Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
Artvirus
สนธยา ทรัพย์เย็น และทีมงานฟิล์มไวรัส


ย้อนรอย เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ 2548

คุยกันเต็มเหยียดกับ เ บ อ นั ว ต์ ฌ้ า ค โ ค่ ต์

– สนธยา ทรัพย์เย็น และ ‘กัลปพฤกษ์’ -

(นี่คือบทสนทนาฉบับสมบูรณ์พร้อมบทเกริ่นนำและเชิงอรรถใหม่ มีให้อ่านเฉพาะที่นี่ open online – อ่านบทพาดพิงถึง เจค กิลเลนฮาล ดารานำชายจาก Brokeback Mountain, มาเกอริต ดูราส นักเขียนเจ้าของนิยายกึ่งชีวประวัติเล่มอื้อฉาว The Lover, ความเห็นเกี่ยวกับ อิซาแบล อูปแปร์ต ราชินีแห่งยุคของหนังฝรั่งเศส รวมทั้งผู้กำกับที่น่าทึ่งและถูกมองข้ามมากที่สุดในสายตาของ เบอนัวต์ ฌ้าคโค่ต์)

ตารางการเดินทางของ เบอนัวต์ ฌ้าคโค่ต์ นั้นถี่ไม่เบาในช่วงปลายเดือนมกราคมปี 2548 เพราะหลังจากเสร็จสิ้นธุระที่เทศการหนังนานาชาติกรุงเทพฯ ในเดือนถัดมาเพียงไม่พ้นอาทิตย์ดี เขาก็ต้องไปโชว์ตัวต่อที่เทศการหนังรอตเตอร์ดาม ที่นั่นจัดงานเทศกาลหนังเพื่อให้เกียรติเขาเป็นพิเศษ ตั้งแต่หนังของเขาในยุคแรกๆ ที่หาชมยาก ทั้งหนังเรื่องเขียนบทแสดง หนังทีวี หรือหนังสารคดีก็ได้จังหวะอวดโฉมนอกประเทศฝรั่งเศสกับเขาเสียที ซึ่งรวมถึงหนังเรื่องล่าสุด Right Now (A Tout de Suite) ที่เพิ่งผ่านตาชาวไทยไปก็ได้ฉายที่นั่นด้วย พร้อมกับนางเอกสาวของเรื่องคือ อิซิลด์ เลอ เบสโก้(1) ที่ตอนมาเมืองไทยแอบเก็บความลับในการเป็นผู้กำกับหน้าใหม่ไว้เผยเหลี่ยมในรอตเตอร์ดาม

เบอนัวต์ ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวที่รอตเตอร์ดามว่า หนังที่เปลี่ยนชีวิตและทำให้เขากลายมาเป็นนักทำหนังในทุกวันนี้ก็คือหนังเรื่อง Moonfleet ของ ฟริทซ์ ลัง(2) เขาดูมันซ้ำซากไม่มีเบื่อตั้งแต่อายุ 13 ต่อจากนั้นจึงตามไปดูหนังทุกเรื่องที่ ซีนีมาเต๊คฟรองแซส์ ซึ่งดูแลโดย อองรี ล็องกลัวส์(3) ชายร่างอ้วนใหญ่ผู้รอบรู้เรื่องหนังและอนุรักษ์ฟิล์มหนังไว้มากมาย เขากล่าวว่าที่นั่นเป็นโรงเรียนชีวิตแห่งสำคัญและหนังของ แอร์นส์ท ลูบิทช์(4), ฮาวเวิร์ด ฮอคส์(5), โจเซฟ แมนคีวิช(6), ซาช่า กีทรี่(7) และ มาร์แซล ปาญโญล(8) นั้นมีค่าสำหรับเขาเหนือกว่าบรรดาโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยทั้งหลาย

การเดินทางมากรุงเทพฯ ของเขาไม่ได้รับการเน้นให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ชื่อของเขาไม่ปรากฏอยู่ในรายนามบรรดาแขกรับเชิญตั้งแต่แรก อีกทั้งใบสาระแหน่ประดับดาวจากเทศกาลหนังก็หามีไม่ แต่จากจุดยืนของ ฟิล์มไวรัส นั้น เบอนัวต์ ไม่ใช่ตัวประกอบของงาน แต่เป็นดาวเด่นที่สุดในบรรดาแขกรับเชิญทั้งหมด แม้ว่าจะยังไม่เคยสัมผัสหนังของเขาอีกมากเกินครึ่ง เราก็แน่ใจว่าคุณค่าของมันจะยังคงทนผ่านการทดสอบของเวลา ดังนั้นเองแม้เราจะรู้ตัวล่วงหน้าเพียงสองวัน ไม่ทันเตรียมหาข้อมูล แต่ก็รีบตัดสินใจขอนัดสัมภาษณ์กับเขาทันที

น่าเสียดายว่าแม้ปัจจุบันหนังยุคหลังของเขาบางเรื่องจะได้เข้าสู่ตลาดหนังอเมริกันแล้ว แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังมองไม่เห็นภาพรวมของนักทำหนังท่านนี้ดีพอ บทความบทสัมภาษณ์ในภาษาอังกฤษก็แทบไม่เคยโผล่หน้า ซ้ำร้ายดีวีดีหนังที่มีผลิตเพียงไม่กี่เรื่องก็หายากเต็มที

เขาเป็นกรณีศึกษาภาพยนตร์ที่ซ่อนความแหลมคมอยู่ภายใต้ความเรียบง่าย เพราะความถึงพร้อมด้านการเล่าเรื่องและแม่นยำในการจับอากัปกิริยานักแสดง แน่ล่ะ คนทำหนังฝรั่งเศสรุ่นใหม่อย่าง อาร์โนด์ เดสเปลแช็ง(9), โอลิวิเยร์ อัสซายาส (อ่าน ฟิล์มไวรัส เล่ม 3) หรือ เซดริก คาห์น(10) (อีซิลด์ โด่งดังจากหนังของเขาเรื่อง Roberto Succo) ก็ถนัดด้านนี้ แต่อีกจำนวนมากก็มุ่งหน้าขายสไตล์ฉูดฉาดจนกลบกลืนเนื้อหาไป ซึ่งสำหรับกรณี เบอนัวต์ แล้วตั้งแต่เขาจับทางได้มั่นก็พยายามให้ความสนใจกับความสัมพันธ์ของตัวละครเป็นที่หนึ่ง

หนังของเขามักมีโครงสร้างไม่ซับซ้อน ถ้าไม่ติดตามดูการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กสาวคนหนึ่ง เช่นใน The Disenchanted, A Single Girl กับ Right Now ก็จะเน้นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์เชิงอำนาจระหว่างตัวละครหลักสองสามตัว อย่างใน Pas de Scandale กับ Sade หรือไม่ก็ทำหนังที่ถ่ายทอดบทละคร บทโอเปร่าอย่างคงรูปลักษณ์ใกล้เคียงของเดิมเอาไว้ ทั้งในแง่เนื้อบทและรูปแบบการนำเสนออย่างเรื่อง The False Servant กับ Tosca แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาต้องเคร่งครัดตามวิถีบททุกตัวอักษร เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่งแล้วเขาก็พร้อมจะฉีกกรอบ ขยายเรื่องดึงตัวละครออกไปจากยุคสมัยดั้งเดิม จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นหญิงชายในชุดโบราณที่ห้องอัดเสียง กำลังลองเสื้อผ้าในห้องเมคอัพโรงละคร ซึ่งทั้งหมดนี้กล้องของ เบอนัวต์ ทอดสายตามองด้วยความใจเย็น (แต่ไม่เย็นชา) ต่อให้ตัวละครชอบพูดจาเป็นต่อยหอยหรืออารมณ์พุ่งขึ้นลงรวดเร็วแค่ไหน หนังของเขาก็ไม่อวดโอ่เรียกร้องความสนใจแบบศิลปินเจ้าอารมณ์ จนท้ายสุดคนดูค่อย ๆ ซึมซับในการเติบโตของตัวละครที่เป็นบทสรุปของเรื่อง

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าโครงการหนังของเขานั้นมีที่มาหลากหลาย เขามีทั้งหนังเล็กๆ ประเภทที่เขียนบทขึ้นมาใหม่ และก็มีอีกหลายเรื่องที่สร้างจากงานวรรณกรรม ไล่ตั้งแต่งานคลาสสิคของ เดอ มารีโวซ์(11), ดอสโตเยฟสกี้(12), เฮนรี่ เจมส์(13), ฆอร์เฆ่ หลุยส์ บอร์เฆส(14), ยูกิโอะ มิชิม่า(15) ไปจนถึงที่กำลังตรียมงานอย่างนิยายของ อัลแบร์โต้ โมราเวีย(16)

ส่วนนักแสดงแถวหน้าของฝรั่งเศสก็ผ่านมือเขามาแล้วแทบทุกคน โดยเฉพาะการกำกับนักแสดงหญิงทั้งรุ่นใหญ่รุ่นเล็ก อย่าง อิซิลด์ เลอ เบสโก้ ก็เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่คล่องมากในการรับบทเด็กสาวซึ่งสับสนในชีวิต เธอเคยเล่นหนังของ เบอนัวต์ มา 3 เรื่องแล้วคือ Sade (2000), Adolphe (2002) และ Right Now (2004) ต่อไปทั้งคู่ก็จะมีโปรเจ็คร่วมกันอีก เป็นหนังที่เขียนบทขึ้นใหม่เกี่ยวกับเด็กสาวชาวฝรั่งเศสในอินเดีย

จากที่เราพยายามสังเกตดูมันก็ไม่ง่ายนักที่จะจับแนวการทำงานของเขา แต่หากลองสรุปเอาคร่าว ๆ จากโครงเรื่องหลากหลายเท่าที่เราได้ชม ดูเหมือนว่า เบอนัวต์ จะสนใจการเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ในแบบหลักสูตรเร่งรัดของตัวละครเอกเป็นพิเศษ การก้าวกระโดดที่น่าเจ็บปวดของวัยแรกรุ่นสู่วัยผู้ใหญ่ ระหว่างการค้นหาตัวเองของแต่ละคนที่เกิดการสลับสับวางทางประสบการณ์ พลังอำนาจและรอยแผลเป็นในอดีตของผู้สูงวัยกำลังโอนถ่ายสู่ผู้อ่อนวัยกว่า แต่ในเวลาเดียวกันการเรียนรู้ก็เกิดขึ้นจากทั้งสองฝั่ง ผู้ใหญ่ก็ได้เห็นจุดอ่อนในตัวเองได้แจ่มแจ้งขึ้น เพราะหลังจากการหกล้มหลายครั้ง ฝ่ายผู้เยาว์ที่เพิ่งตั้งหลักได้นั้นก็ค่อย ๆ จุดไฟ (หรือจุดแข็ง) ส่องทวนย้อนกลับมาให้ผู้ใหญ่รู้สึกร้อนรุ่มได้ด้วยเช่นกัน เป็นที่น่าสังเกตว่าจากหนังบางเรื่องที่เราได้ชม เบอนัวต์ ชอบให้ตัวละครผู้ใหญ่มีลักษณะที่ไม่น่าเคารพเสียเอง และหลายครั้งก็มักจะป่วยนอนซมช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หรือทำตัวน่ารำคาญ จนตัวเด็กสาวในเรื่องต้องเป็นฝ่ายช่วยปฐมพยาบาล และต่อมาช่วยสร้างให้เธอมีความมั่นใจในการเลือกทางเดินชีวิต ควบคุมการตัดสินใจของตัวเธอเอง ส่วน เบอนัวต์ นั้นเราแน่ใจได้เลยว่าเขาจะไม่ตัดสินสิ่งที่ตัวละครเลือกว่าถูกต้องหรือไม่

บทสัมภาษณ์ครั้งนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยการร่วมงานและประสานงานของหลายฝ่าย โดยเฉพาะคนแรกคือหนึ่งในสมาชิกฟิล์มไวรัส ‘กัลปพฤกษ์’ นักวิจารณ์ดีเด่นรางวัลหม่อมหลวงบุญเหลือ เทพยสวุรรณ ปีล่าสุด ที่ปลีกเวลาจากงานประจำมาร่วมพูดคุย นอกจากนั้นเรายังได้รับความเอื้อเฟื้อจากคุณชนัศญา จาติเทศะ, คุณชลวิทย์ จรรยาจิรวงศ์, คุณ Sophanit J., คุณ Bonnie Voland และเจ้าหน้าที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ ทุกท่าน

Pas de Scandale (No Scandal) กับ The False Servant เป็นงานสองเรื่องที่น่าทึ่งมากของ เบอนัวต์ เรื่องแรกนำแสดงโดย อิซาแบลล์ อูปแปรต์ กับ ฟาบรีเช่ ลูชีนี่ ส่วนเรื่องหลังมี อูปแปร์ต กับ ซ็องดรีน กิลแบร์แล็ง หากฟิล์มหนังที่สมาคมฝรั่งเศสยังไม่หมดอายุ พวกเราคงจะมีโอกาสได้ชมกันอีกในอนาคต

หมายเหตุทิ้งท้าย: เบอนัวต์ ฌ้าคโค่ต์ ได้รับเชิญเป็นหนึ่งในคณะกรรมการเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ปี 2005 โดยประธานงานในปีนั้นคือ เอเมียร์ คุสตูริก้า ผู้เคยชนะรางวัลปาล์มทองหนังยอดเยี่ยมถึง 2 ครั้ง

- สนธยา ทรัพย์เย็น -

..............................

อิซิลด์ เลอ เบสโก้ กับเบอนัวต์ ฌ้าคโค่ต์

สนธยา : คุณเป็นนักดูหนังมาก่อนหรือเปล่า คุณชอบดูหนังของพวกคลื่นลูกใหม่ไหม

เบอนัวต์ : ครับ แต่สมัยที่กลุ่มคลื่นลูกใหม่เพิ่งเริ่มต้น ผมยังเด็กมากอายุแค่ 11 หรือ 12 ปี ผมตัดสินใจเป็นคนทำหนังตั้งแต่ตอนอายุเท่านั้น แล้วผมก็ใช้เวลาส่วนใหญ่หมกตัวอยู่แต่ในโรงหนัง

สนธยา : หนังชนิดไหนที่เป็นแรงบันดาลใจในการทำหนังให้คุณ

เบอนัวต์ : ผมไม่คิดว่าผมได้แรงบันดาลใจจากหนังหรือหนังสือ ผมได้แรงบันดาลใจจากชีวิตจริงจากเรื่องราวที่ผมได้ยินมา แต่ไม่ใช่จากหนัง ผมเรียนรู้วิธีการทำหนังจากการดูหนังของคนอื่นๆ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่คุณจะเรียกว่า ‘แรงบันดาลใจ’ มันเป็น ‘การเรียนรู้’ มากกว่า

กัลปพฤกษ์ : นั่นคือสาเหตุที่ทำไมหนังของคุณถึงเน้นที่ตัวละครเป็นหลัก

เบอนัวต์ : มันก็แล้วแต่กรณี มันมีจุดหักเหในการทำหนังของผมซึ่งทำมา 25 ปีแล้ว ถ้านับรวมกันผมจำไม่ได้แน่ว่าสร้างหนังมาเท่าไร 15-16 เรื่อง สารคดีทีวีหลายเรื่อง เยอะแยะไปหมด คุณไม่เคยดูหนังเรื่องแรกๆ ของผม มันต่างจากประเภทที่เน้นตัวละครซึ่งผมหันมาทำทีหลัง

กัลปพฤกษ์ : หนังของคุณเรื่องแรกๆ เป็นอย่างไรหรือครับ ช่วยเล่าให้เห็นภาพหน่อย

เบอนัวต์ : หนังพวกนั้นเป็นหนังที่เน้นสไตล์ เน้นรูปแบบ ตัวละครเป็นส่วนประกอบชิ้นหนึ่งของเกมต่อภาพปริศนา หนังเรื่อง La Désenchantée (The Disenchanted) เป็นหนังเรื่องแรกที่สร้างจุดหักเหให้ผมหันมาสร้างหนังที่เน้นตัวละครแทนหนังซึ่งเน้นสไตล์

สนธยา : ช่วงแรกที่คุณทำหนังเน้นสไตล์นั้นเป็นเพราะว่าคุณเป็นผู้ช่วยให้กับ มาร์เกอร์ริต ดูราส์ หรือเปล่า (Marguerite Duras – ผู้แต่งนิยายเรื่อง The Lover และกำกับหนังเรื่อง Agatha, India Song กับ Nathaile Granger – สนธยา)

เบอนัวต์ : เปล่าครับ สำหรับผมมันยากที่คุณจะรู้แจ้งในขณะที่กำลังทำหนังอยู่ ถ้าเป็นหนังของเพื่อนหรือของคนอื่น ผมคงคิดทฤษฎีอธิบายสถานการณ์ได้ชัดเจน แต่สำหรับหนังของผมเองมันเป็นไปไม่ได้เลย แต่ผมก็ชอบนะที่จะได้ยินคนถกเถียงกันเรื่องหนังของผม (หัวเราะ) เพราะผมรู้สึกฉงนฉงายใจได้เสมอ สนใจอยากได้ยิน นี่คือเหตุผมว่าทำไมผมถึงเดินทางไกลจากบ้านมาเทศกาลหนังแบบนี้ เพราะผมอยากรู้ว่าคนดูหนังของผมเขาคิดเห็นและมองหนังของผมเป็นอย่างไร และพวกเขามีจุดเชื่อมแบบไหนกับหนังของผม ผมแปลกใจได้เสมอ เพราะผมก็บอกกับตัวเองไม่ได้ว่าตัวเองเชื่อมต่อกับหนังตัวเองยังไง ผมไม่รู้ ผมรู้แต่ว่ามันมีความหมายกับผมมาก แต่ผมบอกไม่ได้ว่าในแง่ไหน

สนธยา : ผมคิดว่าหนังของคุณมักจะเน้นที่ตัวผู้หญิง

เบอนัวต์ : ใช่ๆ

สนธยา : คุณได้รูปแบบของตัวละครหญิงที่เป็นตัวของตัวเองแบบนั้นมาจากไหน จากคนรู้จัก?

เบอนัวต์ : ก็เพราะผมเป็นผู้ชายน่ะสิ (หัวเราะกันทั้งวง)

กัลปพฤกษ์ : เลยทำให้คุณชอบศึกษาผู้หญิงใช่ไหม

เบอนัวต์ : เพราะว่าผมเป็นผู้ชาย ผมก็เลยพอจะรู้เรื่องผู้ชายอยู่บ้าง แต่เรื่องผู้หญิงผมไม่รู้อะไรเลย แค่เดาหรือคิดเอาเองคร่าว ๆ เท่านั้น บางทีผมอาจจะทำหนังเพื่อจะได้รู้จักผู้หญิงให้มากขึ้นก็ได้

สนธยา : ผมชอบวิธีที่คุณนำเสนอตัวละครที่เป็นเด็กสาว เช่นเวลาที่พวกเธอกำลังเดิน โดยเฉพาะเวลาที่เธอกำลังวิ่ง

เบอนัวต์ : จริง จริง ผมชอบมองดูผู้หญิงวิ่ง มันเป็นเหมือนภาพอีโรติกแฟนตาซีที่ผมชอบมาก (หัวเราะกัน) ผมชอบดูภาพผู้หญิงวิ่งได้เป็นเวลานานๆ (ฮากันลั่น)

กัลปพฤกษ์ : เป็นแบบหนัง ฌอง-ลุค โกดาร์ หรือเปล่า นางเอกใน À bout de souffle (Breathless)

เบอนัวต์ : แต่เธอไม่ได้วิ่งนี่ เธอเดินขายหนังสือพิมพ์

สนธยา : หนังกลุ่มคลื่นลูกใหม่ชอบหนักไปทางถีบจักรยานเสียมากกว่า

เบอนัวต์ : อ้า ใช่ พวกคนทำหนังคลื่นลูกใหม่ส่วนใหญ่จะเน้นฉากถีบจักรยาน (หัวเราะกัน) ทรุฟโฟต์ (ฟรองซัวส์) กับหนัง Les Mistons, Jules and Jim หนัง ทรุฟโฟต์ จะมีฉากถีบจักรยานเยอะ

สนธยา : ตัวละครผู้หญิงของคุณดูผิวเผินตอนต้นเรื่องดูอ่อนไหวบอบบาง แล้วพอตอนหลังพวกเธอจะดูแกร่งขึ้น กล้าตัดสินใจด้วยตัวเองซึ่งพวกผู้ใหญ่จะแปลกใจ

เบอนัวต์ : เพราะผมชอบแสดงภาวะที่ชีวิตตัวละครกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือด้วยเหตุผลที่ต่างๆ กัน พวกเธอกำลังจะเปลี่ยนจากภาวะหนึ่งไปสู่อีกภาวะหนึ่ง

สนธยา : จากเด็กผู้หญิงกลายเป็นผู้หญิงเต็มตัว

เบอนัวต์ : นั่นก็อย่างหนึ่ง อย่างหนังเรื่อง Right Now เด็กนักเรียนสาวจากชนชั้นกลางที่ชีวิตเปลี่ยนแปลงเพราะตกหลุมรักกับผู้ชายที่เธอไม่รู้จักปูมหลังมาก่อน เธอหนีออกจากบ้านแล้วชีวิตทั้งชีวิตก็เปลี่ยนไป

สนธยา : นี่เป็นครั้งแรกที่คุณทำหนังที่สร้างจากเรื่องจริงหรือเปล่า

เบอนัวต์ : ครับ

สนธยา : มันเป็นหนังเรื่องโปรดของคุณด้วย

เบอนัวต์ : มันเป็น 1 ในหนังเรื่องโปรดของผมเพราะมันเป็นเรื่องที่ผมทำได้ใกล้เคียงกับที่ต้องการมากที่สุด ผมว่างั้นนะ ถ้าใครสนใจอยากจะรู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของผมเป็นอย่างไร สิ่งที่ดีที่สุดก็คือดูจากหนังเรื่องนี้

กัลปพฤกษ์ : นี่เป็นหนังขาวดำเรื่องแรกของคุณหรือเปล่า

เบอนัวต์ : ครับ ผมเคยทำหนังทีวีขาวดำครั้งหนึ่งเมื่อ 15 ปี มาก่อน แต่สำหรับหนังฉายตามโรงแล้ว นี่เป็นครั้งแรกและผมคิดว่าคงเป็นเรื่องสุดท้ายด้วย

กัลปพฤกษ์ : ทำไมคุณเลือกทำเป็นหนังขาวดำ เป็นการรำลึกถึงหนังกลุ่มคลื่นลูกใหม่หรือเปล่า

เบอนัวต์ : เปล่าครับ เหตุผลแรกก็ง่าย ๆ ก็คือผมอยากทำหนังที่ลงทุนน้อย ๆ และมีอิสระในการสร้างมากที่สุด แล้วผมก็อยากให้เรื่องราวของหนังเป็นภาพเปรียบเทียบกับยุคสมัยปี 70 ผมอยากให้หนังดูเป็นหนังยุค 70 จริง ๆ ผมตระหนักว่าการทำให้หนังดูสมจริงเป็นเรื่องต้องลงทุนมาก การถ่ายหนังขาวดำเป็นการกำจัดปัญหานี้ไปได้มากกว่า 50 % เพราะเวลาที่คุณถ่ายเป็นขาวดำ ภาพนั้นๆ ก็จะดูเก่าลงกว่าจริงไม่มากก็น้อย อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ จินตนาการทางภาพยนตร์ของผมมองมันเป็นขาวดำ หนังขาวดำเก่า ๆ สร้างอิทธิพลฝังลึกให้ผมมากที่สุด

กัลปพฤกษ์ : หนังขาวดำประมาณยุคไหนที่คุณประทับใจ หนังเงียบตั้งแต่อดีตหรือหนังเก่าทั่วไปถึงยุค 50

เบอนัวต์ : ส่วนใหญ่ก็หนังฮอลลีวู้ด ตั้งแต่หนัง มัวร์เนา(17) จนมาถึงขาวดำยุคหลังแบบหนัง มาร์ติน สกอร์เซซี่ เรื่อง Raging Bull คุณรู้จักหนังของ โยเซฟ ฟอน ชแตรนเบร์ก ไหม The Scarlet Empress, The Shanghai Gesture หนังขาวดำยุค 30-40 นั้นสวยงามมาก (ส่วนใหญ่นำแสดงโดย มาร์ลีน ดีทริค นางเอกที่โด่งดังมาด้วยกันกับ ชแตร์นแบร์ก ตั้งแต่สร้าง The Blue Angel ในเยอรมนี – สนธยา)

สนธยา : The Shanghai Express

เบอนัวต์ : ใช่
กัลปพฤกษ์ : นักวิจารณ์บางคนบอกว่าคุณจงใจถ่าย Right Now ให้รำลึกถึงสไตล์ภาพของกลุ่มคลื่นลูกใหม่

เบอนัวต์ : ก็อาจใช่ แต่มันไม่ใช่แค่การไหว้ครู มันออกมาเองโดยธรรมชาติ ผมถือตัวเองเป็นลูกหลานกลุ่มคลื่นลูกใหม่ ผมสืบทอดต่อจาก โกดาร์, ทรุฟโฟต์, ชาโบรล(18) สมัยที่ผมเริ่มทำหนังพวกเขาเป็นเสมือนพ่อบุญธรรมของผม พวกเขาปกป้องผมดี โดยเฉพาะ ทรุฟโฟต์ กับ หลุยส์ มาลล์(19) พวกเขาชอบหนังเรื่องแรก ๆ ของผมและคอยออกโรงปกป้องให้

กัลปพฤกษ์ : สไตล์ภาพของหนังเรื่อง Right Now ทำให้ผมนึกถึงหนังของ ฌอง-ปิแอร์ เมลวิลล์(20)

เบอนัวต์ : ช่ครับ แต่ถ้าให้ถูกเผง ต้องเรียกว่าเป็นแนวของ อองรี เดอกา(21) (Henri Decae)

สนธยา : เขาเป็นตากล้อง

เบอนัวต์ : ใช่ๆ เขาเป็นตากล้องฝรั่งเศสถ่ายหนังให้ เมลวิลล์ ถ่ายให้กลุ่มคลื่นลูกใหม่ ส่วนใหญ่เป็นหนังขาวดำ ถูกแล้วที่สไตล์ภาพแบบนี้จะใกล้เคียงกับหนังที่ เดอกา ถ่าย

สนธยา : เน้นใช้แสงธรรมชาติ

เบอนัวต์ : ครับๆ ใช่เลย ถ่ายเรื่อง Right Now นี่ไม่จัดแสงเลย ใช้แสงธรรมชาติอย่างเดียว

สนธยา : จริงหรือครับ คุณใช้ฟิล์มไวแสงถ่ายเหรอ

เบอนัวต์ : เปล่า ผมถ่ายด้วยกล้องดิจิตอลทั้งเรื่อง

สนธยา : แล้วพวกภาพแบบสารคดีตามท้องถนนล่ะ คุณใช้ภาพหนังสารคดีเก่าๆ ใช่ไหม ?

เบอนัวต์ : ผมผสมภาพสารคดีเก่า ๆ กับภาพดิจิตอล

สนธยา : ทำไมภาพในส่วนที่เป็นสารคดีถึงดูเป็นวิดีโอมากกว่าล่ะครับ

เบอนัวต์ : ภาพพวกนั้นเป็นฟิล์มเก่าที่มาแปลงลงวิดีโอก่อนโอนภาพกลับไปลงฟิล์ม

สนธยา : แล้วทำไมภาพพวกนั้นถึงดูไม่ค่อยดี

เบอนัวต์ : มันเป็นฟิล์มหนังสี ผมต้องการให้ภาพส่วนคนแสดงกับส่วนที่เป็นภาพข่าวสารคดีเก่า ๆ นั้นดูแตกต่างจากกัน ผมไม่อยากให้คนดูหนังรู้สึกว่าภาพสองส่วนนั้นดูกลมกลืนกัน

สนธยา : ให้ดูมีระยะห่าง?

เบอนัวต์ : ใช่

สนธยา : แต่ผมคิดว่าสิ่งที่หนังคุณต่างจากกลุ่มคลื่นลูกใหม่ก็คือ หนังของคุณนั้นโฟกัสไปที่ชีวิตประจำวันมากกว่า เน้นความเป็นผู้เป็นคนจริงๆ ไม่ใช่ดูเป็นแค่ตัวละคร

เบอนัวต์ : คุณคิดว่าหนังของผมดูสมจริง มีสัมพันธ์ความเป็นคนระหว่างกันมากกว่าหนังของกลุ่มคลื่นลูกใหม่หรือ?

สนธยา : ทำนองนั้นแหละครับ ผู้คนในเรื่องดูมีชีวิตดูมีตัวตนจริงๆ

เบอนัวต์ : (พูดย้ำ) ดูมีชีวิตดูมีตัวตนจริงๆ

สนธยา : เรารู้สึกร่วมกับผู้คนในเรื่องได้ดีกว่า แม้ในยามที่คุณกั้นระยะห่างระหว่างคนแสดงกับคนดู

เบอนัวต์ : ครับๆ ... อาจใช่... ผมไม่เคยคิดมาก่อน อาจเป็นเพราะนักแสดงของผมเก่งกว่าดาราในกลุ่มของกลุ่มคลื่นลูกใหม่ก็ได้ (หัวเราะกันทั้งวง) เพราะหลายครั้งที่ดารากลุ่มนั้นแสดงได้แย่มาก ยกเว้นก็แต่ อันนา คาริน่า(22), ฌอง-ปอล เบลมองโด้(23) หรือ ฌานน์ มอร์โร(24) ที่เล่นเก่ง แต่อย่าง ฌอง-ปิแอร์ เลโอด์(25) ที่ผมชอบเขามาก ซ้ำผมเป็นเพื่อนกับเขาด้วย เขาเป็นคนที่มีความ
เป็นอัจฉริยะในตัวเอง แต่เขาเป็นนักแสดงที่แย่ ซึ่งในบางด้านกลับทำให้หนังมีความน่าสนใจ

สนธยา : โอลิวิเยร์ อัสซายาส (ผู้กำกับหนังเรื่อง Clean, Irma Vep และ Demonlover ที่มาร่วมเทศกาลหนังนานาชาติกรุงเทพ ฯ ด้วย) พูดว่าคนทำหนังชอบให้ เลโอด์ แสดงเป็น เลโอด์ เขาแสดงเป็นตัวเองทุกครั้งไป

เบอนัวต์ : มันก็ไม่เชิงแสดงเป็นตัวเอง จริง ๆ แล้วคือเขาแสดงเป็น อองตวน ดัวเนล ตลอดเวลา (บท อองตวน ใน The 400 Blows และหนังกึ่งชีวประวัติของผู้กำกับ ทรุฟโฟต์ อีกหลายเรื่อง-ผู้สัมภาษณ์) ฟรองซัวส์ ทรุฟโฟต์ เป็นคนที่มีบุคลิกที่พิเศษมาก เวลาเราเจอตัวจริงเขา เขามีจังหวะเฉพาะ ต้า...ต้า ...ต้า ... ต้า...ต้า ... ( ทำจังหวะถี่ ๆ เหลือบตาไปมา) เลโอด์ ก็เลยกลายเป็นภาพตัวตนของ ทรุฟโฟต์ ที่มีชีวิต และเวลาไปเล่นหนังของคนอื่นเขาก็ยังเป็น ทรุฟโฟต์ มันพิสดารมาก

สนธยา : เขาเลยเป็น อองตวน ดัวเนล ตลอดกาล (หัวเราะ)

เบอนัวต์ : ใช่ ตลอดกาล แล้วเพราะงั้นเขาเลยเป็นบ้าไปพักหนึ่ง คล้ายกับ บอร์ริส คาร์ลอฟฟ์(26) ที่เล่นเป็นแฟรงเก้นสไตน์ หรือ เบล่า ลูโกซี่(27) ที่เล่นเป็นแดร็กคิวล่า พอ ทรุฟโฟต์ ตายเขาก็เลยไม่รู้จะทำยังไง มันเป็นปัญหาน่าเศร้า

สนธยา : ไหนๆ คุณก็เอ่ยถึง แฟรงเก้นสไตน์ คุณชอบหนังสยองขวัญหรือเปล่า

เบอนัวต์ : บางเรื่อง ไม่ได้สนใจเป็นพิเศษ ทำไมคุณถึงถาม

สนธยา : แค่อยากรู้นะครับ เวลาคุณไปดูหนังคุณพอใจเลือกดูหนังประเภทไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า

เบอนัวต์ : เปล่า โดยทั่วไปผมเลือกดูหนังที่ตัวผู้กำกับ แล้วก็ดารา ถ้าผมชอบงานของผู้กำกับคนไหน ผมก็พยายามติดตามหนังของเขาทุกเรื่อง

สนธยา : คุณยังชอบไปดูหนังอยู่อีกหรือเปล่า .... คุณไม่ได้เบื่อการดูหนังแล้วใช่ไหม

เบอนัวต์ : เปล่า ไม่เลย ผมยังชอบดูหนังมาก

สนธยา : คุณยังชอบหนังเรื่องใหม่ของ ฌอง-ลุค โกดาร์ อยู่ไหม

เบอนัวต์ : หนังเรื่องล่าสุดของเขาผมชอบมาก Notre Musique (Our Music) แต่ผมไม่ชอบบางเรื่องก่อนหน้านี้อย่าง Forever Mozart อาจจะเป็นที่อารมณ์ขณะที่กำลังดูอยู่ก็ได้ แต่ Notre Musique ที่ผมดูกับ อิซิลด์ (Isild Le Besco นางเอกเรื่อง Right Now กำลังนั่งอยู่กับ เบอนัวต์ ขณะที่เราสัมภาษณ์– สนธยา) ผมชอบมาก รู้สึกร่วมด้วยอย่างมากๆ

สนธยา : คุณเป็นผู้ช่วยของ ฌาคส์ รีแวตต์ ด้วยใช่ไหม (Jacques Rivette ผู้กำกับ Celine and Julie Go Boating กับ La Belle Noiseuse – สนธยา)

เบอนัวต์ : เปล่า ไม่จริงเลย ผมรู้จักเขาดี แต่ไม่เคยเป็นผู้ช่วยให้เขา

สนธยา : อ้าว ข้อมูลผิดพลาด

เบอนัวต์ : นั่นแหละ ผมก็ไม่รู้ว่าทำไม แคลร์ส เดอนีส์ (Claire Denis ผู้กำกับหญิงที่โด่งดังมากจากเรื่อง Beau Travail และ Trouble Everyday – สนธยา) เธอเคยเป็นผู้ช่วยให้ รีแวตต์ คุณรู้จักเธอใช่ไหม แล้ว รีแวตต์ ก็เคยเป็นผู้ช่วยให้ ฌอง เรอนัวร์(28) (หัวเราะ)

สนธยา : คุณพูดถึง มาร์เกอร์ริต ดูราส์ หน่อยได้ไหม ทั้งในฐานะคนทำหนังและในฐานะของนักเขียน

เบอนัวต์ :ในฐานะของนักเขียน?

สนธยา : ทั้งสองอย่าง

เบอนัวต์ : ผมชื่นชมหนังเรื่องแรกๆ ของเธอมาก สมัยที่ผมเป็นผู้ช่วยผู้กำกับผมเคยมีเพื่อนคนหนึ่งเป็นผู้ช่วยผู้กำกับให้เธอ ตอนนั้นเราอายุน้อยมาก แค่ 22-23 ปี ช่วงนั้น ดูราส ทำหนังอย่างน้อย ปีละ 2 เรื่อง

สนธยา : มากขนาดนั้น?

เบอนัวต์ : ครับ เพราะเธอเลิกเขียนหนังสือแล้ว เธอถ่ายหนังเสร็จก่อนแล้วค่อยเขียนเป็นหนังสือทีหลังเวลาที่คุณเป็นผู้ช่วยให้เธอนั้นหมายถึงว่าต้องอยู่กับเธอตลอดทั้งปี หนัง 2 เรื่องต่อปี เพื่อนผมเขารู้ว่าผมชอบหนังของเธอ เขาก็เลยบอก ดูราส ว่าเขาทำต่อไม่ไหวแล้ว แต่จะหาเพื่อนมาแทนให้ก่อนแล้วพออีก 2 เรื่องในปีนี้ผ่านไป เขาก็จะกลับมาช่วยใหม่ ผมก็เลยได้รู้จักเธอ สนิทสนมกับเธอ แล้วหลังจากนั้น เธอก็ไม่เคยเรียกเพื่อนผมกลับมาช่วยงานอีกเลย (หัวเราะกัน) ผมก็ทำงานกับเธอไปเรื่อย ๆ ประมาณ 2 ปี ได้มั้ง ผมยังหนุ่มอายุแค่ 25-26 ปี ผมชอบการเป็นผู้ช่วยผู้กำกับให้เธอ จนผมเกือบลืมไปว่าผมอยากทำหนังของตัวเองด้วยเหมือนกัน และ มาร์เกอร์ริต ดูราส เธอเป็นคนเตือนให้ผมจำได้ว่าผมมาเป็นผู้ช่วยในตอนแรกเพราะอะไร บทหนังเรื่องแรกของผม ผมเขียนขึ้นในตอนที่ช่วยเธอทำเรื่อง India Song ตอนที่ผมเป็นผู้ช่วยให้เธอ ผมก็รู้สึกเหมือนได้ทำหนังของตัวเองไปพร้อม ๆ กับเธอ เพราะเธอก็ไม่ได้รู้อะไรด้านหนังมากนัก เธอสั่งแอ็คชั่นไม่ค่อยเป็น ทั้งกองถ่ายเราคุย ร้องเพลง กินดื่ม เต้นรำ อะไรทำนองนั้น เรื่องหนังเธอไม่รู้มากนัก เธอจึงต้องการมือขวา แต่เธอก็สนิทกับผมพอที่จะรู้ว่าความฝันของผมคือทำหนังเอง แล้วต่อให้มันเป็นประโยชน์กับตัวเธอที่ผมลืมเรื่องทำหนังไป แต่เธอก็เสียดายแทนผม เพราะเธอแท้ ๆ ถึงทำให้ผมเริ่มกำกับหนัง ผมคิดอยู่เสมอว่าจะเป็นวันใดสักวันหนึ่ง แต่ที่ได้เริ่มจริง ๆ ก็เพราะเธอนั่นแหละ แต่เธอก็ไม่ได้ชอบหนังเรื่องแรกของผมนะ (หัวเราะกัน)

สนธยา : เธอไม่ชอบหนังเรื่องแรกของคุณ?

เบอนัวต์ : เธอไม่ชอบ แต่หลังจากนั้นเธอก็บอกว่าหนังดี ดีมาก ๆ แต่ครั้งแรกที่เธอดู ผมรู้ว่าเธอไม่ค่อยชอบมันเท่าไรนัก อ้อ ในหนังเรื่องนั้นมีเสียงเธอพูดด้วย

สนธยา : นั่นมันสมัยก่อนที่คุณจะทำ The Disenchanted

เบอนัวต์ : ก่อนหน้านั้นนาน นั่นมันสมัยปี 74-75

กัลปพฤกษ์ : คุณออกเสียงชื่อเธอ ดูราส หรือ ดูราส์ ?

เบอนัวต์ : ดูราส แต่คนฝรั่งเศสที่เกลียดหนังเธอจะชอบล้อชื่อเธอ (หัวเราะกัน)

กัลปพฤกษ์ : ผมอยากถามเกี่ยวกับหนังเรื่องอื่นของคุณ L’école de la chair (School of Flesh) คุณดัดแปลงจากนิยายญี่ปุ่น ยูกิโอะ มิชิม่า (อ่านเพิ่มเติมในบุ๊คไวรัส เล่ม 1)

เบอนัวต์ : ผมชอบ มิชิม่า มาก แต่หนังเรื่องนี้เป็นไอเดียของผู้อำนวยการสร้าง เขาบอกให้ผมลองทำเรื่องนี้ดู มันไม่ใช่ไอเดียของผมแต่แรก

กัลปพฤกษ์ : มันน่าแปลกที่พอกลายเป็นหนัง มันกลายเป็นหนังที่ดูเป็นหนังฝรั่งเศสเอามาก ๆ มันดูไม่ออกว่ามาจากนิยายญี่ปุ่น น่าทึ่งมาก ๆ เลย

เบอนัวต์ : สำหรับผมรู้สึกตลกที่ได้ทำหนังเรื่องนี้ แต่คนญี่ปุ่นไม่ชอบนะ เพราะมันเป็นหนังเรื่องเดียวของผมที่ไม่ได้ฉายในญี่ปุ่น น่าสนใจนะที่มันสร้างจากนิยายญี่ปุ่น แต่คนญี่ปุ่นกลับไม่ชอบ

กัลปพฤกษ์ : บางทีเพราะมันดูเป็นฝรั่งเศสเกินไป?

เบอนัวต์ : ดูฝรั่งเศสไป แต่มันมีที่มาจากนิยายญี่ปุ่น มันกลับตาลปัตร

กัลปพฤกษ์ : L’Ecole de le Chair ได้ฉายที่คานส์ใช่ไหมครับ ปี 1998 มันมีหนังฝรั่งเศสอีกเรื่องที่ฉายในสาย Un Certain Regard ชื่อ Tokyo Eyes กำกับโดย ฌอง-ปิแอร์ ลิโมแซ็ง (Jean-Pierre Limosin) คุณเคยดูไหม

เบอนัวต์ : ไม่ได้ดูครับ

กัลปพฤกษ์ : หนังเรื่องนั้นคนฝรั่งเศสสร้าง แต่กลายเป็นหนังญี่ปุ่นมาก ๆ คนละอย่างกับหนังคุณ

เบอนัวต์ : ผมรู้ เป็นญี่ปุ่นมาก ๆ ใช่ ๆ

กัลปพฤกษ์ : บังเอิญเป็นหนังฝรั่งเศส 2 เรื่อง ที่อยู่ในงานเมืองคานส์ปีเดียวกัน มันเหมือนต่างเป็นด้านกลับของกันและกัน ผมดู 2 เรื่องนี้ในเทศกาลหนังฝรั่งเศสในกรุงเทพฯ ปีเดียวกัน

สนธยา : คุณคิดว่าหนังของคุณในกลุ่มที่เน้นตัวละครเด็กสาวเป็นตัวหลักนั้นเป็นหนังส่วนตัวมากกว่าหนังอย่าง Pas de Scandale หรือ Sade หรือเปล่า?

(จากซ้ายไปขวา) ฌานน์ มอร์โร, เฌอราร์ด เดอปาดิเญอ และมาร์เกอริต ดูราส

เบอนัวต์ : ดูเหมือนเป็นอย่างนั้นครับ แต่ผมไม่แน่ใจ หนังที่มีตัวละครเด็กสาวเป็นตัวเอกอย่างเรื่องที่ อิซิลด์ เล่น หรือเรื่องที่แสดงโดย เวอร์จิเนีย เลดัวแย็ง(29) หรือ จูดิธ โกเดรช(30) ทั้งหมดนี้ต่างเป็นหนังที่เริ่มมาจากความตั้งใจของผม ส่วนหนังเรื่องอื่น ๆ นั้นมาจากการริเริ่มของผู้อำนวยการสร้างกับดารา

สนธยา : คุณค้นพบ จูดิธ โกเดรช ใช่ไหม มันเป็นหนังเรื่องแรกที่เธอแสดงหรือเปล่า

เบอนัวต์ : ใช่ เอ้อ... เปล่า เธอเคยเล่นหนังมาเรื่องหนึ่ง หนังของ ฌาคส์ ดัวญง(31) คือเรื่อง Le Fille de quinze ans

สนธยา : คุณสนิทกับ ฌาคส์ ดัวญง กับ โอลิวิเยร์ อัสซายาส (Olivier Assayas) ใช่ไหม

เบอนัวต์ : ครับ ผมรู้จักพวกเขาดี อัสซายาส เป็นเพื่อนสนิทที่สุดคนหนึ่งของผม

สนธยา : ผมเห็นคุณเดินมาที่นี่ด้วยกันเมื่อวันก่อน (วันฉายหนังเรื่อง Clean ของอัสซายาส)

เบอนัวต์ : เราสองคนสนิทกันดี ไม่ใช่ในทางหนังแต่ในความเป็นเพื่อน (หัวเราะ)

สนธยา : ใครที่คุณคิดว่าเป็นผู้กำกับหนังที่ถูกมองข้าม

เบอนัวต์ : ฟิลิปป์ การ์เรล (Phillippe Garrel) คุณเคยดูหนังเขาไหม?

สนธยา : แค่เรื่องเดียว (La naissance de l’amour / The Birth of Love)

เบอนัวต์ : ฟิลิปป์ การ์เรล เป็นผู้กำกับที่ยิ่งใหญ่มาก ยิ่งใหญ่จริง ๆ เขามีความเป็นศิลปินสูงมาก ผมคิดว่าเขาเป็นหนึ่งใน 3 – 4 สุดยอดของผู้กำกับฝรั่งเศส หนังของเขาหาดูยาก แต่ผมคิดว่าเขาเป็นคนทำหนังที่ยิ่งใหญ่มาก

สนธยา : (หัวเราะ) ตอนเราสัมภาษณ์ อัสซายาส เมื่อวันก่อนเขาก็พูดแบบเดียวกันเลย (หัวเราะกัน) มีผู้กำกับคนไหนอีกไหมครับที่ถูกมองข้าม

เบอนัวต์ : ถ้า อัสซายาส กับผมตอบเหมือนกัน คุณแน่ใจได้เลยว่ามันเป็นความจริง (หัวเราะกัน)

สนธยา : แล้วผู้กำกับประเทศอื่น ๆ ล่ะครับ

เบอนัวต์ :ยากที่จะตอบได้ มันขึ้นกับวาระโอกาสการทำหนังของแต่ละคนที่จะได้พบกับกลุ่มคนดู นักวิจารณ์หนัง เทศกาลหนัง ซึ่งสำหรับแต่ละคนก็มีวาระเวลาต่างกัน อย่าง การ์เรล ถึงกลุ่มคนดูจะมีจำกัดแต่ก็มีที่ทางของตัวเอง แต่ถ้าเมื่อไรที่ใครก็ตามออกจากถิ่นตัวเองเปลี่ยนไปทำหนังถิ่นอื่นในแบบอื่น ๆ ผลออกมาก็มักจะแย่

สนธยา : แต่ภายนอกฝรั่งเศสแล้ว พวกเขาไม่เป็นที่รู้จักนี่อย่าง มอริส เพียลาต์(32), ฌอง ยูสตาช(33)

เบอนัวต์ : นั่นแหละ คุณเอ่ยถึงบางคนที่มีชื่อเสียงในฝรั่งเศสมาก ๆ เราไม่รู้ว่าเขาเป็นที่รู้จักมากน้อยแค่ไหนที่นอกประเทศ แต่ ยูสตาช ก็เป็นคนทำหนังคนสำคัญคนหนึ่ง ตามมหาวิทยาลัยในอเมริกาจะรู้จักเขาดี กรณีเดียวกับหนังผม นิวยอร์คก็เหมือนกับเมืองใหญ่ ๆ ตามยุโรป

สนธยา : คุณใส่ฉากมวยไทยใน L’école de la chair ?

เบอนัวต์ : อาจจะใช่ ผมจำไม่ได้

สนธยา : แต่เมื่อคืนก่อนคุณไปดูมวยไทยมาไม่ใช่หรือครับ

เบอนัวต์ : มวยไทยเมื่อคืนก่อน? อ้า ใช่ แต่ใน L’école de la chair ตัวเด็กหนุ่มเล่นมวยไทยเหรอ ผมจำไม่ได้แม้กระทั่งมีฉากมวยในหนัง (หัวเราะ)

สนธยา : ตอนคุณไปดูมวยไทยที่สนามมวย คุณคิดยังไง

เบอนัวต์ : ผมชอบมาก มันสวยงามมาก ผมชอบกีฬารุนแรงมาก ๆ

สนธยา : คุณชอบดูอย่างเดียวใช่ไหม ไม่ได้เล่นเอง?

เบอนัวต์ : ผมชอบเล่น แต่เตะไม่เก่ง

สนธยา : อยากเห็นจัง

เบอนัวต์ : ครับ แต่อย่าเข้าใกล้นะ (หัวเราะ)

สนธยา : เวลาที่คุณกำกับ อิซาแบลล์ อูปแปร์ต (Isabelle Huppert นักแสดงหญิงชาวฝรั่งเศสจากเรื่อง The Lacemaker, The Piano Teacher) คุณคิดว่าในหนังที่เธอแสดงให้คุณนั้น เธอดูต่างจากที่เธอเล่นให้คนอื่นหรือเปล่า

เบอนัวต์ : ผมทำหนังกับเธอมา 4 เรื่องแล้ว ผมว่าเธอเป็นตัวเธอเองเสมอไม่ว่าในหนังของใคร

สนธยา : รวมทั้งของคุณเอง?

เบอนัวต์ : เธอคงเดิมเสมอรวมทั้งในหนังของผม เธอเหมือนคำกิริยา “เป็น อยู่ คือ” (is, am, are) ที่ยังคงตัวตนของเธอเสมอ แต่มีวิธีที่แตกต่างกันในการอธิบายให้เห็นเป็นหลายความหมาย

สนธยา : แต่ไม่ใช่เหมือนเดิมตลอด?

เบอนัวต์ : ไม่เหมือน นักแสดงที่เก่งจะเหมือนเดิมตลอดไม่ได้ อิซาแบลล์ อูปแปร์ต เป็นหนึ่งในดาราที่คุณจะเห็นภาพรวมของเธอถ้าคุณได้ดูหนังของเธอทุกเรื่อง จากบทที่แตกต่างกันแต่ละบทที่เธอเล่นมา คุณสามารถมองเห็นภาพเหมือนของตัวเธอเอง (self-portrait) ในฝรั่งเศสดาราบางคนเป็นแบบนั้น อย่าง อิซาแบลล์ อัดจานี่ ก็อีกคนหนึ่ง (Isabelle Adjani นักแสดงหญิงจาก Story of Adele H., Camille Claudel และ Posession)

สนธยา : คุณชอบทำหนังเล็ก ๆ มากกว่าหนังใหญ่ ๆ ไหม

เบอนัวต์ : ไม่ ผมชอบทำทุกแบบ

สนธยา : แต่การทำหนังทุนหนาไม่กดดันคุณเลย?

เบอนัวต์ : ไม่เลย เว้นแต่ถ้าผมต้องทำหนังใหญ่ ๆ ติดต่อกัน ผมต้องขอทำหนังเล็ก ๆ สลับบ้างสักเรื่อง จำเป็นมากเลยทีเดียว

สนธยา : คุณรู้สึกอิสระมากกว่า หายใจได้คล่องขึ้น

เบอนัวต์ : อาจจะใช่ มันอิสระในแง่หนึ่งที่สุดขั้ว มันหมายความว่าถ้ามันออกมาไม่ดีมันก็แค่ความผิดของผม ส่วนเวลาที่ผมทำหนังเพื่อผู้อำนวยการสร้างหรือดารา ถ้าผมหรือใครไม่ชอบ ผมก็พูดได้ว่าไม่ใช่ความผิดของผมสักหน่อย ขอโทษด้วย ผมทำดีที่สุดแล้ว ผมทำเต็มที่

สนธยา : คุณยังทำหนังสารคดีสลับกับหนังเรื่องแต่ง (fiction) อยู่อีกหรือเปล่า?

เบอนัวต์ : ช่วงปีหลัง ๆ นี้ ผมไม่ได้ทำหนังสารคดีเลย ผมทำหนังใหญ่เป็นส่วนมาก

สนธยา : ตอนคุณทำหนังสารคดี มันเป็นงานรับจ้างเฉย ๆ หรือว่าเป็นงานที่คุณริเริ่มเอง?

เบอนัวต์ : ทุกครั้งเป็นงานที่ผมรับจ้างทำ เขาเสนอโครงการที่คิดว่าผมจะสนใจหรือชอบพอที่จะตอบรับอยู่แล้ว

สนธยา : คุณเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมเกี่ยวกับหนังที่คุณทำจากบทของ มาร์เกอริต ดูราส ซึ่งสร้างจากเรื่องสั้นของ เฮนรี่ เจมส์ ชื่อ The Beast in the Jungle

เบอนัวต์ : La Bete Dans la Jungle (พูดชื่อหนังภาษาฝรั่งเศส) มันเป็นละครเวทีที่ดัดแปลงจากเรื่องของ เฮนรี่ เจมส์ แต่เขียนบทโดย ดูราส ผมถ่ายมันโดยคงลักษณะของละครเวทีไว้ ถ่ายในสตูดิโอทั้งเรื่อง

สนธยา : คุณไม่ได้ดัดแปลงมันให้เป็นภาษาหนังเหรอครับ

เบอนัวต์ : ผมสร้างฉากในสตูดิโอขึ้นมาโดยคงลักษณะของละครเวทีไว้ครบถ้วน เหมือนการบันทึกภาพของละครเวที แทนที่จะแปลงให้เป็นภาษาหนัง ผมชอบทำงานลักษณะนี้

สนธยา : ดูราส ชอบหนังเรื่องนี้ไหมครับ

เบอนัวต์ : เธอชอบมากเลย เรื่องนี้เธอชอบจริง ๆ (หัวเราะ)

สนธยา : เธอไม่ใช่คนทำหนังประเภทที่ชอบออกคำสั่งใช่ไหมครับ

เบอนัวต์ : เธอชอบให้ผมเป็นหัวหน้า เธอไม่ชอบสั่งงานเอง สำหรับเธอแล้วการทำหนังเป็นเหมือนงานปาร์ตี้ที่ยาวนาน ซึ่งเธอก็ถูกแหละ มันเป็นเหมือนปาร์ตี้ที่ยาวนาน

สนธยา : ร้องเพลง เต้นรำ...

เบอนัวต์ : ........ ทำกับข้าว คุยกัน หัวเราะ สนุกกับ ฌานน์ มอร์โร กับ เจอราร์ด เดอปาดิเญอ คุณรู้ไหม วันหนึ่งเธอถ่ายหนังช็อตภาพไกลแค่ช็อตหนึ่ง วันหนึ่งเธอถ่ายแค่ช็อตเดียว แจ๋วมาก (หัวเราะกัน)

สนธยา : แต่หนังของเธอแทบไม่ทำเงินเลยใช่ไหมครับ

เบอนัวต์ : แต่มันก็ลงทุนถูกมาก ๆ มันก็ทำสตางค์ได้ดีสำหรับผู้อำนวยการสร้างนะ เธอถ่ายหนังเสร็จภายใน 3 อาทิตย์ ใช้ฉากไม่กี่ฉาก ถ้าทีมงานไม่ได้พักในบ้านเธอ ก็อยู่ในบ้านของเพื่อน ๆ ค่าแรงผมได้เป็นรายปี มันต่างจากหนังเรื่องอื่น ๆ นักแสดงก็เหมือนมาแสดงให้หนังของเพื่อนๆ ฉะนั้นในแง่ทุนสร้างและผลกำไรสำหรับคนออกทุนแล้ว มันคุ้มมาก

สนธยา : แต่มันก็ไม่ได้ฉายหลายโรงใช่ไหม

เบอนัวต์ : ไม่กี่โรงก็พอแล้ว ถึงฉายโรงเดียวคนก็เต็มโรง ตลอดการเข้าฉาย 3-4 เดือน

สนธยา : ช่วงหลังเธอชอบทำหนังมากกว่าเขียนหนังสือใช่ไหมครับ

เบอนัวต์ : มีช่วงประมาณ 10 ปี ที่แนวการทำงานของเธอคือ ทำหนังก่อนแล้วค่อยมาเขียนเป็นนิยายอีกที มันเหมือนกับปรุงสูตรอาหารในครัว เธอต้องลองทำเป็นหนังก่อนแล้วเธอจึงจะเขียนเป็นหนังสือได้ ตอนที่เธอแต่งเรื่อง L’ Amant (The Lover) เธอเริ่มกลับมาเขียนหนังสือจริงจังอีกครั้ง เพราะว่าประสบความสำเร็จมาก หนังของ ฌอง –ฌ้าคส์ อันโนด์ ที่สร้างออกมาก็ดังมาก เธอก็เลยกลับมาเขียนหนังสือจริงจัง

สนธยา : ตัวคุณเองชอบหนังเรื่องแรก ๆ ของเธอมากกว่าใช่ไหม อย่าง Nathalie Granger

เบอนัวต์ : ครับ ผมชอบ Nathalie Granger มาก ๆ ผมทำเรื่องนั้น ผมรู้จักเธอครั้งแรกตอนไปทำเรื่องนั้น แต่ผมก็ชอบเรื่องก่อนหน้านั้น ก่อนที่ผมจะรู้จักเธออีก...... หนังเรื่อง La Musica คุณรู้จักไหม

สนธยา : รู้จักแค่ชื่อ

เบอนัวต์ : โอ หนังดีมาก งดงามมากจริง ๆ เดลฟีน เซย์ริก แสดง เป็นหนังขาวดำ (เธอแสดงใน India Song งานเด่นอีกเรื่องของ ดูราส ด้วย – สนธยา)

สนธยา : มันน่าเสียดายที่ว่าทั้งหนังของ มาร์เกอริต ดูราส กับหนังของคุณไม่เคยเข้าฉายตามโรงภาพยนตร์เมืองไทยในโปรแกรมปกติทั่วไป

เบอนัวต์ : ไม่เคยเลย?

สนธยา : ยกเว้นแต่ที่ฉายในสมาคมฝรั่งเศส

เบอนัวต์ : แล้วผมจะทำยังไงได้?

สนธยา : คุณต้องทำหนังแอ็คชั่นฮอลลีวู้ด

เบอนัวต์ : อ้า ใช่ โอเค ๆ (หัวเราะ) ผมจะลองดู

สนธยา : ผมว่าอย่าดีกว่า (หัวเราะ) คุณทำอย่างที่ทำนี่แหละดีอยู่แล้ว

เบอนัวต์ : คุณว่างั้นเหรอ แต่ผมลองดูก็ได้นะ ผมอยากลองเหมือนกัน แต่ยังไม่มีใครให้ลอง (หัวเราะกัน)

สนธยา : ยังไม่มีเหรอครับ ฮอลลีวู้ดยังไม่เสนอมาหรือครับ

เบอนัวต์ : ฮอลลีวู้ดเสนอมา 2-3 ครั้ง โอ้ แต่ตอนนี้มีอยู่คนหนึ่ง ผมจำชื่อผู้อำนวยการสร้างไม่ได้ คนแคลิฟอร์เนียชื่อดังคนหนึ่ง เขาถามผมเมื่อ 3-4 เดือนก่อนว่าสนใจทำหนังชีวประวัติของ ปุชชินี่ ไหม (Puccini คีตกวีชาวอิตาเลี่ยน-สนธยา) แต่ผมอยากทำหนังจากเรื่อง ‘1934’ ของ โมราเวีย ทำเป็นหนังพูดภาษาอังกฤษคนอเมริกันแสดง ผมอยากจะติดต่อ เจค กิลเลนฮาล
จาก Donnie Darko ผมชอบเขามาก ๆ

(คุณ บอนนี่ โวแลนด์ เอเย่นต์ที่นั่งร่วมโต๊ะ รีบโพล่งขึ้นว่า บังเอิญเธอรู้จักกับครอบครัวของ กิลเลนฮาล เป็นการส่วนตัว)

เขาอายุ 23-24 ปี เล่นหนังมาเยอะ แต่ยังไม่ดังเท่าไหร่ ผมอยากติดต่อเขา ผมมีเพื่อนที่ลอสแองเจลิส ที่หวังว่าจะช่วยติดต่อให้ได้

(คุณ บอนนี่ เสริมว่าถ้าอยากให้เธอช่วยก็บอกได้)

สนธยา : คุณได้ข้อเสนอให้ทำหนัง ปุชชินี่ หลังจากที่ทำหนังโอเปร่าเรื่อง Tosca หรือเปล่า

เบอนัวต์ : ใช่ครับ ผู้อำนวยการสร้างคนนี้เขาดู Tosca ที่แอลเอ แล้วหลังจากนั้นเขาก็อยากให้ผมทำ ปุชชินี่ แต่ผมปฏิเสธเขาไปแล้ว ผมอาจจะคิดผิดก็ได้

สนธยา : ช่วยพูดเกี่ยวกับหนังจากนิยายของ อัลแบร์โต้ โมราเวีย ที่คุณอยากทำให้หน่อย

เบอนัวต์ : 1934 คือชื่อหนังสือ เป็นเรื่องที่เกิดในเมืองคาปรี งดงามมาก วิปริตมาก ๆ (หัวเราะ)

สนธยา : เป็นเรื่องแบบถ้ำมองอะไรอย่างนี้หรือเปล่า

เบอนัวต์ : ไม่ค่อยตรงนัก มันเน้นการแสดงมากกว่าการถ้ำมอง

สนธยา : คล้าย ๆ เรื่อง Sade ของคุณใช่ไหม (Sade เป็นการแต่งเติมเรื่องขึ้นใหม่โดยอิงตัวละคร มาร์กีส์ เดอ ซาด นักเขียนฝรั่งเศส ผู้แต่ง Salo: 120 Days of Sodom ซึ่งชื่อ “ซาด” กลายเป็นที่มาของคำว่า ซาดิสม์ – สนธยา)

เบอนัวต์ : ในแง่หนึ่งอาจใช่ คุณได้ดู Sade ที่ไหน ที่สมาคมฝรั่งเศสรึเปล่า

สนธยา : เออ...

เบอนัวต์ : ผมน่าจะเดาออก (หัวเราะ)

สนธยา : ดีวีดีผี

(คุณ บอนนี่ หัวเราะแล้วแซวว่าผมต้องจ่ายสตางค์ให้ เบอนัวต์ เธอบอกว่าเขาไม่โกรธหรอก แค่เขาเห็นว่าเราชอบหนังเขา เขาก็พอใจแล้ว)

สนธยา : คุณอยากทิ้งท้ายอะไรให้ผู้ชมชาวไทยบ้างไหม ... ผมหวังว่าคุณประสบผลสำเร็จในการฉายหนังที่นี่

เบอนัวต์ : แค่คุณชอบหนัง นั่นก็ถือว่าผมประสบความสำเร็จแล้ว

สนธยา : ขอบคุณครับ

(สัมภาษณ์วันที่ 21 มกราคม 2548 ที่เมเจอร์ซีเนเพล็กซ์ เซ็นทรัลเวิลด์พลาซ่า โดยในวันนั้นภาพยนตร์เรื่อง Right Now ได้ฉายเป็นรอบที่ 2 ถัดจากการฉายครั้งแรกที่โรงภาพยนตร์สยาม)

ภาพยนตรานุกรม Benoît Jacquot

1976 The Musician Killer (L’ assassin musicien)

1977 Closet Children (Les enfants du placard)

1982 The Wings of the Dove (Les ailes de la colombe)

1986 Lost with All Hands

1988 The Beggars

1990 The Disenchanted [La Désenchantée]

1993 Marguerite Duras: La mort du jeune aviateur anglais (เบอนัวต์ ฌ้าคโค่ท์ ถ่าย มาร์เกอริต ดูราส์ นั่งเล่าเรื่อง The Death of the English Aviator) 36 นาที Écrire (เบอนัวต์ ฌ้าคโค่ท์ ถ่าย มาร์เกอริต ดูราส์) 44 นาที

1994 3,000 Scenarios to Combat a Virus

1995 A Single Girl [La fille seule]

1997 Seventh Heaven (Le septieme ciel)

1997 Marianne

1998 The School of Flesh [L’école de la chair]

1998 Par Coeur

1999 No Scandal [Pas de scandale]

2000 False Servant (La fausse suivante)

2000 Sade

2001 Tosca

2002 Adolphe

2004 Right Now [À tout de suite]

(หมายเหตุ: บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ถูกแก้ไขเพิ่มเติมจากตัวบทเดิมที่เคยตีพิมพ์ในนิตยสาร Pulp ฉบับเดือนมีนาคม 2548 และนอกจากนั้นยังได้เสริมเชิงอรรถเพื่อความสะดวกในการทำความเข้าใจชื่อบุคคลต่างๆ)

เชิงอรรถ

1. ข่าวว่าหนังวีดีโอดิจิตอลของเธอเรื่อง Demi-Tarif (1/2 price) ที่เกี่ยวกับเด็กพี่น้องซึ่งถูกผู้ปกครองทอดทิ้งให้อยู่ลำพัง (เนื้อหาคล้ายหนังญี่ปุ่น Nobody Knows) นั้นได้คำเชียร์เต็มที่จาก คริส มาร์แกร์ ผู้กำกับหนังประหลาดระดับตำนานอย่าง La Jetee, Level 5, Sunless รวมทั้งหนังสารคดีล้ำสมัยอย่าง The Last Bolshevik, The Lovely Month of May และ The Koumiko Story

2. Fritz Lang – ฟริทซ์ ลัง ผู้กำกับเยอรมันที่สร้างผลงานคลาสสิคเช่น M, Destiny, Dr. Mabuse, Metropolis ก่อนอพยพหนีนาซีไปสร้างหนังอเมริกันชั้นยอดอย่าง You Only Live Once, The Big Heat, While the City Sleeps และ Beyond a Reasonable Doubt

3. Henri Langlois – อองรี ลองกลัวส์ เป็นหนึ่งในผู้เห็นคุณค่าของภาพยนตร์เพียงไม่กี่คนที่ช่วยอนุรักษ์ภาพยนตร์หายากจำนวนมาก เขาและ จอร์จส์ ฟรังจู (Georges Franju – ต่อมาเป็นนักทำหนังมีชื่อเสียงโด่งดัง) ร่วมกันสถาปนาซีนีมาเธคฟรองแซส์และหอภาพยนตร์ฝรั่งเศส (เปิดปี 1936) สถานที่ซึ่งคนทำหนังฝรั่งเศสและคนต่างชาติหลายคนรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณในการเติบโตต่อไปเป็นนักทำหนัง เราสามารถเห็นหน้าตาของเขาได้ในภาพข่าวการประท้วงของคนทำหนังกลุ่มนิวเวฟที่รัฐบาลสั่งปลด ลองกลัวส์ ในฉากต้นเรื่อง The Dreamers ของ แบร์นาโด้ แบร์โตลุคชี่

4. Ernst Lubitsch – แอร์นส์ท ลูบิทช์ ผู้กำกับเยอรมันที่ไปทำหนังในฮอลลีวู้ด ผลงานเช่น Trouble in Paradise, To Be or Not to Be, Shop around the Corner และ Heaven Can Wait

5. Howard Hawks – ฮาวเวิร์ด ฮอคส์ ผู้กำกับอเมริกันที่รับมือกับโจทย์หนังได้ทุกแนว หนังอาชญากรรมฟิล์มนัวร์, หนังเพลง, หนังคาวบอย, หนังแข่งรถ โดยทุกเรื่องมีอารมณ์ขันรุกรับกับบทพูดที่เฉียบคมระหว่างดารานำชายและดารานำหญิง ผลงานคลาสสิคเช่น Only Angels Have Wings, The Big Sleep, Hatari, Rio Bravo, Gentlemen Prefer Blondes, El Dorado และ Red Line 7000

6. Joseph L. Mankiewicz – โจเซฟ แอล. แมนคีวิช สร้างชื่อจากการเป็นผู้กำกับที่เขียนบทหนังและอำนวยการสร้างเอง บทหนังของเขาโดดเด่นด้านบทพูดเป็นพิเศษ ผลงานที่รู้จักกันดีที่สุดคือ All About Eve, Letter to Three Wives, The Barefoot Contessa, The Quiet American, และ Suddenly Last Summer

7. Sacha Guitry – ซาช่า กีทรี่ ผู้กำกับฝรั่งเศสที่ก้าวมาจาการเป็นนักแสดงและนักเขียนบทละครเวที หนังหลายเรื่องของเขาเช่น Pasteur, Les Perles de la couronne, Le Diable boiteux นั้นดัดแปลงมาจากบทละครของเขาเอง แต่ผลงานที่ถือกันว่าเป็นการบุกเบิกการใช้เสียงบรรยายเชื่อมซีนเหนือชั้นกว่าบทพูดตามปกคิทั่วไป และมีอิทธิพลต่อ อแลง เรส์เน่ส์ (Hiroshima, Mon Amour) และคนทำหนังยุคนิวเวฟแห่งทศวรรษ 60 คือเรื่อง Le Roman d’ un tricheur (1936)

8. Marcel Pagnol – มาร์แซล ปาญโญล ก้าวมาจากนักเขียนบทละครเวทีเช่นเดียวกับ ซาช่า กีทรี่ ต่อมาเมื่อทำหนังเป็นที่รู้จักกันดีจากการทำงานเข้าขากับกลุ่มนักแสดงของเขา อย่าง แฟร์น็องเดล, ปิแอร์ เฟรสเนย์ และ ชาร์แป็ง ผลงานคลาสสิคของพวกเขาก็เช่น หนังไตรภาคเรื่อง Marius, Fanny และ Cesar ต่อมาเขาเขียนนิยายอัตชีวประวัติเรื่อง My Father’s Glory และMy Mother’s Castle ต่อมาผลงานทั้งสองเล่มถูกผู้กำกับรุ่นหลัง- อีฟส์ โรแบร์ทส์ นำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ที่รู้จักกันดีในอเมริกา

9. Arnaud Desplechin – อาร์โนด์ เดสเปลแช็ง ผู้กำกับรุ่นทศวรรษ 90 ที่มีผลงานเด่นเช่น La Sentinelle, Esther Kahn, Comment je me suis dispute…(Ma Vie Sexuelle)

10. Cedric Kahn – เซดริค คาห์น ผู้กำกับหนุ่มรุ่นไล่เลี่ยกับ อาร์โนด์ เดสเปลแช็ง ผลงานสร้างชื่อของเขาคือ Bar des Rails, L’ Ennui และ Red Lights (อ่านเพิ่มเติมใน บุ๊คไวรัส เล่ม 1 (M = Moravia, L’ Ennui)

11. Pierre de Marivaux – ปิแอร์ เดอ มาริโวซ์ นักเขียนบทละครชาวฝรั่งเศสในสมัยศตวรรษที่ 18 ผลงานของเขาได้แก่เรื่อง La Vie de Marianne (ชีวิตของมาเรียน) ซึ่ง เบอนัวต์ ฌ้าคโค่ต์ ดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ นำแสดงโดย เวอร์จินี เลโดแย็ง (ที่ต่อมาแสดงคู่กับ เลโอนาร์โด้ ดีคาปริโอ้ใน The Beach) นอกจากนั้น The False Servant ก็เป็นนิยายอีกเรื่องที่ เบอนัวต์ ทำจากนิยายของ มาริโวซ์ หากสนใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับ มาริโวซ์ กรุณาหาอ่านเรื่องย่อ ‘กลกามเทพและบุพเพสันนิวาส หรือ ความรักและโชคชะตา’ หรือ Le Jeu de l’ Amour et du Hasard (1730) ลงตีพิมพ์ใน ‘เล่าเรื่องจากวรรณคดีฝรั่งเศส’ สำนักพิมพ์แพร่พิทยา เรียบเรียงโดย ‘จิตเกษม’

12. Fyodor Dostoyevsky – ฟีโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี้ นักเขียนชาวรัสเซียซึ่งคนไทยรู้จักกันดีจากงานเปิดโปงใจมนุษย์เช่น อาชญากรรมและการลงทัณฑ์, พี่น้องคารามาซอฟ, บันทึกจากใต้ถุนสังคม และ คืนสีขาว โดยบทแรกของผลงานเรื่อง Netochka Nezvanova ซึ่ง ดอสโตเยฟสกี้ ยังแต่งไม่จบ ได้เป็นแรงบันดาลใจให้ เบอนัวต์ ฌ้าคโค่ต์ นำไปสร้างหนังเรื่องแรกของเขาคือ The Musician Killers (1974)

13. Henry James – เฮนรี่ เจมส์ นักเขียนชาวอเมริกันที่มักแต่งเรื่องการเดินทางไปยุโรปของอเมริกันชน ผลงานของเขาถูก จอห์น ไอวอรี่- อิสมาอิล เมอร์แชนต์ สองราชาหนังย้อนยุคและคนทำหนังหลายคนนำไปสร้างหนังหนังมากมาย อาทิ The Europeans, The Bostonians, Daisy Miller, The Green Room, The Innocents, The Portrait of a Lady, Washington Square, The Heiress โดย เบอนัวต์ ฌ้าคโค่ต์ เคยดัดแปลงงานของเขาสองเรื่อง คือ The Wings of the Dove และ The Beast of the Jungle อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เฮนรี่ เจมส์ ใน ‘อาณาจักรของเฮนรี่ เจมส์’ ของ ดร.มล. อานันท์ชนก พานิชพัฒน์ หรืออ่าน J = James ในบุ๊คไวรัส เล่ม 1

14. Jorge Luis Borges – ฆอร์เฆ้ หลุยส์ บอร์เฆส นักเขียนชาวอาร์เจนติน่าผู้บุกเบิกการประพันธ์แนวใหม่ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บุ๊คไวรัส เล่ม 1 และ 2

15. Yukio Mishima – ยูกิโอะ มิชิม่า นักเขียนญี่ปุ่นหัวรุนแรงที่ชาวไทยรู้จักกันดีจากผลงานหลายเรื่องที่แปลเป็นไทย อ่านเพิ่มเติมที่ บุ๊คไวรัส เล่ม 1 และ 2 หรือหาดูหนังของ พอล ชเรเดอร์ เรื่อง Mishima อำนวยการสร้างโดย ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า

16. Alberto Moravia – อัลแบร์โต้ โมราเวีย นักอ่านชาวไทยรู้จักนักเขียนอิตาเลี่ยนท่านนี้ดีเช่นกัน ผลงานเช่น นางกลางโรม

17. F. W. Murnau – ฟรีดริช วิลเฮล์ม มัวร์เนา ผู้กำกับเยอรมันที่ภายหลังอพยพไปทำหนังในอเมริกา ผลงานเช่น Nosferatu, Faust, Tartuffe และ Sunrise

18. Claude Chabrol – คล้อด ชาโบรล อาชญภาพยนตร์มีเขาเป็นอัจฉริยะหน้าศาลเตี้ย ผลงานอาชญากรฉบับคนเดินดินของเขาก็เช่น Le Boucher, Les Biches, Les Bonnes Femmes และงานยอดเยี่ยมมากมาย อ่านเพิ่มเติมในนิตยสาร Pulp ตั้งแต่ฉบับมกราคม-เมษายน 2548

19. Louis Malle – หลุยส์ มาลล์ เป็นคนทำหนังฝรั่งเศสที่ไม่ใจร้ายกับตัวละคร ผลงานของเขาพยายามเข้าอกเข้าใจผู้คนเป็นสำคัญแม้เมื่อทำหนังที่เกี่ยวข้องกับด้านมืด ผลงานเช่น Lift to the Scaffold, Les Amants (The Lovers), Murmur of the Heart, Viva Maria กับ Au Revoir les Enfants นอกจากนั้นเขายังทำหนังในอเมริกาหลายเรื่องเช่น Pretty Baby, Atlantic City และ Vanya on 42nd Street

20. Jean-Pierre Melville – ฌอง-ปิแอร์ เมลวิลล์ คืออีกหนึ่งในอัจฉริยะภาพยนตร์แนวอาชญากรรม โดยเฉพาะเจาะจงแนวแก็งสเตอร์ หัวขโมย หรือมือปืนใจเปลี่ยวอย่างบท อแลง เดอลอง ใน Le Samourai (ต้นแบบ The Killlers ของ จอห์น วู ส่วนผลงานเอกอื่น ๆ ของ เมลวิลล์ ก็เช่น Le Cercle Rouge, Army in the Shadows, หนังโปรดของ เควนติน ตารันติโน่ คือ Le Doulos และ Bob le Flambeur (The Good Thief คือฉบับสร้างใหม่โดย นีล จอร์แดน)

21. Henri Decae ถ่ายหนังคลาสสิคหลายเรื่องเช่น The 400 Blows, Bob le Flambeur และ Le Samourai

22. Anna Karina – อันนา คาริน่า นักแสดงสาวชาวเดนมาร์คที่แสดงหนังฝรั่งเศสหลายเรื่อง หนังดังหลายเรื่องของเธอเป็นผลงานที่เธอแสดงให้ ฌอง-ลุค โกดาร์ สามีของเธอในขณะนั้น ผลงานเช่น Vivre Sa Vie, Alphaville, A Woman is A Woman, Pierrot le fou และ Made in USA ส่วนผลงานอื่นชิ้นโบว์แดงเรื่องอื่น ๆ ที่แสดงให้ ฌาคส์ รีแวตต์ ก็เช่น La Religieuse และ Haut Bas Fragile

23. Jean-Paul Belmondo – ฌอง-ปอล เบลมองโด้ นักแสดงฝรั่งเศสที่โด่งดังจาก Breathless ของ ฌอง-ลุค โกดาร์ ต่อมาเขาผูกขาดการแสดงหนังแอ็คชั่นหลายเรื่องที่คนไทยสมัยหนึ่งเคยรู้จักกันดี รวมทั้งประกบกับ อแลง เดอลอง ใน Borsalino กับ Borsalino & Co. สองเรื่องที่เป็นต้นฉบับให้ “เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้” ฉบับ โจวเหวินฟะ นำแสดง

24. Jeanne Moreau – ฌานน์ มอร์โร นักแสดงหญิงผู้โด่งดังจากหนังยุคทศวรรษ 60 หนังเด่นของเธอคือ Les Amants, La Notte, Jules and Jim, Nathalie Granger , The Bride Wore Black และ Viva Maria รวมทั้งกำกับหนังเรื่อง Lumiere, An Adolescent Girl

25. Jean-Pierre Leaud – ฌอง-ปิแอร์ เลโอด์ นักแสดงที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสดใหม่ในหนังกลุ่มคลื่นลูกใหม่ทศวรรษ 60 ผลงานเช่นหนังชุด อองตวน ดัวเนล (The 400 Blows, Antoine et Colette, Stolen Kisses ฯลฯ) และหนังของ ฌอง-ลุค โกดาร์ เช่น Masculin-Feminin, Made in USA, Week-end และ La Chinoise นอกจากนั้นยังปรากฏตัวในหนังไต้หวันเรื่อง What Time Is It There? ของไฉ่มิ่งเหลียง

26. Boris Karloff – บอริส คาร์ลอฟฟ์ นักแสดงชาวอังกฤษที่โด่งดังจากหนังคลาสสิคฮอลลีวู้ดเรื่อง Frankenstein (1931) ต่อมาแสดงหนังให้ผู้อำนวยการสร้าง วาล ลิวตั้น เช่น Isle of the Dead (1945), The Body Snatchers (1945) และหนังเรื่องแรกของ ปีเตอร์ บ็อกดาโนวิช เรื่อง Targets (1967)

27. Bela Lugosi – เบล่า ลูโกซี่ – นักแสดงเชื้อสายฮังกาเรี่ยน คอหนังรู้จักเขาดีจาก Dracula (1931) ของ ท็อดด์ บราวนิ่ง และ White Zombie (1932) ในสมัยต่อ ๆ มาเขาติดยาเสพติดและกลายเป็นดาราตกอับที่ เอ็ดเวิร์ด ดี. วู้ด ชวนไปแสดงในหนังของเขาหลายเรื่อง เช่น Plan 9 from Outer Space (1958) รายละเอียดมีให้ชมใน Ed Wood (1994) ของ ทิม เบอร์ตั้น

28. Jean Renoir – ฌอง เรอนัวร์ เป็นผู้กำกับรุ่นบุกเบิกแนวทางหนังฝรั่งเศสยุคแรก ๆ เขาเป็นบุตรชายของ ออกุสต์ เรอนัวร์ ศิลปินอิมเพรสชั่นนิสท์ ระดับต้น ๆ ของโลก หนังที่เขาสร้างหลายเรื่องเช่น Grand Illusion (1937) และ Rules of the Game (1939) กลายเป็นงานมาสเตอร์พีซที่คนทำหนังรุ่นต่อมาแทบทุกคนยกย่อง

29. Virginie Ledoyen – เวอร์จินี เลโดแย็ง เป็นหนึ่งในดาราสาวดาวรุ่งของวงการหนังฝรั่งเศส เธอแสดงหนังของ ดัวญง, โอลิวิเยร์ อัสซายาส และ เบอนัวต์ ฌ้าคโค่ต์ (บท มาเรียน ใน La Vie de Marianne) ส่วนคนไทยรู้จักหน้าเธอในบทคู่กับ เลโอนาร์โด้ ดีคาปริโอ้ ใน The Beach และหนังฝรั่งเศสที่เข้าฉายในเมืองไทยเรื่อง Bon Voyage แต่บทที่สร้างชื่อให้เธอที่สุดคือ Cold Water กับ Late August, Early September ของ อัสซายาส และเรื่อง A Single Girl ของ เบอนัวต์ ฌ้าคโค่ต์

30. Judith Godreche – จูดิธ โกเดรช เธอแสดงหนังฝรั่งเศสของผู้กำกับรุ่นใหม่ยุค 90 หลายคน เธอแสดงนำในหนัง The Disenchanted ของ เบอนัวต์ ฌ้าคโค่ต์ แต่คนไทยคุ้นหน้าเธอจากหนังฝรั่งเศสชิงออสการ์เรื่อง Ridicule

31. Jacques Doillon – ฌาคส์ ดัวญง หนึ่งในผู้กำกับชั้นนำของฝรั่งเศสที่ยังไม่เป็นที่รู้จักนอกประเทศมากนัก นอกจากหนังเรื่อง Ponette, Petites Freres ที่ได้ฉายในอเมริกาแล้วงานชั้นดีเรื่องอื่น ๆ มักถูกหลงลืม ผลงานที่เคยฉายในสมาคมฝรั่งเศสและหาดูทางดีวีดีไม่ได้ก็เช่น Un Sac des Billes, La Vie de Famille, The Woman who cried, La Puritaine (The Prude) และ L’ Amoureuse สนใจอ่านเพิ่มเติมใน บุ๊คไวรัส เล่ม 1 (D = Dostoyevsky, La Vengenance d’ une femme)

32. Maurice Pialat – มอริซ เพียลาต์ ผู้กำกับฝรั่งเศสที่รู้จักกันมากที่สุดจาก A Nos Amours, Loulou, Van Gogh และ Police

33. Jean Eustache – ฌอง ยูสตาเช่ คือผู้กำกับฝรั่งเศสที่มีผลงานที่โด่งดังที่สุดคือ The Mother and the Whore



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter