Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
Artvirus
สนธยา ทรัพย์เย็น และทีมงานฟิล์มไวรัส


มหกรรมเปียโนโซนาต้าทั้งสามสิบสองของ BEETHOVEN (ภาคจบ)

- ‘กัลปพฤกษ์’ -

kalapapruek@hotmail.com



โซนาต้าแนะนำฟัง 8 บท (ต่อ)

ยุคกลาง

ในบรรดาโซนาต้ายุคกลางของ Beethoven นั้น จะมีอยู่ด้วยกันสองบทที่ถือได้ว่าเป็นสุดยอดแห่งความยิ่งใหญ่อลังการในลีลาด้านการประพันธ์ขั้นเอกอุ เป็นหลักฐานแสดงถึงฝีไม้ลายมืออันจัดจ้านและจัดเจนแบบเข้าฝักอยู่มือของ Beethoven ด้วยห้วงอารมณ์ที่ดูจะแตกต่างห่างไกลกันอย่างขั้วคู่ตรงข้าม สร้างความแปลกใหม่ในมิติเชิงดนตรีอย่างที่ไม่เคยพบไม่เคยมีกันมาก่อนเลย สองผลงานระดับ Masterpiece ที่ว่านี้ก็คือ Waldstein และ Appassionata Sonatas อันแสนโด่งดัง


5) โซนาต้าในบันไดเสียง C major, op. 53: Waldstein

สำหรับโซนาต้าในบันไดเสียง C major บทนี้นั้น นับเป็นบทประพันธ์ชิ้นโปรดของผู้เขียนเลยทีเดียว โดยชื่อเล่นว่า Waldstein นี้ก็มีที่มาจากชื่อของท่าน Count Ferdinand von Waldstein ผู้อุปถัมภ์คนสำคัญคนหนึ่งของ Beethoven จนเขาต้องรจนาอภิมหาโซนาต้าบทนี้อุทิศมอบให้อย่างระลึกถึงความกรุณา จากโซนาต้าทั้งสี่บทที่ได้แนะนำกันมา ท่านผู้อ่านบางท่านก็อาจจะสงกะสัยว่า เหตุฉะไหนใยโซนาต้าเด่น ๆ ดัง ๆ ของเขาจึงมักจะวนเวียนอยู่แต่ในบันไดเสียงโหมด minor กันทั้งหมดสิ้น เพิ่งจะได้เห็นเป็น major ก็ในบทนี้แหละ อันที่จริงแล้วนอกเหนือจากโซนาต้าทั้งสี่บทที่ได้แนะนำมาแล้วนั้น บทที่เหลืออีก 87.5% ก็อยู่ในบันไดเสียง major อันสว่างไสวกันแทบทั้งนั้น โดยมีเพิ่มเติมอีกเพียงสองบทที่อยู่ในบันไดเสียง minor ทั้งนี้อาจเป็นเพราะความหม่นทึมอึมครึมของบันไดเสียง minor นั้นน่าจะเปิดโอกาสให้ Beethoven สามารถถาโถมประโคมอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ที่เขามีได้เต็มที่กว่าบันไดเสียง major โซนาต้าบทเด่น ๆ ดัง ๆ ทั้งหลายของเขาจึงมักจะต้องอยู่ในบันไดเสียง minor จะยกเว้นก็ใน Waldstein Sonata บทนี้ที่ Beethoven ดูจะกลับลำนำเอาความสดชื่นกะปรี้กะเปร่า แกร่งกร้าน คึกคัก เต็มไปด้วยพละกำลังวังชาอย่างอาชาไนยมาอัดใส่ไว้ได้อย่างสนุกนึกชวนให้ฮึกเหิมเสียทุก ๆ ครั้งที่ได้ยินได้ฟัง โดยจะมีอยู่ด้วยกันเพียงสองกระบวน คือ

I) Allegro con brio [เร็วอย่างกระฉับกระเฉง]

คุณลักษณะเด่นประการหนึ่งในบทประพันธ์แทบทุกชิ้นของ Beethoven เลยก็คือ การเปิดประเดิมด้วยท่วงทำนองหรือลีลาดนตรีที่มักจะต้องดึงดูดผู้ชมให้ต้องจดจ่อรอฟังด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่งกันอยู่เสมอ ๆ สำหรับในโซนาต้าบทนี้ Beethoven ก็มาแปลกอีกครั้ง โดยการเริ่มต้นด้วยการรัวเคาะคอร์ด C major ในจังหวะเดียวติด ๆ กันหลายครั้งอย่างกับเสียงจักรเย็บผ้าก่อนจะเริ่มเปลี่ยนผันตัวโน้ตให้รู้ว่าทั้งหมดนั้นจริง ๆ แล้วเป็นส่วนหนึ่งของทำนองหลักของกระบวน มิได้มาจากอาการแผ่นเสียงตกร่องหรือมีอะไรติดขัดลัดวงจร หลังจากจบจากการนำเสนอทำนองนำสุดแสนประหลาดพิสดารไปแล้วก็จะเป็นการไล่โน้ตเขบ็ตสองชั้นกันอย่างเร็วจี๋เพื่อที่จะนำเข้าสู่ทำนองรองในบันไดเสียง E major อันอ่อนใสน่ารักซึ่งก็จะจู่โจมโหมใส่ผู้ฟังกันแบบไม่ให้มีเวลาตั้งตัว จากนั้นท่วงทำนองก็จะค่อย ๆ ทวีความเร็วโน้ตประดับสามใบเถาเกี่ยวร้อยห้อยไปกับทำนองเดิม ต่อด้วยการควบตะบึงด้วยแนวเขบ็ตสองชั้นกันอีกครั้งสลับกับคอร์ดกำกับจังหวะพร้อมด้วยแนว staccato อันกะปรี้กะเปร่า ก่อนจะทิ้งท้ายกันด้วยการเคลื่อนคีย์ของทำนองสั้น ๆ เป็นอันจบส่วนนำเสนอทำนอง ความแพรวพราวเกินกล่าวบรรยายจะปรากฏชัดเจนขึ้นในส่วนของการพัฒนาทำนอง ซึ่ง Beethoven ก็ได้แสดงฝีไม้ลายมือในการปรับผสานลีลาของทำนองหลักและทำนองรองเข้าด้วยกันจนแทบจะไม่เห็นเค้าเดิม อีกทั้งยังมีการเขยิบบันไดเสียงเรียง scale ขึ้นลงจนแทบจะจำไม่ได้กันเลยว่าโซนาต้านี้อยู่ในบันไดเสียงไหน โดยเฉพาะในช่วงของการกวาดโน้ตในจังหวะสามใบเถาที่ดูจะต้องวิ่งไล่ข้ามบันไดเสียงไป ๆ มา ๆ อยู่หลายท่า กว่าจะลงเอยเป็นบันไดเสียง G major ซึ่งก็จะนำเข้าสู่ทำนองหลักในบันไดเสียง C major กันในที่สุด แต่ลวดลายอันร้ายกาจของ Beethoven ก็มิได้หมดลงเพียงเท่านี้ เพราะหลังจากเริ่มต้นย้อนทำนองหลักกันไม่ทันไร Beethoven ก็ไพล่ไปปรับเปลี่ยนบันไดเสียงราวกับจะเร่งนำทำนองรองสู่บันไดเสียงเหย้ากันในทันทีโดยไม่รีรอ พอรู้ตัวว่ายังว่าทำนองนำไม่จบดีจึงต้องมีการหยอดท่อนแทรกเพื่อนำกระบวนกลับสู่บันไดเสียง C major ใหม่อีกครั้ง จะได้ว่าทำนองต่อให้จบ (ไม่รู้ว่าแกล้งลืมหรือจงใจ) แต่พอถึงเวลาไล่ทำนองรองครั้งใหม่กันจริง ๆ Beethoven ก็ดันไปใช้บันไดเสียง A major แทนบันไดเสียงเหย้ากันแบบหน้าตาเฉย เลยต้องปรับทำนองเข้าสู่บันไดเสียง C major กันอีกรอบอย่างสุดแสนจะอุตลุดวุ่นวายสิ้นเปลืองไปหลายบันไดเสียง พอย้อนทำนองกันจนครบแล้ว Beethoven ยังไม่หายมัน เลยแสดงความขยันด้วยการประพันธ์ท่อนแถม Coda กันอีกสามหน้าโชว์ลีลาการปรับเปลี่ยนทำนองให้เห็นฝีมือกันอีกรอบ ก่อนจะปิดท้ายด้วยทำนองนำที่ย้ำด้วยคอร์ด C major อันแข็งแกร่งจำนวนสามครั้ง จึงจะเป็นอันจบกระบวนอันสุดแสนจะแพรวพราวทั้งทางด้านลีลาการประพันธ์และระดับขั้นของเทคนิคการบรรเลงเลยทีเดียว

