Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
เรื่องเล่าของบางคน
ศุภชัย เกศการุณกุล


La crise banlieue et La Haine

มาธีเออร์ คาซโซวิทซ์ (Mathieu Kassovitz) ผู้กำกับภาพยนตร์และนักแสดงชาวฝรั่งเศส นักแสดงหนุ่มผู้สามารถคนนี้โด่งดังนอกประเทศฝรั่งเศสจากความสำเร็จของหนังคอมมีดี้เรื่อง Le fabuleux destin d’Amélie Poulain (2000) คู่กับ Audrey Tautou สองปีต่อมาเขาแสดงเป็นนักบวชในหนังเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวโดยทหารนาซีช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเรื่อง Amen (2002) ล่าสุดเขาร่วมงานกับ Steven Spielberg โดยแสดงเป็นนักผลิดระเบิดชาวยิวให้กับหน่วยมุสสาดเพื่อล่าสังหารผู้ก่อการร้ายชาวปาเลสไตน์ในเรื่อง Munich (2006)

แต่นักแสดงหนุ่มผู้มีความสามารถพอๆ กับบุคลิกคนนี้ทำงานหลากหลายทั้งภาพยนตร์ดรามา และคอมมิดี้ อีกทั้งยังทำงานหลังกล้องอย่างต่อเนื่องทั้งภาพยนตร์สั้น ภาพยนตร์ขนาดยาว และภาพยนตร์โฆษณา เมื่อปีที่แล้วเขากำกับหนังโฆษณารณรงค์เรื่องการใช้รถไฟสาธารณะ โดยพูดถึงความสำคัญของการใช้ปุ่มฉุกเฉินเพื่อหยุดขบวนรถเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ตามข้อมูลแล้วผู้โดยสารมักใช้อย่างผิดกาลเทศะจนทำให้การเดินทางโดยรวมเกิดปัญหาบ่อยครั้ง แต่หลังจากที่หนังโฆษณาไดโนเสาร์ทำร้ายรถไฟอย่างขำๆของเขาฉายตามโรงภาพยนตร์ ปัญหาดังกล่าวก็ลดลงไปครึ่งต่อครึ่ง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นเป้าหมายในชีวิตของเขาก็คือการได้ทำงานกำกับภาพยนตร์ แม้แต่การเลือกแสดงหนังแต่ละเรื่องเขาก็มีเป้าหมาย เขาเลือกทำงานในภาพยนตร์เรื่องท่ีจะทำให้เขาได้เรียนรู้ศาสตร์ในภาพยนตร์ในแง่มุมต่างๆ มากขึ้น โดยเลือกทำงานกับผู้กำกับที่เขาชื่นชม ส่วนตัวเขาเองกำกับหนังยาวมาแล้วห้าเรื่อง ซึ่งวนเวียนอยู่กับความรุนแรง และความตาย ภาพยนตร์ท่ีทำให้เขามีชื่อเสียงคือหนังขาวดำเรื่อง la Haine (1995) ซึ่งได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมเมือนคานส์ มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในกลุ่มวัยรุ่นชานเมือง banlieue ที่มีนักแสดงอย่าง แวงซอง คาสเซล (Vincent Cassel) เป็นนักแสดงนำ หนังเรื่องนี้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาความขัดแย้งระหว่างวัยรุ่น และตำรวจ เป็นประเด็นหลักซึ่งเป็นเพียงยอดของปัญหาอีกนานับประการที่ซ่อนตัวอยู่ใต้น้ำ

Mathieu Kassovitz จึงกลายเป็นหนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์รุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง และเป็น idole ของคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจ (ส่วนหนึ่งของ) ปัญหา ความไม่เท่าเทียม ความรุนแรง การเหยียดผิว ยาเสพติด และการว่างงานของกลุ่มวัยรุ่นชายขอบ อาจเป็นเพราะเหตุนี้กระมังที่ทำให้เขาออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย นิโคลาร์ ซารโกซี (Nicolas Sarkozy) ผ่าน blog ของเขาด้วยคำพูดที่เจ็บแสบ

