- สนธยา ทรัพย์เย็น -
“เคยมีชายคนหนึ่งที่ต้องใจกับการจ้องมองเจ้าตัวซาลาแมนเดอร์เอามากๆ และแล้ววันหนึ่งเขาก็ได้กลายเป็นเจ้าซาลาแมนเดอร์ตัวนั้นที่เคยถูกเขาจ้องมอง”
ฆูลิโอ คอร์ตาซาร์
ใครบ้างที่ยังจำปฏิกิริยาขณะตัวเองส่องกระจกครั้งแรกในชีวิตได้ มันจะประกอบไปด้วยรายละเอียดแบบไหน จะเป็นเหมือนกับยามที่สัตว์มองเห็นตัวมันเองหรือเปล่า คนป่าห่างความเจริญจะสะดุ้งเมื่อแรกเห็นคนจิ๋วในกล่องเหลี่ยมนามโทรทัศน์หรือไม่ เรามองภาพสะท้อนตัวของเราเองด้วยความรู้สึกเช่นใดบ้าง คุ้นเคยรักใคร่ ภูมิใจหลงใหล ผิดหวังตั้งแง่ หรือมองเมินผ่าน คำถามเหล่านั้นชวนสนเท่ห์อยู่เอาการ แต่คงป่วยการตอบให้ชัด พอๆ กับข้อสันนิษฐานที่ว่า กระจกนั้นก่อเกิดมาจากความบังเอิญ หรือความจงใจประดิษฐ์ของมนุษย์
โลกรับรู้กันดีว่าเจ้ากระจกสร้างประโยชน์ในทางศิลปะมากมาย ทั้งในด้านการซ้อมเต้นรำ การดูแลตัวเองของนักแสดง การออกแบบผลิตภัณฑ์ การปรับใช้ในส่วนประกอบอาคาร หรือจัดวางสื่อทัศนศิลป์แบบต่างๆ โดยเฉพาะในการวาดภาพบุคคลชนิดภาพเหมือนของตัวศิลปิน (self-portrait) ซึ่งขาดไม่ได้เลยที่จำเป็นต้องพึ่งกระจกเป็นปัจจัยหลัก ความคุ้นเคยระหว่างคนกับกระจกในการจ้องตอบเงาตัวเองนั้นเริ่มต้นมายาวนานจนลืมไปสิ้น ที่หลงเหลืออยู่คือภาพสายตา ใบหน้าเจืออารมณ์นานัปการที่ยังคงเป็นปริศนาให้ผู้ชมงานศิลปะจนถึงทุกวันนี้
จากอดีตโพ้นสมัย ไม่ว่าจะเป็นภาพเหมือนศิลปินแนวสมจริงแบบ ลีโอนาร์โด ดา วินชี่, มิเคลันเจโล่, เรมบรันต์ เรื่อยโลดโผนจาก อิมเพรส – เอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์, คิวบิสม์, เซอร์เรียลลิสม์ จนถึงปัจจุบัน ดวงเนตรที่จ้องตอบเราผู้ชมภาพไม่เคยยืนยันสิ่งใดเป็นรูปธรรมเลย นอกจากความจริงประการหนึ่ง นั่นคือ มันมีบางสิ่งที่ชวนคุ้นเคยและแปลกแยกในภาวะการเห็นตัวเองย้อนมอง มันเป็นสิ่งที่เหนือเกินคำพูดอธิบาย และมักจะจบลงด้วยคำถามที่ซับซ้อนเกินคำตอบ ก็ท่าน เรมบรันต์ กับท่าน แวนโก๊ะห์ (ฟอง ค๊อก) เขาครุ่นคิดอันใดอยู่หรือไร เหงาเศร้า ทุกข์ขัด ประการใดฤๅ จึงสบเนตรข้าน้อยเยี่ยงนั้น
ประการนี้ยิ่งดูเข้มข้นมากขึ้นไปอีก เมื่อเราหันมาพินิจที่โลกของภาพถ่าย ที่ที่รายละเอียดเชิง Space กับ Time มีผลนับพูนทวี มันดูเหมือนมีความเชยชิดระหว่างความจริงที่โงหัวแทบไม่ขึ้น ทว่าหากผ่านมือของช่างฝีมือหรือศิลปินที่มีโสตทัศน์สะคราญ เช่น ราล์พ ยูจีน มีทยาร์ด หรือ อองรี การ์ติเยร์ เบรซง (ซึ่งรายหลังนี้นอกจากจะตีพิมพ์ในสมุดภาพระดับตำนานนับร้อยพันเล่ม ยังเคยมีผลงานแสดงที่ ม.ศิลปากรมาแล้ว) นัยทางจินตนาการก็จะรุ่งเรืองจำเริญราษฎร์

ภาพถ่ายของ ราล์พ ยูจีน มีทยาร์ด
ในระดับหนึ่งภาพถ่ายทุกภาพคือการบันทึกความจริงที่เกิดขึ้นหน้ากล้องมาครั้งหนึ่ง ไม่ว่าอายุอานามของตัวแบบในเวลาปัจจุบันจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ภาพเก่าของเขาและเธอจะถูกหยุดยั้งความชราไว้ได้อย่างถาวรบนแผ่นฟิล์มและกระดาษอัดรูป ในแง่หนึ่งสำหรับคนบางคน (หรือบางชนเผ่า บางนิกาย) มันมีความน่าหวั่นระแวงขวัญหาย เพราะภาพเหล่านั้นมันเคยเป็นส่วนหนึ่งของเขา ส่วนหนึ่งของวัยเธอ หรือเคยเป็นอณูประกอบร่วมเวลาเดียวกัน ที่ทั้งคงอยู่และสูญสลายไปเสียแล้ว
ฌอง ค็อคโต้ นักเขียนและศิลปินนานาแขนงผู้กำกับหนังขาวดำปี 1946 เรื่อง Beauty and the Beast และเคยถ่ายหนังเกี่ยวกับความตายของศิลปินที่เดินทางข้ามกระจกมิติเวลานรกใน Blood of a Poet (1930), Orphee (Orpheus – 1950) และ Testament of Orpheus (1960) นั้นเคยกล่าวไว้ว่า หนังเป็นศิลปะชนิดเดียวที่ “films death at work” - บันทึกความตายขณะปฏิบัติงาน - ใครก็ตามที่ถูกหนังถ่ายจะต้องตาย (เขียนให้โอเวอร์ซะงั้น) มันไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นหรอก เพียงแค่ว่าเพราะหนังไม่ใช่แค่ภาพนิ่ง ถ้าเราเชื่อว่าเซลล์ผิวหนังเสื่อมลงในทุกนาที มันย่อมหมายความว่าทุกวินาทีบนแผ่นฟิล์มที่เลื่อนไหลผ่านเลนส์ คนคนนั้น ก็กำลังแก่ตัวลงเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว ทุกนาทีที่หนังถ่ายจึงเป็นนาทีที่บันทึกชีวิตและความเป็นความตาย อังเดร ทาร์คอฟสกี้ ผู้กำกับหนัง The Mirror, Solaris และ Stalker เคยเปรียบในหนังสือ Sculpting in Time (แปลไทยมานานปีแต่ยังไม่ได้พิมพ์) ถึงเอกลักษณ์ของหนังว่าเป็นศิลปะชนิดเดียวที่สัมพันธ์กับเวลาอนันต์ ศิลปะภาพยนตร์คือการสลักเสลาก้อนเวลาที่สามารถตรึงเวลาให้อยู่นิ่งชั่วนิรันดร์ นับตั้งแต่นาทีที่กล้องประกาศคำว่า “แอ็คชั่น” จนเมื่อฟิล์มหยุดลงด้วยคำว่า “คัต”

Blood of a Poet
“เวลามาจากความตาย เพราะว่าตราบใดที่ยังมีความตายก็ย่อมจะมีเวลา ถ้าความตายสลายตัวไป เวลาก็จะอันตรธานไปด้วย ดังนั้นความตายจึงถูกถักออกมาจากเวลาเหมือนใยแมงมุม ถ้าชีวิตถูกขังอยู่ในปัจจุบัน ณ จุดซึ่งเวลาหยุดนิ่ง นั่นก็หมายถึงว่าความตายอยู่ในรัศมีซึ่งเวลากำลังดำเนินอยู่ หรืออีกความหมายหนึ่งคือเวลาดำเนินผ่านความตาย และหยุดลง ณ จุดที่ชีวิตตรงกันพอดีกับจุดที่อนันต์และเวลาตัดผ่านที่หน้าต่างของวิญญาณ”
จากหนังสือ The Inner Side of the Wind ของ Milorad Pavic
ในแง่หนึ่ง หนังคือสื่อ “อมตะ” (ฟิล์มอาจจะไม่ใช่วัสดุอมตะเสียทีเดียว แต่ก็มีอายุยาวนานที่สุด เพราะอนาคตนั้นพึ่งพายันต์อมตะบนแผ่นภาพดิจิตอล) การที่มันเป็นสื่อที่ดูสมจริง อาศัยบนวัสดุที่จับต้องได้ และดูใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุด (เมื่อเทียบกับภาพเขียน, ตัวอักษร หรือดนตรี) มันจึงอาจมีค่าอันตรายในเชิงคู่เหมือนคู่ของเราเองขณะมองกระจก มันเชิญชวนให้หมกมุ่นตัวเองมากกว่าสื่ออื่นๆ ถ้าศาสนาอิสลามจะยังระแวงหนัง ภาพถ่าย, ภาพเขียนคนดัง (และโดยเฉพาะภาพตัวกูของกูบนจอกล้องวีดีโอมินิที่สามารถจับจ้องตัวเองขณะกำลังถ่ายไปด้วย) ในฐานะรูปเคารพและสิ่งล่อแหลม นั่นก็เป็นสิ่งที่มีมูลสมควรเข้าใจได้อยู่
อาญเญส วาร์ดา (Agnes Varda) คุณย่านักทำหนังชาวฝรั่งเศสรุ่นปูทางให้กลุ่มผู้กำกับนิวเวฟยุคซิกตี้ส์ซึ่งเคยมาเยือนไทยเมื่อไม่กี่ปีก่อน เธอเป็นอีกคนสำคัญที่มีพรสวรรค์ในการใส่ใจเรื่องราวของปัจเจกบุคคลและความสัมพันธ์ระหว่างชุมชน ซ้ำยังขยันมีมุมขี้เล่น สนุกสนานกับการสะท้อนซ้อนธรรมชาติของสื่อศิลปะที่เกี่ยวพันกับบุคคลนั้นๆ หนังจำนวนหนึ่งของเธอ เช่น Daguerreotypes (1975), Jacquot de Nantes (1990), The World of Jacques Demy (1995) และ The Gleaners and I ภาค 1 และ 2 (ปี 2000 และ 2002) เป็นตัวยืนยันสิ่งที่กล่าวมาได้เป็นอย่างดี
ในเรื่อง Jacquot de Nantes และ The World of Jacques Demy คุณย่ารำลึกถึง ฌ้าคส์ เดอมี สามีนักทำหนังของเธอที่เสียชีวิตไปแล้ว ให้คนดูได้เห็นความผูกพันลึกซึ้งของเขากับสื่อภาพยนตร์ตั้งแต่วัยเด็ก เราเห็นภาพของฌ้าคส์ตัวน้อย ฌ้าคส์นักทำหนังในวัยต่างๆ บ้างเป็นการจัดฉากเลียนอดีตขึ้นมาใหม่ บ้างเป็นภาพเก่าของฌ้าคส์ตัวจริงในหลายห้วงเวลา ที่ผกผันกับความทรงจำกระโดดไปมาตามสมองคุณย่า อันรบกวนให้ตัวเธอเองต้องวิ่งไปมาทั้งหน้าและหลังกล้อง เพื่อตามเก็บให้ครบวงจรชีวิตของเขากับเธอ อันพ่วงถึงรุ่นลูกซึ่งกลายมาเป็นนักแสดงอีกต่างหาก
ผลงานสำคัญมากๆ ของเธอซึ่งเคยฉายที่สมาคมฝรั่งเศสและดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) อยู่หลายครั้ง คือเรื่อง Daguerreotypes (1975) ซึ่งประกาศสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างชาวบ้านที่หาเช้ากินค่ำในซอยดาแกร์ ผ่านมุมมองของตัวคุณย่าวาร์ดาที่อาศัยอยู่ซอยนั้นเหมือนกัน ทุกชีวิตของเพื่อนบ้านถูกโยงใยเข้าในเฟรมภาพของ หลุยส์ ดาแกร์ (ในคราบของนักมายากล) ซึ่งตามประวัติศาสตร์คือ ผู้คิดค้นการบันทึกภาพนิ่งสูตรต้นตำรับที่มีชื่อว่า “ดาแกร์โอตีปส์” ตามชื่อเรื่องว่าไว้

Daguerreotypes
ซอยดาแกร์นั้นห่างไกลจากถนนสวยงามในย่านท่องเที่ยว ความที่คุณย่าวาร์ดาอาศัยละแวกนั้นมาหลายสิบปี ทำให้เธอรู้จักคนค้าขายแถวนั้นเป็นอย่างดี ช่วงที่เธอทำหนังเรื่องนั้นก็เพราะต้องอยู่บ้านดูแลลูกชาย จะคิดการใหญ่ทำหนังสเกลโอฬารก็ใช่ที่ เธอจึงได้ไอเดียทำเรื่องใกล้ตัวสัมภาษณ์เก็บภาพชีวิตคนในชุมชนเสียเลย ไหนๆ ทุกคนตั้งแต่พ่อค้าเนื้อ คนทำขนมปัง เจ้าของร้านเหล้า ร้านตัดผม ร้านขายของโชว์ห่วย ต่างก็ต้องสลับเวรเป็นลูกค้าหรือเจ้าของกิจการบ้างในต่างวาระ คือต้องอุดหนุนกันเองเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว รวมถึงตัวคุณย่าวาร์ดาเองด้วย ที่เป็นทั้งเพื่อนบ้าน ลูกค้า และพ่วงบทบาทผู้จับตาดูหลายชีวิตผ่านเสียงพากย์และกล้องถ่ายหนัง โดยเฉพาะในตอนจบที่ทุกชีวิตเข้ามารวมตัวกันในร้านเหล้า ได้รับชมมายากลและตกอยู่ในภวังค์ของระบบบันทึกภาพประวัติศาสตร์ของนายดาแกร์ เพราะเหตุนั้นเองที่ชีวิตส่วนตัวกับชีวิตสาธารณะของคนทุกคนจึงเกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก
ในหนังกึ่งสารคดีเรื่อง The Gleaners and I คุณย่าวาร์ดาใช้กล้องวิดีโอตัวเล็กของแกอย่างคุ้มค่า โดยเชื่อมภาพชาวนาที่เก็บเกี่ยวข้าว (ทั้งชาวบ้านสมัยใหม่ตัวจริงและชาวบ้านยุคโบราณในภาพเขียน) เข้ากับภาพของนักเก็บขยะ หรือคนเก็บของเหลือใช้ จำพวกมันฝรั่งที่โรงงานคัดออกเพราะรูปทรงผิดส่วน หรือเศษผักริมถนน บางคนยังนำชิ้นส่วนที่ดูเหมือนไร้ค่าแบบต่างๆ ไปประดิษฐ์ประยุกต์เป็นงานศิลป์สร้างสรรค์ได้อีก เรื่อยเรียงไปถึงตัวภาพของคุณย่าเองที่หยิบจับรวงข้าวสลับกับการจับกล้องวีดีโอ เสร็จแล้วก็บรรจบต่อเยี่ยมชมบ้านเก่าของ เอเตียง จูลส์ มาเรย์ นักประดิษฐ์ที่คิดกล้องปืนยิงภาพต่อเนื่อง ว่านี่หนอเป็นอีกหนึ่งปูชนียบุคคลคนสำคัญ ไม่ต่างกันนักจากที่คุณย่าเคยเล่าถึงนาย ดาแกร์ ในเรื่อง Daguerreotypes ซึ่งทั้งคู่ต่างก็เรียกได้ว่าเป็นผู้วางรากฐานของ ฟิล์มหนัง กล้องถ่ายหนัง กล้องวิดีโอ เจ้าเครื่องมือวิเศษทั้งหลายที่คุณย่าและนักทำหนังสมัยใหม่ทุกคนต่างพึ่งใบบุญกันอยู่ทุกวันนี้

The Gleaners and I
ระหว่างคุณย่าใช้กล้องตัวจ้อย ก็พิศวงไปกับเสน่ห์ที่ชวนหมกมุ่นตัวเองของกล้องถ่ายหนัง เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอใช้กล้องวีดีโอทำหนังสำหรับสาธารณชน โดยไม่ต้องมีทีมงานพ่วงมาเป็นชุด เป็นครั้งแรกอีกเช่นกันที่กล้องในมือขวาสามารถถ่ายมือซ้ายได้อย่างอิสระ จ้องเส้นผมขาวของตัวเองใกล้ๆ อย่างตรงไปตรงมาขณะหวีผม เมื่อดูโปสการ์ดจำลองภาพเหมือนของ เรมบรันต์ เธอก็มองเห็นมือที่เหี่ยวย่นของเธอในระยะเผาขน จนดูเหมือนผิวของสัตว์แปลกปลอม ทำให้เธออดรำพึงถึงวัยชรา สหายสนิทที่กำลังจะแนะนำให้เธอคบหากับมิตรมรณะ
แต่มันสายไปเสียแล้ว เจ้าเงาของผมกับตัวของผมถูกแยกขาดออกจากกัน
“เมื่อไหร่ที่ผมพร้อม ผมจะกลับมารับคุณ” ผมพูด “แค่แยกกันชั่วคราว ไม่ใช่ตลอดไป สักวันเราจะกลับมาอยู่ร่วมกันอีก”
เจ้าเงาถอนหายใจอย่างห่อเหี่ยวและเงยหน้าขึ้นมองผม แสงอาทิตย์กำลังกดกล้ามาที่เราสอง ตัวผมที่ปราศจากเงา และเจ้าเงาที่ไร้ซึ่งตัวผม
“ฝันเฟื่อง” เจ้าเงาพูด “ผมไม่ชอบที่นี่ เราต้องหนีและกลับไปอยู่ที่ที่เราจากมา เราทั้งคู่น่ะแหละ”
จาก Hard-boiled Wonderland and the End of the World ของ ฮารูกิ มูรากามิ
โชคดีที่คู่ของย่าวาร์ดาบนจอหนังเป็นภาพเปรียบของคู่คิดคู่เคียงน่าเอ็นดู ก่อนหน้านั้นนานนัก ยังมีคู่อื่นๆ ที่เรียกได้ว่าเป็นคู่วิบัติ คู่อันตรายจากฝันร้ายที่หน้ากระจกเงา ชีวิตกับความตายยืนเขม่นจ้องหน้าบนระนาบเวลาเดียวกัน เหมือนกลางคืนทาบทับกลางวัน duality หรือจิตแบ่งองค์ที่ว่า คือ doppelganger (มีหนังในชื่อและธีมเดียวกันนี้ที่ดรูว์ แบรี่มอร์ แสดง)(1) ในงานศิลปะที่ได้รับอิทธิพลจากยุคเยอรมันโรแมนติค ซึ่งไม่หวานสมชื่อ ทว่ามีอุดมคติอยู่ที่การเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ อันทั้งน่าหวั่นกลัวและน่าค้นหา ความศรัทธากึ่งระแวงต่อสิ่งเหนือธรรมชาติและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถูกวางให้อยู่สูงเหนือเหตุผลที่ย่างเตาะแตะมากับวิทยาการ
Doppelganger เป็นคำเยอรมันที่มีประวัติเก่าแก่ของมันมายาวนานมาไม่ต่ำกว่าปี ค.ศ. 1830 คำนี้แปลตรงตัวเป็นภาษาอังกฤษว่า Double Walker หรือมักนิยมเรียกง่าย ๆ ว่า The Double ซึ่งจะมีคำเทียบในภาษาไทยหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ แต่แปลหยาบๆ ก็อย่างที่ว่าไปแล้ว มันคือเงาคู่แฝด หรือร่างเหมือนที่ติดตามตัวทุกคนมาตั้งแต่เกิด บ้างเชื่อกันว่ามันเป็นเงาล่องหน สายตามนุษย์มองไม่เห็น (แต่สุนัขกับแมวเหมียวอาจถนัดกว่าในทัศนาวิชาแขนงนี้) บ้างก็ว่ามีแต่เจ้าตัวเองเท่านั้นที่สามารถมองเห็นได้ แถมยังยกให้มันเป็นเพื่อนคู่คิดทางจิตแบบลับๆ ส่วนนักวิทยาศาสตร์อาจมองว่าคล้ายกับอะตอมที่สามารถมีตัวตนได้ในสองเวลาสองสถานที่ แต่สำหรับผู้รู้อีกหลายท่านถือว่าเป็นเงาร่างแห่งเล่ห์ร้าย หรือเป็นลางร้ายส่อชะตาวิบัติอย่างฉกรรจ์ หากมันเกิดปรากฏกายแสดงตนกับเจ้าตัว หรือญาติมิตร
ส่อสะท้อนข้าเถิด ความหวาดผวาและมายาฟุ้งฝัน ฤาเจ้าคือความตายจำแลงมา สะท้อนรูปเงาข้าสิ ภัยวินาศแห่งกายบาปของข้า หากร่างสองเราประสาน ใครเล่าจะดับสูญ?
คำร้องและดนตรีโดย Kathy Mar
ดังนั้นเอง โดยเฉพาะวรรณคดีเยอรมันของ แอรนสท์ เธโอดอร์ วิลเฮลม์ ฮอฟฟ์มันน์ (E.T.A. Hoffmann) ผู้แต่งเรื่อง The Doubles มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เราจึงมองเห็นจิตแบ่งภาค ในรูปร่างแฝดหนุ่มสองคนต่างบิดามารดาที่เกือบจะประหัตประหารกันต่อหน้าสาวงามอนงค์หนึ่ง เงาคู่ปรับจากนรกได้สยายปีกสีดำตกทอดไล่เรื่อยไปยังนิทานของ ฮานส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน, วิคเตอร์ อูโก, อเล็กซองดร์ ดูมาส์, บัลซัค, William Wilson ของ เอ็ดการ์ อลันโป (ดัดแปลงเป็นหนังสั้นของ หลุยส์ มาลล์ แสดงโดย อแลง เดอลง กับ บริจิตต์ บาร์โดต์) , The Double ของ ฟีโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี้(2), ร่างหลงเงาบาปของตัวเอกใน Scandal นิยายของ ซูซากุ เอนโดะ, คู่รักที่ส่องขั้วบวกลบดึงดูดกันอย่างงดงามและเพี้ยนรูปใน Posession นิยายเรื่องที่ถูกมองข้ามของ วีโตลด์ กอมโบรวิช
ไหนจะงานเขียนของ แฮร์มานน์ เฮสเส เกือบทุกเรื่อง โดยเฉพาะ “สิทธารถะ”, “สเตปเปนวูล์ฟ” , “นาร์ซิสซัลกับโกลด์มุนด์” , “เดมิอัน” อีกทั้งเรื่องราวเชิงตัวตายตัวแทนในนิยายของนักเขียนตุรกี ออร์ฮาน ปามุค (Orhan Pamuk) ผู้แต่ง The New Life ซึ่งสะท้อนความร้าวรานอย่างพิกลที่เกิดจากความหลงใหลในการอ่านหนังสือ โดยเฉพาะ The White Castle ที่ตัวเอกหน้าซ้ำร่างซ้อนทั้ง 2 คนลงเอยด้วยการสลับบทบาท แลกเปลี่ยนสัญชาติระหว่าง 2 ศิลปะวัฒนธรรม คือฝั่งอิสลามตุรกีกับฝั่งอิตาลี่ แต่เหนืออื่นใด การวิ่งกระโจนข้ามความขัดแย้งระหว่างวัฒนธรรมมุสลิมตุรกีที่ปะทะกับฝรั่งตะวันตกนั้น สำหรับ ปามุค เป็นเรื่องที่หนักหนา จนต้องรื้อทิ้งตัวตน กำจัดเงาต่าง (ที่เป็นด้านกลับของตัวเอง) ด้วยความรุนแรง เจ็บปวดฝังราก อันมักนำมาซึ่งความโศกเศร้าสุดคณา
ส่วนผลงานอื่นๆ ที่รู้จักกันดีทั่วโลกมานาน ก็เช่นงานของ โรเบิร์ท หลุยส์ สตีเวนสัน เรื่อง “หมอลามก” (Dr.Jekyl and Mr. Hyde) รวมทั้งศิลปะจำนวนมหาศาลที่เกี่ยวข้องกับอ้อมกอดของแฝดแห่งความตาย อาทิ งานภาพพิมพ์ของ แคเธ่อ คอลวิช หรือ ภาพร่างมรณะคน คู่ หรือสามร่างจากขุมโลกันต์ก่ายกระหวัดในสไตล์ฝีแปรงหม่นหมองของ เอก้อน ชีเล่อ

Orhan Pamuk
“ผมคือผู้ชายคนหนึ่ง ผมรักความตายและรักชีวิต”
จากบทกวีของ เอก้อน ชีเล่อ
เมื่อว่ากันเรื่องคู่สัมพัทธ์แล้ว ทางภาพยนตร์มีให้เห็นบ่อย โดยเฉพาะฝั่งหนังไทยซึ่งรับสูตรฝรั่งมาปรุงเป็นขนมอบลายกนกฉาบทอง ยิ่งแนวคู่แฝดจากนรก เรามีนักแสดงคนเดียวกันแสดงเป็นสองบท แฝดพี่เป็นสาวสะอาดบริสุทธิ์ ส่วนคนน้องเป็นสาวจิตวิปลาส (หรือกลับกัน) เสียดายแต่หนังไทยส่วนใหญ่จำกัดตัวเองเป็นความบ้าคลั่งพื้นผิว ทั้งๆ ที่สามารถพัฒนาเป็นความสยองลึกแบบคู่ เจเรมี่ ไอออนส์ เรื่อง Dead Ringers (1988 – มีดีวีดีลิขสิทธิ์ขาย) หรือคู่แฝดจากนรกของ อิซาแบล อัดจานี่ ใน Possession (1983) คู่ร้อยแก้ว กับ ร้อยกรอง ใน “นางแมวบ้าน” ของ สนธยา ทรัพย์เย็น (โฆษณาตัวเอง) หรือลักษณะเงาแฝดกวี พาเดินเข้าออกปรโลกโดยใช้เส้นทางผ่านกระจกน้ำเช่นในหนังของ ฌอง ค็อคโต้
Dead Ringers ของ โครเนนเบิร์ก เป็นตัวอย่างชั้นเลิศของการคลี่คลายธีมคนคู่ร่วมสมัย (เรียกว่า ‘คนไขว้’ ได้ไหม?) แม้จะเป็นคู่กัดคู่กรรมก็ตามที แผลที่เกิดจากการแยกคู่หรือหักล้างกันเอง ย่อมละเอียดอ่อนในแบบที่เจ็บแปลบ หาคู่แฝดสยามอื่นมาทดแทนไม่ได้ แฝดนรกแนวนั้นก็ปล่อยเขาไปเถอะ เราลองมาอ่านหนังสือบางเล่มที่อาจจะมีรากเหง้ามาจากคนคู่ละแวกนั้นดูบ้าง ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องแฝดหน้าเหมือน เป็นพี่น้องกันหรือเกี่ยวกับ doppelganger โดยตรง แต่เป็นได้ทั้งในเชิงรูปธรรมและที่เป็นลักษณะอุปมาอุปไมย

Paul Auster
พอล ออสเต้อร์ นักเขียนที่เคยเขียนบทหนังดังอย่าง Smoke (1995) และ Blue in the Face (1996) รวมทั้งกำกับหนังมีเสน่ห์ที่วางโครงสร้างแบบหางชนหัว อย่าง Lulu on the Bridge (1999)(3) เคยเขียนไตรภาคหนังสือชุด New York Trilogy ซึ่งประกอบไปด้วยเรื่อง City of Glass (1985), Ghosts และ The Locked Room (สองเล่มหลังในปี 1986) ทั้งสามเล่มนี้สามารถมองได้ว่าเป็นบทวิพากษ์การเขียนหนังสือเชิงเมตาฟิคชั่น หรือจำเพาะเจาะจงลงไปเป็นการย้อนรอยเรื่องแนวสืบสวนสอบสวนเชิงฟิล์มนัวร์ได้เป็นอย่างดี
ในเรื่อง City of Glass นักสืบชื่อ ควินน์ ถูกว่าจ้างจากภรรยาของสติลแมน ให้คอยตามสังเกตอัจฉริยะบ้า หรือนายสติลแมนคนพ่อ ที่เคยทดลองภาษาพิสดารกับลูกชาย จนหลุดโลกพูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง บัดนี้คนพ่อออกมาจากคุกแล้วอาจจะกลับมาทำร้ายลูกชายอีก แต่เหตุการณ์ก็พลิกโผ ยิ่งนานไปดูเหมือนว่า ควินน์ จะหมกมุ่นกับการติดตามร่องรอยนายสติลแมนพ่อลูก และเฝ้าถอดรหัสภาษาประหลาดที่เชื่อมโยงกับเรื่องราวของหอคอยบาเบล จนกระทั่งละทิ้งตัวตนเดิมของตัวเองไปสิ้น
เรื่อง Ghosts นักสืบชื่อ บลู รับจ้างจาก ไว้ท์ ให้เช่าห้องฝั่งตรงข้ามคอยจับตาดู แบล็ค ซึ่งเป็นคนที่ไม่สร้างปัญหาหนักใจเลย คือวันๆ ถ้าไม่อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ก็ทำกิจวัตรประจำวันเหมือนคนปกติธรรมดานี่เอง หน้าที่ของ บลู แค่เขียนรายงานส่งไว้ท์ และคอยรับเงินเดือนเท่านั้น แรกๆ บลู ก็ไม่คุ้นกับงานนิ่งสงบแบบนี้เพราะการจับตาดู แบล็ค สะกดให้ชีวิตคนทั้งสองคล้องจังหวะกันโดยอัตโนมัติ บลู ค่อยๆ ย้อนย่างสำรวจรอยเงาตัวเอง ปรับชีวิตรีบร้อนของงานนักสืบลดลงถึงตำแหน่งศูนย์ เวลาผ่านไปเป็นปีๆ เหมือนโกหก เหตุการณ์ดำเนินไปจบลงในจุดที่เนื้อเรื่องถูกถ้อยคำต้อนกระเจิง
ส่วนเรื่อง The Locked Room ตัวเอกซึ่งเป็นนักเขียนไม่มีชื่อเสียง วันหนึ่งได้รับการติดต่อว่าจ้างจากภรรยาของแฟ็นชอว์ เพื่อนเก่าสมัยเด็ก ให้ช่วยพิจารณาคุณค่าต้นฉบับนิยายที่สามีเธอทิ้งไว้ก่อนหายตัวไป เขาพบว่างานเขียนเหล่านั้นมีคุณภาพที่เยี่ยมยอดมาก แถมข้อเสนอที่แลกมากับการรับเป็นร่างทรงของแฟ็นชอว์ก็ดีเกินคาด ได้พ่วงภรรยาแสนสวย (ของแฟ็นชอว์) แตกแขนงเป็นครอบครัวอบอุ่น อาบเงินแช่ทอง
หลังการเข้าแทนที่แฟ็นชอว์เพื่อนเก่า ทุกอย่างไปได้สวยดี ถ้าไม่ใช่เพราะว่าตัวเอกของเรา (ออสเต้อร์ไม่ได้ตั้งชื่อให้เขา) จะมีปมรัก เคารพและริษยาแฟ็นชอว์อยู่ตลอดมาตั้งแต่เด็ก เขารู้สึกลึกๆ ว่าเพื่อนรักยังไม่ตายและจดหมายที่เขาได้รับวันหนึ่งก็ยืนยันเช่นนั้น ถึงแฟ็นชอว์จะไม่ทวงสิทธิ์ของตนคืน แต่เขาก็ระบุว่าทุกอย่างอยู่ในการจับตาและการชักใยของเขา เหตุการณ์อนาคตจึงดูเหมือนมีเมฆลอยครึ้ม อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างยังเป็นความลับต่อไปอีกหลายปี จนกระทั่งจดหมายอีกฉบับอ้อนวอนให้มีการนัดคุยกันแบบพิสดาร
ในนิยายทั้ง 3 เรื่องในชุดไตรภาคนี้ ตัวละครเอกพบกับคู่ปรับของตัวเองทั้งในและนอกกระจก เล่นทันเกมและลอกเลียนพฤติกรรมของแต่ละฝ่าย (บางครั้งยังใส่เสื้อผ้า ตัดผม ใช้สบู่ หรืออ่านหนังสือเล่มเดียวกัน) แม้ฝ่ายที่เป็นตัวเอกของเรื่องจะเป็นรอง แต่ก็มีความเคารพต่ออีกฝ่ายหนึ่งในลักษณะทึ่ง นิยมต้นแบบในลักษณะคล้ายพ่ออยู่ลึกๆ (ปมประวัติส่วนตัวของออสเต้อร์?) ขณะเดียวกันก็มีการวิพากษ์ซ้อนในลักษณะของสื่อซ้อนสื่อ ในที่นี้คือเป็นนิยายเมตาฟิคชั่น ที่ว่าด้วยการวิเคราะห์ธรรมชาติและบทบาทของการเขียนและอ่านหนังสือ ซึ่งประกอบพยานด้วย คำ ประโยค ช่องไฟ วรรค โครงสร้าง บท ประสบการณ์ จินตนาการ ความจริง ความฝัน ความลวง และอื่นๆ
ในที่นี้นิยายทั้ง 3 เรื่องกำลังตรวจสอบตำแหน่งของนักอ่าน นักสืบ (ตัวละครซึ่งในเรื่องก็มีบทบาทของการเขียน / อ่านด้วย) ที่โยงสัมพันธ์กับผู้เขียนซึ่งเชิดบทบาท (และร่วมบทบาท) กันอย่างแยกไม่ออก (ในเรื่อง City of Glass หัวหน้านักสืบคือ พอล ออสเต้อร์ ส่วนนักสืบชื่อควินน์ ก็มีบทบาทในเรื่อง The Locked Room) เช่นเดียวกับที่ตัวละครในหนังสือต้องการคนอ่าน และคนอ่านก็จำเป็นต้องมีตัวละครให้ส่องเห็นตัวเองเช่นกัน

Lulu on the Bridge
ดังนั้นเองหนังสือ วอลเดน คัมภีร์ของหนุ่มสาวนักแสวงหาจิตวิญญาณบริสุทธิ์ที่ แบล็ค อ่านจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของ บลู ซึ่งเดิมทีก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าชีวิตเรียบง่ายในป่า กินผักและถั่ว แบบที่พูดถึงในหนังสือ นั้นจะเกี่ยวข้องอย่างไรกับเขา แต่แล้วงานสะกดรอยคนอื่นก็ได้กระชากเขาออกมาจากตัวตนเดิม ในฉากหนึ่งที่ทั้งสองเผชิญหน้ากัน แบล็ค อ้างใส่ บลู (นักสืบตัวจริงปลอมตัวมา) ว่าเขาคือนักสืบ แถมคนที่กำลังถูกเขาสืบ ก็ทั้งรู้ตัวและทั้งชอบที่ถูกจับตามอง “เพราะคนคนนั้นต้องการพิสูจน์ว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่” (ประโยคจาก Ghosts) คล้ายกับในเรื่อง The Locked Room ที่ตัวละครเอกยึดครองตำแหน่งเดิมของแฟ็นชอว์ไป ตัวจริงจึงไม่เหลืออะไรอีกจนต้องกลายเป็นคนพเนจรข้างถนน (ที่ไม่มีใครจำได้แม้แต่คนใกล้ชิดทุกคนที่เคยรู้จักเขา) ในบันทึกลับเล่มแดงที่แฟ็นชอว์ทิ้งคำอธิบายให้เพื่อนเต็มไปด้วยถ้อยคำที่ทั้งดูคุ้นเคยและอ่านไม่รู้เรื่อง ส่วนในเรื่อง City of Glass ควินน์หายตัวไป เหลือแต่สมุดบันทึกสีแดงที่เขาเขียนข้อความสุดท้ายว่า “จะเกิดอะไรขึ้นยามที่ไม่มีหน้ากระดาษเหลืออยู่อีกในสมุดบันทึกเล่มแดง?”
เช่นเดียวกับตัวเอกอื่นๆ ในนิยายชุดนี้ของ ออสเต้อร์ นาย บลู รู้สึกเหมือนชายคนหนึ่งที่ถูกลงโทษให้นั่งอยู่ในห้องอ่านหนังสือไปตลอดชีวิต ได้แต่เรียนรู้โลกผ่านถ้อยคำของคนอื่น ซ้ำตัวหนังสือเองก็ไม่ได้น่าสนใจ ไม่มีเนื้อเรื่อง (story) ไม่มีความเคลื่อนไหว เป็นคล้ายๆ สารคดี (documentary) ชีวิตพื้นๆ ซึ่งประกอบด้วยตัวหนังสือที่เขียนลงบนป่านกระดาษ อันไร้หนทางสิ้นสุด
ตัวละครของออสเต้อร์เกิดการแลกที่ทางกันทั้งในเชิงกายภาพและทางจินตภาพ ณ จุดหนึ่งเป็นคนมีหลักมั่นฐานคง เท้าอยู่บนความจริงที่จับต้องได้ แต่อีกวันหนึ่งกลายเป็นไร้จุดหมาย หายตัว หรือเร่ร่อนพเนจรไป มันอาจไม่ใช่ความตายเสียทีเดียว แต่คงเป็นความบรรลุในเชิงคติของหนังสือแห่งนิรันดร์ และเรื่องเล่าแนวฟิล์มนัวร์ที่คลำไม่พบว่าหางกลับหัวใครมาก่อน
ฆอร์เฆ้ ลุยส์ บอร์เฆส, ฆูลิโอ คอร์ตาซาร์, เฟลิเป้ อัลฟัว, ลุยจิ พิแรนเดลโล่ กับ อิตาโล คัลวิโน่ คงพอใจกับแนวทางที่ออสเต้อร์ ลูกศิษย์นอกกุฏิที่คลี่คลายธีมคนคู่ไปในลักษณะนี้ บอร์เฆส เคยแต่งเรื่องสั้น The Other กับ Borges and I (อ่านเรื่องเขาได้ใน บุ๊คไวรัส เล่ม 2) คอร์ตาซาร์ แต่งเรื่อง Continuity of Parks ส่วน อัลฟัว มีเรื่อง Locos และ คัลวิโน่ มีเรื่อง If On a Winter’s Night a Traveler(4) ซึ่งทุกคนมักชอบทดลองเรื่องเล่าแบบย้อนเล่มเชิงงูกินหาง
“มนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์ที่แปลก เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ตอนจบ แต่กลับเป็นตอนระหว่างทาง คุณอาจวิ่งพ้นเป้าหมายมานานแล้ว แต่คุณก็อาจยังไม่รู้ตัว เมื่อไหร่ก็ไม่สังเกตเห็น เมื่อไหร่ก็ไม่พบ คุณจึงยังคงวิ่งต่อไป”
จากหนังสือ The Inner Side of the Wind ของ Milorad Pavic
ที่อีกฟากหนึ่งของทวีป สางผมดำแห่งคู่วินาศของ doppelganger ได้สืบเนื่องไป แต่เป็นในลักษณะแห่งการแจ้งรู้ มิใช่หวาดผวาความตาย ถ้าเราสมมติว่าให้เวลาพุ่งจากอนาคตและเราสามารถก๊อบปี้เวลาให้มาแปะบนระนาบเวลาเดียวกัน เหมือนการ paste ข้อความหน้าจอคอมพิวเตอร์ ประวัติศาสตร์ต่างเวลาก็สามารถวิ่งทาบหรือวิ่งขนานกันได้แบบภาพเขาวงกต ของ เอ็ม. ซี. เอชเชอร์ (M. C. Escher) ใช่หรือไม่ (กรุณาดูภาพวงจรชีวิตของสัตว์เลื้อยคลานกระดาษที่เวียนว่ายไม่จบสิ้น)

ในหนังเรื่อง The Passenger (1975) หนังที่กลับหัวกลับหางหนังแนวอาชญากรรมตื่นเต้นของค่าย MGM โดยผู้กำกับอิตาเลียน มิเคลันเจโล่ อันโตนีโอนี่ เรามองฝ่าฝุ่นแสบร้อนของทะเลทรายซาฮาร่า ไปพบกับ เดวิด ล็อค (แจ็ค นิโคลสัน ในบทที่เรียบน้อยถ้อยลึก) หนุ่มนักข่าวอังกฤษเรียนจบจากอเมริกา ที่ตระเวนถ่ายสารคดีในดินแดนอาหรับอ้างว้างซึ่งหาความเป็นมิตรไม่เจอ วันหนึ่งด้วยความบังเอิญ เขาเกิดไอเดียอุตริสลับร่างกับนาย โรบินสัน คนรู้จักข้างห้องซึ่งเพิ่งตายไปอย่างลึกลับ ล็อค แทบไม่รู้จักอะไรในตัวเพื่อนร่วมโรงแรมเลย นอกจากเป็นพ่อค้าอะไรสักอย่างที่เดินทางไปหลายประเทศ ตามวันเวลาในสมุดบันทึกเล่มเล็ก ครั้น ล็อค แกล้งตายด้วยร่างของโรบินสัน มันก็ช่วยให้เขาเริ่มชีวิตใหม่พ้นจากความรับผิดชอบทั้งหมดของร่างเดิม แต่เรื่องยุ่งที่ต้องตามมาแบบไม่คาดคิดก็คือ บทบาทใหม่ของคนตายที่มากับตั๋วเครื่องบินและสมุดบันทึกเล่มนั้น จะนำอะไรมาเป็นของแถมบ้าง
ล็อค: คุณใช้วิธีอะไรทำให้พวกเขา (คนพื้นเมือง) เชื่อถือ
โรบินสัน: อาชีพคุณหากินด้วย คำพูดกับภาพ ของบอบบางจับต้องไม่ได้ แต่อย่างผมเข้าหาพวกเขาด้วยของใช้ สินค้าเป็นชิ้นเป็นอัน พวกเขาเข้าใจผมได้ทันที
(จากบทหนังเรื่อง The Passenger โดย มาร์ค เป๊ปโล, ปีเตอร์ วอลเล่น และ อันโตนีโอนี่)

Jack Nicholson ใน The Passenger
ในฐานะคนดูหนัง หนังบอกเราพอคร่าวๆ ว่า เดวิด ล็อค มาถึงทางตันของตัวเอง จากปากคำของเพื่อนร่วมงาน เขาเป็นนักข่าวที่มีพรสวรรค์เก่งกาจ กัดไม่ปล่อย แต่กับภรรยาของเขา เธอผิดหวังที่หนังข่าวสารคดี ของเขาไม่มีปากเสียงให้กับความจริง หรือความยุติธรรม สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ล็อครับรู้ ล็อคไม่ได้พยายามแก้ไข หรือทุ่มเทกายใจมีส่วนร่วม มันกลายเป็นแค่หน้าที่และความชำนาญของกลเกมทางงานข่าว ซึ่งคนที่ผ่านงานมาเจนจัดเท่านั้นจะรู้ขอบเขตของความเปลืองตัว เช่นเดียวกับภาระการมีชีวิตคู่ไร้สีสัน และภาพเหล่านั้นมันไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่าเงาอดีตที่อยากสลัดให้หลุดพ้น
สมุดบันทึกท่องโลกที่โรบินสันจดนัดหมายกับหญิงสาวหลายๆ คนโดยเฉพาะคนพิเศษที่ชื่อ เดซี่ ได้ก่อลางร้ายแก่ล็อคในคราบใหม่อย่างเงียบๆ มันเป็นเสียงกู่ร้องทวงชะตาโรบินสัน – ล็อค พ่อค้าอาวุธสงครามที่หญิงสาว (ไม่มีชื่อ) ผู้ร่วมทางของเขาก็ช่วยเหลือเขาไม่ได้ และในเวลาต่อมา ณ โรงแรมเล็กๆ แห่งหนึ่งในสเปน วิญญาณของล็อคก็ซ้ำรอยจากร่างไปร่วมวงไพบูลย์กับวิญญาณนายโรบินสันอย่างแฝงปริศนา
ล็อค: แล้วคุณล่ะ
หญิงสาว: โอ ฉันอยู่ในบาร์เซโลนา หวังว่าจะเจอใครสักคนที่เคยเป็นคนอื่น
ล็อค: ผมอยากจะหนีหายไปให้พ้นๆ
หญิงสาว: ฉันหวังว่าคุณคงทำได้นะ เดี๋ยวนี้ คนเรามักหายตัวไปเฉยๆ
ล็อค: ทุกครั้งที่พวกนั้นเดินออกนอกห้อง
(จากบทหนังเรื่อง The Passenger โดย มาร์ค เป๊ปโล, ปีเตอร์ วอลเล่น และ อันโตนีโอนี่)
ครั้งหนึ่ง ล็อค พยายามสัมภาษณ์ หนุ่มหมอผีพื้นเมือง ว่าเคยรู้สึกขัดแย้งตัวเองไหมที่ไปเรียนในยุโรปและกลับมาปักหลักในรากเหง้าเดิม แต่ล็อคถูกย้อนให้ว่า “คำถามของคุณเปิดเผยตัวตนของคุณเองมากกว่าจะเกี่ยวกับตัวผม” เมื่อยืนยันไปว่าเขาถามอย่างจริงใจ หมอผีหนุ่มก็ชิงกล้องถ่ายหนังในมือของล็อค หันเลนส์กลับมาถ่ายใบหน้างุนงงของเจ้าของกล้อง และเตือนว่า “สิ่งที่คุณเชื่อว่าจริงใจกับสิ่งที่ผมเชื่อว่าซื่อสัตย์อาจจะไม่เหมือนกัน (ระหว่างที่กล้องจับหน้า ล็อค) เอาล่ะ ทีนี้คุณลองถามใหม่ คำถามที่คุณถามเมื่อกี้นี้”
ความรู้สึกเปล่าประโยชน์ ป่วยการเปลี่ยนแปลงตัวเองและสิ่งรอบตัวนี้ มีมาตลอดในหนังของ อันโตนีโอนี่ เช่น Story of a Love Affair (1950), Il Grido (1957), L’Avventura (1960), La Notte (1961), The Eclipse (1962) และ The Red Desert (1964), Zabriskie Point (1970), Identification of a Woman (1982) โดยเฉพาะความเสื่อมศรัทธาสื่อ (กล้อง) ในมือนี้ เขาบุกเบิกไว้ก่อนหน้าในเรื่อง Blow - Up (1966 / มีดีวีดีลิขสิทธิ์จำหน่าย) ที่ โธมัส ตากล้องแฟชั่น หาสัจจะถาวรอะไรไม่ได้กับอาชีพใช้กล้องของเขาอีกแล้ว ภาพถ่ายเหตุการณ์ฆาตกรรมในสวนสาธารณะที่เชื่อว่ามีจริงก็หาที่มั่นไม่ได้ ศพบนฟิล์มและกระดาษอัดรูปก็อาจเป็นแค่เม็ดเกรนฟิล์ม เหมือนภาพเขียนนามธรรมที่ปรากฏฉากหนึ่งในหนัง ความจริงแน่นอนเพียงอย่างเดียวก็คือ เราจะเที่ยว เสเพล และทำลายล้าง อ้างความเป็นเจ้าของกันให้ถึงที่สุด ในเวลานั้น แม้คอกีตาร์หักๆ ของศิลปินใจร้อน อย่าง เจฟ เบ็ค และวงร็อค The Yardbirds ในเรื่อง Blow - Up ก็ดูมีค่ามากมาย แม้เพียงครึ่งนาที

The Eclipse
บางที ล็อค อาจจะเบื่อกับพรมแดนระหว่างท่าทีของคนขาวต่อคนใต้อาณานิคม เขาย่อมรู้ว่ามีความจริงชนิดที่ไม่อาจเป็นกลางได้ ประโยชน์ของใคร แหล่งสนับสนุนเบื้องหลังจากที่ใด ล้วนเป็นคำถามคำตอบที่สร้างภาพขึ้นโดยง่าย ยิ่งแต่ละสมัยของการสื่อข่าวทีวีเชิงเบ็ดเสร็จนิยม แยกออกยาก ระหว่างอะไรคือความจริง อะไรคือสร้างภาพ ใครคือผู้มีอำนาจคุมกระบอกเสียง แม้แต่รายการตามล่าสืบเท็จจริง หรือเกมโชว์ ยังเน้นการจำลองเหตุการณ์จริง แบบกล้องสั่นไหวแสดงบทบาท ใส่เสียงบรรยาย ถ่ายแก้ไขซ้ำแล้วซ้ำอีก อะไรคือต้นฉบับ อะไรคือของก๊อบปี้ ปัญหาลิขสิทธิ์ตอบอะไรได้ เรื่องงานศิลปะก็ไม่เว้น คนเสพภาพเขียนศิลปะส่วนใหญ่ก็ต้องพึ่งพาการศึกษางานสำคัญๆ จากการดูภาพจำลองในสื่อสิ่งพิมพ์หรืออินเตอร์เน็ตมากกว่าการดูของจริง
The Assignment: Or, on Observing the Observer of the Observers (ภาษาเยอรมันปี 1986, ภาษาอังกฤษปี 1988) หนังสือของ ฟรีดริช เดือเรนมัทท์ นักเขียนชาวสวิส (ผู้แต่งเรื่อง The Pledge ที่แจ็ค นิโคลสัน แสดง ฌอน เพนน์ กำกับ) เป็นอีกเรื่องที่อาจได้รับอิทธิพลบางส่วนจาก The Passenger และ Blow Up โดยในนิยายเล่มนี้เกี่ยวกับตัวละครชื่อ F. สาวนักถ่ายหนังสารคดีภาพชีวิตบุคคลที่ได้รับการว่าจ้างจากมหาเศรษฐีนักฟิสิกส์นาม อ๊อตโต้ ฟอน ลัมแบร์ต ให้ออกสืบร่องรอย ทิน่า ภรรยาของเขาที่ตายไปในประเทศอาหรับแห่งหนึ่ง ก่อนหายตัวไปเป็นศพ มีไดอารี่กับกระดาษที่เธอเขียนขีดเส้นใต้ตัวหนังสือไว้ว่า “ฉันถูกจับตามอง”
F. (ตั้งตาม K. แบบ ฟรานซ์ คาฟก้า – Franz Kafka?) กำลังต้องการเปลี่ยนแนวการทำหนังของเธออยู่พอดี การทำหนังภาพเหมือนของบุคคลมีชื่อเริ่มพ้นจากความสนใจของเธอ ยิ่งพวกนักแสดงหรือพวกนักการเมืองแล้ว F. มองว่าคนพวกนั้นเล่นบทอยู่ตลอดเวลา ทั้งยังเป็นการแสดงที่ไม่ได้เรื่องเอาเสียด้วย ถ่ายคนพวกนั้นเธอรู้สึกว่าเสียเปล่า เธอจึงสนใจทำภาพเหมือนของโลกทั้งใบแทน แต่เพราะภาพขององค์รวมย่อมประกอบขึ้นด้วยองค์ย่อย การที่เธอบังเอิญมาสุ่มถ่ายหนังโดยเริ่มจากภาพงานศพของทิน่า ทำให้นักฟิสิกส์สนใจจ้างเธอ
ประเทศลึกลับไม่ระบุชื่อแห่งนั้นเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยอันตราย หาคนประสานงานที่เชื่อใจไม่ได้เลย F. กับทีมงานตากล้องของเธอพบอุปสรรคนานาประการ ที่ทำให้ไม่สามารถทะลวงหาความจริงฝ่ากลุ่มอำนาจมากฝ่ายที่อยู่เหนือการควบคุม
ฝ่ายตำรวจลับ กองทัพ รัฐบาล กลุ่มอำนาจค้าอาวุธสงคราม และกลุ่มผลประโยชน์ย่อยๆ สับสนตัวเองระหว่างความฝันหวานถึงเงินดอลลาร์อเมริกัน กับการเตรียมตัวเป็นเป้าทดลองขีปนาวุธ เขตแดนนี้เต็มไปด้วยนักโทษ สายลับ นกต่อ และ คนขายข่าว ต่างฝ่ายต่างระแวงจับจ้องกันอย่างตึงเครียด ทุกบทตอนของหนังสือ เต็มไปด้วยการถูกเฝ้าจับตาซึ่งกันและกันอย่างบ้าคลั่ง เดือเรนมัทท์ บรรยายถึงตัวละครของเขา เหมือนนักวิทยาศาสตร์ส่องกล้องจุลทัศน์ดูแมลงเม่าบินหาแสงไฟ เขาเอ่ยถึงโลกบูดเบี้ยวที่ตัวละครชื่อ โพลีฟีม คลุกคลีมาประมาณนี้ (ขออภัยสำนวนแปลที่ไม่สละสลวยเท่าที่ควร)
“พันธนาการมนุษย์นั้นประกอบไปด้วยการถูกสังเกตการณ์ แต่ที่เลวร้ายกว่านั้นคือธรรมชาติของพวกที่สังเกตการณ์เขาและทำให้เขาดูเป็นคนโง่ อันหมายถึงระบบวงจรของคอมพิวเตอร์ทั้งหลาย เพราะเจ้าสิ่งที่จับตาจ้องอยู่ก็คือกล้อง 2 ตัวที่เชื่อมกับคอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง ซึ่งอยู่ในสายตาของเครื่องคอมพิวเตอร์อีก 2 เครื่องที่ป้อนสัญญาณให้คอมพิวเตอร์อื่นๆ ที่เชื่อมโยงกับเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นๆ เพื่อจะได้แปลงสัญญาณปรับเปลี่ยนใหม่ และหลังจากที่ป้อนเข้าคอมพิวเตอร์ในห้องแล็บ ปรับปรุงขยาย ฉายและวิเคราะห์ โดยใคร ที่ไหน อย่างไร ณ จุดไหนโดยมนุษย์คนใด เขาบอกไม่ได้ คอมพิวเตอร์สามารถถูกโปรแกรมให้จดจำรายละเอียดความผิดปกติในภาพจากดาวเทียม ตัวเขาเอง โพลีฟีม กลายเป็นพระเจ้าที่สิ้นท่า ตำแหน่งของเขาถูกแทนที่ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งที่ถูกจับตาโดยเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องที่สอง พระเจ้าองค์หนึ่งจับตามองพระเจ้าอีกองค์ โลกย้อนกลับไปสู่บุพกาล”
(แปลจาก The Assignment)
โลกแห่งสื่อควบคุมใบนี้สิ้นหวังอย่างถึงที่สุด D. เพื่อนนักตรรกะวิทยาแจกแจงทฤษฎีอธิบายให้ F. ฟังว่าในตอนแรกทุกคน (รวมทั้ง ทิน่า) รู้สึกขัดใจที่ตกเป็นฝ่ายถูกจ้องมอง เมื่อทนไม่ไหวก็ประกาศให้คนที่จับตามองดูว่า ข้าก็จ้องเป็น กล้องส่องของสองฝ่ายหันหน้าเข้าหากันและกัน คนที่เคยจ้องก็กลายเป็นคนที่ถูกจ้องด้วย ครั้นเมื่อใดที่ไม่มีใครมาจ้องดูเลย เราก็จะรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนไม่มีค่าในการใส่ใจ และนั่นเอง คือ “เหตุผลที่พวกเขาถ่ายภาพและถ่ายหนังของกันและกัน เพราะกลัวว่าจะประสบกับความว่างเปล่าของการมีชีวิตเบื้องหน้าจักรวาลที่กำลังจะแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ อันประกอบไปด้วยทางช้างเผือกมากมายเช่นของเรา พร้อมหน้าด้วยสิ่งมีชีวิตที่สิ้นหวัง ห่างเหิน และเป็นพิภพที่ถูกตัดขาดเช่นเดียวกับของพวกเรา....” (แปลจาก The Assignment)
หมอ ฟอน ลัมแบร์ต ทำกับภรรยาของเขาเหมือนกรณีศึกษามากกว่าเป็นบุคคลมีชีวิต เมื่อ ทิน่า รู้ตัว เห็นสมุดบันทึกที่เขาคอยจับตาดูอาการของเธอ เธอจึงหนีไป หมอจึงรู้สึกหมดท่าเหมือนผู้คุมคุกที่ไร้นักโทษให้ควบคุม D. ชี้แจงว่า “ในการที่พยายามจะรู้สิ่งที่เขาไม่มีวันจะเข้าใจได้ เขาพยายามจะนำภรรยาที่ตายแล้วกลับมาสู่การจองจำ” โดยการค้นหาอันยากลำบาก F. ได้พบภาพเขียนหญิงสาวในเสื้อคลุมขนสัตว์สีแดงที่อาจจะเป็นตัวทิน่า แต่แล้วภาพนั้นก็ดูคล้ายตัว F. เองมากกว่า ต่อมาเธอได้สวมเสื้อแดงตัวนั้นเข้าไปในใจกลางความลึกลับดำมืด และรู้ความจริงว่า ศพของทิน่า ไม่ใช่ตัวจริง นักข่าวสาวคนหนึ่งตายแทนทิน่าไป แต่ในเวลานี้ F. เสียเองที่กำลังจะตาย ณ ซากเนินทราย อัล – ฮาคิม ที่ที่เธอจะถูกข่มขืนและฆ่าทิ้งตามรอยร่างหญิงคนก่อนหน้า ความแตกต่างก็คือ ความตายของคนทำหนังอย่างเธอจะถูกบันทึกเป็นอมตะโดยกล้องถ่ายหนังของ โพลีฟีม
โพลีฟีม หัวโจกข้อมูลการค้าอาวุธสงคราม เชื่อว่าพระเจ้าในความหมายของเขามีอยู่ในรูปของ ผู้สังเกตการณ์บริสุทธิ์ ผู้ไม่อาจแทรกแซงโลกวัตถุ ซึ่งสุดท้ายต้องนำไปสู่จุดที่มวลทั้งหมด พืช สัตว์ คน ล้มหายตายจากกลายเป็นศูนย์ หน้าที่ของพระเจ้าไม่ต่างไปจากอาชีพของปุถุชนเช่นเขาที่หายใจเป็นกล้อง เลนส์ หน้าที่ของเขาคือ ไม่ปล่อยให้อารมณ์โกรธ รัก สงสาร ยินดี หรือรู้สึกผิด ทำให้ขอบเขตการรับรู้ของเขาเฉไฉ แปดเปื้อน อันย่อมจะทำให้ ความเป็นกลางที่รับรู้ผ่านกล้องเสื่อมสูญลงไป
เขาเชื่อว่ากล้อง ณ สปีดชัตเตอร์ ระดับต่างๆ เท่านั้นที่สามารถนำเฟรมภาพนิ่งต่อเนื่องวิ่งผ่านเครื่องฉายหนังเพื่อสัมผัส Time, Space และประสบการณ์ทั้งมวล เพราะประสบการณ์อะไรที่ไม่มีกล้องร่วมเป็นพยานก็เท่ากับเป็นแค่ความทรงจำที่ไร้ค่า เหมือนความจำซ้ำซากที่บิดเบือน ตกแต่งหลอกให้เรารู้สึกอ่อนเปลี้ยเสียสูญ เพราะความเป็นคนจำเป็นต้องได้รับภาพลวงตาของการมีประสบการณ์ตรง นั่นคือเหตุว่าทำไมเขาถึงถ่ายหนังการระเบิดนักข่าวหนุ่มคนหนึ่งในรถยนต์ อย่างละเอียดลออทุกจังหวะ ภาพวินาทีแห่งชิ้นส่วนมนุษย์ และชิ้นส่วนรถยนต์ที่ถูกฉีกกระชากได้กลายเป็นภาพตกแต่งห้องที่เขาขัง F. ไว้ คล้ายคลึงกับภาพนิ่งของฉากฆาตกรรมที่ โธมัส ตากล้องในเรื่อง Blow Up ขยายแปะติดข้างฝาสตูดิโอ โดยมีกล้องถ่ายหนังของอันโตนีโอนี่เคลื่อนตัวช้าๆ (เข้ากับเสียงประกอบจากเหตุการณ์ในสวนสาธารณะ) เชื่อมโยงเป็นฉากเคลื่อนไหวในใจของคนดูหนัง
In seeing there is love, in being seen there is abhorrence. One grins, trying to bear the pain of being seen. But not just anyone can be someone who only looks. If the one who is looked at looks back, then the person who was looking becomes the one who is looked at.
จาก The Box Man ของ โกโบะ อาเบะ
ฉันใดกับที่ตัวเอกในเรื่อง The Assignment หมิ่นเหม่อยู่กับการนำมุมมอง หรือตกอยู่ภายใต้การจับตามองฉันนั้น เดวิด ล็อค จาก The Passenger (คงไม่บังเอิญที่ชื่อหนังในยุโรปคือ Profession : Reporter) ก็หนีไม่พ้นการตกเป็นเป้าของการจับตา แม้ว่าเขาจะเป็นตัวเอกในหนังก็ตาม เรื่องราวและสายตาของกล้องไม่ได้เล่าเรื่องผ่านสายตาของเขา แต่เหมือนมีมุมมองขนานคู่จับตาดูเขาอีกที ตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องด้วยซ้ำที่กล้องค่อยๆ ค้นพบเขาในเฟรมภาพ เหมือนเวลาเรากวาดตาซ้ายขวามองจนพบจุดโฟกัสที่น่าสนใจ เราอาจจะตามดูชีวิตเขาไป แต่แล้วกล้องก็เปลี่ยนมุมมองออกไปจากตัวล็อคอีกจนได้ โดยเฉพาะในฉากจบ 7 นาทีอันลือลั่นที่ อันโตนีโอนี่โชว์การเคลื่อนกล้องสุดมหัศจรรย์แบบไม่ตัดภาพ ขณะที่ล็อคกำลังนอนเหยียดกาย (อาจจะกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับชายแก่ที่เคยมีความสุขมากสมัยตายังบอด) กล้องลอยผ่านลูกกรงหน้าต่างโรงแรมออกไปภายนอกห้องมองดูชีวิตธรรมดาที่ดำเนินไปตามวิถีของมัน จนกระทั่งกล้องหมุนกลับมาพบปลายขาของชายในห้อง และพบว่าล็อค (ในนาม โรบินสัน) ได้กลายเป็นศพไปแล้วภายในภาพช็อตยาวช็อตเดียว และร่างนี้แหละที่ภรรยาของเขาปฏิเสธว่าไม่รู้จักเขา แต่หญิงสาวอีกคนที่ร่วมเดินทางมากับเขากลับตอบรับ (ศพลึกลับใน Blow Up จะมีอยู่จริงหรือเปล่า นั่นก็อีกปริศนาหนึ่ง)

สำหรับตัวละครของ อันโตนีโอนี่ ความตาย (หรือการหายตัวไป) ดูคล้ายแสงสลัวยามสนธยาอันนำสู่ความสงบ ความหวัง ความหลุดพ้น อิสระจากตัวตนเก่า ใครจะฆ่าใคร อย่างไรไม่สำคัญเท่าเหลี่ยมมุมมากปริศนา (ผู้บริหารสตูดิโอ MGM ยังเคยงงมาแล้วกับการที่หนังทุกเรื่องของผู้กำกับอิตาเลี่ยนท่านนี้ร้างไร้ซึ่งฉากลงมือฆาตกรรม แม้ยามที่พล็อตเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม) ไม่ว่า อันนา หญิงสาวในหนัง L’Avventura จะหายตัวไปที่ไหน ไม่มีใครตอบได้ ไม่จำเป็นต้องตอบ เพราะ คลาวเดีย เพื่อนของเธอกำลังจะกลายเป็นตัวแทนที่อันนาในอีกรูปแบบหนึ่ง โธมัส ใน Blow Up ก็เช่นกัน ตอนจบเขาค่อยๆ วางกล้องกับตัวตนเดิมลง ผ่อนคลายจากแบบแผนหน้าที่เก่าๆ ของชายทันสมัย ก่อนร่วมเกมเทนนิสในจินตนาการไปกับกลุ่มคนหน้าขาวช่างฝัน จนภาพตัวเขาจางหายไปกับพื้นหญ้าแห่งนั้น และแม้ความตายของมาร์ค หนุ่มตัวเอกในหนังอเมริกันของ อันโตนีโอนี่ เรื่อง ZabriskiePoint จะเป็นเรื่องน่าเสียดาย แต่ภาพนั้นก็ถูกขานรับด้วยฉากระเบิดบ้านเศรษฐีแบบซูเปอร์สโลว์โมชั่น เฟอร์นิเจอร์แตกละเอียดเกลื่อนฟ้า ดุจดังภาพฝันสลายของระบบบริโภคนิยม (เทคนิคนี้ถูกนำไปใช้จนเฝือในมิวสิควีดีโอ)(5) ตามด้วยภาพอาทิตย์อัสดงสุขสงบ (เหมือนหลังความตายของล็อคใน The Passenger)
“บลู คุณเคยเป็นโลกทั้งใบของผม ผมเปลี่ยนคุณให้เป็นความตาย”
แบล็ค พูดใน Ghosts
อาทิตย์ อาจลาลับไปแล้ว แต่ไฟประดิษฐ์กลางกองถ่ายหนังกลับสาดจ้า เงาคู่กายของเราที่ถูกเฉือนขาดไปก่อนหน้านั้นพร้อม ๆ กับแสงแดดถูกจุดติดขึ้นมาอีกครา นาทีที่กล้อง ปากกา พู่กัน คีย์บอร์ดเผชิญหน้ากับตัวแบบ ถ่ายทอดต่อคนดูและคนอ่าน คือนาทีตัดสินใจแห่งการเรียนรู้ ประสานเงามืดเงาสว่างให้คุ้นเคยกับความจริง ความฝัน จินตนาการ ประสบการณ์ซึ่งไม่อาจแยกจากกัน มันจะเป็นเงามารหรือเงาเทพย่อมแล้วแต่ผู้ใช้ นักเขียนและนักทำหนังหลายคนที่เอ่ยชื่อไปได้ส่องกระจกเสนอเรื่องราวแนว doppelganger ไว้มากมายให้เราได้เพลิดเพลินและพิศวง ขออย่าได้หวาดกลัวเรื่องราวทั้งหมดนี้จนเกินงาม
แต่หากผู้ใดได้ประสบพบกับ Doppelganger ด้วยตัวเอง ก็กรุณาอย่าเอื้อเฟื้อมาบอกเล่าสู่กันเพราะการนอนหลับฝันดียังมีค่านัก
หมายเหตุ
เดือนพฤศจิกายน ปี 2006: บทความนี้ปรับปรุงใหม่จากบทความเดิมในพ็อคเก็ตบุ้ค OPEN HOUSE ฉบับปราบอิทธิพลคนเครียด เดือนกันยายนปี 2003 หากท่านใดสนใจประเด็น doppelganger กรุณาหาอ่านเรื่องแต่งของ E.T.A. Hoffmann ซึ่งเป็นเจ้าปรมาจารย์ด้านนี้ และนิยายเรื่อง The White Castle ของ ออร์ฮาน ปามุค
เชิงอรรถ
1. ต่อมาก็มีหนังญี่ปุ่นของ คิโยชิ คุโรซาว่า ในชื่อ Doppelganger ด้วย
2. The Double มีแปลในชื่อ “ตัวจริงตัวปลอม”
3. Lulu on the Bridge ของ พอล ออสเตอร์ มีวีซีดีจำหน่ายในชื่อ “ใช้หัวใจสร้างสะพานรัก”
4. If On a Winter’s Night a Traveler ของ อิตาโล คัลวิโน่ มีแปลเป็นภาษาไทยแล้ว
5. มิวสิควิดีโอเพลงหนึ่งของวงซิลลี่ฟูลก็ใช้เทคนิคเดียวกันกับ Zabriskie Point ของ อันโตนีโอนี่



