ฝุ่นยังคงเข้าตา
ความว่างเปล่า
หากเอื้อมมือออกไป คงคว้าได้เพียงเท่านั้น
มันจะแตกกระซ่านกระเซ็น ม้วนตัวเป็นเส้นสายกระจัดกระจายลอดช่องว่างระหว่างนิ้ว ปลิวเอื่อยตามแรงลมอย่างไร้จุดหมาย
ควันสีหม่นล่องลอยเคว้งคว้าง
มันอาจทำให้ใครบางคนสำลัก แต่จะมีสักกี่จมูกในสยามสแควร์ที่สนใจ
นักศึกษาสาวเดินผ่านอย่างรวดเร็ว หญิงอีกคนสาละวนกับการปิดร้าน ชายหนุ่มในรถยนต์บีเอ็มดับบลิวสอดส่ายสายตาหาที่จอด ส่วนเธอ เธอ เธอ และเธอ กำลังเม้าท์เกี่ยวกับการช้อปปิ้งอย่างเมามัน จนเสียงคุยฝ่าแสงสลัวมาถึงอีกโต๊ะ
เรานั่งอยู่ตรงนั้น
จากผมเผ้าเดรดล็อกยาวกระเซอะกระเซิง คล้ายมนุษย์ในสายพันธุ์ไทยรัสตา ผู้รักอิสระ ไม่ตามกระแส และไม่เอาเปรียบคนอื่น ตอนนี้หัวของเขาห่อหุ้มด้วยผมรองทรง
จากเสื้อยืดยู่ยี่ กางเกงยีนส์ขาดเข่า รองเท้าแตะ วันนี้ชายหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว กางเกงสะแล็กสีดำ และรองเท้าหนังสีเดียวกัน
จากใบหน้ายียวนกวนตีน เปรอะรอยยิ้ม เปื้อนเสียงหัวเราะบ่อยๆ วินาทีนี้สีหน้าของสุรสีห์จืดชืด ไร้ชีวิตชีวา
ไม่มีใครหยุดความเปลี่ยนแปลงได้
ทำไม ?
ผมจนปัญญา
แค่เปลี่ยนในทางที่ดีขึ้นหรือเลวลง ยังไม่รู้เลย
ที่แน่ๆ มีหลายเหตุผลที่ทำให้คนคนหนึ่งเปลี่ยนไป
แม้เสียงตะโกนอย่างบ้าคลั่งที่ดังขึ้นเหนือรอยต่อระหว่างแผ่นดินกับผืนน้ำแห่งหนึ่งในอังกฤษ จะจมหายลงใต้ทะเลแล้ว
เสียงสับสนนั้นกลับยังกึกก้องในความรู้สึกของสุรสีห์
หิว/เสื้อผ้า/เงิน/บ้าน/ภรรยา/ลูก/ความมั่นคง/รถยนต์/ตอนนี้/ตำแหน่ง/เพื่อนฝูง/เงิน/ทะเล/ปริญญาโท/ดำน้ำ/พ่อแม่/เที่ยว/อนาคต/เงิน/ธุรกิจ/อิสระ
เขาครุ่นคิดเกี่ยวกับตัวเอง
ความร่ำรวยช่างน่าชิงชังสำหรับสุรสีห์
แต่เขาเติมน้ำมันรถยนต์ราคาหลายล้านบาทคันนี้
แต่เขาเสียค่าเทอม ค่าหอพัก และค่าซักผ้า
แต่เขาจ่ายค่าน้ำ ค่าน้ำแข็ง ค่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และค่าบุหรี่
และอีกหลายแต่ ที่พ่อแม่ควักกระเป๋าให้ตลอด
ต่อไปจะสุขสบายแบบนี้ไหม ? ต่อไปจะเที่ยวเมืองนอกได้หรือเปล่า ? ถ้ามีลูก ลูกจะมีชีวิตที่ดีแบบเขาได้อย่างไร ?