II) Introduzione: Adagio molto – Rondo: Allegretto moderato – Prestissimo

[ช้าอย่างมาก – เร็วปานกลางกำลังพอเหมาะพอดี – เร็วสุดขีด]

เดิมทีนั้น Beethoven ได้ประพันธ์ท่อนช้าในบันไดเสียง F major สำหรับโซนาต้าบทนี้ไว้ด้วยอย่างเสร็จสรรพนับพร้อม แต่พอเขาได้ลองบรรเลงโซนาต้าทั้งบทนี้ให้กลุ่มมิตรผู้สนิทชิดเชื้อฟัง เขาก็ได้รับคำแนะนำฉันท์เพื่อนว่า กระบวนช้าของโซนาต้าบทนี้ดูจะยืดเยื้อยาวนาน อีกทั้งยังใช้รูปแบบการประพันธ์แบบ Rondo ซ้ำกับในกระบวนสุดท้ายอีกด้วย ถ้าจะให้สวยก็น่าจะตัดออกไปแล้วแต่งเสียใหม่จะดีกว่า แรกได้ยิน Beethoven ก็ถึงกับเป็นฟืนเป็นไฟไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นพล่อย ๆ ของสหายกลุ่มนั้น จนพอมานั่งนึกกันใหม่ในอีกวัน เขาก็บรรลุโสดาบันได้เองว่า ท่อนช้าที่ว่านี้อาจจะไม่เข้ากับโซนาต้าบทนี้จริง ๆ แต่ด้วยเหตุผลที่ว่าเทคนิคและลีลาการประพันธ์ของมันนั้นยังติดอยู่กับแนวทางเก่า ๆ ที่เขาเคยใช้มาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งเมื่อจับมาเคียงเทียบกับกระบวนแรกและกระบวนสุดท้ายที่มีการพัฒนาลีลาในการประสานเสียงไปแสนไกล ก็จะยิ่งแลเห็นความห่างชั้นกันอย่างชัดเจน Beethoven จึงตัดสินใจตัดท่อนช้านั้นออกไป แล้วจึงแต่งบทนำใหม่ให้กับกระบวนสุดท้ายนี้เป็นการทดแทน โดยท่อนช้าที่ตัดออกไปนั้น ภายหลังก็ได้รับการตีพิมพ์ในชื่อ Andante Favori เป็นผลงานไร้หมายเลข opus อันดับที่ 57 นั่นเอง

สำหรับกระบวนจบของโซนาต้าบทนี้ ก็นับเป็นกระบวนที่ไพเราะหยดย้อยวิจิตรแช่มช้อยมากที่สุดกระบวนหนึ่งในบรรดาบทประพันธ์สำหรับเปียโนของ Beethoven กันเลยทีเดียว โดยจะเริ่มด้วยท่อนเกริ่นนำในบันไดเสียง F major อันเชื่องช้าทว่าสงบนิ่งดิ่งลึกไปถึงห้วงอารมณ์แห่งการครุ่นคะนึง ก่อนที่จะมีการกระโดดโน้ตให้สูงขึ้นราวกำลังพร่ำหาไขว่คว้าบางอย่าง พร้อม ๆ กับการครวญครางของแนวประสานด้วยโน้ตเขบ็ตสามชั้นอันเร่งเร้าเฝ้ารอคำตอบ จากนั้นจึงจะเป็นการไล่แนวประสานด้วยคอร์ด A minor, D minor และ G major เพื่อนำเข้าสู่ทำนองหลักของ Rondo ในกระบวนสุดท้ายในบันไดเสียง C major ต่อไปโดยไม่มีการหยุดพัก

จากอารมณ์กึ่งตึงเครียดของส่วน Introduzione Beethoven ก็นำเข้าสู่ท่วงทำนองอันหวานใสอ่อนช้อยราวแรกแสงน้อย ๆ ของดวงอาทิตย์ที่กำลังค่อย ๆ ลอยตัวขึ้นจากพื้นผิวน้ำ โดยจะมีการย้ำความงดงามกันอีกครั้งด้วยโน้ตคู่แปดคลอประกอบกับคอร์ดแยกร่างที่เคลื่อนตัวอย่างละมุนละไม ก่อนที่จะประกาศความยิ่งใหญ่กันด้วยแนว trill หรือการสั่นโน้ตคู่ติดอย่างแกร่งกร้าวยาวนานผสานกับทำนองเดิมอีกครั้งด้วยพลังเสียงที่ดังขึ้นอย่างหนักแน่น หลังจากเสร็จสิ้นการเสนอทำนองนำทั้งหมดแล้ว ก็จะเริ่มเข้าสู่ท่อนแทรกแรกด้วยการใช้โน้ตสามใบเถามาเคล้าทำนองสั้น ๆ ให้ได้ฟังกัน จากนั้นก็จะเริ่มเปลี่ยนบันไดเสียงเป็น A minor ด้วยแนวทำนองทุ้มต่ำที่จะมาย้ำจังหวะด้วยโน้ต staccato สลับกับการกระโดดคู่แปดกันอย่างเร็วระรัวอยู่หนึ่งครู่ จึงจะนำเข้าสู่ท่อนเชื่อมสั้น ๆ เป็นการผันบันไดเสียงเพื่อต้อนรับการกลับมาของทำนองนำที่ต่อให้เล่นซ้ำกันสักยี่สิบครั้งก็คงจะฟังกันได้โดยไม่เบื่อด้วยความไพเราะ จบจากการย้อนทำนองนำแล้ว Beethoven ก็เริ่มต้นท่อนแทรกที่สองทันทีโดยไม่ต้องมีการต่อเชื่อม มาคราวนี้เขาใช้โน้ตคู่แปดอันหนักแน่นมาแผดทำนองแข่งกับแนวโน้ตสามใบเถาอันเร็วจี๋กันอย่างดุเด็ดเผ็ดมันในบันไดเสียง C minor ไล่กันไปไล่กันมาจนไม่รู้ว่าฝ่ายไหนล่าฝ่ายไหนหนี ไม่ทันจะครบนาที Beethoven ก็สั่งหยุดด้วยโน้ต C คู่แปดอันหนักหน่วง ซึ่งก็จะนำเข้าสู่บทอัศจรรย์ด้วยแนวคอร์ดขานทำนอง ต่อด้วยท่อนธรณีประตูในจังหวะขัด จากนั้นจึงพร้อมที่จะลอยล่องไปกับการไต่ขั้นบันไดเสียงที่โลดแล่นขึ้นลงไปมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ราวกับได้ท่องสวรรค์เสพทิพย์กันบนวิมานฉิมพลีเลยทีเดียว หลังจากที่เคลิ้มกันไปได้พักใหญ่ Beethoven ก็ใช้ทำนองนำอันงดงามมาเน้นย้ำพลังแห่งความงดงามบนภาคพื้นดินกันอีกครั้งด้วยระดับเสียงอันดังสนั่น ก่อนจะพลิกผันเป็นแผ่วเบาเพื่อเร่งเร้าสู่แนว trill อันหนักหน่วง พอล่วงจากทำนองนำในครั้งนี้ Beethoven ก็ใช้ลีลาโน้ตสามใบเถาเคล้าทำนองมาขับร้องให้ได้ฟังกันอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเร่งเร้าแต่ก็เคล้าไปด้วยความหรรษา ซึ่งก็จะมา climax กันที่แนวคอร์ดอันหนักแน่น เป็นการนำเข้าสู่ท่อน Coda ที่จะมาด้วยลีลาอันเร็วจี๋ ซึ่งก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการพัฒนาแนวทำนองนำกันแบบ high speed ด้วยเทคนิคการรูดโน้ตแบบ Glissando และการเขย่า trill ที่ลากยาวกันแบบ non-stop ถึง 38 ห้อง! โซนาต้าบทนี้จบลงด้วยความสนุกสนานปราดเปรียวเต็มไปด้วยเรี่ยวแรงกำลังอันสดใสและสมหวังกันอย่าง Happy Ending เลยทีเดียว

COUNT FERDINAND VON WALDSTEIN ผู้อุปถัมภ์คนสำคัญของ BEETHOVEN


6) โซนาต้าในบันไดเสียง F minor, op. 57: Appassionata

สำหรับ Appassionata นั้น นับว่าเป็นโซนาต้าที่สุดแสนจะกราดเกรี้ยวเต็มเหนี่ยวไปด้วยพลังอารมณ์แห่งความทุกข์ระทมขื่นขมรุนแรงแสลงจิตแสลงใจมากที่สุดบทหนึ่งในบรรดาบทประพันธ์ทั้งหมดของ Beethoven เลยทีเดียว เป็นที่โจษจันต้องตรงกันประการหนึ่งว่า Appassionata Sonata เป็นดนตรีสำหรับเปียโนเพียงไม่กี่บทที่เปิดโอกาสให้ผู้บรรเลงสามารถตวาดอารมณ์ข่มขวัญผู้ฟังกันได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องมีการบันยะบันยังหรือเหนี่ยวรั้งชั่งใจอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น นับเป็นการเปิดศักราชแห่งยุคสมัยโรแมนติกที่มุ่งเน้นการแสดงออกทางอารมณ์ผ่านงานศิลปะได้อย่างประกาศกร้าว บทประพันธ์อันแสนจะเข้มข้นท้าทายชิ้นนี้ทำให้เราเรียนรู้ได้ประการหนึ่งว่า คุณค่าของงานดนตรีนั้นมิได้อยู่ที่ความงดงามไพเราะของท่วงทำนองเสมอไป เพราะในบรรดาแนวทำนองทั้งหมดในโซนาต้าบทนี้นั้น แทบไม่มีช่วงตอนใด ๆ เลยที่จะสามารถเรียกขานได้อย่างเต็มปากว่า ‘ไพเราะ’ แต่มันกลับเกาะกินหัวจิตหัวใจผู้ฟังกันด้วยห้วงทำนองแห่งความขื่นขมตรมทุกข์ที่มนุษย์ทุก ๆ ผู้นามควรจะต้องมีโมงยามได้สัมผัสกันสักครั้ง เพื่อจะได้เข้าใจในพลังแห่งความทุกข์ยากชีวิต โซนาต้าบทนี้มีด้วยกันสามกระบวน คือ

I) Allegro assai – Piu Allegro [เร็วมาก – เร็วขึ้นอีก]

เพียงแค่ประโยคแรก Beethoven ก็สร้างความหม่นหมองอึมครึมกันด้วยแนวทำนองที่สร้างจากคอร์ด F minor ด้วยโน้ตที่ห่างกันถึง 2 คู่แปด แวดล้อมผู้ฟังกันด้วยสำเนียงอันวิเวกวังเวงชวนให้กริ่งเกรงไม่น่าไว้ใจ ต่อด้วยการไล่ย้อนทำนองเดิมกับโน้ตที่ขยับปรับขึ้นไปครึ่งขั้นในบันไดเสียง Gb minor ชวนให้ยิ่งกังขา จากนั้นก็จะเป็นการปุจฉาวิสัชณากันระหว่างแนวทำนองสั้น ๆ กับโน้ต staccato โต้ตอบอันทุ้มต่ำ ก่อนที่จะออกอาละวาดกันเป็นยกแรกด้วยคอร์ดแยกร่างอันดังสนั่นติดต่อกันกับการฟาดคอร์ด F minor เหลื่อมจังหวะอย่างกระแทกกระทั้นชวนให้อกสั่นขวัญแขวน จากนั้นก็จะเริ่มทวีความกระสับกระส่ายกันด้วยแนวทำนองสูงต่ำที่กระหน่ำคลอด้วยโน้ตซ้ำชวนให้ระทึกใจ ซึ่งก็จะนำไปสู่ท่วงทำนองรองอันอ่อนหวานที่จะโดนตามรังควาญกันด้วยคอร์ดขัดจังหวะ จากนั้นก็จะเป็นการโหน trill กันจนแหลมสูงเพื่อจูงเข้าสู่ทำนองใหม่ที่แสนจะรุกเร้าแฝงความโศกเศร้าซึ่งก็จะค่อย ๆ เบาลงจนจบส่วนนำเสนอทำนองหลัก ลูกเล่นแปลกใหม่ประการหนึ่งที่ Beethoven เพิ่งจะนำมาใช้ในโซนาต้าบทนี้ก็คือ แทนที่เขาจะสั่งให้มีการย้อนส่วนเสนอทำนองกันอีกครั้งตามขนบปฏิบัติทั่วไปของรูปแบบ Sonata-Allegro โดยทั่วไป เขากลับไม่รอช้าชักพาผู้ฟังเข้าสู่ส่วนของการพัฒนาทำนองอันน่าขนลุกขนพองกันในทันใด ซึ่งก็เป็นอะไรที่ได้ผล เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มความหุนหันพลันแล่นให้กับโซนาต้าบทนี้ได้อย่างดีเยี่ยมแล้ว ยังเป็นการทวีลีลาอันรุนแรงของส่วนพัฒนาทำนองให้สุดโต่งยิ่งขึ้นอีกด้วย ในส่วนนี้ Beethoven ก็เปิดโอกาสให้นักเปียโนได้อวดทีเด็ดเม็ดพรายในการแสดงลวดลายและเทคนิคด้านการบรรเลงอยู่หลากหลายกระบวนท่าเลยทีเดียว ซึ่งก็จะมีตั้งแต่การกวาดโน้ตในจังหวะห้าต่อหนึ่งประสานกับทำนองอันขึงขัง การคุมโทนคอร์ดในช่วงที่แผ่วเบา การไล่โน้ต arpeggio อันสนั่นหวั่นไหว ไล่มาถึงส่วน climax ที่ต้องคำรามโน้ต Db ขึ้นลงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย จากนั้น Beethoven ก็สร้างความฉงนฉงายด้วยการหวนคืนสู่ทำนองนำโดยที่ยังมีแนวโน้ตซ้ำจากท่อนพัฒนาทำนองตามมาหลอกหลอนอยู่อย่างน่าใจหาย ซึ่งกว่าจะวางวายไปได้ก็ต้องอาศัยการฟาดคอร์ดเหลื่อมจังหวะมาช่วยตะเพิดให้เตลิดกันอีกครั้ง แต่หลังจากที่มีการย้อนทำนองรองในบันไดเสียงเหย้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ยังไม่แคล้วให้อารมณ์ที่ค้างค้าอย่างที่ไม่น่าจะจบลง ณ ตรงนั้นได้ Beethoven จึงต้องมีท่อนแถมหรือ Coda มาพัฒนาทำนองกันต่ออีกหนึ่งรอบกันอย่างวิจิตรพิสดาร ก่อนจะจบลงอย่างตระการอารมณ์ด้วยท่อน Piu Allegro ที่นำทำนองเก่ามาเร่งจังหวะให้รุกเร้าเขย่าอารมณ์มากยิ่งขึ้นด้วยการรัวคอร์ดสลับจังหวะอย่างเมามัน ซึ่งก็จะอันตรธานไปพร้อมกับแนวทำนองเก่าที่ล่องลอยคล้อยหายไปอย่างแผ่วเบา

II) Andante con moto [ช้าอย่างมีการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว]

สำหรับกระบวนช้าของ Appassionata Sonata บทนี้ นับเป็นกระบวนที่ครวญคร่ำพร่ำหาความอนาทรกันอย่างเว้าวอน สะท้อนความอ่อนไหวในท่าทีแกร่งกร้านของคีตกวีท่านนี้ได้อย่างชัดเจนยิ่งนัก โซนาต้ากระบวนนี้อยู่ในบันไดเสียง Db major โดยจะใช้ลีลา Theme and Variations มาผันอารมณ์ความรู้สึกจากนิ่งงันค่อย ๆ ปั่นป่วนรวนหัวใจให้ระส่ำระสายขึ้นเป็นลำดับ สำหรับรูปแบบของ Theme and Variations นั้นก็จะเริ่มต้นด้วยการนำเสนอทำนองหลัก ซึ่งสำหรับกระบวนท่อนนี้ก็จะมาในลีลาของการเดินคอร์ด ซึ่งจะว่าไปแล้วก็มีการขยับเขยื่อนเคลื่อนโน้ตกันเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น แต่ก็ยังสามารถสร้างสรรค์ทำนองที่กล่อมร้องได้อย่างครุ่นคะนึง จากนั้นก็จะเริ่มขยับลีลาด้วยโน้ตเหลื่อมในท่อนแปลงแรกราวกับเป็นการปลอบพร่ำ ก่อนจะนำเข้าสู่การใช้แนวโน้ตเขบ็ตสองชั้นมาแปลงทำนองหลักให้ฟังดูร้าวรานมากยิ่งขึ้นในท่อนแปลงที่สอง ตามมาด้วยการโอดร้องทำนองเดิมด้วยโน้ตขับเน้นคลอประกอบกับแนวประสานด้วยเขบ็ตสามชั้นที่มาช่วยเพิ่มความพิพักพิพ่วนรบกวนจิตใจได้อย่างรุมเร้า ซึ่งก็จะเร่งเข้าสู่การย้อนทวนทำนองนำกันอีกครั้งเป็นอันสิ้นสุดกระบวน น้ำเสียงตัดพ้อพะเน้าพะนอของกระบวนท่อนนี้ ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังนั่งฟังคนสนิทชิดใกล้ระบายความทุกข์เศร้าโทมนัสที่อัดอั้นอยู่ภายในไปพร้อม ๆ กับหยดน้ำตาที่เอ่อไหลออกมาอย่างแสนสะเทือนอารมณ์

III) Allegro ma non troppo – Presto [เร็วแต่ไม่มาก – เร็วจี๋]

หลังจากที่ได้ระบายความในใจกันไปในกระบวนที่แล้ว Beethoven ก็กลับมาถาโถมประโคมอารมณ์กันอีกครั้งด้วยกระบวนจบอันแสนจะดุดันอันตรายในบันไดเสียง F minor ซึ่งก็จะใช้รูปแบบ Sonata-Allegro เช่นเดียวกับในกระบวนแรก เมื่อจบจากการตอกคอร์ดนำกระบวนกันอย่างหนักแน่นแล้ว ก็จะเป็นการเริ่มทำนองนำในบันไดเสียง F minor ด้วยโน้ตเขบ็ตสองชั้นอันรุกเร้าน่าหวาดกลัว แม้แต่ทำนองที่สองที่มีการผ่อนเสียงให้อ่อนเบาลงแล้ว ก็ไม่แคล้วจะค่อย ๆ คำรามถามหาอะไรบางอย่างด้วยท่าทางไม่เป็นมิตร เมื่อไม่ได้ดังใจจึงต้องมีการใส่อารมณ์ข่มขู่กันด้วยแนวโน้ตกระตุกย้ำที่ทำเอาอีกฝ่ายต้องออกอาการเสียงอ่อนเสียงหลงกันไปอย่างไม่ฟังอีร้าค่าอีรม ก่อนจะระดมส่งเสียงโอดร้องกันอีกครั้งกับคอรด์เดินทำนองต่ำสูงที่กระทบกระแทกแดกดันเสียจนต้องเออออไปอย่างไร้ข้อพิพาท ไม่ทันจะได้ย้อนส่วนนำเสนอทำนอง Beethoven ก็ฉุดกระชากลากดึงผู้ฟังเข้าสู่ส่วนพัฒนาทำนองกันอีกครั้งโดยไม่มีการรีรอเช่นเดียวกับในกระบวนแรก ซึ่งนอกจากจะนำเอาความดิบกร้าวดุดันของทำนองหลักและทำนองรองมาบิดผันปั่นลีลาให้น่ากลัวกันยิ่งขึ้นแล้ว ยังมีการใส่ทำนองใหม่ที่ไม่เคยพบเห็นหรือได้ยินได้ฟังมาก่อนให้ตกอกตกใจกันเล่นอีกด้วย จากนั้นจึงจะเป็นการย้อนทวนทำนองหลักและทำนองรองในบันไดเสียงเหย้ากันตามขนบ แต่เมื่อยังไม่สบอารมณ์ Beethoven ก็สั่งให้นักดนตรีบรรเลงส่วนของการพัฒนาทำนองและย้อนทวนกันอีกหนึ่งรอบ ก่อนจะนำเข้าสู่ท่อนแถมสุดท้ายในความเร็วแบบ Presto อันสุดแสนจะโหดร้ายด้วยแนวทำนอง staccato อันขมึงตึงชวนให้นึกถึงการเผชิญหน้ากับวาระสุดท้าย ต่อด้วยการวิ่งไล่ดิ้นรนด้วยแนวเขบ็ตสองชั้นอันลนลานซึ่งก็จะอวสานลงด้วยการขมวดคอร์ดแยกร่างในบันไดเสียง F minor ต่อด้วยการอัดคอร์ดอันดังสนั่นหวั่นไหวไร้เสียงลมหายใจกันไปเลย

Appassionata Sonata ของ Beethoven นับเป็นงาน Masterpiece ที่อัดแน่นไปด้วยเทคนิคทั้งทางด้านการประพันธ์และการบรรเลงกันอย่างสุดแสนจะแพรวพราว แต่ไม่ว่าลีลาในการบรรเลงจะหวือหวาน่าดูชมมากแค่ไหน โซนาต้าบทนี้ก็มิได้มีจุดมุ่งหมายให้นักเปียโนทั้งหลายได้แสดงทักษะฝีมือการบรรเลงในระดับสูงให้ผู้ชมได้ตะลึงหรือทึ่งในความสามารถแต่เพียงถ่ายเดียวเฉกเช่นในโซนาต้าบทที่ผ่านมา แต่ทว่าทุก ๆ ตัวโน้ตที่จรดบนคีย์เปียโนนั้นจะต้องถูกผลักดันด้วยอารมณ์ความรู้สึกอันเข้มข้นรุนแรงชนิดที่เสแสร้งแกล้งทำกันไม่ได้เลย เพราะลำพังเทคนิคแต่เพียงอย่างเดียวนั้นคงไม่สามารถนำพาอารมณ์ความปรารถนาอันแรงกล้าของผู้ประพันธ์ไปสู่ผู้ชมผู้ฟังที่นั่งดูอยู่ได้ หากนักดนตรีผู้นั้นไม่ได้บรรเลงกันด้วยหัวใจที่กำลังร้าวราน . . .

SKETCH ลายมือของ BEETHOVEN ขณะประพันธ์ท่อน Coda สำหรับกระบวนแรกของ APPASSIONATA SONATA


ยุคปลาย

หลังจากที่บรรลุเทคนิคและลีลาในการประพันธ์อันแสนสุดยอดกับโซนาต้าในยุคกลางกันไปแล้ว Beethoven ก็เริ่มหันเหความสนใจจากการให้ความสำคัญกับเทคนิควิธีการ ไปสู่การถ่ายทอดห้วงอารมณ์ความรู้สึกที่ซ่อนลึกกันในจิตใจมากขึ้นกับผลงานดนตรีในยุคปลาย ซึ่งก็นับไล่ได้ตั้งแต่โซนาต้าบทที่ 28 หรือ opus 101 เป็นต้นไป โดยโซนาต้าในกลุ่มนี้จะมีคุณลักษณะที่แตกต่างไปจากโซนาต้าในยุคก่อนหน้ากันอย่างท้าทายอยู่หลายประการ ทั้งการละเลยลำดับตำแหน่งกระบวนตามแบบแผน การใช้ภาษาเยอรมันมากำกับความเร็วและอารมณ์ความรู้สึกของแต่ละกระบวนแทนภาษาอิตาเลียนซึ่งจะเห็นกันในโซนาต้า opus 101, 109 และ 110 เพื่อความสะดวกในการถ่ายทอดห้วงอารมณ์ให้ตรงใจผู้ประพันธ์มากยิ่งขึ้น การผสานท่วงทำนองจากกระบวนหนึ่งสู่อีกกระบวนหนึ่งอย่างท้าทาย รวมไปถึงการใช้รูปแบบการประพันธ์ด้วยการสอดประสานทำนองแบบ Polyphony ตามแบบฉบับงานดนตรีในยุค Baroque อยู่บ่อยครั้ง งานโซนาต้าในยุคหลังของ Beethoven จึงเป็นบทประพันธ์ที่ก้าวล้ำนำยุคไปแสนไกล ซึ่งก็ยังให้ความรู้สึกแปลกใหม่อย่างที่ไม่เคยมีใครทำได้แม้แต่ในปัจจุบัน


7) โซนาต้าในบันไดเสียง Bb major, op. 106: Hammerklavier

นับว่าเป็นโซนาต้าที่ยิ่งใหญ่และเกรียงไกรมากที่สุดในบรรดาโซนาต้าทั้งสามสิบสองของ Beethoven กันเลยทีเดียว โซนาต้าในบันไดเสียง Bb major หรือที่เรียกขานกันด้วยชื่อเล่น ‘Hammerklavier’ (ซึ่งแปลว่า เครื่องดนตรีคีย์บอร์ดที่ใช้ค้อน) บทนี้ ถือได้ว่าเป็นโซนาต้าปราบเซียนที่ต้องการทั้งพลังด้านทักษะและเทคนิควิธีการบรรเลง รวมถึงวุฒิภาวะทางดนตรีที่ต้องผ่านร้อน อุ่น หนาว กันมานานหลายขวบปี จึงจะสามารถเข้าถึงและถ่ายทอดห้วงอารมณ์อันอัศจรรย์พันลึกจากโซนาต้าบทนี้ได้ในระดับพอเพียง และด้วยความยาวกว่า 1,167 บาร์ ที่ต้องใช้เวลาถึง 45 นาทีกว่าที่จะบรรเลงได้จบครบทุกกระบวน โซนาต้าบทนี้จึงไม่เพียงแต่จะท้าทายความสามารถในส่วนของผู้บรรเลงเพียงเท่านั้น แต่ยังต้องการสมาธิและความตั้งอกตั้งใจรวมทั้งประสบการณ์ในการฟังจากผู้ฟังในระดับขั้นสูงกันอีกด้วย โซนาต้าบทนี้มีอยู่ด้วยกัน 4 กระบวน คือ

I) Allegro [เร็ว]

Beethoven เปิดประเดิมโซนาต้าบทนี้กันด้วยท่วงทำนองในบันไดเสียง Bb major กันแกร่งกร้าวห้าวหาญเบิกบานและกระฉับกระเฉงด้วยจังหวะมาร์ชอันหนักแน่น ซึ่งก็จะโลดแล่นกันต่อด้วยท่วงทำนองอันสดใสและลื่นไหลในบันไดเสียง G major กับแนวโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น ซึ่งก็จะเพิ่มความมันด้วยการล้อทำนองตามแบบฉบับ Polyphony ในช่วงต่อมา ก่อนที่จะสรุปท้ายส่วนนำเสนอทำนองกันด้วยการใช้จังหวะสามใบเถาและการเขย่าโน้ตด้วยแนว trill ที่จะมาผันเปลี่ยนเวียนบันไดเสียงกันอย่างไพเราะน่าฟังยิ่งนัก หลังจากย้อนทวนส่วนแรกของกระบวนทั้งหมดกันหนึ่งรอบแล้ว Beethoven ก็จะเริ่มพัฒนาทำนองนำโดยจะใช้ลูกจังหวะของทำนองเปิดมาสอดประสานแนวทำนองกันอย่างวิจิตรพิสดารด้วยหลักการของการประพันธ์บทเพลง Fugue ในยุค Baroque ด้วยจังหวะอันรุกเร้า พอเมามันกันได้สักพัก Beethoven ก็หันมาแต่งแต้มลวดลายลีลาให้กับแนวทำนองรองอันหมดจดหยดย้อย ก่อนจะค่อย ๆ หวนคืนสู่การพัลวันพันตูแนวทำนองเปิดกันอีกครั้งเป็นอันจบส่วนพัฒนาทำนอง สำหรับท่อนย้อนทำนองหลักและทำนองรองนั้นก็ยังไม่มีอะไรที่ผิดแปลกแหวกแนวไปมากนัก ความคึกคักจะหวนกลับมาอีกครั้งในท่อนแถมหรือ Coda ที่มีการว่าทำนองด้วยแนวคู่แปดแยกร่างอันทรงพลังน่าเกรงขาม ก่อนจะสรุปความกันด้วยทำนองอื่นลื่นไหลที่จะสไลด์ไปพร้อม ๆ กับแนว trill อันสุดแสนรัญจวน ซึ่งก็จะนำเข้าส่วนสุดท้ายที่จะมาร่ายทำนองกันด้วยคอร์ดอันหนักแน่นเป็นอันจบกระบวน

II) Scherzo: Assai vivace – Presto – Prestissimo

[กระบวนขบขัน: เร็วจัดอย่างมีชีวิตชีวา – เร็วจี๋ – เร็วสุดขีด]

เมื่อเปิดประเดิมกันด้วยความเหิมเกริมกันไปแล้ว Beethoven ก็กลับลำโดยทันทีด้วยท่อน Scherzo อันแปร่งปร่าน่าหยิกตีในบันไดเสียง Bb major ซึ่งก็จะมาด้วยท่วงทำนองกระโดกกระเดกจนน่าเขกกบาล ก่อนจะคืบคลานกันต่อด้วยแนวทำนองอัศจรรย์ท่ามกลางหมอกควันของแนวโน้ตสามใบเถาที่จะมารุมเร้ากันในบันไดเสียง Bb minor อันเฝื่อนหู ต่อด้วยท่อนอาคันตุกะที่ไม่เห็นว่ามีใครที่ไหนเชิญให้มาแต่ก็ยังเสนอหน้าโชว์ลีลาว่าทำนอง staccato กันอย่างเร็วปร๋อไม่รอใคร จนแนวทำนองเจ้าของกระบวนต้องออกโรงใหม่เป็นการไล่ตะเพิดให้ได้รู้กันบ้างว่านี่เป็นถิ่นใคร กระบวน Scherzo ของโซนาต้าบทนี้ นับเป็นตัวอย่างอันดีที่แสดงถึงอารมณ์ขันแบบห่าม ๆ ที่ Beethoven นิยมใช้โดยเฉพาะในผลงานช่วงยุคหลัง

III) Adagio sostenuto [ช้ามากด้วยเสียงหน่วง]

กระบวนท่อนที่สามอันเป็นท่อนช้าอันนี้แหละ ที่ทำให้โซนาต้าบทนี้มีความยาวล้ำหน้าโซนาต้าบทอื่น ๆ ของ Beethoven ไปแสนไกล ด้วยเวลาในการบรรเลงกว่า 20 นาที ยาวนานกว่าการบรรเลงโซนาต้าบทอื่น ๆ แบบครบกระบวนอีกหลายบทเสียด้วยซ้ำ ความพิเศษของกระบวนนี้นอกจากการใช้ท่วงทำนองและลีลาในการพัฒนาอันเคร่งขรึมดื่มด่ำไปกับความสงบนิ่งภายใน แล้ว ยังมีการใช้บันไดเสียงที่ดูจะหนีห่างไปจากบันไดเสียงเหย้าของโซนาต้าบทนี้ไปแสนไกล ซึ่งก็คือบันไดเสียง F# minor นั่นเอง แม้รูปแบบการประพันธ์ของกระบวนท่อนนี้จะมีลักษณะของ Sonata Allegro form เช่นเดียวกับกระบวนท่อนแรก แต่ด้วยลีลาดนตรีที่ลื่นไหลล่องลอยไปตามแต่ใจจะครุ่นคิดคะนึงครวญ ทำให้บรรยากาศของดนตรีในกระบวนนี้ดูจะหลุดลอยจากกรอบการประพันธ์ใด ๆ ไปได้อย่างอิสระ Beethoven ตั้งอกตั้งใจประพันธ์กระบวนท่อนช้าบทนี้อย่างพิถีพิถัน โน้ตดนตรีคลาคล่ำไปด้วยวลีกำกับอารมณ์ที่คอยพร่ำบ่นวนเตือนผู้เล่นอยู่ตลอดเวลาว่าต้องใช้อารมณ์อย่างไรสำหรับช่วงตอนไหน ถึงแม้ท่วงทำนองของมันจะฟังดูห่างไกลจากความไพเราะหยดย้อยอย่างที่มักจะได้ยินได้ฟังกันจากโซนาต้าบทอื่น ๆ แต่ความคมคายของการครวญใคร่ไต่ถามถึงคุณค่าความหมายอันจริงแท้ของการมีชีวิตในกระบวนท่อนนี้นั้น เรียกได้ว่ามีส่วนสร้างมิติแปลกใหม่ให้กับบทประพันธ์ชิ้นนี้ได้อย่างลึกซึ้งตรึงอารมณ์ยิ่งนัก

IV) Largo – Un poco piu vivace – Allegro – Prestissimo – Allegro risoluto

[ช้าเหลือเกิน – คึกคึกขึ้นมาหน่อย – เร็ว – เร็วสุดขีด – เร็วอย่างหนักแน่น]

จบจากการรำพันอันยาวนานในกระบวนท่อนช้ากันไปแล้ว Beethoven ก็จะนำผู้ฟังเข้าสู่กระบวนจบอันคึกคักขึงขังกันอีกครั้ง โดยจะเริ่มเกริ่นกันก่อนด้วยบทนำอันเชื่องช้าในลีลา improvise หรือด้นสด ซึ่งก็จะค่อย ๆ ทดความเร็วมากขึ้น ๆ จนถึงขีดสุด จึงเริ่มว่าทำนองหลักของกระบวนในส่วน Allegro risoluto ซึ่งก็จะประกาศก้องป่าวร้องกันด้วยการโหน trill อย่างมีพลังเป็นการรัวระฆังต้อนรับแนวทำนองหลักของกระบวน ที่ได้รับการเชิญชวนให้มาเป็นตัวละครเอกของ Fugue สามแนวทำนองขนาดยักษ์ที่ประพันธ์ได้อย่างซับซ้อนยอกย้อนสุดแสนวิจิตรพิสดาร ขับเคลื่อนเลื่อนผ่านบันไดเสียงต่าง ๆ นานา คงเส้นคงวาด้วยน้ำเสียงอันแกร่งกล้าน่าเกรงขามตลอดทั้งกระบวน หลังจากเสร็จสิ้นพันธกิจของการสอดร้อยทำนองกันอย่างเกรียงไกรแล้ว Beethoven ก็สรุปความกันด้วยท่อนแถมสั้น ๆ เพื่อผันสู่บันไดเสียงเหย้าด้วยแนว trill อันสนั่นหวั่นไหวไล่เสียงขึ้นลงอย่างจงใจ ต่อด้วยการทิ้งท้ายกับคอร์ด Bb major อันแสนจะหนักแน่นสมบุกสมบัน เป็นอันจบสิ้นความยิ่งใหญ่ของโซนาต้าที่ยาวที่สุดบทหนึ่งในประวัติศาสตร์วรรณคดีเปียโน

ภาพค้อนเปียโนอันเป็นที่มาของชื่อโซนาต้า HAMMERKLAVIER


8) โซนาต้าในบันไดเสียง C minor, op. 111

สำหรับโซนาต้าบทสุดท้ายที่จะแนะนำฟังกันในโอกาสนี้ ก็คือโซนาต้าบทท้ายสุดที่ Beethoven ได้ประพันธ์เอาไว้เมื่อ คศ. 1822 หรือ 5 ปีก่อนที่เขาจะเสียชีวิต ถึงแม้เขาจะยังคงประพันธ์คีตนิพนธ์ชิ้นอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมากในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต แต่ Beethoven ก็ไม่เคยคิดหวนกลับมาประพันธ์เปียโนโซนาต้าอีกเลยหลังจากบทนี้ ราวกับเป็นการประกาศว่าทุก ๆ ลวดลายลีลาและความหวือหวาทั้งหมดทั้งมวลนั้น ล้วนบรรจุอยู่ในบทประพันธ์เปียโนโซนาต้าทั้งสามสิบสองของเขาไปจนหมดสิ้นแล้ว ซึ่งก็จะเห็นได้ชัดจากโซนาต้าในบันไดเสียง C minor บทนี้ที่มีการปล่อยกลเม็ดเด็ดพรายเป็นการทิ้งท้ายได้อย่างสนุกมันถึงใจพระเดชพระคุณกันเป็นที่ยิ่ง โซนาต้าบทนี้มีด้วยกันสองกระบวนคือ

I) Maestoso – Allegro con brio ed appassionato

[ขึงขัง – เร็วอย่างกระฉับกระเฉงเต็มไปด้วยพลังอารมณ์]

Beethoven เปิดตัวโซนาต้าบทนี้กันด้วยส่วนเกริ่นนำอันหนักแน่นขึงขังในบันไดเสียง C minor ซึ่งจะมาสร้างพลังกันด้วยแนวคอร์ดสลับกับการใช้แนว trill และ arpeggio อย่างกระแทกกระทั้น ต่อด้วยการโอดครวญด้วยเสียงเขย่าโน้ตทุ้มต่ำ ซึ่งก็จะนำเข้าสู่กระบวนหลักอันแสนจะสดชื่นรื่นเริง โดยจะเริ่มทำนองแรกกันด้วยการสะบัดโน้ตสามใบเถาเคล้าทำนอง staccato ในบันไดเสียง C minor อันสุดมัน ต่อด้วยการไล่โน้ตเขบ็ตสองชั้นอย่างว่องไว แล้วจึงว่าทำนองนำกันใหม่โดยมีการใส่แนวประสานให้หวานหูกันยิ่งขึ้น หลังจากตื่นตะลึงไปกับการกวดไล่ของโน้ตคู่แปดกับแนวเขบ็ตสองชั้นในส่วนคั่นกันไปแล้ว ก็จะต่อแถวตามด้วยทำนองรองในบันไดเสียง Ab major ที่จะมาช่วยทวีความแจ่มใสให้เริงร่าท้าทายบันไดเสียงเดิมกันอย่างขี้เล่น ก่อนที่จะกระโดดโลดเต้นกันอีกครั้งในส่วนของการย้อนทำนองเป็นครั้งที่สอง จนเมื่อเข้าสู่ช่วงของการพัฒนาทำนอง Beethoven ก็ทำเก๋ไก๋ด้วยไล่ทำนองนำตามแบบฉบับของการประพันธ์บทเพลง Fugue อยู่หนึ่งพัก แต่พอเห็นเค้าว่าน่าจะวุ่นวายเกินไปนักที่จะต้องมานั่งถักทอ Fugue กันในท่อนกระบวนนี้ Beethoven ก็เลยละทิ้งไอเดียนี้ไปอย่างน่าตาเฉย แล้วหันมาว่าทำนองเดิมกันเสียใหม่ในลีลาที่พุ่งพล่านไปทั่วบริเวณไม่ผิดกับการวิ่งเล่นของเด็กชั้นประถม ซึ่งก็จะตามติดมาด้วยการย้อนทำนองนำและทำนองรองกันอีกครั้งอย่างมิยอมให้เสียอารมณ์ ปิดท้ายด้วยคลายปมกับแนวทำนองที่สุขุมคัมภีรภาพขึ้นมาทันใดราวกับเพิ่งฉุกคิดได้ว่าเขาไม่ใช่เด็กอมมืออีกต่อไปแล้ว จึงจะได้แตกแถววิ่งพล่านกันอย่างสำราญอารมณ์เช่นนี้!

II) Arietta: Adagio molto semplice e cantabile

[เพลงขับร้อง – ช้ามาก ๆ อย่างเรียบง่าย คล้ายเสียงขับร้อง]

หลังจากคึกคักกันแบบลืมอายุไปเกือบจะถึงหนึ่งกระบวนแล้ว Beethoven ก็แสดงวุฒิภาวะความเป็นผู้ใหญ่มาชดเชยไว้ในท่อนกระบวนนี้อย่างน่าเคารพยำเกรง ด้วยลีลาการประพันธ์ในลักษณะ Theme and Variations เต็มรูปแบบ Beethoven สามารถนำพาผู้ฟังเข้าสู่ภวังค์แห่งความสุนทรีย์ด้วยเส้นสายลายดนตรีอย่างที่ไม่เคยมีใครคิดประดิษฐ์ได้มาก่อนเลย จากแนวทำนองหลักในบันไดเสียง C major อันสงบง่ายแต่งดงาม ก็จะนำไปสู่การแปลงทำนองด้วยการเปลี่ยนลีลาจังหวะจะโคนกันทีละเล็กละน้อยค่อย ๆ กระตุ้นต่อมโยกย้ายส่ายสรีระอย่างค่อยเป็นค่อยไปในส่วนของทำนองแปลงที่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนรูปจังหวะกันแบบยกห้องจาก 9/16 มาเป็น 6/16 กันในทำนองแปลงที่สองอย่างมีสีสัน แต่ความสนุกมันกันแบบต้องลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายจะเริ่มฉายชัดในทำนองแปลงที่สามซึ่งจะมาในลีลาจังหวะขัดอย่างดนตรี Jazz ที่โยกซ้ายย้ายขวาได้อย่างน่าตื่นตะลึงชนิดคิดไม่ถึงกันเลยทีเดียว จากนั้นก็จะเข้าสู่ช่วงพักด้วยการรัวแนวโน้ตเขบ็ตสามชั้นกันอย่างถี่ยิบด้วยลีลาที่อ่อนไหวราวการเคลื่อนไหวของปุ่ยนุ่นในทำนองแปลงที่สี่ ก่อนที่จะรัวกันต่อด้วยแนว trill อันยาวนานแถมยังขับขานพร้อม ๆ กันถึงสามแนวโดยไม่แตกแถวในทำนองแปลงที่ห้า ซึ่งจะพาเข้าสู่ช่วง Coda อันอ่อนใสละมุนละไมราวกำลังล่องลอยไปในสภาพไร้น้ำหนักอย่างไรอย่างนั้น โซนาต้าบทนี้จบลงด้วยการไล่ scale และคอร์ดสรุปในบันไดเสียง C major แสนบริสุทธิ์อ่อนใส เป็นการปิดท้ายกระบวนได้อย่างหมดจดและงดงาม

ภาพ SKETCH ของ BEETHOVEN หลังสิ้นลมหายใจในปี 1827


จากโซนาต้าทั้งแปดบทที่ได้สาธกยกตัวอย่างกันมาถึงสองภาค คงจะพอทำให้คุณผู้อ่านได้ประจักษ์ซึ้งถึงความยิ่งใหญ่ในบทประพันธ์สำหรับเปียโนของอัครคีตกวีท่านนี้กันไปบ้าง ยิ่งถ้าคุณผู้อ่านท่านใดได้ลองสดับรับฟังตั้งแต่กระบวนแรกของบทที่หนึ่งจวบจนถึงกระบวนสุดท้ายของบทที่สามสิบสองกันด้วยแล้ว จะยิ่งได้สัมผัสเห็นถึงพัฒนาการด้านการประพันธ์ที่มุ่งสรรค์หาลีลาและแนวทางใหม่ ๆ ที่ไม่ซ้ำรอยเดิมอยู่ตลอดเวลา ชนิดที่ท้ากันได้เลยว่า แม้จะมีผลงานประพันธ์ประเภทเปียโนโซนาต้าแต่เพียงอย่างเดียว Beethoven ก็จะยังคงดำรงตำแหน่งอัครคีตกวีแถวหน้าอยู่ได้ โดยไม่ต้องอาศัยบทประพันธ์สำหรับเครื่องดนตรีชิ้นอื่น ๆ กันอีกเลย!



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter