เด็กชายบนรถไฟฟ้า
ขีดสั้นกับขีดยาวกำลังทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ มีวินัย และไม่มีทีท่าว่าจะอู้งานง่ายๆ ด้านล่างของเครื่องจักรบอกเวลาทรงกลมดังกล่าว มีศีรษะทรงกลมแต่ไม่เกลี้ยงจ้ำเท้าผ่านไปมา บางเวลามีจำนวนขวักไขว่ บางเวลาความขวักไขว่นั้นก็ลดความเข้มข้นลงจนอ้างว้าง
ไม่ว่าจะมีปริมาณเท่าไหร่ ประชากรผู้กำลังอยู่ระหว่างการสัญจรก็มักจะเงยดวงตาขึ้นมองความเคลื่อนไหวของเวลาจากนาฬิกาเรือนนี้ สลับกับการชมภาพโฆษณาสินค้าต่างๆ ที่ขยับอยู่บนจอโทรทัศน์ ซึ่งติดตั้งอยู่ไม่ไกลนักจากห้องทำงานของเข็มสั้นและเข็มยาว
ในหนึ่งวัน เราแหงนหน้าและก้มตาดูเวลาบ่อยครั้ง ในความบ่อยเหล่านั้น เราอาจมองไม่เห็นริ้วรอยเหี่ยวย่นของวันเวลา—แม้แต่ครั้งเดียว
และแล้ว รถไฟฟ้าก็แล่นมาเทียบท่าชานชะลาของสถานีหมอชิต ผู้คนต่างแบกร่างและข้าวของพะรุงพะรังที่นำติดตัวมา เข้าไปภายใน
เข็มวินาทีกระดิกไม่กี่ครั้ง, รถไฟฟ้าคันเดิมก็แล่นต่อไปด้วยความเร็วสม่ำเสมอ
อวัยวะที่เต้นอยู่ในอกซ้ายของผมอยากให้พาหนะอันเป็นความภาคภูมิใจหนึ่งของชาวกรุงเทพฯพุ่งทะยานไปเร็วกว่านี้ เพราะตัวเลขบนโทรศัพท์มือถือตะโกนว่าเวลานัดกระชั้นชิดเข้ามาทุกขณะ
เม็ดเหงื่อที่ผุดซึมอยู่ตามร่างกายค่อยๆระเหยหายไปกับความเย็นสบายภายในตู้โดยสาร แต่ผมกลับรู้สึกว่าที่นี่ร้อน—เป็นความร้อนรนที่ปนด้วยอารมณ์เย็นชา ช่างเถอะ ผมชักจะชาชินแล้วกับบรรยากาศที่แตกต่างอย่างลิบลับกับการล้อมวงจิบชาเย็นกับเพื่อนฝูง
ช่วงบ่ายๆแบบนี้ คนเดินทางบนรถไฟฟ้าไม่หนาแน่นนัก แม้ไม่โล่งโปร่งจนโหรงเหรง แต่ก็ไม่ถึงกับแออัดจนน่าอึดอัด แทบทุกที่นั่งมีก้นหย่อนลงจับจอง ส่วนเจ้าของก้นอีกหลายคนต้องยืน—หนึ่งในนั้นมีผมรวมอยู่ด้วย
คนมากมายหายใจเข้า-ออกร่วมกันอยู่ในตู้โดยสารแห่งนี้
ชายไทยวัยใกล้ฝั่งเพ่งสายตาลอดแว่นหนาอ่านหนังสือในมือ ส่วนหนุ่มใหญ่วัยสร้างเนื้อสร้างตัวสวมชุดสูทเหม่อมองผ่านผนังกระจกใสไปยังภายนอก ขณะที่เด็กสาววัยใส เจ้าของใบหน้าจิ้มลิ้มกำลังส่งเสียงจ้อคุยกับโทรศัพท์มือถือ
คนมากมายหายใจเข้า-ออกร่วมกันอยู่ในตู้โดยสารแห่งนี้ แต่แทบไม่มีใครสนใจใคร และไม่มีสักคนที่ยิ้มหรือหัวเราะ
รถไฟฟ้าขบวนนี้อาจเป็นห้องทดลองเคลื่อนที่ ซึ่งกำลังทดสอบสิ่งประดิษฐ์ก้าวล้ำทางวิทยาศาสตร์ ด้วยการลอบส่งหุ่นยนต์ไฮเทคให้มาลองประกอบกิจวัตรอยู่ในชุมชนมนุษย์
หรือคนเราอาจดำเนินชีวิตคล้ายหุ่นยนต์มากขึ้น—มนุษย์กำลังวิวัฒนาการเป็น ‘มนุษย์ยนต์’
ประตูตู้โดยสารค่อยๆแยกจากกัน บางลมหายใจทยอยเดินออกไป บางลมหายใจกรูกันเข้ามา