เมื่อย้อนกลับไปดูหนังเรื่อง La Haine อีกครั้ง เนื้อเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพที่ซ้อนทับกันพอดีกับเหตุการณ์จราจลที่เกิดขึ้นในปารีสพอเหมาะ พอดี การเผาทำลายรถ และการก่อความไม่สงบ ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดจากวัยรุ่นคนหนึ่งเสียชีวิตที่มีตำรวจเป็นผู้ต้องสงสัย คาซโซวิทซ์เล่าปัญหาจากวงในผ่านวัยรุ่นสามคนที่พักอยู่ใน cités – ซิเต้ (หมู่ตึกที่สร้างขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 50-60 เพื่อรองรับแรงงานที่อพยพเข้ามาจากแอฟริกาเหนือ ชีวิตความเป็นอยู่ก็ไม่ต่างไปจากชุมชนแออัด) ผู้กำกับพาเราไปสำรวจชีวิตของพวกเขาที่วนเวียนอยู่กับความรุนแรง ยาเสพติด และไร้การศึกษา ยังไม่นับว่าปัญหาพื้นฐานเหล่านี้มักนำไปสู่การว่างงาน และการไม่ได้รับการยอมรับในสังคม และในที่สุดพวกเขาก็ถูกผลักดันให้ไปอยู่ชายขอบเหมือนสี่สิบปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีวัยรุ่นบางคนรักดีแต่การวนเวียนอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยยากนักที่ใครคนนั้นจะหลุดออกมาจากวงจรเหล่านั้นได้

Hubert วัยรุ่นเชื้อสายแอฟริกัน ผู้ใฝ่ดีพยายามพาตัวเองออกจากซิเต้ โดยใช้กีฬาเป็นหนทาง แต่บางคนก็ไม่คิดว่าชีวิตของเขาจะมีทางออกอะไร Vincent คิดอยู่อย่างเดียวว่าเขาต้องฆ่าตำรวจสักคนเพื่อล้างแค้นให้เพืี่อน อย่างไรก็ตามก็ยังมีวัยรุ่นบางกลุ่มที่อยู่ตรงกลางระหว่างทางแพร่ง เขายังลังเลว่าเขาควรจะนำพาชีวิตไปทางไหน Saïd วัยรุ่นเชื้อสายแอฟริกาเหนือ (ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม มาจากประเทศอดีตอาณานิคม อัลจีเรีย มอร็อคโค รวมๆกันเรียกว่า Maghrébin(e) -มาเกรบัง(บิน) เป็นหนึ่งในคนกลุ่มนี้

ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องชีวิตของเพื่อนสามคนในเหตุการณ์จราจลที่ก่อเหตุโดยวัยรุ่นในเขตชานเมืองกรุงปารีสภายในหนึ่งวัน วัยรุ่นสามคนพาเราไปพบกับสภาพสังคม และผู้เกี่ยวข้องต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ในแวดวงที่เขาคลุกคลีอยู่ด้วย สิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นบ่อยหนคือความไม่ไว้วางใจระหว่างตำรวจ และวัยรุ่น ทัศนะของตำรวจมีต่อพวกเขาว่าเป็นแก๊งค์กวนเมือง ก่อความไม่สงบ โดยใช้ความรุนแรงก้าวร้าวเข้ากำหราบ ในตอนต้นเรื่องตำรวจเข้าไปไล่วัยรุ่นที่นั่งคุย และพักผ่อนบนดาดฟ้าตึกในขณะที่เทศมนตรีเมืองเข้ามาตรวจพื้นที่ และอีกตอนหนึ่งที่วัยรุ่นทั้งสามเข้ามาปารีสเพื่อเยี่ยมเพื่อนคนหนึ่ง ขณะเดินออกมาจากตึกตำรวจนอกเครื่องแบบเข้าตรวจค้น และจับกุมไปสอบสวน แล้วถือโอกาสนี้คุกคาม และโชว์วิธีการกำหราบพวกเด็กหัวแข็งต่อหน้าตำรวจใหม่

อย่างไรก็ตาม คาสโซก็ไม่เอียงข้างวัยรุ่นพอที่จะเล่าด้านเดียวของปัญหา เขาแสดงให้เห็นว่าวัยรุ่นเหล่านี้ก็มีความก้าวร้าวเหมือนกัน อาจเป็นเพราะความไม่พอใจต่อสังคมที่กระทำต่อเขา ไม่มีโอกาสที่จะลืมตาอ้าปาก เพราะโอกาสในการเล่าเรียนน้อย อีกทั้งปัญหาความยากจน และตกงาน พวกเขารู้สึกเป็นคนแปลกหน้าในประเทศของตัวเอง ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม จึงต่อต้านคนอื่นด้วยอาการก้าวร้าว ในขณะเดียวกันเรียกร้องความเคารพจากคนอื่น

