เปิดประตูออกไปไหน
ฝนตก
แต่ไม่แตก หยดเล็กหยดน้อยของมันกระจัดกระจายเกาะหนึบบนผิวกระจกใส ซึ่งเป็นอวัยวะหนึ่งของรถยนต์คันหนึ่ง ที่กำลังแล่นฝ่าความวุ่นวายบนถนนสายหนึ่งของกรุงเทพฯ
หญิงสาวเอื้อมมือกดปุ่มตรงหน้า ให้เสียงเพลงจากรายการวิทยุบรรเลงคลอบรรยากาศเอื่อยช้าของการจราจร และรอคอยบางคำตอบจากเพื่อนร่วมทาง
ดูเหมือนสถานีวิทยุมากมายที่กระจายเสียงในกรุงเทพฯ จะไม่มีความถี่ใดเลย ที่ตรึงความสนใจในรูหูของเธอได้แบบอยู่หมัด
พอฟังคลื่นหนึ่งสักพัก หญิงสาวก็เปลี่ยนความถี่ไปเรื่อยๆ
เสียงที่พุ่งชอนไชทั่วคันรถจึงฟังไม่ได้ศัพท์ จับความหมาย และความไพเราะลำบาก
ถ้ามีคลื่นความถี่เดียว นิ้วเรียวบางของหญิงสาวคงเหนื่อยน้อยกว่านี้ แต่สถานีวิทยุแห่งนั้นจะเปิดเพลงที่เธออยากฟังที่สุดหรือเปล่า
ผมไม่แน่ใจ
ออกจากห้อง ออกจากบ้าน ออกจากรถ ออกจากถนน ..... ออกจากออฟฟิศ ออกจากชีวิตที่ซ้ำซาก ออกจากชีวิตที่น่าเบื่อ ออกจากชีวิตที่มีกรอบ ออกจากโลกส่วนตัว ออกจากโลกไซเบอร์ ออกจากละครน้ำเน่า ออกจากรายการวิทยุ ออกจากข้อบังคับ ..... ออกจากเรื่องง่ายๆ .....
แค่เปิดประตูออกไป ปล่อยใจ ปล่อยชีวิตไปทำอะไรที่อยาก เรื่องราวอีกมากมาย ออกไปก่อนตาย เรื่องชีวิต เวลาอาจมีไม่มาก ชีวิตไม่เคยหยุด ออกไป .....
เกิดมาเป็นคนมีชีวิตอยู่ได้แค่สองหมื่นกว่าวัน อย่าปล่อยเวลาให้สูญเปล่า ..... ชีวิตไม่เคยหยุด
เสียงฟังชัดบ้างไม่ชัดบ้าง โผล่จากช่องว่างระหว่างการกดของนิ้วผอมๆ
มันเป็นสปอตโฆษณาของเครื่องดื่มยี่ห้อหนึ่ง เริ่มต้นด้วยเสียงตะโกนแหบพร่า ต่อด้วยเพลงกระหึ่มปลุกใจ และตบท้ายด้วยข้อคิดจากเสียงสุขุม เพื่อเรียกร้องความสนใจจากบรรดา ‘เด็กแนว’ ‘เด็กแฟต’ ‘เด็กบอร์ด’ หรือเรียกรวมๆว่าเด็กไทยยุคนี้ ที่ไม่ว่าจะเดินสยาม หลับในห้องเรียนพิเศษ เที่ยวกลางคืน ท่องหนังสือ จีบกันกระหนุงกระหนิง หรือนั่งๆนอนๆด้วยความขี้เกียจ ก็สามารถเปลี่ยนอาการเหนื่อยเมื่อยให้เป็นขยันในทันทีทันใด เพียงซื้อน้ำยี่ห้อนี้มาดื่ม
หลังของผมพิงอยู่บนเบาะนุ่มนิ่ม สองหูฟังเสียงจากวิทยุ กับเสียงคุยเรื่อยเปื่อยของเพื่อนทั้งสองคน ส่วนสองตามองหาความแตกต่างของหยดใสมากมายที่ผุดขึ้นจากตัวรถ
รถยนต์ยังคลานต้วมเตี้ยม
แสงไฟจากฝั่งถนนสาดปะทะละอองฝนบนแผ่นกระจก ผมยกมือขวาขึ้นขยี้ตาขวา พลันเห็นบางอย่าง จึงขยับองศาการมองช้าๆ อีกครั้ง
แสงวับวาวเปล่งประกายออกมาจากหยดใสเหล่านั้น ราวกับดวงดาวที่ระยิบพราวท่ามกลางความมืดมิดของท้องฟ้า
“วันที่ 12 เดือนนี้ พี่จะแต่งงาน” จู่ๆ รุ่งโรจน์ อุปถัมภ์โพธิวัฒน์ Managing Director ของสมอลล์รูม ก็ประกาศข่าวดี
ขณะเครื่องบินของสายการบินไทยเที่ยวบินที่ TG 640 ลอยอยู่ข้างๆก้อนเมฆ มุ่งหน้าสู่ญี่ปุ่น
“ดีใจด้วยพี่” จตุรวิธ ฉัตตะละดา แสดงความยินดีด้วยความตื่นเต้น
หลังพูดคุยเกี่ยวกับงานแต่งงานสักพัก เขาก็ถามว่า “พี่รุ่งจะมีลูกไหม”
“ถ้ามีเงินเก็บไม่ถึง 10 ล้าน ก็คงไม่มี” รุ่งโรจน์ตอบทันที คล้ายครุ่นคิดถึงคำถามนี้นานแล้ว
“ถ้าพ่อกับลูกอายุห่างกันมากเกินไป ลูกอาจจะกดดันได้” จตุรวิธบอกความเห็น
“ตอนนี้พ่ออายุ 70 ปีแล้ว ผมเลยคิดว่าจะต้องทำสิ่งต่างๆให้สำเร็จ ก่อนพ่อจะเป็นอะไร มันเหมือนแรงผลัก ที่บางครั้งก็ทำให้เหนื่อย แต่ไม่มีใครมากดดัน มันเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ มันเกิดขึ้นจาก” เขาหยุดนิดหนึ่ง “ความรัก”
ตอนอยู่ ป. 4 เด็กชายจตุรวิธสนใจความลี้ลับในวงจรไฟฟ้า เขาไขปริศนาด้วยการไปบ้านหม้อเกือบทุกวัน เพื่อซื้อแผงวงจรมาประดิษฐ์วิทยุ
พอฟังเสียงไพเราะจากวิทยุฝีมือตัวเองพักใหญ่ เขาเริ่มสนใจความมหัศจรรย์ที่ซุกอยู่ทุกตารางนิ้วบนจอหนัง ชอบเรื่องไหน ชายหนุ่มก็สร้างหนังเรื่องนั้นในแบบฉบับของตัวเอง
“ผมเป็นลูกคนเดียว มันทำให้คิดว่าโลกนี้เป็นไปอย่างที่ต้องการได้ แต่พออยู่ในสังคมที่ใหญ่ขึ้น คนไม่ตามเราแล้ว เพื่อนๆที่เกณฑ์มาเล่นหนังก็ตีตัวออกห่าง เหมือนผมอยู่ตัวคนเดียว เหงาขึ้นเรื่อยๆ ตอนนั้นเองที่รู้ว่าสิ่งที่อยู่กับผมมาตลอดก็คือเสียง”
อาจต้องเดินเข้าออกหลายประตู กว่าจะรู้ว่าตัวเองอยากเข้าๆออกๆ ประตูไหนมากที่สุด
จตุรวิธเป็นหนึ่งในสองสมาชิกอวสานเซลส์แมน วงดนตรีหน้าใหม่ยอดเยี่ยม รางวัลแฟตอวอร์ดส ชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆคนนี้ยังเป็นโปรดิวเซอร์ อัลบั้ม Smallroom 004 ด้วย
“คนเราเกิดมาเพื่อทำอะไรบางอย่างเท่านั้น”—ผมนึกถึงคำของปราบดา หยุ่น
หากอยากเป็นยอดฝีมือในทุกด้าน เช่น เชฟ ดีไซเนอร์ นักฟุตบอล จิตรกร ผู้กำกับหนัง หรือช่างซ่อมทีวี เวลาในชีวิตคงมีไม่พอจะฝึกฝนศาสตร์และศิลป์ของอาชีพทั้งหมดนี้จนเชี่ยวชาญ
ยกเว้นอัจฉริยะเท่านั้น ถึงจะพกความสามารถเหนือมนุษย์มนา หยิบจับอะไรก็เยี่ยมยุทธ์สุดยอดไปหมด
แน่นอน-ชื่อของผมไม่ได้อ่านว่าเลโอนาร์โด ดาวินชี
แน่นอนกว่า-ผมไม่ใช่อัจฉริยะพันเปอร์เซ็นต์
คนธรรมดาๆ ซึ่งมีผมรวมอยู่ด้วย จึงต้องค้นหา ‘อะไรบางอย่าง’ จากความใฝ่ฝันหลายอย่างที่ลุ่มหลงคลั่งไคล้ แล้วพิจารณาสัดส่วนความสำคัญว่าจะให้น้ำหนักแต่ละสิ่งมากน้อยแค่ไหน และอย่างไร
ถ้าใครยังเลือกไม่ได้ อาจลองขลุกคลุกกับสิ่งนั้นให้รู้จริงรู้จังก่อนก็ไม่เสียหาย จะได้รู้ลึกรู้ซึ้งว่า สิ่งใดคือทางสายหลักที่เราจะเดินทางอย่างมุ่งมั่นเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย สิ่งใดเป็นเพียงซอยที่เราจะแวะเที่ยวให้หนำใจในบางเวลา
โปรดอย่าลืม ถึงคนเรามีขาสองข้าง แต่เดินไปพร้อมกันได้ทางเดียวเท่านั้น
เพื่อนของผมหลายคนรู้ว่าตัวเองไม่ชอบอะไร แต่ไม่ยักรู้ว่าตัวเองชอบอะไร
พวกเขาจึงปล่อยให้เกลียวคลื่นแห่งโชคชะตาซัดสาดวันเวลาในชีวิตให้สิ้นเปลืองอย่างไร้จุดมุ่งหมาย
เรียนจบคณะอะไร ก็ทำงานไปตามนั้น หรือหางานอะไรได้ ก็ก้มหน้าก้มตาทำๆไป โดยไม่เคยตั้งคำถามว่ามีความสุขหรือเปล่า
มนุษย์ตั้งหน้าตั้งตาบวกลบคูณหารวันแล้ววันเล่า เพื่อหาคำตอบตั้งแต่ความกะจิริดในอะตอม จนถึงความไพศาลของเอกภพ แต่ความต้องการแท้จริงที่อยู่ใต้อกซ้ายกลับยังว่างโหวง
น่าเศร้า—แม้บางคนค้นพบตัวเองแล้ว กลับไม่ลงมือทำ
อาจเพราะเงื่อนไขชีวิตอนุญาตให้กระโดดโลดเต้นอย่างอิสระในพื้นที่อันคับแคบ หรือหวาดกลัวที่ต้องก้าวไปบนทางสายใหม่อย่างเดียวดาย
รุ่นพี่คนหนึ่งเคยบ่นให้ฟังว่า ไม่ชอบอาชีพที่ตัวเองทำมาเกือบสิบปีสักนิด แต่ถ้าจะให้ลาออกจากการงานอันมั่นคง เพื่อทำสิ่งที่ตัวเองรัก ก็ตัดสินใจลำบาก หากย้อนเวลากลับไปยืนอยู่หน้าบริษัท ในวันแรกๆที่เริ่มงานได้ คงตัดใจง่ายกว่านี้
ถ้าไม่ใช่เครื่องบอกเวลาที่พังแล้ว เข็มนาฬิกาเคยกะดิกถอยหลังด้วยหรือ
ตราบใดที่ยังประดิษฐ์ไทม์แมชชีนไม่ได้ สายลมแห่งกาลเวลาก็พัดไปข้างหน้าเสมอ
และอาจพัดไปไม่ถึงสองหมื่นกว่าวัน ใครจะรู้ว่าลมหายใจของตัวเองจะหายไปเมื่อไหร่—แม้แต่คนที่คิดสปอตวิทยุของเครื่องดื่มยี่ห้อนั้น
เกิดมาเป็นคนมีชีวิตอยู่ได้แค่วันต่อวัน
เมื่อเราตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง ตัวเลขค่าตอบแทนจึงไม่สำคัญเท่ากับเวลาที่เราจะสูญเสียไปกับสิ่งนั้น
มีนักธุรกิจคนไหนขายเวลาบ้างครับ ผมจะเก็บเงินไปซื้อมานอนเกาพุงเล่นสัก 3 วัน
น้ำบางหยดบนกระจกไหลเป็นทางยาวลงไปตามทิศของแรงโน้มถ่วง
ภาพของหลายคนแวบเข้ามาในหัวผม
ไม่ว่า ศิลปินดิจิตอลอย่างวิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ การ์ตูนิสต์เจ้าของหนังสือ he she it และควันใต้หมวก ที่ชื่อ วิศุทธิ์ พรนิมิตร หรือสุภิญญา กลางณรงค์ หญิงสาวซึ่งทำงานเคลื่อนไหวเพื่อสังคม รวมถึงศิลปินรุ่นใหม่ที่แสดงผลงานสม่ำเสมออย่างพรเทพ จิตต์ผ่อง กับสุรินทร์ ยิ่งยง และอีกหลายต่อหลายคน
ทุกครั้งที่มีโอกาสพูดคุยกับคนหนุ่มสาวเหล่านี้ ผมสัมผัสได้ถึงพลังเร่าร้อน อันเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
อาจเพราะพวกเขากำลังเดินทางอย่างมุ่งมั่นไปในเส้นทางที่ตัวเองเลือก
ท้องถนนยังเปียกโชกด้วยสายฝนโปรยปราย
ใครบางคนเหม่อมองผ่านกระจกใสดูวิวสองข้างที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เขารู้สึกว่าหยดใสที่กระจายขวางสายตาทำให้ผิวกระจกขรุขระ เป็นหลุมบ่อ และคดเคี้ยวลาดชันยาวไกลไม่มีที่สิ้นสุด
ถนนเริ่มว่างโล่ง
รถยนต์คันหนึ่งแล่นฝ่าความพลุกพล่านบนถนนสายนั้นได้เร็วขึ้น
ทั้งๆที่เราสามารถชะลอความเร็วให้หยุดนิ่งสนิท และก้าวออกจากตัวรถเมื่อไหร่ก็ได้
แต่ใครบางคนไม่รู้
ไม่รู้จะเปิดประตูออกไปไหน
ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสารสุดสัปดาห์ ฉบับเดือนตุลาคม 2547 ปักษ์แรก



