๑๙ ตุลาคม
ร้านบะหมี่ราเม็น, สยามสแควร์
ไม่ได้กินบะหมี่ร้านนี้มานานแล้ว แวะมาแถวนี้ทั้งทีก็เลยนัดเธอที่นี่จะได้กินให้หายอยากเสียทีด้วย บะหมี่ราเม็นในน้ำซุปกระดูกหมูของร้านนี้ยังคงไว้ใจได้ในความอร่อย เราสั่งพิเศษเพิ่มเส้นเหนียวนุ่ม ส่วนเธอไม่กินอะไร เราเลยสั่งน้ำเปล่าให้เธอ
เราบอกเธอว่าถ้าไม่ถือสาอะไรกับคนที่กำลังสาวเส้นบะหมี่ดัง ซู่ดด...ซู่ดด....ล่ะก็ ให้เริ่มธุระของเธอมาได้เลย แต่ถึงจะกินบะหมี่ไปด้วยแต่เราก็บอกตัวเองเสมอว่าธุระของเธอสำคัญเสมอและอย่าเพลิดเพลินกับอาหารตรงหน้าเกินไปนัก (แหม...ทำยากชะมัด)
เธอนั่งนิ่งสักพัก ก่อนจะจ้องหน้าเรา เรายิ้มสบายๆ เพื่อให้เธอได้รู้สึกผ่อนคลายลงบ้าง
เธอเม้มปากแน่น แต่ถึงอย่างนั้นริมฝีปากบนและล่างที่กำลังดันกันอยู่นั้นก็สั่นไหวระริก เธอมองหน้าเรา เราก็เลยมองหน้าเธอกลับ พยายามมองไปที่ดวงตาของเธออย่างเดียวเท่านั้น เราว่าการมองดวงตามันน่าจะทำให้เธอรู้ว่าเราอยู่ข้างเธอ เป็นเพื่อนเธอ
แล้วธารน้ำเล็กๆ ก็ไหลลงมาอาบแก้ม ก่อนไหลเข้าไปยังโตรกผาน้อยๆ ที่เกิดจากการเม้มปาก เธอเริ่มร้องไห้และร้องหนักขึ้น หนักขึ้น โดยที่สายตายังไม่ละไปจากคนตรงข้าม คือเรา คนที่นั่งสูดบะหมี่ขึ้นปากอย่างเอร็ดอร่อย
เธอเริ่มสะอึกสะอื้นมากขึ้น น้ำตาก็ไหลลงมามากขึ้นเหมือนใครมาเปิดวาล์วท่อน้ำตาของเธอ เด็กเสิร์ฟในร้านบะหมี่เริ่มมองมาที่เรา พวกเขาคงคิดว่าเธอและเราเป็นคู่รักที่กำลังจะแยกทางกัน ช่างมัน ไม่ใช่กงการอะไรที่เราจะต้องไปบอกใครว่าเรามาแค่ฟังเธอ อีกอย่างหนึ่งคนเลิกกันคงไม่มีอารมณ์นั่งกินบะหมี่สบายใจแบบเราหรอก
เรายื่นผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดที่ซักและรีดมาอย่างดีออกจากกระเป๋าเสื้อ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำยาปรับผ้านุ่มโชยตามออกมา เราดูแลผ้าเช็ดหน้าเหล่านี้เป็นอย่างดี ดียิ่งกว่าผ้าเช็ดหน้าของเราเสียอีก (๓ วันซักที) แน่นอน พวกเธอคงพอใจมากกว่าถ้าน้ำตาของพวกเธอได้ซับซึมไปบนผ้าที่หอมสะอาด เธอลังเลที่จะรับผ้าเช็ดหน้านั้น เรายื่นออกไปให้ใกล้ตัวเธอขึ้นอีก บอกเธอว่ารับไปเถอะ เอาไปเช็ดหน้าเช็ดตา จะเอาไปเลยก็ได้เรายินดี
แล้วเธอก็เริ่มเรื่อง
เรื่องของเธอไม่มีอะไรมากมาย แค่เธอรู้สึกว่าเธอเหลืออดเหลือทนกับชีวิตแล้ว เพิ่งแลกกับแฟนมาหมาดๆ เพราะจับได้ว่าผู้ชายคนที่เธอรักนั้นมีคนอื่นอยู่ก่อนแล้ว รู้สึกจะแต่งงานแต่งการแล้วด้วย กว่าจะหักอกหักใจจนหายดีขึ้นได้ก็กินเวลาหลายเดือน แต่ชายคนนั้นก็กลับเข้ามาในชีวิตของเธออีก แถมมาบอกว่าอยากคบกับเธออย่างจริงจังและหย่ากับแฟนเก่าแล้ว เธอก็เชื่อและกำลังคิดจะมีใจให้เขาโอกาสเขาอีกครั้ง แต่ก็มารู้ความจริงจากเพื่อนว่าชายคนนี้ยังไม่ได้เลิกกับแฟนเสียหน่อย เธอเลยปฏิเสธเขาไป ผู้ชายโกหกคนนี้โดนปฏิเสธเข้าก็โกรธ ต่อว่าเธอ เสียๆ หายๆ แล้วสักพักก็กลับมาง้อเธอใหม่ เหตุการณ์วนเวียนเป็นอย่างนี้มาหลายเดือนแล้ว และเธอก็ไม่รู้ว่าจะไปจบลงที่ตรงไหน เธอรู้สึกตัวเองไม่มีค่า ใจหนึ่งก็อยากจะไปให้พ้นๆ แต่ใจหนึ่งก็ยังรักเขา เธออ่อนปวกเปียกทุกครั้งเวลาเจอลูกออดอ้อนจากชายคนนี้ เธออึดอัดไม่รู้จะไปบอกใคร เพื่อนของเธอก็ไม่ค่อยเข้าใจ นอกจากไม่เข้าใจแล้วยังโกรธที่เธอตัดใจจากเขาไม่ได้อีกต่างหาก
เล่าจบเธอก็ร้องไห้ สะอึกสะอื้นเสียงดัง คราวนี้เธอหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดซับเองโดยไม่ต้องให้เราหยิบยื่น
เราถามเธอว่าสบายใจขึ้นไหม ได้ร้องไห้ ได้เล่าให้เราฟัง
เธอบอกว่าก็สบายใจ แต่อยากพูดต่ออีกหน่อย เราบอกว่านี่ก็ครบหนึ่งชั่วโมงตามที่ตกลงแล้ว และถามเธอว่ารู้ไหมทำไมเรามีเวลาให้เธอได้แค่ชั่ว ๖๐ นาทีเท่านั้น แน่นอนว่าเธอไม่รู้
ความทุกข์ความเศร้านั้น เราอย่าไปใส่ใจกับมันมากเกินไปนัก, นี่คือคำตอบ
เราซดน้ำบะหมี่ราเม็นเกลี้ยงชาม อร่อยจริงๆ ถ้ามาคนเดียวต้องสั่งอีกชามเป็นแน่ แต่เดี๋ยวเธอจะหาว่าตะกละ อย่าดีกว่า เราเรียกพนักงานมาเก็บตังค์ เธอทำท่าจะจ่าย เรายั้งมือห้ามไว้ คนดื่มแต่น้ำเปล่าเอาแต่ร้อง ไห้ ไม่ต้องจ่ายหรอก
จ่ายแต่เงินค่ารับฟังตามที่ตกลงกันก็พอ
ก่อนจากกัน, หลังจากที่เธอจ่ายเงินเราเรียบร้อยแล้ว เรายื่นนามบัตรซึ่งระบุวิธีที่จะติดต่อเราในภายภาคหน้าเอาไว้ เผื่อเธอจะต้องการเราอีกครั้ง นอกจากนามบัตร เรายังมอบผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นให้เธอไว้เป็นที่ระลึก
ก่อนแยกตัวออกมา เราบอกเธอว่า อย่ากังวลกับความทุกข์แล้วมันก็จะผ่านไปเอง
๒๗ ตุลาคม
ที่อพาร์ตเมนต์
ดื่มกาแฟยังไม่ทันหมดถ้วย และว่าจะออกไปวิ่งจ๊อกกิ้งเรียกเหงื่อเสียหน่อย อะไรไม่รู้ดลใจให้เปิดมือถือ เป็นเรื่องเลย เปิดเครื่องได้แป๊บเดียว เธอก็โทรมาทันที ด้วยจรรยาบรรณเราไม่อาจตัดสายเธอทิ้งได้ แม้จะเสียดายอากาศสบายๆ ที่แดดไม่แรงมากนักอย่างเช้าวันนี้อยู่พอสมควร แต่ไม่เป็นไรค่อยวิ่งวันหลังก็ได้ งานยังไงก็ต้องมาก่อนสุขภาพพลานามัย (รู้ว่าผิด แต่วันพรุ่งนี้จะวิ่งจริงๆ)
ตัดสินใจรับสายเธอ
