประดับ ละครเวทีหาเป็นได้แค่เรื่องราวไกลตัวสมองเบาตามแฟชั่นชั่วครู่ยาม (แม้ความบันเทิงเริงรมย์เป็นสิ่งที่คนทำงานศิลปะไม่ควรจงใจมองข้าม) ไหน ๆ ละครเวทีของดาราสวยหล่อ (มืออาชีพ?) เขาก็มีสปอนเซอร์พร้อมจะวิ่งชนให้คึกโครมกันปานนั้น

ฉะนี้แลคนทำงานรักจริงและศิลปินตัวจริงจึงต้องถูไถกันไปตามอัธยาศัย โอกาสที่จะลืมตาอ้าปากก็ยาก ฤกษ์ชัยที่จะประสานต่อประสบการณ์ความรู้ระหว่างศิลปะแขนงต่าง ๆ ก็มัวหม่น ละครเวทีจึงมีภาพจำกัดแบบแคบ ๆ ภาพเขียนก็ต้องแบบนี้จึงถูกหลักสถาบัน นักเขียนก็แต่งเรื่อง แต่งนิทานกันต่อไป ห้ามมาข้ามโซนพ่นสีบนแคนวาส สถาปนิกก็วาดแปลนทำตึกงกเงิ่น อย่ามาแหยมถิ่นข้าห้าร้อย ดนตรีป๊อปถ้าไม่บอยเบิร์ด บอยฟิล์ม บอยเจมส์ ก็ต้องบอยเบเกอรี่ (แต่ดนตรีนั้นค่อนข้างหลากหลาย เพราะเลือกโหลดได้ง่ายกว่า) ส่วนภาพยนตร์นั้นก็มีแค่สองชื่อเรียกคือ ‘หนังตลาด’ กับ ‘หนังอาร์ต’ หัดเลือกเสียอย่างสิ อย่าหลายใจ

หนังอาร์ต หนังคุณภาพ ตามหลักบัญญัติกระทรวง เขาต้องมีฟอร์มเด็กดี เล่าเรื่องตามสเต็ปพื้นฐานตั้งแต่เช้ายันค่ำ จะฉีกเท้านอกกรอบก็ไม่ดี ค้นหาตัวเองไประหว่างทำงานก็ไม่ได้ ต้องอ้างธีมอ้างเนื้อหาเป็นยันต์กันผี ทั้งห่มสาหร่ายอบสาระกันกระโตงกระเตง จนทำให้ศิลปินแขนงอื่น ๆ เขาตำหนิเอาว่า หนังเป็นได้แค่สื่อที่กระตุ้นคนดูได้เก่งกาจที่สุด เป็นโฆษณาชวนเชื่อที่ความนิยมสูงสุด

โอละหนอ เจ้าหนังชราเอ๋ย ไม่รู้จักเปิดสติตัวเอง มัวมาจี้เส้นประสาทอ่อนไหวอยู่ทำไม หันมาแสดงภาพนิมิตที่แสนเรียบง่าย แค่ถ่ายโคลสอัพใบหน้าคน สื่อประกายตาอย่างเดียวก็ได้ถึงไหน ๆ ครั้นจะถอดภาพคนออกจากหนังไปให้พ้น ๆ ก็ยังแจ่มได้ (คนละอย่างกับหนังอนิเมชั่น) ใช้ทิวทัศน์ที่ไม่ต้องเน้นแต่ไฉไล ไม่จำเป็นต้องเฉไฉกรอกยาพล่ามบ่นบทหนังสอนใจมนุษย์หน้าไหน (เพราะหนังไม่จำเป็นต้องพึ่งบทมากเท่าละคร) โชว์จังหวะเวลาวิจิตรบรรจงแบบเฉพาะที่หนังเท่านั้นลิขิตได้ ก็หนังเท่านั้นไงที่ปลุกเสกเรียกซ้ำเวลาอสูรซึ่งมอดดับไปแล้วได้ ทุกครั้งที่เครื่องฉายภาพเดินก็สามารถขอประทานมายาชีวิตให้หมุนวนได้เหมือนใหม่ แถมหน้าใสไฝปิ๊ง จงปล่อยให้ละครเวทีเป็นสื่อของนักแสดงและคนเขียนบทต่อไปเถิด เพราะศิลปะของภาพยนตร์คือศิลปะของผู้กำกับหนัง (ในกรณีผู้กำกับชั้นเซียนนั้น คนเขียนบทกับนักแสดงจำเป็นต้องเล่นบทสมทบเสมอ) ข้อต่างของหนังจากศิลปะแขนงอื่น ๆ ก็คือ มันเป็นทั้งศิลปะและกรรมชนิดอีแอบ และคุณไสยของอีแอบเจ้านี้ก็คือ โชว์เรื่องส่วนตัวแบบซ่อนนัยได้เก่ง (คนละอย่างกับการโชว์ของ) ในอาณาเขตกว้าง ๆ หรือสถานสาธารณะ

แทนที่หนังจะมัวโก่งคอเรียกความสนใจของคนดู หนังสามารถถ่ายทอดโลกแห่งความสงบของการทอดสายตามองชีวิตเรียบง่ายที่ค่อย ๆ คลี่คลายม่านหมอกของตัวเอง ตามจังหวะลำนำภาพที่สอดรับกันเป็นกลอนไร้เสียง ที่ไม่จำเป็นต้องเน้นเรื่อง หรือมุ่งสื่อสารถ้อยความ (ละครเวทีมีจุดแข็งในด้านของความสด กระตุ้นความคิด ปลุกปฏิกิริยาเฉียบพลัน แต่แข่งหนังในแง่ของการทอดน่องเรติน่า พากระจกตานอนอาบแดดแบบนี้ไม่ได้แน่)

โชคร้ายที่คนไทยส่วนใหญ่มีโอกาสดูเฉพาะหนังประเภทเฮไหนเฮนั่นตามโรงภาพยนตร์ โอกาสในการเปิดโลกใหม่ ๆ จึงแห้งขอดอย่างที่เห็น หนังเล่าเรื่องสนุกสนาน (ที่ผมชอบ) แบบ Die Hard, Spiderman, Final Destination, Back to the Future ก็เป็นแค่หนังประเภทหนึ่ง (ที่โลกจำเป็นต้องมี) ขณะที่หนังชนะรางวัลออสการ์หรือหนังเทศกาลส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงจุดอ้างอิงหาใช่คำตอบ ทำไมเราจึงรู้จักกันแค่หนังคลาสสิค/หนังคุณภาพ/หนังของนักคิด/สไตล์ลิสท์ เพียงไม่กี่คน ชื่นชมกันแค่หนังที่เป็นเหมือนดั่งสรณะสถานแบรนด์เนมเพียงไม่กี่เจ้า คลิ้นท์ อีสต์วู้ด, สแตนลี่ย์ คิวบริค, อัลเฟรด ฮิทช์ค็อค, หว่องกาไว, คิมคีดุ๊ค, ทาเคชิ คิตาโน่ ฯลฯ ......... (ประวัติศาสตร์หนังเขามีมาเกิน 110 ปีแล้วนะ)

นี่หรือคือเมืองไทยยุคโลกไร้พรมแดนที่มีนายกเป็นพ่อค้าทันสมัย ก็แหงล่ะ ศิลปะไม่สำคัญเท่าสินค้านี่ มีแต่โขน ลิเก รำไทยเท่านั้นที่ใช่ศิลปะของจริงในสายตาของราชการ (แต่ใช่ว่าพวกเขาจะชอบดูหรอกนะ) เช่นเดียวกับที่ไม่มีละครเวทีร่วมสมัยยุคโมเดิร์น (มีแต่ละครทีวีโมเดิร์นไนน์ที่ทำแข่งช่อง 3 ช่อง 7 ไม่ค่อยจะรอด)

เมืองไทยควรจะมีหนังหลากหลายกว่านี้ให้ได้รู้ว่า หนังนั้นอาจเอื้อมไกลกว่าที่คนส่วนใหญ่คิดและรู้จักมากนัก (ได้เวลาโฆษณาบทความ ‘ปัญหาโลกแตกของหนังทดลอง’ และ หนังสือ 151 Cinema ของเราแล้ว) เช่นเดียวกับที่ละครเวที ไม่ได้มีแค่คณะดารา ละครดราม่า ละครตลก ละครเพลงทุนหนา หรือละครกรมศิลป์ เป็นคำตอบเดิม ๆ จากกลุ่มอำนาจชั่วฟ้าดินสลาย แต่ยังมีตัวสำรองจากคณะ ‘4 ก’ (กัดก้อนเกลือกิน) ซึ่งเป็นตัวแทนผู้เข้าประกวดที่ส่งมาจากชมรมแม่บ้านกันดาร เช่น ละครใบ้, ละครหุ่น, สตรีทเธียเตอร์, ละครอวอง-การ์ด, Physical Theater, ละครเอพิคสไตล์เบรคชท์, ละครหัวก้าวหน้าของ ปีเตอร์ เซลล่าร์ส, อรียาน มานุชกิ้น, อลัน แอ็คเบิร์น, แฮโรลด์ พิ้นท์เตอร์, ลุยจิ พิรานเดลโล่, แซม เชพพาร์ด (สองคนหลังอ่านใน บุ๊คไวรัส 1 และ 2 ตามลำดับ), ไหนยังจะ Performance และสื่อผสมมัลติมีเดียนานาพันธุ์ ฯลฯ

ของสดพวกนี้ไม่สามารถทดแทนกันได้ด้วยการตั้งกล้องบันทึกถ่ายเก็บความ คนทำหนังที่ยังมีหัวอยู่บนบ่าต้องเลี่ยงหาวิธีนำเสนอเรื่อง ๆ เดียวกัน โดยแปลงเป็นภาพให้เหมาะสมกับสื่อของตัวเอง หาไม่แล้วก็จงอย่าทำหนัง หันไปรับจ้างถ่ายวีดีโองานแต่งงาน หรือเข้าไปกราบไหว้ครูละครเวที ฝากตัวเป็นศิษย์เสียเถอะ

โอมเพี้ยง เมื่อไหร่ความขาดแคลนทางปัญญาจะรอดพ้นจากอ้อมอกของชาวไทยเสียที เจ้าพระคุ้น......