หลายคำถามวนเวียนรอบตัวสุรสีห์
วันหนึ่ง เขาหยิบปากกาขึ้นมาเติมคำตอบในช่องว่างว่า—ความรวยอาจไม่น่ารังเกียจเหมือนเมื่อวาน
“ใครบอกว่าอุดมการณ์กินไม่ได้ อุดมการณ์กินได้ แต่ไม่อิ่มว่ะ” เสียงหัวเราะดังขึ้น “สินค้าชิ้นหนึ่ง ราคาเดียวกัน กำไรเท่ากัน คนแรกขายได้ชิ้นเดียว คนที่สองขายได้พันชิ้น แล้วคนที่สองผิดตรงไหน เพราะฉะนั้นความรวยจึงไม่ผิด แต่ต้องรวยอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่โกง และไม่เอาเปรียบใคร”
หลังกระโดดพ้นรั้วสีสดใสของมหาวิทยาลัย ออกมาโลดเต้นบนเวทีชีวิตหลากสีสัน มีคนมากมายยื่นโอกาสให้สุรสีห์ ชักชวนเขาไปเป็นผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์, ทีมงานรายการโทรทัศน์, นักศึกษาปริญญาโท, ครูสอนดำน้ำ และสานต่อธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง
“รวยที่สุด เร็วที่สุด ง่ายที่สุด ต้องข้อเสนอสุดท้าย”—สิ่งที่เขาแบกไว้บนบ่ากระซิบข้างหู
ชายหนุ่มเชื่อฟังโดยดี
สุรสีห์ตะลอนหลายจังหวัดทั่วประเทศ เรียนรู้งานกับญาติซึ่งเป็นเจ้าของบริษัท อีกไม่กี่ปี เขาก็จะได้เป็นผู้บริหาร ควบคุมงานทั้งหมดด้วยตัวเอง
ยิ่งทำงานมากขึ้น สุรสีห์ยิ่งรู้จักบางสิ่งมากขึ้น
อืมม์ สิ่งนั้นไม่เกี่ยวกับธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง
นอกจากเสิร์ฟน้ำ ซื้อบุหรี่ และเอารถยนต์ไปซ่อมแล้ว เขาไม่ค่อยเข้าใจอะไรนักในธุรกิจนี้ ขณะที่ญาติอีกคนซึ่งอายุเท่ากัน ก้าวเข้าบริษัทพร้อมกัน กลับทะลุปรุโปร่งในงานอย่างรวดเร็ว
ช่วงแรกเขาเดินตามหัวหน้าหรือลุงของตัวเองต้อยๆ ช่วงถัดมาชายหนุ่มต้องเดินตามเพื่อนร่วมงานวัยเดียวกัน
อาจเพราะญาติคนนั้นจบวิศวกรรมศาสตร์โดยเฉพาะ คนที่เรียนสื่อสารมวลชนอย่างเขาจะไปรู้อะไรเรื่องกรวด หิน ดิน ทราย—สุรสีห์คิด
ไม่นาน เขาก็รู้ว่าตัวเองคิดถูก-ถูกนิดเดียว
ความรู้จากการเรียนในมหาวิทยาลัยเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ปริมาณความมุ่งมั่นทุ่มเท ความเอาจริงเอาจัง และความกระตือรือร้น ต่างหากที่ไม่เท่ากัน
คุณลักษณะเหล่านี้ในตัวสุรสีห์หายไปไหน
มันหลบไปไหนไม่รู้ รู้แต่ว่ามันจากไปพร้อมความรัก-รักในสิ่งที่ทำ
เขารู้จักตัวเองมากขึ้น
นอกจากค่าตอบแทนอันเย้ายวนใจ ชายหนุ่มก็ไม่นิยมชมชอบอะไรในธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง
ทุกวินาทีในแต่ละวันจึงผ่านไปอย่างน่าเบื่อหน่าย
ยังไม่พอ มันเดินช้าด้วย—ทำไมนาฬิกาถึงขี้เกียจแบบนี้วะ เดินเร็วๆ สิโว้ย
สุรสีห์อยากให้พื้นที่ก่อสร้างกลายเป็นท้องทะเล จะได้ตะลุยความฉ่ำเย็นในอ้อมกอดของผืนน้ำสีครามให้หนำใจ และดำดิ่งลงไปผจญภัยใต้ทะเลลึก
ในความเป็นจริง
ครูสอนดำน้ำอย่างเขาได้แต่ดำผุดดำว่ายในจินตนาการ ฝันถึงความงามของปะการัง ฝันถึงเหล่าปลาน้อยใหญ่ที่ว่ายวนข้างตัว และแอบอิจฉาน้ำเสียงร่าเริงของเพื่อน ตอนโทรศัพท์มาเล่าความสนุกจากการไปเพ่นพ่านตามเกาะแก่งต่างๆ
ตึกแล้วตึกเล่าผุดโผล่ขึ้นท้าทายแดดฝนอย่างมั่นคงแข็งแรง แต่ความมั่นใจในตัวเองของใครบางคนผุกร่อนทีละน้อย
หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป มันคงพังทลายในวันใดวันหนึ่ง
ต้องสูญเสียความเป็นตัวเองเพื่อแลกกับเงินถึงขนาดนี้เลยหรือ ?
ถ้ามีเงินเยอะๆ แล้ว จะมีความสุขจริงไหม ?
สุรสีห์ถามตัวเองอีกครั้ง
นอกผนังกระจกใสมีคนผ่านไปมาเป็นระยะ หนึ่ง-หอบข้าวของพะรุงพะรัง สอง-ทอดน่องเอื่อยช้า สาม-จ้ำเท้าอย่างเร่งรีบ สี่-สะพายเป้ใบเดียว ห้าหก-จับมือกัน เจ็ด-ก้มหน้างุด ไม่สนใคร แปดเก้าสิบ-ผลักประตูเข้ามาในร้าน เดินผ่านโต๊ะเราไป
มีอีกหลายคนจนขี้เกียจนับ
ผมไม่รู้ว่าพวกเขาจะไปไหน ไปทำไม ไปทำอะไร เพียงรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทางของแต่ละคนคงต่างกัน
ช่องว่างนั้นของสุรสีห์สับสนพร่าเลือน
ชายหนุ่มยกแก้วเบียร์ขึ้นจิบ พลางคว้าเมนูอาหารมาพิจารณา
พอเริ่มทำงาน สุรสีห์ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือของโกวเล้ง กับพจนา จันทรสันติ เหมือนเดิมแล้ว สายตาของเขายังสัมผัสตัวอักษรบนเมนูอาหาร บัญชีรายรับรายจ่าย และป้ายโฆษณาตามท้องถนน อย่างสม่ำเสมอ
พักหลังๆ บนชั้นวางในห้องของสุรสีห์ มีหนังสือของคุณทักษิณ ชินวัตร ทยอยเดินทางมาอวดโฉม
เป้าหมายของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ไม่ได้ใหม่เอี่ยมอ่องกว่าแนวคิดของท่านผู้นำคนอื่น พวกเขาล้วนจูงจมูกประชากรในประเทศให้สนใจแต่การไขว่คว้าความร่ำรวย
ภายใน 6 ปี ประเทศไทยจะไม่มีคนจน—ท่านผู้นำคนล่าสุดประกาศก้อง
ความรวยกับชีวิตที่สุขสงบ มีความหมายเหมือนกันหรือ
เหตุไฉนประเทศยักษ์ใหญ่ซึ่งพลุกพล่านด้วยคนกระเป๋าตุง จึงยังเข่นฆ่าผู้คนในอีกประเทศหนึ่งที่มีแต่คนพุงแฟบ เพราะต้องวิ่งหลบลูกปืน เพื่อหาอาหารและน้ำมาประทังชีวิต
เพียงเพราะสงครามช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศของตัวเองให้มั่งคั่งขึ้นอีกใช่ไหม
นานเท่าไหร่แล้วที่พายุแห่งเงิน เงิน เงิน และเงิน โหมกระหน่ำอย่างเกรี้ยวกราด พัดพาฝุ่นละอองเข้าไปในดวงตาของมนุษย์จนมืดบอด
ภาพความจริง-ความถูก-ความผิด-ความดี-ความเลว-ความสุข ที่มองเห็นจึงบิดเบี้ยวและอัปลักษณ์
กี่วันคืนมาแล้วที่ลมหายใจของเราวนเวียนอยู่ในวงจรแห่งเงิน เงิน เงิน และเงิน อันไร้สาระและไม่มีที่สิ้นสุด
มันต่างจากหนูทดลองที่วิ่งวนอยู่ในกรงตรงไหน
ลืมตา ทำงาน รับเงิน ซื้อของรุ่นใหม่ ทิ้งขยะ หลับตา
ลืมตา ทำงาน รับเงิน ซื้อของรุ่นใหม่กว่า ทิ้งขยะ หลับตา
บางทีก้อนหินอาจกำลังเย้ยหยันว่าเมื่อไหร่มนุษย์ถึงจะรู้จักพอ ท่านทั้งหลายไม่เหนื่อยบ้างหรือ
ในท่ามกลางโลกที่นิยมตัดสินใครต่อใครจากผิวเปลือก เราสามารถหลอกคนอื่นได้อย่างง่ายดาย ด้วยบ้านหลังใหญ่ เอ่อ มีสระว่ายน้ำด้วยครับ รายได้มหาศาล เสื้อผ้าแพงระยับ และรถสปอร์ตคันหรู
แล้วสายตาฉาบฉวยเหล่านั้นก็สรุปว่าเรามีความสุขจนล้นทะลัก
แต่คุณจะหลอกตัวเองได้นานแค่ไหน
หรือจะหลอกตัวเองจนวันตาย
แน่นอนว่าเงินจำเป็น คงไม่มีวันไหนที่เราไม่หิวข้าว
แต่มนุษย์ให้ความสำคัญกับเงินมากเกินไปไหม
“เงินทองควรเป็นแค่ผลพลอยได้ของการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักเท่านั้น อย่าให้มันเป็นเหตุผลหลักของการมีชีวิตอยู่”
ผมชอบถ้อยคำนี้ของฮิโคทาโร่ ยาซากิ
แล้วอะไรคือเหตุผลหลักในการมีชีวิตอยู่ ?
วาทยกรชาวญี่ปุ่นไม่ได้ตอบคำถามนี้ คงเพราะมันไม่มีคำตอบสำเร็จรูป
แต่ละคนต้องตอบคำถามนี้ด้วยตัวเอง
สุรสีห์ออกไปจุดบุหรี่สูบนอกร้าน รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนใบหน้าของเขา ก่อนที่ชายหนุ่มจะหันไปมองบางสิ่ง
ท้องฟ้ามิดมืด ประกายแสงนับล้านล้านสะพรั่งพราวระยิบระยับ
ควันสีหม่นล่องลอยเคว้งคว้าง
ผู้คนยังเดินผ่านไปมาเป็นระยะๆ
บางครั้งเราอาจต้องปล่อยให้ควันไหลเข้าไปในดวงตา และโหมกระพือความเคืองระคาย จนหยดใสเอ่อนองออกมา
พร้อมกับฝุ่นเม็ดนั้น
ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสารสุดสัปดาห์ ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2547 ปักษ์แรก