ในแกลอรี่ศิลปะแห่งหนึ่งขณะที่พวกเขาเข้าไปดูศิลปะแล้วพูดจาคุกคามต่อหญิงสาวในนั้น ชายวัยกลางคนผู้ดูแลจึงเข้ามาห้าม และตักเตือนให้ใจเย็นๆ แต่วัยรุ่นสามคนไม่พอใจ และขอให้ชายคนนั้นเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเขา โดยพูดดีๆกันก็ได้ไม่จำเป็นต้องมาแตะเนื้อต้องต้ว แก๊งค์สามคนเริ่มทำลายข้าวของแล้วเดินจากไป ผู้ดูแลเดินไปปิดประตูแล้วบอกกับคนมาดูงานคนอื่นๆว่า “ก็พวกเด็กชานเมือง” นั่นก็เป็นการบอกกันนัยๆ แล้วว่าอย่าไปถือสาอะไรเลยกับวัยรุ่นเหลือขอพวกนี้ แต่ประโยคหนึ่งที่หญิงสาวต่อว่าวัยรุ่นทั้งสามดูเหมือนจะตรงกับใจของคนปารีเซียง และคนดูก็คือ “ในเมื่อคุณก้าวร้าวต่อคนอื่นแบบนี้ แล้วจะคาดหวังความเคารพจากคนอื่นได้อย่างไร”

ในโลกแห่งความเป็นจริงปัญหามันสลับซับซ้อนกว่าความจริงในหนังมากนัก ในมุมมองของ นิโคลาร์ ซารโกซี รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ปัญหามันไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตำรวจเลวหรือดีเพียงเท่านั้น วัยรุ่นก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือของเหล่าแก๊งค์ค้ายา ของพวกเจ้าพ่ออย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว เหตุเพราะวัยรุ่นถูกปลุกปั่นได้ง่าย ด้วยบุคคลิกของว่าที่ประธานาธิบดีคนนี้มีท่าทีที่แข็งกร้าวต่อปัญหาสังคมทุกรูปแบบ จนดูเหมือนว่าเขาจะละเมิดความละเอียดอ่อนด้านมนุษยธรรมของฝ่ายซ้ายอยู่เสมอด้วยเหตุผลของความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

เมื่อมีเหตุเพลิงไหม้ในปารีสติดต่อกันสามแห่งภายในสองสัปดาห์ ต้นเพลิงมาจากการอยู่อย่างแออัดของผู้อพยพชาวแอฟริกัน เขาจึงตัดสินใจสั่งตำรวจให้อพยพผู้คนที่อาศัยกันอยู่อย่างแออัด(ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวแอฟริกัน)ออกจากตึกที่มีความเสี่ยงให้หมด เพราะเกรงว่าจะก่อให้เกิดเพลิงใหม้ และสูญเสียชีวิตในที่สุด โดยจะจัดหาที่ทางให้ใหม่ แต่ชาวบ้านไม่ยินยอมพร้อมใจ เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไปก็มีประชาชนบางส่วนไม่เห็นด้วย ยิ่งได้เห็นภาพที่ชาวบ้านร้องห่มร้องไห้ปฏิเสธที่จะย้ายออกไป จำนวนผู้ไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าวก็ยิ่งมากขึ้นไปอีก แต่ซารโกซีก็มีเหตุผลของเขา เมื่อเขาถูกกล่าวหาว่าไร้มนุษยธรรมเขาตอบโต้ว่าจะให้เขาปล่อยพวกเขาอยู่กันอย่างยากแค้น แออัด และเสี่่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ กระนั้นหรือ ถ้าเขาปล่อยให้มนุษย์อยู่ในสภาพรันทดแบบนั้นต่อไป เขาจะเรียกตัวเองว่าไร้มนุษยธรรม

นโยบายส่งกลับผู้อพยพของรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยผู้นี้ก็ถูกกล่าวหาด้วยข้อหาเดียวกัน

เมื่อต้องแก้ปัญหาจราจลที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคมเขาก็จัดการปัญหานี้ด้วยมาตรการป้องปรามไม่โอนอ่อนผ่อนปรน เมื่อผ่านไปสองสัปดาห์เหตุการณ์ก็ดูไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นจนถึงขั้นต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน ยังมิพักต้องเอ่ยถึงมุมมองการแก้ปัญหาของเขา ซึ่งนักข่าว ผู้สังเกตุการณ์สังคม และนักการเมืองฝ่ายซ้ายวิพากษ์วิจารณ์ว่าเหมือนรัฐมนตรีผู้นี้จะเอาน้ำมันไปดับไฟ และต้องไม่ลืมว่าการจราจลชานกรุงปารีสลุกลามไปทั่วประเทศ เพราะคำพูดบางคำของซารโกซี คำพูดเจ้าปัญหาคำนั้นคือคำว่า racaille หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษใช้คำว่า scum มันทำให้เหล่าวัยรุ่นเลือดร้อนลุกขึ้นมาต่อต้าน เพราะพวกเขาคิดว่า ซารโกไม่เคารพศักดิ์ศรีของพวกเขา ผลก็คือรถยนต์ถูกเผาไปเกือบสามพันคัน โรงเรียน สิ่งก่อสร้างสาธารณะ บริษัทร้านค้าต่างๆ ก็ถูกเผาเป็นเถ้าธุลี มีผู้เสียชีวิตสองราย ผู้ก่อการบอกว่าหาก “ซารโก” ไม่ออกมาขอโทษในสิ่งที่เขาพูด พวกเขาจะไม่หยุดการกระทำนี้ แต่จนแล้วจนรอดซารโกซีก็ไม่ได้ออกมาขอโทษ

เพื่อความกระจ่างต่อทุกฝ่ายสถานีโทรทัศน์ TF2 เย็นวันศุกร์ ในรายการ A vous de juger เชิญนายซารโกซี มาตอบข้อ สงสัยต่อนโยบายที่ล้มเหลวของเขา เพราะเวลาผ่านไปสองสัปดาห์แต่ไม่สามารถควบคุมปัญหาได้ ผู้ดำเนินรายการ Arlette Chabot ถามรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับคำพูดที่เป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตครั้งนี้ โดยแม้แต่ผู้ดำเนินรายการเองก็ยังพยายาม ที่จะหลีกเลี่ยงในการพูดคำๆ นั้นออกอากาศ แต่ซารโกซีไม่ได้ขอโทษ ไม่หลีกเลี่ยงที่จะไม่พูดคำนั้น ตรงกันข้ามเขาย้ำคำพูดเดิม อีกทั้งยังอธิบายนัยยะในคำพูดของเขาให้ชัดเจนขึ้น ว่าเขาหมายถึงใครโดยเฉพาะเจาะจง แม้ว่าคุณชาโบ สื่อมวลชนหญิงผู้เด็ดขาดผู้นี้จะห้ามแกมขอร้องว่าอย่าพูดคำนั้นได้ไหม เพราะมันอ่อนไหว ทั้งยังเป็นรายการถ่ายทอดสด ถ้ากลุ่มวัยรุ่นหัวรุนแรงไม่เข้าใจอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายขึ้นไปอีก แต่แทนที่จะเปลี่ยนท่าที ซารโกซีกลับย้อนถามพิธีกร และชาวฝรั่งเศสว่าจะให้เขาเรียกคนที่สามารถ ทำร้ายคนแก่ ทำร้ายเด็กทารก อายุสิบแปดเดือน เผารถบัสที่มีหญิงพิการนั่งอยู่บนนั้นอย่างเลือดเย็น ทำร้ายชายชราอายุหกสิบปี ที่พยายามปกป้องทรัพย์สินสาธารณะจนถูกทำร้ายจนเสียชีวิตว่าอะไร