สนใจเรื่องของศิลปะการละคร และกิจกรรมวัฒนธรรมชุมชน กรุณาคลิกอ่าน ‘พลังและน้ำเสียงของชุมชน ตอน หุ่นทาวน์’ ใน open online


แนะนำตัวละคร:

สนธยา ทรัพย์เย็น (ผู้สัมภาษณ์) – ผู้จัดทำหนังสือ ฟิล์มไวรัส 1-2, บุ๊คไวรัส 1-2 และ 151 Cinema (สำนักพิมพ์ openbooks) รวมทั้งเป็นผู้จัดโปรแกรมฉายหนังดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ธเนศน์ นุ่นมัน (ผู้สัมภาษณ์) – นักวิจารณ์ภาพยนตร์นิตยสารมูวี่ไทม์ และหนึ่งในนักเขียน 151 Cinema ก่อนหน้านี้เคยทำคอลัมน์ บริโภคนิยมเบ็ดเสร็จ หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ เสาร์สวัสดี

นิกร แซ่ตั้ง (ผู้ให้สัมภาษณ์) – ก่อตั้งคณะละคร Theatre 8×8 และเป็นทั้งนักแสดง-ผู้กำกับ-คนเขียนบท

ผลงานเช่น กรุงเทพฯ น่ารักน่าชัง, นอนไม่หลับ, แม่น้ำแห่งความตาย, สวยสู่นรก, อาชีพของแม่, พระเจ้าเซ็ง

หมายเหตุ: ละครเรื่อง พระเจ้าเซ็ง หรือ Desperation of God (ซึ่งอาจเปรียบได้กับ Five Characters in Search of God ฉบับของ นิกร แซ่ตั้ง) ที่เพิ่งจัดแสดงผ่านไป ณ ศูนย์สังคีตศิลป์ ธนาคารกรุงเทพฯ ใกล้สถานีรถไฟหัวลำโพง กำลังจะมีการจัดแสดงให้ชมอีกครั้งเร็ว ๆ นี้ที่โรงละครกรุงเทพฯ อีจีวีเมโทรโปลิส สำหรับผู้พลาดชมในคราวก่อน ขอแนะนำให้ตรวจสอบโปรแกรมล่วงหน้า

สุมณฑา สวนผลรัตน์ (นักแสดง / ผู้ให้สัมภาษณ์) – ผลงานแสดงละคร เช่น แรด, มาดามเหมา, Crying Century, อาชีพของแม่, Quartet, ทางเลือก (ดัดแปลงจากเรื่อง How Wong Fu Saving His Life ของ Marguerite Youcenar), Venus ’s Party

สินีนาฏ เกษประไพ (นักแสดง-คนเขียนบท-กำกับ / ผู้ให้สัมภาษณ์) – ผลงานกำกับ เช่น ปริศนากาเหว่า, ละครหุ่นของคณะละครยายหุ่น, หิ่งห้อย, Venus’s Party


บทสนทนาต่อไปนี้ดำเนินขึ้นในหอศิลป์จามจุรี หน้าห้องแสดงภาพชุด ‘สุชาติเฟลเลีย’ – จิตรกรรมไตรภาค ของ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ณ วันที่ห้างสรรพสินค้าหรูหราแห่งใหม่ของกรุงเทพ ฯ กำลังจะเปิดตัว การจราจรบนเส้นทางสยามสแควร์และเส้นทางใกล้เคียงชะงักงัน แต่โลกกะทัดรัดของคนละครยังคงดำเนินไป

สนธยา ขอให้แนะนำตัวก่อนดีกว่านะครับ

นิกร สุภาพสตรีก่อนแล้วกันนะ

สุมณฑา ชื่อสุมณฑา สวนผลรัตน์ (จุ๋ม) เริ่มทำละครประมาณปี 32 ก็ทำมา 16 ปีแล้วค่ะ ก็ทำในหลายๆ แนวกับหลากหลายผู้กำกับ

สนธยา เป็นคนไม่มีสังกัด

สุมณฑา จริงๆ ก็มีกลุ่มเพื่อนที่ทำเป็นสมาชิกอยู่

นิกร จุ๋มเขาก็อยากอยู่ได้กับทุกกลุ่ม แล้วแต่ว่าเรื่องไหนสนใจ หรือหัวข้อไหนสนใจ ไม่สามารถเน้นได้ ใช่หรือเปล่า ฉันรู้เรื่องของแกมากไปมั้ย

สนธยา แล้วสองคนนี้มีสังกัดมั้ยครับ

นิกร ชื่อนิกร แซ่ตั้ง ก่อตั้งคณะละคร 8×8 มาถึงตอนนี้ก็จะเข้าปีที่ 10 ครับ เริ่มปี 1998 เพราะว่าก่อนหน้านั้นก่อนที่จะตั้งคณะตัวเอง พบจบปุ๊ปก็เข้าทำงานที่โรงละครกรุงเทพก่อน ทำอยู่กับเขาประมาณ 3 ปี แบบว่าออกมาแล้วก็ยังไปอาศัยเขาอยู่ กินนอนอยู่ในนั้น พี่เขาก็เอื้อเฟื้อให้ฟรี จนกระทั่งโรงละครเลิกไปก็เลยมาทำเองจนถึงทุกวันนี้

สนธยา เป็นคนก่อตั้งเลยเหรอครับ

นิกร ครับผม (หมายถึง 8×8 นะ)

สินีนาฏ ทำละครตั้งแต่อยู่มหาวิทยาลัยประมาณ ปี 2 ค่ะ ปี 34 จบมาก็ฝึกงานและทำละครอยู่ที่คณะละคร 28 ประมาณ 1 ½ ปี- 2 ปี ต่อมาก็อยู่ที่พระจันทร์เสี้ยวการละคร พระจันทร์เสี้ยวใหม่ตั้งแต่ปลายปี 38 จนกระทั่งปัจจุบันนี้ แต่ว่าในขณะนี้ก็ทำอย่างอื่นด้วยร่วมกับเพื่อนก่อตั้งคณะที่ใช้ร่างกาย Physical Theatre ชื่อ Bfloor ในโครงการละครหุ่นเพื่อเด็ก ชื่อคณะละครยายหุ่นเป็นงานของสถาบันปรีดีพนมยงค์แล้วก็มูลนิธิชัยวนาร่วมกันทำค่ะ

สนธยา จบจากมหาวิทยาลัยไหนครับ

สินีนาฏเชียงใหม่ค่ะ

สนธยา คือหลักๆ ตอนนี้พระจันทร์เสี้ยวกับ Bfloor

สินีนาฏ ค่ะ ก็มีหุ่นด้วย 3 อย่าง

สนธยา ก่อตั้งละครเนี่ย ก่อตั้งกันยากแค่ไหน

นิกร ง่ายครับ เขาก่อตั้งกันทุกปีเลยครับ แต่ว่าอยู่กันไม่กี่ปี คือเทศกาลละครปีหนึ่งๆ จะมีคณะละครเกิดใหม่ ประมาณ 30 กลุ่ม ก็มาร่วมเทศกาลพอทำชิ้นนี้เสร็จมันก็หายไปเลย

สินีนาฏ แต่ว่าตัวที่ว่าจะทำอย่างไงให้กลุ่มตัวละครที่เราตั้งมามันดำรงอยู่ มีผลงานต่อเนื่องอย่างเนี่ย มันยาก

สนธยา เมื่อก่อตั้งกันง่ายๆ แต่ก่อนที่มันจะมารวมตัวกันทำ ซ้อมกันเรื่องหนึ่ง มันก็มีค่าใช้จ่าย

สินีนาฏ ค่ะ แต่ละเรื่องมันก็ความยากง่ายต่างกันว่าวัตถุประสงค์ที่เขามาตั้งว่าเขาจะมารวมตัวกันทำคณะละครเนี่ยเพื่ออะไรเนอะ บางคนอาจจะง่ายๆ ก็ได้ บอกว่าให้รวมตัวกันทำละครเพื่อเทศกาลนี้หรือเล่นในวาระนี้แล้วก็หายกันไป แต่บางคณะก็มีจุดเป้าหมายสร้างพันธกิจภาระกิจขึ้นมาว่าเราจะรวมตัวกันเพื่ออะไร แล้วจะมีใครบ้าง แล้วก็ต้องมีการจัดการขึ้นมา แล้วเราจะทำละครแนวไหน ซึ่งอันนั้นต้องอาศัยองค์ความรู้น่ะ ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ ทำละครมาแค่นิดๆ หน่อยๆ ก็อยากรวมกลุ่มละครก็รวมกัน บางคนเขาไม่คิดแค่นั้น

นิกร แล้วแต่บางคณะน่ะ บางคณะก็มี อย่างเช่นไม่ได้ว่าน่ะ ที่รู้มาอย่างเสาสูงเนี่ยคือนักศึกษา ม.กรุงเทพจบไปแล้วไปทำงานเป็นดีไซด์เนอร์ ทำโฆษณา เขียนบททีวีเกี่ยวกับภาพยนตร์ แล้วก็กูอยากทำละคร แล้วมารวมตัวกันอยู่ที่หน้าเสาธงมหาลัย แล้วเอาชื่อคณะเป็นเสาธงที่อยู่ตรงหน้า แล้วมันจะรวมตัวกันเมื่อมันว่างมาทำละคร แล้วละครก็คือเครื่องมือที่เขาสามารถทำอะไรก็ได้ที่หลุดพ้นจากชีวิตที่เขาต้องทำมาอย่าง creative เขียนบทตามที่นายทุนสั่ง ตรงนี้แหละเป็นสิ่งที่พวกเขาแชร์กันได้จริงๆ

สินีนาฏ อันนั้นก็เป็นเด็กละครน่ะ เป็นเด็กละครมาก่อน

นิกร ใช่ แล้วเขาก็ใช้ตรงนั้นเป็นเงื่อนไขในทำงาน

ธเนศน์ 8X8 มาจากไหนครับ

นิกร หมากรุกครับ หมากรุกมีตัวละครแล้วสู้กันเป็น conflict เหมือนละคร แล้ว 8X8 จะรวมตัวกันตอนนั้นก็เพราะว่ามีคนที่จบละครมา 2 คน คนที่จบละครแต่ยังไม่ได้ไปเล่นละครอยู่เยอะ แล้วก็มีผมซึ่งไม่ได้จบละคร แต่ว่าไปเรียนละครกับเอกละครมา แล้วไปทำงานกับกลุ่มโน้นกลุ่มนี้ แล้วมาคุยกันว่าทำไมเราต้องมาทำงานภายใต้ชื่อของคนอื่นทั้งๆ ที่เราก็สามารถทำได้เองในสิ่งที่เราอยากทำ แล้วก็น่าจะรวมกันทำผลงานของตัวเองขึ้นมา ก็มารวมกันโดยมีเงื่อนไขว่าเรื่องที่ทำจะต้องเกี่ยวพันกับสังคมปัจจุบันได้ ไม่ใช่อยากทำอะไรก็ทำ

ธเนศน์ เรื่องที่จะเลือกทำต้องคุยกันก่อนมั้ยครับว่าจะเลือกเรื่องอะไร ต้องโหวตกันก่อนมั้ย ใช้อะไรตัดสิน

นิกร พอดีหลังจากทำมา 1-2 เรื่องแรก ก็มีบางคนไปทำงานอื่นแล้วหายสาบสูญ ไปเป็นแอร์โฮสเตส ปัจจุบันแต่งงานแล้วมีลูกอยู่ที่อังกฤษ อีกคนหนึ่งไปเรียนละครต่อที่อังกฤษเหมือนกัน แล้วทุกวันนี้ก็ยังทำละครอยู่ครับ แต่ไม่ได้เจอกันแล้ว เขาได้ดิบได้ดีกำกับละครอยู่เมืองนอกบ้าง แล้วก็เหลือผม ก็เลยเป็นแกนว่าจะเลือกเรื่องไหนว่าทำหรือไม่ทำครับ (หัวเราะ) แต่ว่าต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขนั้นแหละครับ ว่ามันต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับสังคมแล้วมันเป็นเรื่องที่โดนเราแล้วเราอยากเอามันมาเล่า

สนธยา แต่ทุกครั้งที่เริ่มต้นเนี่ย มันก็ต้องมีห้องซ้อม อย่างถ้าอยู่ในมหาลัยก็ต้องหาห้องซ้อมอะไรได้ แล้วก็ต้องมีสถานที่ ต้องมีเงิน การรวมตัวกันต้องมีเงินทุนก่อน

สินีนาฏ ไม่ได้เอาเงินเป็นที่ตั้ง ส่วนใหญ่ที่รู้มา หรือกับกลุ่มของตัวเองเนี่ย คือไม่ได้เอาเงินเป็นที่ตั้ง ต้องบอกก่อนว่าการทำละครมันเหมือนกับเป็นการแชร์ริ่ง space อย่างหนึ่งก็คือว่าการที่เรารวมตัวกับพรรคพวกที่จะทำละครด้วยกันได้ เป็นที่ๆ ที่พบปะพูดคุยกันระดมความคิดสร้างสรรค์ได้ว่า เราอยากเห็นละครของเราที่จะออกมาเป็นแบบไหน ทำยังไง แล้วก็ลงมือทำ ซึ่งละครมันก็ทำได้ทั้งแบบตั้งแต่ใช้เงินน้อยที่สุดจนถึงใช้เงินมากที่สุดค่ะ เราเลือกได้ว่าเราจะทำแบบไหน คือคิดให้เยอะๆ แล้วใช้เงินให้น้อยลง หรือน้อยที่สุด หรือใช้ของเท่าที่เรามี ฉะนั้นเราก็ต้องคิดให้เยอะๆ

นิกร แต่ปัญหาเรื่องที่ซ้อมยังมีอยู่ ถ้าไม่มีที่ซ้อมก็ไม่เกิดงาน ซึ่งก็ต้องกระเสือกกระสนไป อย่างนาดเนี่ย เขาก็ยังได้สถาบันปรีดีพนมยงค์เป็นที่ซ้อม รับรองสนับสนุนให้ใช่มั้ยครับ อย่างผมแต่ก่อนก็มีโรงละครกรุงเทพซ้อม ไม่เปิดแอร์บ้าง ซ้อมที่จอดรถบ้าง อะไรบ้าง พอโรงละครกรุงเทพเขาเปลี่ยนที่ดินเขาขายออกไป คนที่ทำละคร Dreambox ก็ออกมาอยู่ที่ Metropolis ตรงราชดำริ เราไม่สามารถใช้ที่ Metropolis ฟรีตรงนั้นได้ ก็ต้องมาเช่าตึกอยู่ตรงสามย่าน อันนี้คือการลงทุนแหละ ผมก็เปิดร้านนวดฝ่าเท้า ขายกาแฟ น้ำปั่นไป ให้มันเลี้ยงค่าเช่าแล้วผมก็ซ้อมละคร เข้าไปสอนพิเศษเนี่ยแหละครับ แล้วเอาเงินมาจ่ายค่าเช่าครับ (หัวเราะ) อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ว่าโดยตัวผลงานจริงๆ เวลาพวกนี้มามันเล่นกันเขาไม่ได้หวังค่าตัวนักแสดงหรือค่าตัวทีมงานเนอะ เพียงแต่ว่าถ้ามันมีกำไรจากการขายบัตรหรือมีสปอนเซอร์ก็จะแบ่งกันไปเป็นค่ารถ

สินีนาฏ มันขึ้นอยู่กับว่าเราคุยกับทีมงานหรือนักแสดงก่อนว่าเงื่อนไขแต่ละเรื่องมันเป็นอย่างไร อย่างถ้าโชคดีเราเขียนโปรเจ็คท์ไปก่อนแล้วหาสปอนเซอร์ล่วงหน้า ให้เขาขายบัตรแล้วมีกำไร หลังจากที่หักค่าต้นทุนที่เราต้องเช่าหอประชุมเล่นใช่มั้ยค่ะ เนี่ยตัวนี้แหละตัวแพง แล้วเราอาจจะเหลือเป็นค่ารถหรือค่าตัวทีมงานและนักแสดง

นิกรอ้า อันนี้มีเงินสปอนเซอร์ อาจจะมีให้บ้างแต่ไม่มากหรอกครับ

สนธยา แล้วจำนวนที่คนแบบว่าสมมุติเป็นมือใหม่ยังไม่เคยมาทำละครกัน ยังไม่เป็นกลุ่มที่มีชื่อเป็นที่รู้จักตัว แต่เพราะว่าอยากมาโชว์ตัว มาแสดงละครด้วยกันอาจต้องใช้บ้านของใครสักคนคนใดคนหนึ่ง แล้วก็แบบว่ามารวมตัวกันด้วยใจรัก อย่างเวลากินอาหารก็แชร์กันออกอย่างนี้เนี่ย ยังมีลักษณะนี้อยู่บ้างไหม

นิกร มีบางกลุ่มอย่างนี้อยู่

สนธยา มีมาตลอดตั้งแต่บรรพกาลเลยมาใช่มั้ยครับ

สินีนาฏ (หัวเราะ) ถือว่าเป็นพื้นฐานกันเนอะ อย่างพวกศิลปินไม่ใช่บ้านเราอย่างเดียวที่อื่นก็มีเหมือนกันคือใช้บ้านตัวเองนั่นแหละเป็นอาร์ตเฮ้าส์ เป็นทั้งที่ทำงาน ที่อยู่อาศัย ที่สร้างงาน ปรับเป็นที่แสดงไปได้ด้วยซ้ำ

นิกร ใช่ ผมก็เล่นที่ตึกแถวนี้แหละดูได้ราวๆ 35 คน

สนธยา แต่ถ้าสมมุติว่าอย่างกลุ่มเด็ก สมมุติว่าเริ่มต้นจากตรงนี้เขาเล่นไปได้ 2-3 เรื่อง ยังไม่แบบว่า……………

สินีนาฏ เป็นไปได้

นิกร อันนี้เขาเรียนจบหรือยังครับนักศึกษาคนนี้หรือเพิ่งจบ เพราะว่าปัจจุบันนี้มีนักศึกษาในสถาบันมันทำกันอยู่แล้วตามคณะ แล้วก็หาสปอนเซอร์ง่ายที่สุดด้วย อุ๊ย! พ่อแม่พี่น้องเต็มไปหมดเลยครับสปอนเซอร์ แล้วขายบัตรแพงกว่าพวกผมอีก อันนี้เป็นกรณีที่ผมแอนตี้อยู่ เฉพาะตัวผมน่ะ

สุมณฑา ทำไมค่ะ

นิกร ก็เพราะว่ามันทำลายอะไรหลายๆ อย่างของวงการละครเวที มันสร้างค่านิยมในอีกระดับหนึ่งว่าถ้าเข้ามหาลัยแล้วควรจะได้ทำละครสักเรื่องหนึ่ง ทำเสร็จแล้ว เฮ้ ! ฉันได้ทำละครแล้ว แล้วก็หายไป คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ (เน้น) ไม่ไปดูละครของคนอื่น แต่ทำละครเพื่อ masturbation ตัวเอง กูได้ทำละครแล้วโว้ย ! เจ๋งโว้ย แต่ยอมรับอย่างหนึ่งว่าเขาพัฒนาขึ้น มีการอบรม มีรุ่นพี่มาสอน เขาทำละครเป็นขึ้น แต่โดยเนื้อหาโดยอะไรเขาไม่สนใจ เขาแค่เอาละครมาพัฒนาศักยภาพของตัวเขาเองว่าทำได้ เต้นระบำได้ ร้องเพลงได้ จัดเสียงตระการตาได้ ออกแบบเสื้อผ้าได้ แล้วไงจบ มีหลายคนบอกว่ามันเป็นสิทธิของเขาที่จะทำได้ ใช่ แต่คุณขายบัตรให้คนดูทั่วไปดูด้วย 150, 200, 300 อย่างเนี่ย แล้วอย่างไงล่ะ ทุกวันนี้คนทั่วไปเวลาเจอคณะเราก็จะถามว่ามาจากคณะไหน มหาลัยอะไร อ้อ ไม่ใช่ครับ โดยตัวงานก็จะบอกด้วยว่าไม่ใช่เราไม่ใช่งานนักศึกษาแล้ว แต่ราคาบัตรเราไม่ราคาแพงเท่าพวกเขา

สนธยา จริงๆ แล้วเขาก็มี support ในมหาลัยอยู่แล้ว

นิกร/สุมณฑา ใช่

นิกร จะว่าเราอิจฉาเขา เราก็อิจฉาน่ะ (หัวเราะ) ไอ้เด็กพวกนี้มันเก่งน่ะ หาสปอนเซอร์ได้เยอะ แต่ว่า………….

สนธยา ระบบมันช่วยอยู่แล้ว

นิกร ใช่ แล้วถ้าเก่งจริง ทำไมจบแล้วไม่ทำต่อล่ะ ก็ชีวิตเขา ไปบังคับเขาไม่ได้ใช่มั้ยครับ

สนธยา มีสิ่งอื่นที่น่าสนใจ

สุมณฑา จริงๆ คนที่ทำละครมหาลัยต่อไปก็เป็นคนดูที่อยากดูละครด้วยเหมือนกัน

นิกร มีส่วนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ไม่ดู สำหรับฉันมั่นใจ เพราะว่าที่มาดูละครฉัน กูไม่เห็นมึงที่ทำละครในมหาลัยสักคน (หัวเราะ)

สินีนาฏ อันนี้เขาก็มีการถามไถ่ วิจงวิจัยว่ามีเด็กเรียนละคร…………….

นิกร แล้วเขาก็ดูเฉพาะของคณะเขา

สินีนาฏ แล้วไปสายงานอาชีพอะไรทำนองนั้น

นิกร อย่างละครสถาปัตย์ก็จะมีเด็กสถาปัตย์มาดู แล้วของคนอื่นไม่ดู เพราะว่าฉันเด็กสถาปัตย์ ฉันจบสถาปัตย์มารุ่นพี่ฉันทำละคร รุ่นน้องฉันทำละคร ฉันก็ไปดูละคร จบอยู่แค่นั้นเลย แต่พีอาร์ไปทั่ว

ธเนศน์จริงๆ แล้วหลักๆ มีกี่สถาบันครับ

นิกร ทุกสถาบันครับ ตอนนี้ทำหมดเลย แต่ว่าตอนนี้คณะที่ไม่ทำละครก็ทำละครครับ แต่ว่าถ้ามองในแง่ดีมันก็แพร่หลายมากขึ้นเนอะ เขาเรียนละครขึ้นเยอะ เขาทำละครขึ้นเยอะ แต่ผมมองว่าปริมาณมากไม่ใช่ตัววัดว่าคุณภาพหรือการพัฒนามันจะมากตาม

สุมณฑา แต่ว่ามองแบบฉัน ฉันดีใจน่ะที่ว่า เอ๊ะ มันมีละครทำกันเยอะขึ้น ไอ้ตรงนั้นน่ะไอ้กระบวนการทำงานร่วมกันอย่างน้อยออกมาเป็นเรื่อง ไม่ว่าจะมีสาระหรือไม่มีสาระอะไรต่างๆ แต่ว่าเขาจะถกกันก่อน กว่าจะออกมาเป็นเรื่อง

นิกรอันนี้เห็นด้วยว่ากระบวนการละครมันมีประโยชน์กับคน แต่เรากำลังมองว่าเขาใช้ละครไปเป็นเครื่องมือในการไปพัฒนาระบบภายในของเขา พัฒนาความสามัคคีในคณะ พัฒนาศักยภาพในการเรียนรู้ในการออกแบบงานอย่างเนี่ย แล้วละครได้อะไรกลับคืน เรามองอันนี้ด้วยล่ะ ถ้าคุณขายบัตรให้คนดูเมื่อไหร่ คุณไม่ใช่สมัครเล่นสำหรับผมนะ อ้อ ก็ละครมันต้องใช้เงินเนี่ยแล้วจะเอาเงินที่ไหนมาทำ ไม่ใช่ว่ากูสั่งให้มึงต้องทำละครพวกแกกระเสือกกระสนดิ้นรนอยากทำเพราะอะไร ตอบซิ “ก็อยากทำนี่” ผมว่าเหตุผลแค่นี้ไม่พอ

ธเนศน์ พี่กำลังจะหมายถึงว่ามันเป็นการขาดความรับผิดชอบใช่มั้ยครับ

นิกร ใช่ ถ้าเกิดเป็นแบบที่มีเด็กคนหนึ่งมันอยากเตะฟุตบอลในสนาม ไม่ได้อยากเล่นจริงจัง เล่นจริงจังเป็นมืออาชีพ แต่เด็กที่เตะฟุตบอลในสนามมันไม่เคยเก็บบัตรคนดูน่ะ ไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อนให้เสียตังค์มาดูมัน แต่ไอ้พวกนี้ทำแล้วเสือกเก็บตังค์คนดู เอ้าแล้วเก็บตังค์แพงกว่าพวกกูอีก

สนธยา แล้วเด็กที่เตะในสนามก็ยังอยากทำละครต่อไปไม่ใช่ว่าขอเพียงได้ทำครั้งหนึ่ง แล้วก็ไม่ได้มีความสำคัญอะไรในชีวิตของเขาอีกต่อไปแล้ว

นิกร เออ ผมคิดว่าอย่างนี้มันไม่ยุติธรรม ถ้ามันเป็นส่วนหนึ่งที่ตามดูละคร แต่เอ้ะ (ถอนใจ) แล้วที่เหลือล่ะ มันคงสำเร็จเสร็จสิ้นไปในชีวิตแล้ว ได้สมหวังแล้วล่ะ มันไม่แฟร์

ธเนศน์ อย่างนี้นอกจากแบ่งเป็นคณะแล้ว มีชุมชนคนทำละครต่างหากหรือเปล่าครับ สมมุติว่างานประจำปี หรือว่าทำในเว็บไซต์มีมั้ยครับคนทำละครส่วนใหญ่จะมานั่งตอบเว็บบอร์ด

นิกร เว็บประจำก็มีในพันธุ์ทิพย์เนอะ แต่เดี๋ยวนี้มีน้อยแล้วครับ ซึ่งคนละครไม่ค่อยได้เล่นเว็บเนอะ มันทำแต่งานกัน (หัวเราะ)

ธเนศน์ หมายถึงรวมกลุ่มประจำปีมีหรือเปล่าครับ

นิกรมีครับ ก็เทศกาลละครนี้แหละ ทุกคนจะรู้เลยว่าเดือนพฤศจิกาที่ผ่านมามีเทศกาลละคร

ธเนศน์ คนเพิ่มขึ้นมั้ยครับ หรือความเปลี่ยนแปลงแต่ละปี

นิกร เพิ่มมาก

สินีนาฏ เทศกาลละครกรุงเทพ ฯ ที่ถนนพระอาทิตย์ คนดูก็เพิ่มขึ้นทุกปี บางคนก็ทราบแล้วว่าช่วงเดือนนี้จะมีงาน อย่างที่ผ่านมาก็จัดเป็นปี่ที่ 4 คนดูก็มากขึ้นค่ะ เพียงแต่ว่าปีนี้มันโดนฝนเสีย 2 อาทิตย์แรก แล้วก็ทุลักทุเลพอสมควร อย่างกลุ่มละคร อย่างเมื่อกี้ที่บอกเนี่ยมันก็จะมีกลุ่มละครทั้งเก่าและใหม่ รั้วมหาวิทยาลัยก็ไปร่วม มันก็จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปีค่ะ เพิ่มจำนวนกลุ่มนะคะมันจะเพิ่มขึ้นด้วย

นิกร ใช่

ธเนศน์ แล้วคุณภาพล่ะครับ

สินีนาฏ อย่างคุณภาพเนี่ย บางทีเราต้องแบ่งผู้ชมว่าต้องไปดูตามเรื่องเอาเอง แล้วก็………….

นิกร ปีนี้เป็นปีแรกที่คัด คัดว่าถ้าใหม่ยังไม่เคยมีคณะละครที่ไม่เคยมีผลงานเลยจะอยู่ในหมวดหนึ่ง เราก็จะบอกคนดูหมวดนี้ เราจะเลือกให้คนดูว่าคณะนี้เลือกแล้วเคยมีประสบการณ์ อันนี้คือคณะแนะนำให้ดูเพราะเคยเห็นฝีมือมาบ้าง เราจะแยกให้เขาเลย เพราะฉะนั้นงานจะมีการจัดการมากขึ้น แล้วมันดูพัฒนาตัวมันมากขึ้น ทั้งในเรื่องการใช้พื้นที่ด้วย เพราะมันชินแล้ว 3-4 ปี มันรู้แล้วว่ามีคณะนี้ที่ทำอะไรได้ แยกประเภทได้ดีขึ้น

สินีนาฏ แต่ว่ามันมีอีกกลุ่มหนึ่งเป็นแบบว่าประเภทน้องใหม่ไฟแรงก็มี ประเภทแบบว่าเพิ่งสมัครเข้ามาเป็นปีแรกปีที่สองอย่างเนี่ย บางทีไม่คาดหวังกับผลงานมากนัก แต่ใช่เลยเป็น quality ดี คนดูก็ชอบ แล้วมีกันซึ่งอย่างนั้นก็กลายเป็นพื้นที่ที่มารวมกันของหลายๆ แบบ หลายๆ กลุ่ม ทำละครหลากหลายค่ะมันเป็นจุดศูนย์รวมไปแล้ว มันดี

นิกร อันนี้มันเป็นของคนดูด้วยนะ เพราะคนทำมันมีโอกาสแสดง ในเมื่อไม่มีที่ไหนให้ไปใช้ซ้อม ไปเล่นได้ ตรงนี้มันก็เปิดโอกาส

ธเนศน์ทีนี้ผมก็เปรียบกับศิลปะอื่นๆ นะครับ มันมีผลกระทบมาจากการพัฒนาของคอมพิวเตอร์ แทบกับทุกแขนงผมมองว่า เช่นถ้าเป็นหนัง หนังเดี๋ยวนี้ก็จะทำง่ายขึ้น อย่างซีจี การตัดต่อมันก็จะสะดวกขึ้น แล้วก็ศิลปะก็ยังมีกราฟฟิคมาช่วย แล้วมันกระทบการวงการละครด้วยหรือเปล่าครับ อย่างมือสมัครเล่นอาจจะลักไก่เอาได้

สินีนาฏ คือละครเนี่ยไม่ใช่งานสำเร็จรูปหรอกค่ะ กำลังจะบอกว่ามันมีเทคโนโลยีมันก็เป็นส่วนที่พัฒนาเหมือนกัน เกี่ยวกับว่าเราจะโหลดอะไร นักการละครคนนี้คนนั้น ค้นประวัติได้ง่ายขึ้น รู้จักคนแนวนี้ได้มากขึ้น โหลดบทมาอ่านศึกษาดูอย่างเนี่ย แต่ว่าละครเนี่ยมันไม่ใช่อะไรที่สำเร็จรูป ถ้าไม่ลงมือทำแบบว่าปฏิบัติเนี่ย มันจะได้ผลงานที่ดีออกมาได้ยากมาก

นิกร คุณไม่สามารถเอาละครไปฉายในคอมพิวเตอร์ ความรู้สึกในการดูไม่เหมือนกันโดยสิ้นเชิงเพราะว่าละครเป็นเรื่องของมนุษย์ เป็นปฏิกิริยาสดโดยตรงระหว่างมนุษย์กับมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญในการสื่อสาร

สินีนาฏ แล้วก็ในการที่เราจะทำละครสักเรื่องหนึ่งเนี่ย ต้องผ่านขั้นตอนในการซ้อม ต้องลงมือลงแรงทำกันจริงๆ แต่ว่าถ้าจะพูดว่ามันช่วยในแง่ของการจัดการจะเห็นได้ชัดเจนว่ามันมีคอมพิวเตอร์กราฟฟิคสามารถทำโน้นทำนี่ เราไม่ต้องไปจ่ายคนทำคอมพิวเตอร์กราฟฟิค ทำงานสูจิบัตร ทำแผ่นพับโปสเตอร์ มันประหยัด เราส่งข่าวผ่านอินเตอร์เน็ต ผ่านอีเมล์ได้ มันก็ประหยัดขึ้น

นิกร ก็มีบางคณะ บางแนวทางหลังจากที่เขาใช้พวกนี้เข้าไปเสริมงานของเขา เอามันไปช่วยในการสร้างภาพ สร้างฉาก แสง สี เสียง กับการแสดง ซึ่งอันนั้นผมมองว่ามันเป็นอีกสายงานหนึ่ง เขาเรียกว่าวิชาช่าง

ธเนศน์ ผมก็มองอย่างที่พี่มองแหละครับ เพราะว่าผมมองว่าละครน่าจะเกี่ยวและมีผลกระทบจากคอมพิวเตอร์น้อยกว่าสาขาอื่น

นิกร ผมมองว่ามันมีผลกระทบอย่างจังอาจยังไม่เห็นผล แต่จะเห็นผลประมาณ 10 ปี หรือ 20 ปี ข้างหน้า คนมันจะมีจังหวะการดูเปลี่ยน ซึ่งตอนนี้มันก็เปลี่ยนแล้วด้วยล่ะ จังหวะ (ปรบมือ) pacing ของเรื่อง ของการดู ความสนใจของมนุษย์กับเด็กรุ่นใหม่มันจะเปลี่ยน

สินีนาฏคอมพิวเตอร์มันกระทบกับคนทั้งหมดนั่นแหละ เพียงแต่ว่าเราอาจจะไม่รู้ตัว จังหวะการทำงานมันเริ่มเร็วขึ้น บางคนไม่มีสมาธิ

นิกร แล้วสมาธิสั้นลงหรือว่าไม่แน่มันอาจจะสวิงไปอีกข้างหนึ่งหรือว่าต่อไปในอนาคตมันเริ่มจะหวนหา มองกลับว่าความเป็นคนมันคืออะไรเนี่ย แล้วเมื่อนั้นละครก็จะกลับมาเป็นที่นิยมมาก

สนธยา ที่เขาว่ามันลักไก่เนี่ย คือว่ามันยากกว่า………..

ธเนศน์ คือว่าผมมองเหมือนกับหนัง พี่นึกออกหรือเปล่าว่าหนังเนี่ยมันจะลักไก่กันง่ายขึ้นเพราะว่ามันมีกล้อง

นิกรมันง่ายขึ้น แต่ละครมันไม่ง่ายอย่างนั้น

ธเนศน์ ผมจะถามอย่างนั้นแหละครับ ละครมันโดนผลกระทบจากตรงนี้หรือเปล่า

นิกร ไม่ แต่สังเกตได้เลย อย่าเรียกว่าเด็กรุ่นใหม่ เรียกรุ่นปัจจุบันนี้ น้องๆ ที่คิดจะทำอะไรเกี่ยวกับงานศิลปะด้านนี้ปุ๊ปหนังก็จะมาเป็นอันดับหนึ่งเลย เพราะว่ามีกล้องก็สามารถถ่าย ๆ

สินีนาฏ มีคอมพิวเตอร์ก็เสร็จแล้ว

นิกร ไม่ต้องมีเรื่องด้วยซ้ำ ถ่ายมาแล้วค่อยมายำ

สินีนาฏ snapshot มาเลย เป็น post-modern

นิกร อย่างละครไม่ได้ คุณจะมามั่วๆ ไม่ได้ ออกมาเป็นชิ้นงาน แสดงสดไม่ได้ มันยากเกินกว่าที่จะมั่ว (หัวเราะ)

สนธยา แล้วเขาสามารถที่จะเข้าใจได้ว่าวิธีการก็เหมือนทำแบบเดียวกับละคร

นิกร เขาไม่กล้าหรอก

สนธยา มีคนอย่างนั้นมั้ยครับ

นิกร ไม่รู้ ไม่เคยเจอ

สินีนาฏ ไม่เคยเจอ

นิกร แต่คิดว่าเขาคงไม่กล้า เพราะว่าการออกมาแสดงต่อหน้าคนดู มันรับผิดชอบต่อศักดิ์ศรี ต่อหน้าตาและอะไรของตัวเองพอสมควร คนพวกนี้เขาจะไม่ยอมเสียฟอร์ม แต่ละครเป็นเรื่องของการเสียฟอร์ม การที่คุณไปยืนทำห่าอะไรไม่รู้ต่อหน้าคนดู แต่เขาอยู่หลังกล้องเนี่ยเขาได้ เขาจะทำอะไรออกมาไม่ต้องปรากฏตัว แต่ละครเป็นเรื่องของการเปิดตัว เปิดเผยตัวตน ผมมองว่ามันทดแทนกันไม่ได้ ต้องอาศัยการฝึกฝนพอสมควร

สินีนาฏ แต่ถ้าจะมอง เมื่อกี้ที่ถามว่าเขาใช้พวกภาพคอมพิวเตอร์ออกมาประกอบการแสดง มันมี แต่อย่างไรก็ตามขั้นตอนในการเอาอะไรมามันง่ายก็จริง แต่เอามันมาประกอบการแสดงมันเวิร์คจะยากมาก

ธเนศน์ พี่กำลังจะหมายถึงการแสดงก็ยังเป็น main

สินีนาฏก็เป็น main แต่ก็มีอีกส่วนหนึ่งถ้าจะเห็นก็อาจจะเป็น performance การแสดงสดค่ะ เป็นศิลปินแบบแนว visual art ก็จะใช้ และการแสดงนิดหน่อยก็มีเยอะ อันนั้นก็ไม่ใช่ละครนะคะ มันต้องมีความเป็นเรื่อง ตัวนักแสดงก็ต้องเป็นหัวใจหลักเป็น main จะต้องผ่านขั้นตอนของการฝึกซ้อม คราวนี้มันจะยากแล้วล่ะถ้าคุณใช้ภาพวีดีโอเข้ามาประกอบ ก็ใช้เยอะเกิน ใช้อย่างไม่มีศิลปะที่น่าดู ยังไงมันก็ต้องผ่านความคิด ไม่ใช่ว่ามีเทคนิคทำภาพจริงๆ ออกมามันไม่เวิร์คหรอกค่ะแล้วก็จบ

นิกร แล้วหลังๆ อย่างหนังที่ใช้ซีจีเยอะๆ มันก็แห้ง มันก็หลอกน่ะ มันดูหลอก

สินีนาฏ ดูหลอก

นิกร การ์ตูน แอนิเมชั่นที่ทำเป็นซีดีเนี่ย มันดูไม่มีชีวิตน่ะ มันมีแค่ความแปลกใหม่

ธเนศน์ ยังไงพี่ก็มองว่าพื้นฐานก็มาจากคนๆ นั้นก่อน

สินีนาฏใช่

ธเนศน์ ถ้าใช้เครื่องมือยังไม่ได้ มันก็จะไม่ช่วย

นิกร ใช่ๆ

สินีนาฏ มันเป็นอะไรที่มองว่าเป็นชีวิตคนก่อน แล้วเรามี actor ที่มีชีวิต

นิกร มันพูดถึงความเป็นมนุษย์เป็นหลัก ความมีชีวิตอยู่อย่างนี้แหละครับ

ธเนศน์ น่าเน้นให้เด็กรุ่นใหม่ฟังให้ชัดๆ (หัวเราะ)

นิกร เพราะว่าปัจจุบันมันเป็นกับดักของความหวือหวาของสตางค์ เทคนิค

ธเนศน์ ผมมองว่าคำถามที่ผมถาม คือว่าคนเริ่มพึ่งพาเครื่องมือมากเกินไป ผมรู้สึกว่ามันพึ่งพาไปหาทางลัดอยู่เรื่อย

สินีนาฏ ใช่ อย่างที่ได้ดูหนังสั้นหลายๆ เรื่อง ได้ดูหนังสั้นบ้างคือบางอันที่เป็นอนิเมชั่นรู้ว่าใช้เทคนิคพิเศษหรือเทคนิคกล้องอย่างนี้เนี่ย แต่ถ้า มีแต่เทคนิคพิเศษดูแล้วมันไม่ได้เรื่อง ดูแล้วไม่ impact กับคนดู ไม่มีสาระอะไรหรือความประทับใจชีวิตอะไรอย่างนี้เนี่ย มันก็แค่ผ่านเลยไปใช่มั้ยค่ะ ไม่ติดอยู่ในความทรงจำ คนดูจะได้อะไร อันนี้มันมากกว่ามันต้องมีอะไรมากกว่าเรื่องเทคนิคพิเศษแล้วล่ะ

สนธยา แต่ว่าที่ตะกี้พูดว่า ต้องย้อนกลับไปที่เรื่องนักศึกษา

นิกร อ้อ จะให้ผมด่านักศึกษาอีกใช่มั้ยครับ (หัวเราะ)

สนธยา คือผมหมายถึงมือใหม่ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นนักศึกษาก็ได้ คือมือใหม่แบบที่ว่าจะมา ยังไม่มีเครดิต ยังไม่มีคนจดจำ

นิกร อันนี้แหละยาก

สนธยา แล้วเขามารวมตัวกัน สมมุติว่าโอเคครั้งแรกแบบว่าเราสนุกเรามีใจรักแล้วมารวมตัวกัน เล่นเรื่องแรกก็ยังไม่เกิด impact ขึ้นมา แล้วเรื่องที่ 2 เรื่องที่ 3 เนี่ยสมมุติยังไม่มีคนสนใจขึ้นมา ความเหนียวแน่นตรงนี้มันจะฮึดนานแค่ไหน หรือแบบว่า เฮ้เราไปดีกว่า ยอมแพ้แล้ว คือ เขาเหนียวแน่นมั้ย

นิกร เคยเห็นอยู่ Dream Mask ตอนนี้เป็น Naked Mask (‘เครือข่ายกลุ่มละครเวทีหน้ากากเปลือย’ ก่อตั้งมา 5 ปีแล้วและมีฝึกอบรมการทำละครด้วย ติดต่อ: info@nakedmasks.com – สนธยา) ก็เนี่ยแหละครับ เขาเป็นกลุ่มลูกใหม่เลย เขาได้ไปเวิร์คช็อปกับครูช่าง ชนประคัลภ์ แล้วเขาก็แยกออกมาต่างหาก มาทำเอง 3 คนแล้วก็รวมคนนี้คนโน้นมา งานชิ้นแรกชิ้นสองชิ้นไหนก็จำไม่ได้นะ นาดชิ้นไหนน่ะ

สินีนาฏ ชิ้นแรกๆ

นิกร ชิ้นแรกๆ ทำมาแล้วมันโดนมาก แล้วเขาก็มองออกด้วย เฮ้ กลุ่มนี้ลูกใหม่มาแรง เราไปดูมาก็ชอบ แต่ปรากฏว่าชิ้นต่อๆ มามันไม่ดีเหมือนชิ้นเดิม แต่เขาก็ทำอยู่จนถึงทุกวันนี้ แล้วมันก็เริ่มมาดีขึ้นอีก งานก็กลับขึ้นมาดี

สินีนาฏ มันก็แล้วแต่คนอีกนั่นแหละเนอะ

นิกร คือถ้ามันเป็นคนอย่างนี้นะมันรัก มันไม่ใช่ว่าแค่รัก คืออยากอยู่กับมันจริงๆ

นิกร แย่มั่ง ดีมั่ง แล้วเขาก็เริ่มเห็นผลแล้วตอนนี้ แม้แต่การยอมรับพวกเราก็ยอมรับแล้วว่ามันเป็นคนทำจริง

นิกร งานมันจะดีจะชั่ว………………….

ธเนศน์ มีความมุ่งมั่น

นิกร เออ ชั่ว แต่งานในระดับหนึ่งมันทำแล้วมันก็มีการอบรมเปิดสมาชิกใหม่ คือว่าตอนนี้คณะเขาจะมั่นคงกว่าคณะผมอีก (หัวเราะ)

สินีนาฏมีกิจกรรมมา

นิกร มีสมาชิกใหม่มาอยู่กับเขา อบรมเด็ก เอาเด็กมัธยมมาเล่นอะไรอย่างเนี่ย จะมีขั้น กระบวนการของเขาจริงจังดี

สนธยา เปอร์เซ็นต์ของคนในลักษณะนี้มันจะมีมากน้อยแค่ไหน

นิกร น้อยมาก

สินีนาฏ น้อยค่ะ

สนธยา สมมุติคนที่ยังไม่มีเครดิตกัน ไม่มีใครพูดถึงเลย เอ๊ะ เล่นเรื่องที่ 2 ก็แล้ว ความอึดของเขาเนี่ยมันจะ……

นิกร (หัวเราะ) ขึ้นอยู่กับความอึดครับ ผมบอกไม่ได้ แต่ผมจะพูดได้แค่ว่ามันวัดกันที่งานเลย ยังไงก็แล้วแต่ ต่อให้คุณมีเงินมหาศาลก็ตาม ต่อให้ทำ 10 เรื่อง แต่ถ้างานคุณไม่โดน คุณก็อยู่อย่างนั่นแหละ แต่ถ้างานคุณโดนงานคุณมีคุณภาพ มันจะมีช่องทางของมันเสมอ มันจะมีที่ทางของมัน

สนธยา กำลังจะบอกว่าจริงๆ เนี่ย ที่ทางของเขาเปิดเสมอ

นิกร เออใช่ มันจะมีคนไปเห็นเสมอ แล้วมันจะมีการบอกต่อ วงการนี้มันแคบมากครับรู้จักกันทุกคน ถ้ามาใหม่จะรู้อยู่แล้วล่ะว่าอันนี้มันจะทำหรือไม่ทำ

สินีนาฏ แต่มันเป็นจุดที่น่าเสียดายที่ว่าบางกลุ่มทำงานออกมาเป็นนักศึกษาจากมหาลัย แต่รวมกลุ่มกันเองแล้วสร้างงานชิ้นแรกหรือชิ้นที่สองแล้วมันโดน แต่ว่าท้ายที่สุดเขาอยู่ไม่ได้เพราะว่าพอจบปั๊ปเนี่ย ก็ต้องเลือกแล้ว

นิกร ทำงาน

สินีนาฏ ต้องทำงาน เลือกว่าจะต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเองอย่างไงต่อไป ตอบพ่อแม่พี่น้องว่าอย่างไง อันนี้เนี่ยกลับต้องเจ็บปวด

นิกร ใช่ เพราะว่ามันจะกลับมารวมอีกทีไม่ได้

สินีนาฏ แล้วงานที่เขาทำก็ดีนะเป็นที่ยอมรับของคนทำละครกัน เป็นที่พูดถึงกัน คนดูเองก็ชอบ แต่กลับว่าเจ็บปวดน่ะ ไม่สามารถเลือกที่จะอยู่อย่างนี้ได้

สนธยา อันนี้แหละที่ผมสนใจ มันคือปัญหาคลาสสิกเลยใช่มั้ยครับ

นิกร ตราบใดที่บ้านเรายังไม่มีวัฒนธรรมการดูละครเหมือนดูหนังเพราะดูละครมันยาก แต่เนื้อหามันไม่ยากอย่างที่คิด แต่ว่าต้องวางแผนว่ามันจะมีเมื่อไร ข่าวสารมีให้ดูไหม เพราะว่าหนังสือพิมพ์ไม่มีให้ลง มันเป็นใครก็ไม่รู้ไม่มีดาราสักคน มันไม่ใช่ฟอร์มใหญ่ ละครอะไรก็ไม่รู้ ไม่มีช่องทางให้เขารู้เลยว่าจะมีเมื่อไร จะไปดูก็ต้องเช็ควัน ต้องจองบัตรไหม ราคาก็แพงกว่าหนัง ไปก็ยาก สถานที่จะเล่นก็ไปยากอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้

สินีนาฏ แต่ถ้าเราไม่มีละครเลยก็ยาก ถ้าจะดูหนังโดยไม่ดูละครก็น่าเป็นห่วง เรากลับมองว่าคนเราไม่กล้าปะทะกัน การดูหนังเนี่ยมันดูได้ด้านเดียว หนังดูแบบเรา observe น่ะ สังเกตการณ์อย่างเดียว เราไม่ได้มีส่วนร่วม แต่ว่าละครคือการปะทะกันในพื้นที่เดียวกันจริงๆ

ธเนศน์ คือให้เน้นด้วยว่าละครเนี่ย ละครที่มีคนดูจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร

นิกร นั่นด้วย แต่ว่าปฏิสัมพันธ์มันต้องมีในเชิงเซ็นส์ sense

สินีนาฏ เรามองแบบนี้ว่าละครบางอย่างมันมีลุกขึ้นมาเล่นกับคนดู ขึ้นอยู่กับว่าให้คนดูมีปฏิกิริยาต่อคนเล่นด้วยกันเลยก็ได้ อันนี้ชัดเจนโดยตรง แต่ว่าละครที่ดูเนี่ย เวทีคนดูก็เป็นคนดู คนเล่นก็เป็นคนเล่นแต่มันมีการสื่อสารกันแบบไม่ได้ใช้คำพูดน่ะ การแสดงสดมันมีพลังที่สื่อกันได้

ธเนศน์อย่างนี้คือคนเล่นกับคนดู

สินีนาฏ ใช่ แล้วนี้แหละมันเป็นปฏิสัมพันธ์กันแล้วเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง

ธเนศน์มีอะไรเสริมตรงนี้ไหม น่าจะสำคัญน่ะ (หัวเราะ)

นิกร คืออย่างหนังเนี่ย มันก็มีการสื่อกับคนดู คือผมว่ามันจับคนดูไว้ด้วยภาพด้วยความรู้สึกที่คัดสรรมาแล้ว ควรดูหนังเรื่องนี้ควรดูภาพนี้ แต่คุณอาจเปลี่ยนที่ประทับใจตรงอื่นได้แล้วแต่ แต่มันคัดสรรมาแล้วครับ มันคัดสรรกลั่นกรองตัวเองมาแล้ว ณ โมเม้นท์นั้นสามารถทำได้ตอนนั้นทุกครั้งมันสำคัญเหมือนกันหมด

ธเนศน์ละครแต่ละรอบมีความแตกต่างกันไหมครับ

นิกร ก็พร้อมแล้ว คัดสรรแล้ว แต่มนุษย์ไม่สามารถทำอะไรได้เหมือนกันเป๊ะทุกครั้งร้อยเปอร์เซ็นต์แน่นอน แล้วมันเปลี่ยนเมื่อคนดูเปลี่ยน กลุ่มคนดูเปลี่ยน มีแอ็คชั่นในการแสดงเปลี่ยนด้วย ถ้าสังเกตได้อย่างละครเรื่องหนึ่ง ถ้าตรงนี้เนี่ยพูดประโยคหนึ่ง ถ้ากลุ่มผู้ใหญ่ดูจะได้ความรู้สึกแบบหนึ่ง แต่ถ้ารอบนั้นกลุ่มเด็กมัธยมดูมันก็จะได้อีกความรู้สึกหนึ่ง มันจะเปลี่ยนมุมมองของทัศนะคติของคนดูเปลี่ยนต่อความรู้สึก ณ เวลานั้นอย่างนี้ด้วยครับ แล้วผมมองว่าที่ๆ หนังไม่สามารถจะแทนได้เพราะว่ามันมีเลือดเนื้อครับ ความที่มีชีวิตของมัน มันทำให้คนดูตระหนักได้ว่ามันมีชีวิตขึ้นมาเพราะว่าคุณกำลังดูเลือดเนื้อนั้นอยู่จริงๆ ระดับหนึ่ง

สินีนาฏ การดูละครมันมีชุมชนมารวมกัน คนหลายๆ คนมารวมกัน มันก็กลายเป็นชุมชนอันหนึ่งซึ่งปัจจุบันนี้น่ะมันมีน้อยที่คนจะมารวมกัน มีมาเป็นส่วนรวมกันพบเจอกันถึงแม้ว่าไม่ได้มีการพูดคุยกัน แต่ว่าอณูในอากาศหรือว่าพลังที่มันส่งกันเข้าหากันอันนี้แหละที่สื่ออื่นมันไม่มีน่ะ

นิกร คุณจุ๋ม (สุมณฑา) เงียบไปแล้ว

สุมณฑา ก็แกพูดหมดแล้วครบถ้วนจะให้แทรกตรงไหนล่ะ (หัวเราะ)

สนธยา แต่ มันต้องพิสูจน์ความรักจริง ความจริงใจ

นิกร เออ ความจริงจังในการทำละคร

สนธยา อย่างจุ๋มก็มองว่า เออ ทำขึ้นมาก็ดี ทำยิ่งเยอะยิ่งดี ทั้งคนทำคนดูจะได้สนุกใช่มั้ย เป็นการเปิดทาง ผมว่าทั้งสองอย่างมันก็มีความชอบธรรมอยู่

นิกร ผมไม่ได้หมายความว่าพวกแกหยุดทำเถิด คือทำต่อไปเถิดครับทำ แต่……………

สุมณฑา ขอให้ทำงานหนักกว่านี้หน่อยได้ไหม

นิกร เออ จริงจังกว่านี้หน่อยได้ไหม มันก็จริงจังนะ ผมไปดูละครมหาลัยเรื่องหนึ่งเห็นเลยน่ะว่ามันจริงจังดี มีคิวเต้นร้องพร้อม เขียนบทกันเองอะไรอย่างนี้ แต่ใช้เงินเยอะขนาดนี้แล้วเหรอละครมหาลัย เนื้อเรื่อง แก่นเรื่องที่มันบอกกับคนดู คุณค่าของเรื่องน่ะ เรื่องนั้นพูดถึงเรื่องคนเราครั้งหนึ่งในชีวิตก็ทำชั่วสักครั้งบ้างก็ไม่เป็นไรหรอก มันก็ดูไม่เลวร้ายหรอกน่ะ ทำชั่วสักครั้งหนึ่งมันไม่เป็นไรหรอก แต่รอบที่เขาแสดงนั้นเขาเอาเด็กจากผู้ด้อยโอกาส เด็กข้างถนนเด็กอะไรอย่างนี้เนี่ย เหมารถบัสมาดูเขา แล้วสิ่งนี้แหละที่ผมมองเขาว่ามันไม่รับผิดชอบเลย ไอ้เด็กพวกที่นั่งดูมันพูดว่าไม่เป็นไร ลูกทำชั่วสักครั้งหนึ่งในชีวิตก็ได้ ผมว่ามันไม่ยุติธรรม

สินีนาฏ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่ว่าจะต้องรับผิดชอบน่ะ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มของมืออาชีพ มือใหม่ มือเก่าหรือว่านักเรียนนักศึกษาทำมันจะต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำ แต่ว่าเนื้อหาเนื้อเรื่องเราจะพูดไปเนี่ยมันจะมีผลกระทบต่อสังคมอย่างไง ซึ่งมันเป็นเรื่องจริยธรรมที่ควรรู้น่ะ

สนธยา คือมันเป็นสามัญสำนึกทั่วไป

สินีนาฏ ใช่ จริงๆ เป็นมันสามัญสำนึกทั่วไป

นิกร บางทีมันมีหนังหรือละครที่พูดแบบนี้ออกไป แล้วมันต้องทำชั่วบ้างคงจะมีน่ะ แต่อันนั้นมันจะเป็นการจัดเรทอะไรไหม

สินีนาฏ ขนาดมันมีเรท

นิกร อะไรสักอย่างที่มันรู้สึกว่ามันมีแนวคิดที่ว่า (หัวเราะ) อะไรบางอย่างอย่างนี้เนี่ยเป็นต้นและเราก็รู้สึกว่าเสียดายในสิ่งที่เขาตั้งใจทำ ของดีๆ ทุกอย่างอย่างนี้เนี่ย แล้วงั้ยล่ะ เราจะสู้กับเขาไม่ได้ เราจะไปห้ามเขาไม่ได้ ทำไปแล้ว ทำเต็มที่ของเขาไปแล้ว ก็เลยรู้สึกแย่ เมื่อไรมันจะพัฒนาไปในทางที่งอกเงยงอกงามไปได้กว่านี้ไหม เศรษฐกิจพอเพียงหรือเปล่า เพราะว่าคุณเริ่มจากการทำในรั้วมหาวิทยาลัยครั้งแรกคุณก็ใช้เงินแล้ว 5 แสน 5 ล้านอย่างนี้เนี่ย แล้วเมื่อคุณเริ่มออกนอกรั้วมหาลัยจะอยู่ในคณะเล็กๆ ยังไงล่ะ เนี่ยบ้านเรามันเป็นอย่างนี้ เพราะว่าทำเล็กไม่ได้สิ ถ้าทำเล็กก็ไม่ได้ฝึกนะสิ ทำเล็กเขาไม่ได้ทำงาน ทุกคนต้องมีอันนี้อันนั้นด้วย

สนธยา เรียกร้องว่าทำไมถึงไม่มีฉากแบบนั้นแบบนี้

นิกร ไม่รู้ หรือว่าอาจารย์ไม่รู้ บางทีอาจารย์ไม่สนับสนุนแต่เด็กก็จะทำน่ะ (หัวเราะกัน) บางคณะบอกว่าทำทำไมอย่างนี้แกก็ไม่ได้ทำละคร เป็นละครคณะสร้างความสามัคคี แล้วถามว่า เนี่ย เมื่อจบออกมามันถึงได้ทำละครได้ไม่จริงจัง เพราะว่าอันดับแรกคือฉันเคยทำงบแสนน่ะ งั้นก็ไม่ทำแล้วกันก็ไม่มีงบแล้วนี่ ใช่หรือเปล่า แต่มันไม่ได้คิดว่าเราไม่มีงบแล้ว เราจะทำยังไงเราถึงจะมีงาน

สนธยา ก็คือมันจะมีบางคนที่ขอให้ได้ทำละครสุขสรรค์สักครั้งสองครั้งก็พอใจแล้ว ความพอใจของเขาไม่ได้อยู่ที่ตรงนี้ตั้งแต่แรก แต่สำหรับคนที่ยังทำอยู่เนี่ย อยากให้คุยตรงนี้ครับ ความผูกพัน ทำไมถึงยังเลือกที่จะทำอยู่ตรงนี้ ทำไมแต่ละคนต้องอยู่ต่อไป ไม่เลิก ทำไมจะต้องเป็นละครเวทีอย่างเดียวเท่านั้น ทุกคนจะพอใจมากกว่าหรือเปล่าถ้าได้ไปเล่นหนังเล่นละครทีวี

นิกร ทำอยู่ แต่ไม่ทิ้งละคร

สนธยา ทำอยู่ด้วยใช่ไหม แต่ว่าละครเวทีเป็นนัมเบอร์วันใช่ไหม ทำไมถึงเป็นตรงนั้น ทั้งๆ ที่ว่าค่าตอบแทนก็น้อย การดิ้นรนอะไรมันก็ลำบาก คนนี้ก็ทำอยู่นานมาก (ชี้มาทางจุ๋ม)

สุมณฑา อืม (หัวเราะกัน) พอถามอย่างนี้ บางทีก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงทำน่ะ เพราะว่าบางคนที่ยังทำอาจจะลองทำหรือชอบ เราไม่รู้สึกว่าตรงนั้นมันจะอะไร ดีที่จะมาทำเพราะโอกาสหนึ่งจะได้มาลองอะไรอย่างนี้เนี่ย เออ มันอาจจะเจอคน…………

สนธยา เป็นการเปิดกว้าง

สุมณฑา เออ เข้ามาทำ เข้ามาเถอะแล้วจะไปหรือจะอยู่ก็แล้วแต่ แต่มาเถอะเพราะเรารู้สึกว่าอย่างนี้ดีนะ แล้วก็ทำไมถึงทำอยู่เพราะว่าเราเจอละครครั้งแรกมันเหมือนกับพบรักเนอะ เพราะว่าความจริงทุกอย่างก็ธรรมดาๆ น่ะ เออแต่พอมาทำ ทุกอย่างก็เหมือนกับว่าเจอที่อีกแบบหนึ่ง เจอความรู้สึกที่ไม่เคยเจอมาตลอด จนปี 32 อะไรอย่างนี้ ซึ่งมันก็ยังไม่ชัดเจนหรอกว่ามันรู้สึกแบบไหน แต่พอทำนานเข้ามันถึงได้รู้ว่า อ้อ มันทำให้เราเห็นมุมมองบางอย่างที่เปลี่ยนไปหรืออะไรอย่างนี้ แล้วแต่ละคนมายังไง

นิกร นี่ไงทำอยู่เพราะว่าจะได้รู้สึกว่าเป็นแบบนั้นต่อไป

สนธยา ตอนนั้นจุ๋มอายุเท่าไหร่ ตอนที่เราไปดูละครด้วยกันที่จุ๋มบอกว่าไปดูกับพี่เรื่องแรก อายุเท่าไหร่ 15 ปีได้ไหม ถึงไหม

สุมณฑา ได้

สนธยา แล้วก่อนหน้านั้นทำไมเราถึงไม่เคยดูมาก่อน แปลกใจไหม

สุมณฑา ก็เรายังอยู่ในช่วงมัธยมใช่มั้ย อันนี้เราก็ไปดูมัน ก็จะเป็นแบบเที่ยวห้างไปดูโน้นไปดูเนี่ย ซึ่งจริงๆ แล้วเราก็อยากจะบอกว่าเราอยากทำอย่างอื่นที่มันไม่ใช่แค่นี้เนี่ย ซึ่งอาจจะเป็นงานศิลปะไปดูโน่นดูนี่ ไปดูหนังบ้างแล้วก็ไปเจอกลุ่มคนแบบนี้

สนธยา เหมือนกับสังคมแวดล้อมและไม่มีการแจ้งข่าว ไม่เคยได้ยินว่าละครเวทีเป็นอย่างไง เปิดทีวีก็ไม่เคยเห็น

นิกร เห็นก็ไม่เหมือนกัน

สนธยา มันเหมือนกับว่ามันไม่มีสิ่งนี้อยู่ในโลก (หัวเราะกัน) แปลกๆ

สินีนาฏ มันก็จริงน่ะ

นิกร จริง นอกเรื่องไปหน่อยเวลาต่างชาติมาติดต่อราชการไทยว่ามีคณะละครแบบนี้ ๆ ไหม เขาไม่รู้จัก เขาไม่รู้ว่าพวกเรามีตัวตน

ธเนศน์ถ้าอย่างนั้นขอต่อคำถามของพี่สนหน่อย อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้ไปหาสิ่งที่ไม่มีตัวตนอยู่ในโลก (หัวเราะกัน)

สินีนาฏ (ลากเสียง) บังเอิญ (หัวเราะ)

สุมณฑา แต่เวลาทำ มันรู้สึกว่ามันมีคุณค่าเนอะ แต่ละคนอาจจะเหมือนสัมผัสกับละครที่ต่างแบบกัน แต่เรารู้สึกว่าภูมิใจขึ้น มันมีคุณค่าขึ้น แล้วพอผ่านนานๆ ขึ้นเราก็รู้สึกว่า เฮ้ เราเห็นอะไรใหม่ๆ จากละคร แม้คนอื่นจะมองว่า เฮ้ โลกมีอยู่แค่ทำละครเหรอ เราไม่เคยเบื่อที่จะต้องไปโรงละคร เราไม่เคยเรียกร้อง เราไม่เคยไปต่างจังหวัด เราไม่เคยเบื่อหรือบางคนอาจจะบอกว่าของเพื่อนบางคน เฮ้ โลกแคบจังเลย อยู่แค่นี้เนี่ย แต่เรารู้สึกว่าโลกของเรากว้างไปอีกแบบหนึ่งน่ะ พาเราไปเดินอีกแบบหนึ่งที่ในชีวิตประจำวันของเราอาจจะไม่เห็น แต่ว่าการเล่นตัวนี้น่ะเราถึงเห็น อ้อ มันคิดแบบนี้ มันถึงทำแบบนี้ เออ มันพาเราไปในโลกอีกแบบหนึ่งน่ะ แล้วเปลี่ยนสายตาเมื่อมันมองสิ่งของของเดิมเมื่อเรามาทำละครเรื่องนี้ อันนี้ล่ะที่ทำให้เราติดใจมันเสมอ

นิกร โดยกระบวนการ ถ้าคุณจะนำเสนอเรื่องนี้ต่อคนดู คุณต้องค้น ต้องหา ต้องเข้าใจมันมากพอ คุณถึงจะเข้าไปหาคนได้มันมีหลายเรื่องที่เกิดการเรียนรู้เมื่อมาทำงานเอง จะเสนอแค่นี้ คุณต้องเรียนรู้โดยรอบ

สุมณฑา ซึ่งบางทีอาจจะเจอจากการพูดคุยในการทำเรื่องนั้นๆ ด้วย เราถึงได้รู้เรื่อง ซึ่งเรื่องที่ทำอาจจะเรื่องใหญ่ เขาจะต้องผ่านการพูดคุย จะต้องเปิดประเด็นนั้นของเขาด้วย

นิกร ก็ใช่ไง ฉันถึงได้บอกว่ามันใช้ประโยชน์จากละครไปทำส่วนตัวเกินไป

ธเนศน์คนดูมีส่วนมั้ยในการที่เราเลือกอยู่ตรงนี้หลายๆ ปี

นิกร (ทวนคำถาม) คนดูมีส่วนไหมในการที่เราเลือกอยู่ตรงนี้หลายๆ ปี มีส่วนครับ

สนธยา เดี๋ยวจะมาว่าด้วยความมีส่วนเฉพาะตัว คือก่อนหน้านี้มันมีต้นเค้ามาบ้างมั้ยว่าก่อนที่จะมาพบว่าเป็นละครเวที อย่างตัวจุ๋มเองมีพื้นฐานจากการชอบแสดงต่อหน้าสาธารณะหรือเปล่า

สุมณฑา ไม่ ๆ ๆ (ส่ายหน้า)

สนธยา ตรงกันข้าม

สุมณฑา จริงๆ ตรงกันข้าม

สนธยา ขี้อาย เก็บตัวเลยใช่มั้ย ไม่พยายามพรีเซ็นต์ตัวเอง

สุมณฑา ใช่

สนธยา แต่ว่าละคร…………

ธเนศน์มันเหมือนอีกคนหนึ่ง

สุมณฑา แต่โดยกระบวนการมันไม่ทำให้เกิดเฉพาะกับตัวเราหรอก ทุกคนที่ทำ ทำกระบวนการนี้มันอาจจะสร้างสิ่งเหล่านี้ให้กับเขาด้วยก็ได้แล้วแต่คน

สนธยา พบด้านที่มีอยู่ แล้วทำไมถึงผูกพัน เอาเป็นว่าปิ๊งครั้งแรกๆ ยังไงเลยดีกว่า ปิ๊งครั้งแรกทำไมถึงต้องอยู่ตรงนี้

นิกร ผมเข้าละครช้ากว่าสองคนนี้น่ะ ตอนมัธยมเลือกเรียนสายศิลป์เพราะว่าอยากเป็นทนายความ แล้วที่บ้านก็บอกว่าอย่าเป็นเลยทนายความมันจน ไม่จริงหรอกผมรู้ว่ามันไม่จน จะเป็นอะไรล่ะก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นอะไร อ้า (ลากเสียง) อ่านการ์ตูนในนักรักโลกมายา เพราะที่บ้านขายของแล้วมีหนังสือการ์ตูนเก่าๆ ที่เอามาจับฉลากอะไรอย่างนี้ ในนักรักโลกมายามีพูดถึงละครเวที เออ มันน่าสนใจ เลยเลือก แต่ตอนนั้นก็ยังไม่คิดจะเลือกอะไรก็เลยเลือกคณะวารสารศาสตร์ก็แล้วกัน เนี่ย วิทยุโทรทัศน์อาจจะได้เป็นดีจงดีเจบ้าง อาจทำทีวี แล้วมาค้นพบจริงๆ ว่าตอนติดวารสาร ไม่ชอบ… ชอบฟังวิทยุมากกว่า แล้วเราไม่สามารถเป็นดีเจได้ ไปขอเรียนละครตั้งแต่ปี 1 แต่เขายังไม่ให้เรียน พอปี 2 เขาก็ยังไม่ให้เรียนบอกว่ายังไม่มีโควต้า

ธเนศน์ เรียนที่ไหนครับ

นิกร ที่ธรรมศาสตร์ เขาจะมีเอกละครของศิลปศาสตร์ อาจารย์มัทนี โมทดารา รัตนิน ยังไม่ให้เรียน เธอไม่มีโควต้า เธอเป็นเด็กคณะอื่น ไม่ใช่เด็กเอก จนปี 3 ก็มีเพื่อนเอกละครมาตาม แกครูเขาให้มาหาผู้ชายไปเรียนแเอ็คติ้ง เพราะเขาขาดมัน ไม่มีผู้ชายเลย แล้วมันก็ต้องเข้าคู่อะไรอย่างนี้เนี่ย เฮ้ (หัวเราะ) วิ่งขึ้นไปเลย ได้เรียนแล้ว วิ่งไปเลย (หัวเราะกัน)

สุมณฑา เพิ่งรู้น่ะเนี่ย แกก็เลยได้เล่น (หัวเราะ)

นิกร ก็ครูเขาจะเอาออร