ทันทีทีได้ยินเสียงเรา เธอก็กลั้นความดีใจไว้ไม่อยู่ และขอโทษขอโพยเราเสียใหญ่โตที่โทรมารบกวนแต่เช้า แต่เธอต้องการเราจริงๆ (เอ่อ...ต้องการให้เราฟัง) เราก็บอกเธอว่าไม่เป็นไรหรอก ยังไงมันก็เป็นสิ่งที่เราควรทำและถนัดจัดเจนเรื่องนี้ที่สุดอยู่แล้ว เธอเองก็น่าจะรู้ดี
เธอบอกว่าขอร้องไห้ก่อนนะ กลั้นมานานแล้ว
แล้วเธอก็ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร เป็นเรื่องเป็นราวอย่างที่เธอ “ขอ” ไว้
ระหว่างที่นั่งฟังเธอร้องไห้ เราก็นึกเรื่องราวความเศร้าหมองของเธอตามไปด้วย เรื่องของเธอไม่มีอะไรมากมาย แค่เธอรู้สึกว่าเธอเหลืออดเหลือทนกับชีวิตแล้ว เพราะโดนกดดันรอบตัว เรื่องของเรื่องก็คือบริษัทที่เธอทำงานอยู่ถูกอีกบริษัทหนึ่งที่มีเงินทุนหนากว่าซื้อกิจการ ดังนั้นโครงสร้างสายงานบริหารต่างๆ ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงรวมทั้งตำแหน่งของเธอที่จะมีอีกคนหนึ่งมาทำด้วย อันที่จริงเธอไม่ได้หวั่นไหวอะไรมากนัก เพราะก็อยู่ในวงการนี้มานานจนพอรู้ว่าโลกธุรกิจก็เป็นอย่างนี้เอง กับนโยบายและทิศทางใหม่ๆ ใครรับได้ก็รับ ใครรับไม่ได้ก็หาทางขยับขยายกันไป เธออยู่ในจำพวกหลังเลยแอบไปสมัครงานในตำแหน่งเดียวกันนี้กับอีกบริษัทหนึ่ง (ที่ไม่ใช่สองบริษัทนี้) ดูท่าว่าเธอมีแนวโน้มที่จะได้งานใหม่ เพียงแต่ว่าข่าวดียังมาไม่ถึง
แต่เรื่องร้ายๆ เดินทางเร็วกว่าเรื่องดีๆ วันหนึ่งในที่ประชุมบริษัท เพื่อนตัวดี (เดี๋ยวมันจะกลายเป็นตัวเลว) ก็หลุดปากในที่ประชุมว่าเธอไปสมัครงานใหม่กับบริษัทดังกล่าว ที่ประชุมตกอยู่ภาวะอึ้งบริโภค แต่สักพักก็กลับมาเป็นปกติ เธอรู้ดีว่าคราวซวยของเธอมาถึงแล้ว และเธอควรตัดความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนกับไอ้เพื่อนตัวเลวคนนี้เสียที
เป็นไปตามคาดเธอไม่ถูกไล่ออก เพราะการไล่ออกหมายถึงการทำให้เธอกลายเป็นเศรษฐีจากเงินชดเชยไปในชั่วพริบตา ไม่มีบริษัทไหนโง่พอที่จะทำอย่างนั้น แต่วิธีที่ฉลาดๆ ก็คือกลยุทธ์อันแสนเลือดเย็นด้วยการกดดันไป แดกดันเธอไป จนเธอรู้สึกอึดอัด ทนอยู่ต่อไปไม่ได้ และลาออกไปเองในที่สุด
นี่แหละคือความทุกข์ของเธอ
เมื่อร้องไห้จนสาแก่ใจแล้ว เธอก็ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับเราว่า ความกดดันนี้ถั่งโถมไม่เว้นวัน จากที่มีแค่เฉพาะในออฟฟิศตอนนี้มันลามมายังบ้าน เมื่อเธอนำเรื่องนี้ไปปรึกษาพ่อแม่ แทนที่บุพการีจะเข้าใจ กลับตอกย้ำซ้ำเติมว่าเธอไม่เอาไหน และทำอะไรสักอย่างให้ดีก็ไม่ได้ ล่าสุดสดๆ ร้อนๆ เมื่อเช้านี้ เธอปรึกษาพ่อเรื่องการเปิดร้านอาหารเพราะเป็นกิจการที่เธออยากทำมานานแล้ว แต่ก็โดนพ่อปรามาสเอาว่าหน้าอย่างเธอจะไปทำอะไรได้ (เราว่าหน้าเธอก็สวยดีนะ) เธอทั้งเสียใจ และน้อยใจ อยู่บ้านก็อึดอัด มาทำงานก็อึดอัด ตอนนี้นอกจากเราที่เป็นเพื่อนคนเดียวของเธอแล้ว (ถ้าจ่ายมากความเป็นเพื่อนจะขึ้นไปถึงระดับ “ปิยมิตร”) ความอึดอัดก็เป็นเพื่อนหน้าด้านที่ไล่เท่าไหร่ก็ไม่ยอมไปของเธอ
จนรถติดอยู่กลางสี่แยกไฟแดงนั่นแหละ ที่เธอทนความเครียดและอึดอัดนี้ไม่ไหว เธอจึงตัดสินใจโทรหาเรา
น่าแปลกที่เราไม่เคยอึดอัดเลยที่ต้องฟังเธอร้องไห้อย่างเดียวอยู่ตั้งนานสองนาน หรือสำหรับเรา เสียงร้องไห้ของเธอก็คล้ายเสียงดนตรีหรือเสียงนกร้องตอนเช้าๆ นั่นแหละ ใช่ มันเป็นเสียงที่ไพเราะและรื่นรมย์
เธอเอ่ยคำขอบคุณและถามว่าจะชำระเงินยังไง เราบอกหมายเลขบัญชีสิบหลักของเราให้เธอไป
ก่อนเธอจะเอ่ยคำลา เพราะมาถึงที่จอดรถของบริษัทแล้ว เราบอกเธอว่าถ้าอยากร้องไห้ก็โทรมาอีก (ใจจริงอยากบอกว่าอยากเสียเงินก็จงโทรมา)
และอย่าลืมเป็นอันขาดว่าสุดท้ายแล้วความทุกข์ มันก็จะผ่านไปเอง
(อ้อ รวมทั้งความสุขด้วย อันนี้เรากระซิบบอกตัวเอง)
๒๙ ตุลาคม
ที่สี่แยกประดิพัทธ์, ในรถ
ตอนบ่ายเธอโทรมาบอกว่า คืนนี้ต้องไปเยี่ยมญาติที่ต่างจังหวัดกับพ่อและแม่ เธอขอให้เรานั่งรถกลับบ้านไปกับเธอ เพราะเธอไม่มีเวลามากพอที่จะเอ้อระเหยนั่งคุยกันเหมือนเคย เราบอกว่าน่าสนุกดีเหมือนกัน เพราะปกติเรามักนั่งฟังเรื่องราวความเศร้าของใครต่อใครในร้านอาหาร, ร้านกาแฟ, ร้านไอศครีม หรือแม้แต่ในผับ (น่าแปลกที่คนเราไปผับเพื่อไปหาความสำราญแท้ๆ แต่บางคนกลับชวนเราไปฟังเรื่องเศร้าๆ หรือว่าเขาต้องเมามายเสียก่อน เรื่องเศร้าจึงหลุดออกจากปากได้) ได้นั่งรถเล่นเพลินๆ ฟังเรื่องทุกข์ของเธอไปด้วยก็เป็นบรรยากาศที่น่าลิ้มลองดีเหมือนกัน
เธอนัดให้เราไป “ขึ้นรถ” ที่ออฟฟิศของเธอย่านคลองเตย ดูเหมือนเธอไม่ได้เตรียมตัวต้อนรับเพื่อนร่วมทางคนนี้อย่างดีเท่าไหร่นัก เพราะสภาพในรถของเธอนั้นเรียกว่ารกมาก ข้างหลังมีกองหนังสือ แฟ้มเอกสารมากมายจนเราอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมคนเราต้องนำพากองกระดาษอะไรมากมายติดตัวไปด้วยตลอดเวลา ไหนจะตุ๊กตาสัตว์โลก (เท่าที่สังเกตเห็นมีหมี, ลิง, และวัว) อีกหลายตัวที่นอนกอดก่ายทับถมอยู่ที่เบาะหลัง ดีว่าเบาะหน้าข้างคนขับนั้นยังพอมีที่ว่างให้เราหย่อนก้นนั่ง
เธอขับรถไปเงียบๆ สักระยะ เราก็แอบเห็นเธอค่อนข้างเหม่อลอย ดวงตามีแววเศร้าโศก เราไม่แน่ใจว่าเวลาที่เธอทอดสายตามองฝ่ากระจกรถออกเบื้องหน้านั้นเธอมองเห็นอะไรระหว่าง ถนนและความเศร้า ถ้ามองเห็นถนนก็แล้วไป แต่ถ้ามองเห็นสิ่งใดที่ไม่ใช่ถนนหรือมองเห็นความทุกข์ของตัวเองล่ะก็ เห็นทีเราคงต้องขอลงกลางทาง
เท่าที่รู้ เธอกำลังมีปัญหากับคนรักเก่า (เออ! ก็ต้อง “คนรักเก่า” สินะ ใครมีปัญหากับ ”คนรักใหม่” บ้างล่ะ) ที่เป็นคนในออฟฟิศเดียวกันกับเธอ แอบคบหาดูใจกันมาสักระยะ กะว่ากำลังจะเปิดเผยให้คนรอบข้างรับทราบก็ปรากฏว่าเจ้าหนุ่มขอแยกทาง สาเหตุที่ขอแยกทางนั้นไม่ชัดเจน คลุมเครือ แต่เธอปักใจเชื่อไปแล้วว่าเป็นเพราะเขาปันใจให้ผู้หญิงคนอื่นนั่นเอง นั่นแหละที่ทำให้เธอรู้สึกเหลืออดเหลือทนกับชีวิต
จะว่าไปนี่คือปัญหาระดับสากลของผู้หญิง (และผู้ชาย) ส่วนใหญ่เลยทีเดียว ใครๆ ก็ต้องการความรัก ใครๆ ก็ต้องการใครสักคนอยู่ข้างกาย เมื่อใครสักคนเดินออกไปจากชีวิตก็ย่อมเสียใจหรือเสียดายเป็นธรรมดา แต่ก็น่าแปลกที่เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นมาบนโลกไม่รู้กี่ร้อยล้านครั้งแล้ว ทำไมธรรมชาติจึงไม่ทำให้มนุษย์สร้างสัญชาติญาณป้องกันตัวเองบ้าง ทำไมเราไม่กลายพันธ์หรือเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างเพื่อให้แบกรับความเจ็บปวดนี้ได้บ้าง ทีเมื่อก่อนตอนเรายังเป็นลิงเดินหลังค่อม เรายังค่อยๆ พัฒนากระดูกสันหลังให้ตั้งฉากกับพื้นโลกเพื่อชีวิตที่ดีกว่าได้ เมื่อก่อนเรามีเพียงก้อนหินหนักๆ ในการล่าสัตว์ เราก็ยังค่อยๆ พัฒนาอาวุธไปเป็นไฟ, หอก, ดาบและปืนในที่สุด วิทยาการพาเราไปถึงดวงจันทร์ ดาวอังคาร แต่ทำไมวิทยาการจึงไม่ช่วยให้เราไม่เจ็บปวดเพราะความรักได้บ้าง
(แต่ถ้ามันมีวิทยาการอย่างว่าจริงๆ แล้วนักฟังความเศร้าอย่างเราจะเอาอะไรกินล่ะ ยังจะมีใครต้องการเราอีก เลิกคิดดีกว่า)
ลงจากทางด่วนสักพัก รถก็มาติดที่สี่แยกประดิพัทธ์ เธอยังคงนั่งนิ่งๆ ด้วยแววตาเจ็บปวดเหมือนเดิม ส่วนกำลังเราดูป้ายตัวเลขบอกเวลาสีแดงที่ติดอยู่ข้างไฟจราจรอย่างเพลิดเพลิน น่าขอบคุณคนที่คิดค้นไอ้ป้ายตัวเลขนี้ มันทำให้การรอคอยไฟเขียวดูมีความหวังเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น ไม่ต้องลุ้นลมๆ แล้งๆ ว่าเมื่อไหร่ไฟจราจรจะอนุญาตให้เราโลดแล่นเหมือนที่ผ่านมา เราเองเวลานั่งแท็กซี่ติดไฟแดงก็ชอบมองเหมือนกัน ชอบลุ้นให้ตัวเลขมันลดลงจนถึงหมายเลข ๕๕ เมื่อเวลานั้นมาถึงยามที่ตัวเลข ๕๕ โผล่แดงวาบออกมาเราก็จะนึกถึงเสียงหัวเราะทุกที
ครั้งนี้ก็เช่นกันเราเริ่มจ้องมองตัวเลขกลางสี่แยกตั้งแต่ตัวเลขสองหลักยังบอกจำนวนที่ ๖๕ และเริ่มนับเคานต์ดาวน์ตามไปด้วย
๖๕-๖๔-๖๓-๖๒-๖๑-๖๐
๕๙-๕๘-๕๗
แล้วอยู่ๆ เธอก็เรียกเรา เมื่อเราหันไปเธอก็โผเข้ามากอดเรา เราอ้าแขนเปิดวงในให้เธอเข้ามาสวมกอดโดยอัตโนมัติ แล้วเธอก็ร้องไห้ปล่อยโฮออกมา
๕๖...และ...๕๕
วินาทีนั้นเราลังเลว่าควรจะทำอะไรดีระหว่างหันไปมองตัวเลขที่เฝ้ารอกับลูบหัวเธอเบาๆ สักที
เราทำทั้งสองอย่าง ลูบหัวไปด้วยและมองตัวเลขหรรษาไปด้วย (เกือบมองไม่ทัน)
ก็คนที่ปลอบประโลมและรับมือกับความเศร้าโศกได้นั้น เขาควรอารมณ์ดีมิใช่หรือ อันนี้เราพยายามยกเหตุผลประหลาดๆ มาเข้าข้างตัวเอง
หัวไหล่เปียกแฉะไปด้วยสายน้ำที่ไหลหลั่งมาจากดวงตาของเธอ เรากอดกันจนสัญญาณตัวเลขเริ่มลดลงเรื่อยๆ เมื่อไฟเขียวมาถึงเธอออกรถ ปาดน้ำตา ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหมือนเธอไม่ได้กอดใคร เหมือนไม่มีใครมาลูบหัวเธอ
เธอบอกเราว่า จริงๆ แค่ต้องการกอดใครสักคน ไม่ได้ต้องการฟูมฟายคร่ำครวญเหมือนที่ผ่านมา แต่อย่ากังวลแม้เธอจะไม่ได้ใช้สิทธิ์เหล่านั้น แต่เธอจะจ่ายเราเต็มราคาเหมือนเดิม เธอบอกว่าตอนนี้เธอดีขึ้นมาก สบายใจแล้ว และถ้าเราอยากจะลงตรงไหนก็ให้บอก ไม่จำเป็นต้องนั่งรถไปกับเธออีกต่อไป
รถจอดที่เซ็นทรัลลาดพร้าว เราลงจากรถ ก่อนที่จะปิดประตูเราบอกเธอว่าไม่ว่าจะยังไงก็แล้วแต่ อยากให้เธอจำไว้ว่าเรื่องเศร้าไม่อยู่กับเรานานและเมื่อไหร่ที่เธอกำลังเศร้า จำไว้ว่าเราทุกคนก็ล้วนโศกเศร้าทัดเทียมกัน
ปิดประตูรถ เดินมุ่งหน้าเข้าห้างสรรพสินค้า เราว่าจะไปเดินหาการ์ตูนใหม่ๆ มาอ่านสักเล่มสองเล่ม
ประสาคนกำลังสบายใจ
๓ พฤศจิกายน
ที่ร้านกาแฟไฮโซ, ซอยทองหล่อ
นั่งจิบกาแฟและกำลังรอให้เธอเดินทางมาถึงตามที่นัดหมายไว้ วันนี้ขี้เกียจอยู่ที่บ้านนานๆ เลยออกจากบ้านเร็วหน่อยทำให้มาถึงที่ร้านเร็วกว่ากำหนด ไม่เป็นไรเราอยากใช้เวลานั่งมองคนอื่นๆ บ้าง
เธอคนนี้เป็นนักเศร้าหน้าใหม่ ใช้เวลาติดต่อเราอยู่หลายครั้งจนผ่านมาตรฐานของการ “รับฟัง” ที่เราตั้งเอาไว้ เท่าที่รู้เธอกำลังเรียนมหาวิทยาลัยปีสุดท้าย อายุอานามราวยี่สิบต้นๆ คนวัยนี้เป็นวัยที่มีความเสี่ยงต่อการ อกไหม้ใจขมสูง เพราะเปราะบางไปเสียทุกเรื่อง เรื่องเรียน เรื่องความรัก เรื่องครอบครัว รวมทั้งเรื่องที่ไม่รู้ว่าคือเรื่องอะไรด้วย มันเป็นช่วงวัยแห่งการเปลี่ยนผ่าน จากเด็กกลายเป็นผู้ใหญ่ จากนักเรียนกลายเป็นคนทำงาน จากคนใช้เงินกลายเป็นคนหาเงิน จากฯลฯเป็นฯลฯ การเปลี่ยนแปลงในหลายๆ อย่างนี่เองที่เป็นหล่มขวากให้คนวัยนี้ตกลงไปติดกับ และคิดไปว่านี่คือทุกข์สาหัส คือภาวะที่เหลืออดเหลือทน เราเองก็เคยตกลงไปจนหลังเดาะเป็นแผลมาจนทุกวันนี้
แต่เอาเถอะ ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องอะไร เราก็มีหน้าที่แค่รับฟัง, เรื่องง่ายๆ ที่คนสมัยนี้ทำกันไม่ค่อยเป็น ถ้าใครทำเป็นและเชี่ยวชาญสักหน่อยก็สามารถทำมาหากินแบบเราได้สบายๆ
จะไปยากอะไรแค่ฟัง ตั้งใจฟัง พยักหน้าด้วยก็ได้เขาจะได้รู้ว่าเราฟังจริงๆ ไม่ใช่ฟังหูซ้ายแล้วอพยพย้ายไปออกหูขวา อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบและอย่าถกเถียงหรือแสดงความเห็น
เพราะคนกำลังเศร้าเรามีหน้าที่แค่ฟัง
และเมื่อไหร่ที่ผู้บรรยายสาธยายความโศกเศร้านั้นจบเราก็แค่บอกว่า โลกสีน้ำเงินใบนี้เป็นโลกแห่งความโศกเศร้า เราทุกคนล้วนเจ็บปวด เราทุกคนล้วนเสียน้ำตา (ถ้าไม่ร้องไห้ น้ำตาจะเป็นน้ำตาได้อย่างไร) เราทุกคนล้วนต้องผ่านการพ่ายแพ้ ไม่มีใครหนีพ้น
แต่เชื่อไหม, เดี๋ยวมันก็จะเป็นอีกเรื่องที่ผ่านไป
เอาล่ะ พอแค่นี้ก่อน เธอกำลังมา
…………………………………………………..
แรงบันดาลใจจากเพลง Everybody Hurts ของวง R.E.M.
Everybody Hurts by R.E.M.
When the day is long and the night, the night is yours alone,
when you're sure you've had enough of this life, well hang on.
Don't let yourself go, everybody cries and everybody hurts sometimes.
Sometimes everything is wrong. Now it's time to sing along.
When your day is night alone, (hold on, hold on)
if you feel like letting go, (hold on)
when you think you've had too much of this life, well hang on.
Everybody hurts. Take comfort in your friends.
Everybody hurts. Don't throw your hand. Oh, no. Don't throw your hand.
If you feel like you're alone, no, no, no, you are not alone
If you're on your own in this life, the days and nights are long,
when you think you've had too much of this life to hang on.
Well, everybody hurts sometimes, everybody cries.
And everybody hurts sometimes.
And everybody hurts sometimes. So, hold on, hold on.
Hold on, hold on. Hold on, hold on. Hold on, hold on.
(Everybody hurts. You are not alone.)