ถ้าไม่เรียกคนเหล่านี้ว่าไอ้พวกอันธพาล ไอ้พวกสถุล หลังจากนั้นเขารายงานสถานการณ์ความเป็น จริงที่ไม่มีนักการเมืองคนไหนเคยพูดอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับ พื้นที่อ่อนไหวว่ามันมีเครือข่ายแก๊งค์อาชญากรรม และยาเสพติด ที่ใช้วัยรุ่นเป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหว ชักใยอยู่เบื้องหลัง และพยายามปกป้องอิทธิพลของตัวเองในพื้นที่แถบนั้นโดยกันเจ้า หน้าที่ตำรวจออกไปนอกพื้นที่อิทธิพลของพวกเขา ซึ่งมีผลทำให้เศรษฐกิจฉลอตัว คนตกงาน และสังคมเสื่อมโทรม เพราะไม่มีใครอยากไปตั้งบริษัท หรือทำธุรกิจแถบนั้น เพื่อจัดการให้สังคมกลับสู่ความสงบ ซาร์โกซียืนยันที่จะดำเนินมาตรการที่เขาเห็นว่า เหมาะสมต่อไป กระนั้นก็มีคนจำนวนมากไม่เห็นด้วยกับท่าทีที่ก้าวร้าวของเขา

แม้ว่าจะมีคำวิพากษ์วิจารณ์ถึงคำพูดแรงๆ ของเขา แต่เพื่อนๆ ของผมบางคนก็เห็นด้วยเพราะสิ่งที่ซารโกพูดมันก็เป็นความจริงส่วนหนึ่ง เพื่อนผมซึ่งเป็นชาวอาหรับ-ซีเรีย-หน้าตาน่าเกรงขามก็ยังเกรงๆ อยู่ที่จะไปชานกรุงปารีสด้านทิศเหนือ หรือแซนแซงค์เดอนี (Seine-Saint-Denis) ที่ชาวปารีเซียงรู้ว่ามันเป็นเขตอันตราย เขาแนะนำผมว่าไม่ควรจะย่างกรายไปที่นั่นถ้าไม่ได้จำเป็นจริงๆ

ปัญหาความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในสังคม ความไม่เท่าเทียมกันในโอกาสดูเหมือนจะซับซ้อน และลึกซึ้งเกินกว่าจะโทษว่าใครก่อปัญหา แต่คาซโซวิทซ์แสดงให้เห็นอีกครั้งหนึ่งในภาพยนตร์ของเขาว่าจริงๆ แล้วพวกวัยรุ่นก็หวังว่าจะมีชีวิตที่ดีเหมือนกัน ก็ใครเล่าอยากจะอยู่ในสังคมที่ฟอนเฟะ พวกเขาคาดหวังโลกที่ดีเหมือนพลเมืองคนอื่นๆ Hubert เตือนเพื่อนใจร้อนของเขาที่พกปืนไปไหนมาไหนเพื่อขู่คนอื่น และป้องกันตัวเองว่า “la haine tire la haine” (ความแค้นมีแต่จะนำมาซึ่งความแค้น) หากเราจะแปลว่า เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ก็คงไม่ห่างผิดนัก

Hubert หวังว่าเขาและเพื่อนๆสามารถจะสร้างโลกให้ดีขึ้นได้ ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่เขียนว่า “โลกเป็นของคุณ” “Le monde est à vous” ปรากฎขื้นพอเหมาะพอดีกับที่่ Hubert สับสนว่าจะหาทางออกกับสถานการณ์นี้อย่างไร แต่การมองโลกในแง่ดีก็ไม่ใช่ว่าจะทำให้โลกนี้ดีขึ้นเสมอไป เมื่อคนอื่นๆไม่ได้มองอย่างเรา ในค่ำคืนดึกดื่นที่พวกเขา “ถูกขังอยู่ข้างนอก” เพราะพลาดรถไฟเที่ยวสุดท้ายเพื่อกลับซิเต้ ทั้งสามถูกทำร้ายด้วยพวกเหยียดสีผิว แก๊งค์นีโอนาซี แต่หลังจากเอาตัวรอดมาได้จากการใช้ความรุนแรงเข้ากำหราบความรุนแรง ก็ดูเหมือนว่า Hubert จะไม่เชื่อคำโฆษณาอีกต่อไป เมื่อผ่านป้ายนี้อีกครั้งเขาเดินผ่านไปอย่างไม่เหลียวแล เพียงแต่ว่่าโลกนี้ยังมีความหวัง เมื่อ Saïd หนุ่มมือบอนเปลี่ยนมุมมองต่อโลกใบนี้ให้กับคนดู เขาเดินเข้าไปที่ป้ายแล้วแก้เป็น “โลกนี้เป็นของเรา” “Le monde est à nous”


หากเราเปลี่ยนวิธีมองโลก อาจบางทีปัญหาที่ยากกว่านี้ก็แก้ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก




  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter