ถึง เอนนิส เดลมาร์
ที่บ้าน
23 มกราคม 2006
ถึง เอนนิส เดลมาร์
ให้ตายเถอะ! ผมไม่รู้จะเริ่มต้นเขียนถึงคุณยังไงดี-เอนนิส เดลมาร์
ตอนผมอ่านเรื่องของคุณ ที่แอนนี่ พรูลซ์ เขียนไว้ในหนังสือชื่อ Close Range เมื่อหลายปีก่อน ไม่มีใครรู้หรอกว่า เรื่องของคุณจะกลายมาเป็นหนังที่ได้รางวัลลูกโลกทองคำชื่อ Brokebake Mountain
ผมก็ไม่รู้
ผมลืมความรู้สึกตอนอ่านเรื่องของคุณไปนานแล้ว แต่ความรู้สึกนั้นกลับรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่เหมือนการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูในวันที่สาม-หลังจากได้ดูหนัง
บาดแผลที่ผมร่วมรู้สึกกับคุณมันหวนคืนมาชัดเจนเหมือนรอยแผลที่สีข้างและฝ่ามือของพระเยซูนั่นแหละ
เอนนิส เดลมาร์เอ๋ย…เอนนิส เดลมาร์
คุณคงไม่รู้เหมือนผมใช่ไหม – ว่าเพราะอะไร ใครๆในชีวิตของคุณถึงชอบเรียกชื่อของคุณเต็มยศเสมอ ตั้งแต่แจ็ค ไปจนถึงเมียของคุณ และแม้กระทั่งสาวเสิร์ฟที่คุณมีสัมพันธ์ด้วย
ผมไม่แน่ใจว่าคุณเกิดที่ไหน แต่ชีวิตของคุณทั้งหมดเท่าที่ผมรู้ ล้วนแต่อยู่ในไวโอมิง
ผมไม่เคยไปไวโอมิง
แต่คุณรู้ใช่ไหมครับ เอนนิส เดลมาร์, ว่าไวโอมิงเป็นรัฐหนึ่งของอเมริกา ที่มีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าตรงเป๊ะ
ดูเผินๆ เกือบเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสเสียด้วยซ้ำ
ฝรั่งเรียกคนที่ทำอะไรอยู่ในกรอบตลอดเวลาว่าเป็นพวก square ซึ่งแปลว่าเหมือนขังตัวเองอยู่ในคอกสี่เหลี่ยม
ผมว่าคุณก็ขังตัวเองอยู่ในคอกสี่เหลี่ยมเหมือนกัน
คอกของคุณชื่อไวโอมิง
ความสัมพันธ์ของคุณกับแจ็คเริ่มต้นขึ้นเมื่อคุณทั้งคู่ไปทำงานเฝ้าแกะบนภูเขาโบรคแบ็ค หรือเขาสันหลังแตกด้วยกัน ไม่มีใครรู้ ว่าความผูกพันของพวกคุณเริ่มต้นขึ้นมาตอนไหน-อย่างไร, ผมคิดว่าแอนนี่ พรูลซ์ ไม่รู้ เผลอๆก็คิดว่าอั้งลี่-คนที่หยิบเรื่องของคุณมาทำเป็นหนัง, ก็ไม่รู้ แถมยังคิดไปเองด้วยว่า บางทีทั้งคุณและแจ็คก็อาจไม่เคยรู้มาก่อน จนกระทั่งคืนนั้น คืนที่หนาวเหน็บ คุณนอนอยู่นอกเต๊นท์ หนาวจนฟันกระทบกัน แล้วแจ็คตะโกนเรียกให้คุณเข้ามานอนอบอุ่นอยู่ในเต๊นท์
ทุกคนสงสัย – ว่ามันเริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร ทำไมจู่ๆมันจึงเกิดขึ้น
แต่ก็นั่นแหละครับ ถ้าแอนนี่ พรูลซ์ ไม่รู้, อั้งลี่ไม่รู้, คุณกับแจ็คก็ไม่รู้-แล้วผมกับคนอื่นๆจะรู้ได้อย่างไร…และรู้ไปทำไม
แจ็คชวนคุณตลอดชีวิต ให้ทิ้งทุกสิ่งไปอยู่กับเขา สร้างไร่เล็กๆขึ้นมา เลี้ยงสัตว์ฝูงเล็กๆ และมีชีวิตเล็กๆร่วมกัน
เราอยู่ด้วยกันอย่างนี้ได้นะ แจ็คว่า เราอยู่ด้วยกันได้
แต่คุณปฏิเสธ เพราะคุณมีชีวิตอยู่ในไวโอมิง-รัฐสี่เหลี่ยมนั่น และบทเรียนในชีวิตก็สอนคุณมาแล้ว
คุณเล่าให้แจ็คฟังว่า เอิร์ลกับริช สองคาวบอยชราใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน พวกเขากล้าหาญและหยัดยืนจะมีชีวิตในแบบที่ตัวเองอยากมี แต่ที่สุดก็มี ‘ราคา’ ให้ต้องจ่าย มีคนพบเอิร์ลนอนตายอยู่ในคู เขาถูกเหล็กขันล้อรถตีจนน่วม และถูกจับมัดที่อวัยวะส่วนตัว ก่อนจะลากไปจนอวัยวะชิ้นนั้นขาดออกจากร่างกาย
ตอนที่เกิดเรื่อง คุณอายุแค่เก้าขวบ แต่พ่อของคุณพาคุณกับพี่ชายไปดูศพเอิร์ล คุณบอกแจ็คว่า พ่อจัดการให้เราได้เห็น พ่อถึงขั้น ‘เมคชัวร์’ ว่าเราจะต้องได้เห็น
แล้วภาพนั้นก็ติดตาคุณมาจนโต
ไม่เพียงติดตา ทว่ายังกลายเป็นกรอบล้อมรอบชีวิตของคุณ มันบีบรัดอัดแน่น จนคุณไม่กล้าฝืนก้าวเท้าออกมา
คุณจึงมีชีวิตอยู่อย่างนั้น ชีวิตที่คุณกล่าวหาว่าแจ็คเป็นผู้ทำให้คุณเป็น
เพราะนาย คุณว่า ฉันถึงต้องมีชีวิตอย่างนี้ ไม่มีอะไร ไม่มีที่ไป
คุณรู้ไหม เอนนิส เดลมาร์-ว่าผมสงสัยเหลือเกิน สงสัยว่าเพราะอะไร คุณกับแจ็คถึงคบกันอยู่ตลอดระยะเวลากว่ายี่สิบปี ทั้งที่พวกคุณต้องลักลอบพบปะ ต้องหลบหนีผู้คนขึ้นไปยังที่เปลี่ยวบนภูเขา ทั้งที่บนนั้นหนาวเหน็บ
ผมสงสัยว่า มนุษย์เราคบค้ากันได้ยาวนานถึงเพียงนั้น ย่อมมิใช่ใช้เพียงเซ็กซ์หรือสารเคมีในร่างกายเป็นเครื่องกระตุ้นเชื่อมโยงหรอกใช่ไหม
และถ้าเป็นอย่างนั้น คุณกับแจ็คย่อมไม่ได้เป็นเพียง ‘คู่ขา’ ที่แอบนัดหมายไปมีอะไรกัน แต่พวกคุณมีอะไรร่วมกันมากกว่านั้น ทั้งความสุข ทุกข์ เจ็บปวด การร่วมรับรู้ความลับของกันและกัน และการไว้วางใจซึ่งกันเต็มเปี่ยม
เมื่อเวลาผ่านไป พวกคุณจึงหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน และหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับภูเขาสันหลังแตกแห่งนั้นด้วย
และบางที – นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ชีวิตของคุณต้องเจ็บปวดเหลือเกิน
เพราะในรัฐสี่เหลี่ยมแห่งนี้ พวกคุณร่วมชีวิตอยู่ด้วยกันไม่ได้
เอนนิส เดลมาร์ครับ – คุณว่ามันอาจหมายถึงความตาย, แต่แน่ใจแล้วหรือ…ว่าคุณไม่ได้คิดไปเอง
แล้วคุณก็ทิ้งให้แจ็คต้องจากไปพร้อมกับความฝันนั้น
เป็นฝันที่คุณไม่กล้าก้าวข้าม
ฝันที่ทำให้คุณพร้อมจะหยุดทำงาน เพื่อชั่วขณะแห่งความรื่นรมย์-ชั่วขณะที่คุณและเราทุกคนไม่เคยล่วงรู้…ว่ามันจะยังคงมีอยู่-หรือจะปลาศนาการไปได้ง่ายๆเหมือนลมหายใจ
คุณไม่ยอมหยุดงานในเดือนสิงหาคมเพื่อไปพบแจ็คบนภูเขา เพราะคุณไม่รู้ว่า ในเดือนพฤศจิกายนปีนั้น คุณจะไม่ได้พบเขาอีกแล้ว
คุณจึงทะเลาะกับเขาเป็นครั้งสุดท้าย…ด้วยเรื่องเดิม
ไม่นานต่อมา เมื่อลูกสาวของคุณขอให้คุณไปร่วมงานแต่งงานทั้งที่คุณต้องไปรับจ้าง คุณจึงเลือกหยุดทำงาน และไปร่วมงานสำคัญของลูก
คุณคงคิดถึงแจ็คใช่ไหมครับ?
จะว่าไป อีกเรื่องหนึ่งที่ผมสงสัยก็คือ คุณเคยอยากให้แจ็คฟื้นคืนชีวิตมาในวันที่สามเหมือนพระเยซูไหม
คุณคงอยากให้เป็นอย่างนั้น ทั้งที่รู้ว่าคงเป็นไปไม่ได้ เพราะกรอบที่ล้อมคุณอยู่ นอกจากไวโอมิงแล้ว ยังมีอิทธิพลของศาสนา ที่แม้พวกคุณจะไม่เคร่งครัดนัก ทว่ามันก็ฝังลึกอยู่ภายใน และส่งผ่านให้ผมรู้สึกได้ในบทสนทนาบางประโยค บทสนทนาที่บอกว่า พวกคุณคือคนบาป
แต่เอนนิสครับ โปรดอย่าลืมว่า สิ่งที่พาพวกคุณให้มารู้จัก รัก และผูกพันซึ่งกัน ก็คือหน้าที่คนเฝ้าแกะ คอยอารักขาฝูงแกะไม่ให้หมาป่าเข้ามาขย้ำ
คุณต้องไม่ลืมว่า พระเยซูก็เป็นอย่างนั้น พระองค์เป็นนายชุมพาบาล เป็นคนเฝ้าแกะที่คอยปกปักษ์รักษาลูกแกะอย่างพวกเราไม่ให้หลงทาง
เมื่อแจ็คบอกให้คุณทิ้งชีวิต และตามเขาไป ผมอดคิดถึงพระเยซูไม่ได้ พระองค์ก็บอกใครต่อใครให้ทิ้งทุกสิ่ง แล้วตามพระองค์มาเช่นเดียวกัน
มีคนเพียงไม่กี่คนที่ตามพระเยซูไป คนจำนวนมากไม่ยอมทิ้งสิ่งต่างๆ แล้วโบกบินไปในเสรีภาพที่แท้จริง คุณก็เป็นหนึ่งในคนจำนวนมากนั้นนะเอนนิส คุณไม่กล้าทิ้ง ‘คอก’ ชื่อไวโอมิง ที่ผู้คนแออัดกันอยู่ด้วยความรุนแรงและการตัดสินคนอื่น ที่สุด คุณจึงต้องอาศัยอยู่ใน ‘คอก’ นั้น และมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อซึมซับความทรมานจนชั่วชีวิต
คุณรู้ไหม-เอนนิส, ว่าผมก็เป็นคนประเภทเดียวกับคุณ
ผมไม่กล้าทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไป
ครั้งหนึ่ง ผมอยากทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อขึ้นไปเลี้ยงแกะบนภูเขา
แต่ที่สุดแล้วผมก็ยังอยู่ที่นี่ ในรถบ้านซอมซ่อคันเดียวกับรถบ้านของคุณ
ไม่มีโอกาสได้ถ่อมตัวและยากจน พลางมีชีวิตอยู่ใต้ท้องฟ้าแสนสวย คอยดูแลฝูงแกะละลานตา ดื่มน้ำจากลำธารที่มีน้ำพุผุดพลุ่งขึ้นมาเป็นวิสกี้ และเฝ้ามองฝูงหมาป่าองอาจเหล่านั้นด้วยสายตาชื่นชมนับถือ
ผมกำลังใช้ชีวิตของคุณอยู่ – เอนนิส เดลมาร์
เป็นชีวิตของคุณ – ที่ไม่เคยมีแม้โอกาสก้าวเท้าขึ้นไปบนภูเขา
และผมเชื่อ, พวกเราจำนวนมากในโลก – ก็กำลังใช้ชีวิตของคุณอยู่เช่นกัน
มันเป็นคอกที่ใหญ่ขึ้นครับเอนนิส ใหญ่จนไม่มีใครกล้าทุบทำลายหนีออกไปอีกแล้ว
แม้แต่พระเยซู…
ผมเพียงอยากเขียนมาบอกคุณเท่านี้เองครับ
จากผม
คนโง่ในรถบ้าน
ป.ล. ถึงเอนนิส เดลมาร์, ไม่รู้ว่า คุณเคยได้ยินเพลง The Valley จากอัลบั้ม Hyms of the 49th Parallel ของ เค.ดี. แลง นักร้องสาวที่เป็นเลสเบี้ยนไหมครับ อยากบอกคุณว่า เมื่อได้ดูเรื่องราวของคุณ ผมคิดถึงเพลงนี้ตลอดเวลา เนื้อเพลงพูดถึงคนสองคนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนหนึ่งมีชีวิตอยู่บนเขา อีกคนหนึ่งมีชีวิตอยู่ในหุบเขา แต่ถึงจะแตกต่างกันเพียงไหน ทั้งคู่ก็สามารถ ‘เดิน’ ไปด้วยกันได้ ผมหยิบเนื้อร้องที่เขียนโดย Jane Siberry มาฝากนะครับ-หวังว่านานๆครั้งคุณจะหยิบมันขึ้นมาฟัง…แล้วคิดถึงแจ็คบ้าง
The Valley
I live in the hills
You live in the valleys
And all that you know are those blackbirds
You rise every morning
Wondering what in the world will the world bring today
Will it bring you joy or will it take it away
And every step you take is guided by
The love of the light on the land and the blackbird’s cry
You will walk in good company
The valley is dark
The burgeoning holding
The stillness obscured by their judging
You walk through the shadows
Uncertain and surely hurting
Deserted by the blackbirds and the staccato of the staff
And though you trust the light towards which you wend your way
Sometimes you feel all that you wanted has been taken away
You will walk in good company
I love the best of you
You love the best of me
Though it is not always easy
Lovely? lovely?
We will walk in good company
The shepherd upright and flowing
You see…
เห็นไหมครับ เอนนิส เดลมาร์, ว่าเค.ดี. แลง ก็พูดถึงนายชุมพาบาลเบื้องบนนั่นเหมือนกัน
ขอให้คุณมีความสุขกับชีวิตที่เหลืออยู่นะครับ…



