ฝุ่นเข้าตา
ดวงตาคู่นั้นเหม่อมองบางอย่าง
เท้าทั้งสองข้างที่ยืนอยู่ ณ หาดทรายแห่งหนึ่งในอังกฤษกำลังลิ้มรสเค็มเย็นเฉียบ มือขวาของเขาซุกในกระเป๋าเสื้อกันหนาว นิ้วทั้งห้ากำบางสิ่งแน่น เหลือเพียงมือซ้ายที่กวัดแกว่งไปมาได้อย่างอิสระ
นกไม่ทราบสายพันธุ์และฐานะสยายปีกกว้างร่อนถลากลางท้องฟ้าอึมครึม ก้อนเมฆทึบทึมกระจัดกระจายทั่วบริเวณ สายลมกระหน่ำความเหน็บหนาวไม่ขาดสาย เกลียวคลื่นซัดกระแทกฝั่งครั้งแล้วครั้งเล่า
จู่ๆ เสียงตะโกนอย่างบ้าคลั่งดังขึ้น
เสียงนั้นเดินทางมาไม่ถึงที่นี่-ถนนข้าวสาร กรุงเทพฯ
วัยรุ่นฝรั่งนั่งทำผมทรงเดรดล็อกริมฟุตบาต พลางกวาดสายตาตามสาวญี่ปุ่น 3-4 คนที่เดินอยู่บนถนน หญิงไทยยืนแจกใบปลิวให้พวกเธอ พร้อมชักชวนให้เข้าไปเที่ยวบาร์ ซึ่งภายในเบียดเสียดด้วยผู้คนที่กำลังขยับอวัยวะตามจังหวะเพลงเร่าร้อน
“เฮ้ยเพื่อน รู้อะไรไหม” สุรสีห์โพล่งออกมา
“ทุกวันนี้ แค่ยื่นมือถือหรูๆ ให้ สาวบางคนก็กดเบอร์โทรศัพท์ของตัวเองให้แล้ว แต่ต้องแต่งตัวเนี้ยบๆ ไม่ใช่แบบนี้”
‘แบบนี้’ หมายถึงเครื่องแบบที่เขากำลังใส่ประกอบด้วย เสื้อยืด กางเกงขาสั้น และรองเท้าแตะ
“ที่สำคัญ ต้องมีรถยนต์ด้วย ไม่ใช่พอคุยกันแล้ว จะนั่งแท็กซี่กลับ ผู้หญิงไม่ไปด้วยแน่ๆ” ชายหนุ่มหัวเราะ
“รู้ได้ยังไง เคยเหรอ”
“ไม่เคย เรื่องแบบนี้ ใครๆ ก็รู้ทั้งนั้น” เขาตอบทันที
หนึ่ง-มือถือราคาแพงระยับ สอง-แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนมดังๆ (ใช้ของปลอมได้ อย่าให้ใครรู้แล้วกัน) สาม-ขับรถสปอร์ตคันหรู และสี่-รูปร่างหน้าตาไม่ขี้เหร่เกินไปนัก
เมื่อมีครบสี่ข้อแล้ว ถึงคุณจะชั่วแค่ไหน เพียงปกปิดความเลวให้มิดชิด มิตรภาพที่เกิดขึ้นในที่เที่ยวกลางคืนทั้งหลาย ก็จะแนบสนิทชิดใกล้อย่างรวดเร็ว จนคนคนนั้นยินยอมพร้อมใจไปไหนต่อไหน และทำอะไรต่ออะไร กับคุณ
ไม่มีใครรู้ว่าตอนจบ พวกเขาจะกระโดดขึ้นสวรรค์ หรือกระโจนลงขุมนรก
รู้เพียงว่าดวงตาบางคู่ของมนุษย์ช่างมืดบอด ลุ่มหลงเปลือกนอกได้ถึงขนาดนี้ บางทีสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นอาจกำลังหัวเราะเยาะบรรดาสัตว์ประเสริฐในใจ
ทุกซอกทุกมุมของถนนข้าวสาร คึกโครมด้วยเสียงคำรามของเหรียญ และธนบัตร
แต่ทางสายไหนบ้างในโลก ที่ยังไม่โดนเสียงนี้คุกคาม
หลังจากกอดคอร่วมเครียดร่วมขำกันมา 4 ปี ในรั้วมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สุรสีห์กับผมต่างก้าวเดินไปในเส้นทางของตัวเอง เรายังโทรศัพท์ถามไถ่ความเป็นอยู่ของอีกฝ่ายเสมอ นานๆ ถึงจะได้เจอกัน
ทว่าฝุ่นไม่เคยจับความเป็นเพื่อนของเราจนเขรอะ
ต้นไม้แห่งมิตรภาพยังคงหยั่งรากลึก และผุดกิ่งโผล่ก้านช้าๆ โดยที่ผมแทบไม่รู้เลยว่ามันเติบโตขึ้นด้วยน้ำและปุ๋ยชนิดใด
เราไม่ได้มีเงินมากกว่าใครในคณะ ไม่ได้เป็นนักกีฬาของมหาวิทยาลัย เอ่อ และแน่นอน เราไม่ใช่หนุ่มหน้าตาดีที่จะมีหญิงสาวคนใดในห้องแอบปลื้ม (ส่วนใหญ่จะหมั่นไส้มากกว่า)
บ้านของสุรสีห์อยู่ในตลาดโบ้เบ๊ พ่อทำธุรกิจนำเข้าสินค้าจากประเทศจีน ส่วนแม่เปิดร้านขายเสื้อผ้า ขณะที่ญาติๆ ก็ล้วนค้าขายอยู่ในตลาดแห่งนี้
ตั้งแต่เด็กจนโต สุรสีห์วิ่งเล่น หัวเราะร่า งอแง และร้องไห้ขี้มูกโป่ง ท่ามกลางบรรยากาศการซื้อขาย และเจรจาต่อรองทางธุรกิจ ซึ่งต่างฝ่ายต่างพยายามยื้อแย่งผลประโยชน์สูงสุด ทำให้เขารู้สึกว่าคนรวยก็คือคนที่เอารัดเอาเปรียบคนอื่น
ขณะที่ใครๆ ก็อยากเป็นเศรษฐีจนแข้ง ขา เนื้อ ตัว หัวใจ และจิตวิญญาณ สั่นแล้วสั่นอีก แม้แต่คนที่มีเงินกองพะเนินอยู่แล้วยังไม่รู้จักพอ อยากเลื่อนขั้นเป็นมหาเศรษฐี อภิมหาเศรษฐี และซูเปอร์อภิมหาเศรษฐี ตามลำดับ
สุรสีห์กลับไม่ชอบหน้าความรวย และไม่อยากเห็นหน้าคนรวย
ห้าทุ่มกว่า, ถนนข้าวสารพลุกพล่านด้วยนักเดินทางจากหลายมุมโลก พวกเขาแตกต่างกันทั้งเชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม สีผิว และสีของดวงตา
ทว่าในแววตาของคนเหล่านี้ คล้ายมีไฟแห่งการผจญภัยคุโชน
รวมถึงแววตาของคนที่นั่งตรงหน้าผมด้วย
ความใฝ่ฝันของสุรสีห์คือการท่องโลกกว้าง เขารู้สึกว่าทุกย่างก้าวระหว่างทางเต็มไปด้วยความแปลกใหม่อันน่าตื่นเต้น กิจวัตรหนึ่งในชีวิตของชายหนุ่มจึงได้แก่การพาสองขา สองตา และสองมือ พร้อมหนึ่งลมหายใจ ออกไปเพ่นพ่านตามที่ต่างๆ
ครั้งหนึ่ง, สุรสีห์ข้ามน้ำข้ามทะเลไปตะลุยอังกฤษ
พอแหงนมองความมหัศจรรย์ของสโตนเฮดจนเมื่อยคอแล้ว เขาก็นั่งรถโดยสารอีกหลายต่อเพื่อเดินทางไปยังเมืองชายทะเลอย่าง Bournemouth ซึ่งอยู่ทางใต้ของประเทศ
ที่นั่นห่างจากอ้อมกอดอบอุ่นในบ้านหลังหนึ่ง ย่านโบ้เบ๊ คนละมุมโลก
ท่ามกลางดินแดนแปลกหน้า เขาตื่นตาตื่นใจกับสิ่งแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย ชายหนุ่มท่อง
ไปตามท้องถนนสายต่างๆ เที่ยวไปในร้านรวงน้อยใหญ่ และไม่ลืมซื้อของไปฝากพี่น้องและผองเพื่อน
เป้หนักขึ้นทีละน้อย ขณะที่สองขาเริ่มล้า
สุรสีห์ยังช้อปปิ้งอย่างเพลิดเพลิน กระทั่งท้องของเขาร้อง ชายหนุ่มจึงมองหาร้านอาหาร พลางหยิบเงินในกระเป๋าออกมาดู
พลันความหวาดหวั่นฉุดกระชากลากทึ้งความรู้สึกของเขา
สุรสีห์รู้ดีว่าค่าครองชีพในอังกฤษแพงลิบลิ่ว แต่เขาเพิ่งรู้ว่าเหลือเงินแค่ 30 ปอนด์
อืมม์ จริงๆ แล้วชายหนุ่มเหลือเงินเยอะกว่านี้ แต่มันดันนอนรออยู่ที่ห้องพักในเมือง Oxford
คำถามมากมายพุ่งจู่โจมสุรสีห์
จะเอาตัวรอดถึงพรุ่งนี้อย่างไร ? จะเดินทางกลับได้ไหม ? จะนอนที่ไหน ? จะกินอะไร ?
ท้องยังส่งเสียงไม่หยุดหย่อน แต่ตราบใดที่ไม่รู้ค่าใช้จ่ายที่แน่นอน เขาจะควักเงินออกจากกระเป๋าไม่ได้แม้แต่เพนนีเดียว
น้ำหนักที่กดลงบนบ่าเพิ่มขึ้นทุกฝีก้าว แต่สุรสีห์ต้องกัดฟันเดินต่อไป จนกว่าจะถึงสถานีรถไฟ ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 3 กิโลเมตร
พอรู้ค่าตั๋วรถไฟแล้ว เขาก็ต้องเสาะหาห้องพักราคาถูกที่สุดเท่าที่ทำได้
กว่าจะได้ซื้อของกิน ท้องก็เงียบเสียงลงแล้ว มันคงหมดแรง แต่แซนด์วิชราคา 1 ปอนด์คงไม่ได้ทำให้มันกระปรี้กระเปร่าขึ้นเท่าไหร่ แถมยังกินได้ครึ่งเดียว อีกครึ่งต้องเก็บไว้ประทังความหิวพรุ่งนี้
อาคารพิพิธภัณฑ์สัตว์ทะเลตระหง่านอยู่เบื้องหน้า มันเป็นเหตุผลหนึ่งในการเดินทางมาที่นี่ของสุรสีห์ แม้บัตรประจำตัวนักเรียนจะมอบส่วนลดครึ่งราคา จนค่าบัตรผ่านประตูเหลือ 5 ปอนด์ เขาก็ยังไม่สามารถเข้าไปทำความรู้จักสัตว์ทะเลในพิพิธภัณฑ์ได้
ชายหนุ่มทำได้เพียงหันหลังให้ และเดินจากไปเงียบๆ
“ปัญหาใหญ่ที่ชาติเผชิญในขณะนี้คือ คุณค่าความเป็นคนมันแทบไม่มีในสังคมไทย ส่วนใหญ่มีชีวิตอยู่กับความจอมปลอม อยู่กับสิ่งที่เป็นวัตถุมากๆ ทุกคนพร่ำบ่นเรื่องนี้ แต่ไม่รู้จะคานและสกัดกั้นอย่างไร คุณค่าของชีวิต คุณค่าของสังคม มันพังทลาย ทั้งๆที่คุณค่าเหล่านี้มีความหมายอย่างยิ่งต่ออนาคต”
ผมนึกถึงคำของอาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์
“ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงมหาศาล และมันจะเปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อยๆ เราจะอยู่อย่างไร จะไปอย่างไร จะรักษาจังหวะชีวิตอย่างไร ถ้าไม่มีคำตอบ ไม่มีหลักยึดตัวนี้ ต้องบ้าแน่ๆ”
เสียงตะโกนอย่างบ้าคลั่งยังดังกึกก้อง
เขาตะโกนเรียกชื่อเพื่อนแทบทุกคน ไม่มีเสียงตอบ นกไม่ทราบสายพันธุ์และฐานะยังสยายปีกกว้างร่อนถลากลางท้องฟ้าอึมครึม
เขาตะโกนด่าทอชะตากรรมของตัวเอง ไม่มีเสียงตอบ ก้อนเมฆทึบทึมยังกระจัดกระจายทั่วบริเวณ
เขาตะโกนระบายความเจ็บปวดสับสน ไม่มีเสียงตอบ เกลียวคลื่นยังซัดกระแทกฝั่งครั้งแล้วครั้งเล่า
ดวงตาคู่นั้นเหม่อมองบางอย่าง
โลกยังโคจรอย่างเดียวดายท่ามกลางความเวิ้งว้างของจักรวาล ไม่ต่างจากฝุ่นละอองที่ล่องลอยเคว้งคว้างกลางสายลมเหน็บหนาว
ภาพในดวงตาเขาพร่าเลือน
คงเพราะฝุ่นเข้าตา
ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสารสุดสัปดาห์ ฉบับเดือนตุลาคม 2547 ปักษ์หลัง