จู่ๆ สองหูผมก็สะดุดเข้ากับเสียงสดใสของใครคนหนึ่ง จากนั้นสองตาก็สอดส่ายหาที่มาของน้ำเสียงร่าเริงนั้นโดยอัตโนมัติ
แสงแดดที่เริ่มล้าแรงส่องสะท้อนทะลุกระจกเข้ามาภายในรถ บางขณะตึกสูงที่ผุดโผล่ขึ้นข้างทางก็บังปิดรัศมีดวงอาทิตย์ให้เหลือเพียงเงา ทว่าหย่อมเมฆที่กระจัดกระจายอยู่กลางเวิ้งฟ้ายังคงไหลเอื่อยเฉื่อยตามแรงลมไหว ขณะที่คลื่นคนเบื้องล่างต่างก้มหน้าก้มตาดุ่มเดินไปตามวิถีที่ขีดด้วยตัวเองบ้าง หรืออะไรก็ไม่รู้ขีดให้บ้าง โดยไม่มีใครทราบว่าขีดขีดนี้จะเลือนหายไปจากหน้ากระดาษชีวิตตรงบรรทัดไหน
แต่ ณ บรรทัดนี้ ความบังเอิญพาสองหูและสองตาของผมมาเจอะเจอกับเจ้าของเสียงปริศนาแล้ว
หญิงสาววัยกลางคนหย่อนก้นลงบนเก้าอี้สีเหลือง
ใกล้หูซ้ายของเธอ มีเสียงคุยจ้อเปล่งออกมาจากปากของเด็กชายในเครื่องแบบนักเรียนอนุบาล
ประตูรถไฟฟ้าประกบเข้าหากันอีกครั้ง
ผมยังมองกิริยาท่าทางของเด็กชายไม่วางตา ทันใดนั้น แววตาของเขาก็ปะทะเข้ากับสายตาของผม—กลางอากาศ
เด็กน้อยยังจ้องมองมาที่ผม ไม่มองเปล่า—เขายังโบกไม้โบกมือเรียกให้ผมนั่งลงบนเก้าอี้ที่ว่างด้วย
นี่เรารู้จักกันตั้งแต่เมื่อไหร่—เซลล์สมองผมงวยงง
หลังโดนทักทายจากเด็กชายแปลกหน้าอย่างไม่คาดฝัน กำแพงกั้นของมนุษย์สังคมเมืองระหว่างเราก็พังทลายลง-ครืน ครืน
ผมรีบรวบสติสัมปชัญญะให้มารวมตัวกัน แล้วสั่งให้ใบหน้าส่ายซ้ายขวาบอกเป็นคำตอบว่า-ขอบคุณมากครับ แต่ไม่เป็นไร
ตัวเลขบนโทรศัพท์มือถือของผมยังเดินหน้า
เหตุการณ์ไม่คาดคิดกำลังจะจบลงตรงนี้
ผิดคาด นักเรียนอนุบาลตัวดียังยกมือน้อยๆของตัวเองขึ้นโบกต่อไป จนผมต้องหยิบธงขาวมาโบกบ้าง เพราะยอมแพ้—แพ้แววตาซื่อใสและจริงใจนั้นอย่างราบคาบ
พอผมหย่อนก้นลงบนที่นั่งเรียบร้อยแล้ว เขาก็หันไปล้วงเอาอะไรบางอย่างจากเป้ใบโตออกมาเล่น
อ๋อ ในมือของเด็กน้อยกำลังถือจรวด-จรวดที่พับด้วยกระดาษ
สีหน้าท่าทางของเด็กชายสนุกสนานราวกับได้ขับเครื่องบินไอพ่นจริงๆ เวลานี้เขาคงกำลังเหินเวหาไปกับจรวดกระดาษลำนั้นในจินตนาการ
เด็กน้อยอาจกำลังบินผ่านผืนป่ามาไซมาร่าในทวีปแอฟริกา แล้วแอบมองสิงสาราสัตว์มากมายที่อาศัยอยู่เบื้องล่าง หรือเขาอาจกำลังขับเครื่องบินไปกลางท้องฟ้าทึมเทาของมหานครลอนดอน ประเทศอังกฤษ ก้มมอง 44 ลำแข้งที่กำลังแย่งลูกกลมๆ แต่ไม่เล็ก เพราะภายในอัดแน่นด้วยลมแห่งเงินตราชื่อเสียงปริมาณมหาศาล บางทีเครื่องแบบนักเรียนของเขาอาจเปลี่ยนเป็นชุดทหารกล้า บังคับจรวดทะยานผ่านน่านฟ้าอิรัก พร้อมหย่อนอาหารและน้ำสะอาดให้ผู้คนที่กำลังหิวโหย รวมถึงแจกของเล่นให้เด็กๆ ที่ถูกผู้ใหญ่สิ้นคิดไม่กี่คน พรากความสดใสในจิตและใจของพวกเขาไปตลอดกาล
ผมไม่รู้ว่าเด็กชายกำลังขับจรวดไปที่ซอกมุมไหนในโลก
บางขณะเขายิ้ม บางขณะเขาหัวเราะ คล้ายทุกจังหวะชีวิตปราศจากความขึ้งเครียดเศร้าหมอง
เด็กน้อยมีความสุขได้ง่ายๆด้วยกระดาษเพียงแผ่นเดียว แต่สำหรับผู้อาวุโสทั้งหลาย ดูเหมือนจะไขว่คว้าหาสิ่งที่เรียกว่าความสุขยากขึ้นทุกขณะ เอ่อ..แม้ในกระเป๋าจะเต็มไปด้วยกระดาษหลากสีหลายใบก็ตาม
ยิ่งเติบโตขึ้น ความเยาว์วัยในหัวใจของเรายิ่งลดน้อยลง
บางเวลา ผมรู้สึกว่าความร่าเริงของตัวเองโดนขโมย เท่านั้นยังไม่พอ โจรตัวแสบยังทิ้งความหมองหม่นกองใหญ่ไว้ให้ปัดกวาด
ใครขโมย ?
ก. เงินตรา ข. ชื่อเสียง ค. ความมั่นคง ง. ความทะเยอทะยาน
หนึ่งคำถามอาจมีหลายคำตอบ
เฉลย—ผิดทุกข้อ
ทุกครั้งที่ส่องกระจก ผมมองเห็นใบหน้าอาชญากร
ผมกำลังไล่ล่ามันมาลงโทษ
ระหว่าง 24 ชั่วโมงของแต่ละวัน ผมมักจะหาเวลาว่างไปเล่นกับเด็กๆแถวบ้านเสมอ เพราะอยากซึมซับเอาความสดใสของเด็กน้อยมาเติมในความรู้สึกของตัวเองบ้าง
เด็กน้อยอาจร้องไห้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ก็จริง แต่พวกเขาก็หัวเราะง่ายกว่าผู้อาวุโสทั้งหลายด้วย
ความเยาว์วัยเป็นส่วนเสี้ยวที่สดใสของโลก แต่วันหนึ่งเด็กชายที่นั่งอยู่ข้างๆผมก็ต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่
ผมนึกถึงนาฬิกาหลายๆเรือนที่สองตาของผมเคยมองมันด้วยใจระทึก สักวันหนึ่งในอนาคต ถ่านของเครื่องจักรบอกเวลาเหล่านี้ก็คงหมดลง และถึงเข็มสั้นเข็มยาวของมันจะหยุดเคลื่อนที่ แต่เข็มวินาทีของทุกชีวิตก็จะยังคงกระดิกต่อไป
นี่เป็นหนึ่งในความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์
ประตูรถไฟฟ้าแยกออกจากกัน—อีกแล้ว
หญิงสาวคนนั้นคว้าข้อมือน้อยๆของเด็กชายเดินจากไปพร้อมฝูงชน
เรารู้ว่าจุดหมายการเดินทางของตัวเองอยู่ที่สถานีรถไฟฟ้าใด แต่คงไม่มีใครล่วงรู้ว่าสถานีปลายทางของชีวิตจะสิ้นสุดลง ณ ที่ใด และเมื่อไหร่
เราเติบโตขึ้นทุกวัน อาจหมายความด้วยว่าเรากำลังมุ่งหน้าเข้าใกล้ความตายมากขึ้นทุกวินาที
ประตูรถปิดลงอีกครั้ง-ครั้งแล้วครั้งเล่า
คนมากมายหายใจเข้า-ออกร่วมกันอยู่ในตู้โดยสารแห่งนี้ แต่แทบไม่มีใครสนใจใคร และไม่มีรอยยิ้มบนใบหน้าของใครเลย
ผมลุกขึ้นยืน-ยืนอยู่บนรถไฟฟ้าที่แล่นด้วยความเร็วสม่ำเสมอ
รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเด็กชายคนนั้นไกลห่างออกไปทุกที
ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสารสุดสัปดาห์ ฉบับเดือนกันยายน 2547 ปักษ์หลัง



