ท่านโอโช: เราอาจไม่ต้องทำอะไร ในวันที่ไม่มีอะไรทำ

คืนนี้ไม่ปกตินัก

คืนวันศุกร์ของผมโดยปกติไม่สงัดสงบเงียบถึงเพียงนี้ ราตรีแห่งศุกร์มักยาวกว่าราตรีอื่น และแน่นอน, มันมักเป็นค่ำคืนที่อึกทึกตึกตักยึกยักนักเชียว

แต่คืนนี้ ผมกำลังนั่งจ้องหน้าปราชญ์เครายาวชาวอินเดีย ผู้มีนามโตว่า ‘โอโช’ อยู่

ความเงียบดันหลังให้ผมไปอุ้มท่านลงมาจากหิ้ง หลังจากทิ้งท่านไว้บนนั้นนานพอที่ผงฝุ่นจะประทินผิวท่านให้กลายเป็นสีเทาอ่อนๆ

ท่านเริ่มด้วยบทสนทนาเดิมๆ ที่เคยพ่นกรอกรูหูของผมมาแล้วเมื่อสองปีก่อน แต่น่าแปลกที่เนื้อหาในคำพูดเหล่านั้น ไม่มีเศษซากเหลือติดอยู่ในขดสมองน้อยหยักของผมเลย – แม้แต่น้อย

“ท่านต้องจดจำสองคำนี้ให้ดี การกระทำ (Action) กับ กิจกรรม (Activity) คำสองคำนี้ มีความหมายอยู่ในมุมตรงกันข้าม”

ผมย่นคิ้ว หลิ่วตา ทำท่าสงสัย

การกระทำเกิดขึ้นภายในจิตใจที่สงบ ส่วนกิจกรรมเกิดจากจิตใจที่ยั้งเอาไว้ไม่อยู่”

ผมย่นคิ้วชนคิ้ว เงื่อนพิรอดกำลังก่อตัวขึ้นเหนือลูกตา ใต้หน้าผาก

“คืองี้ เมื่อท่านรู้สึกหิว ท่านหาอะไรมารับประทาน อย่างนี้เรียกการกระทำ แต่หากว่าท่านไม่รู้สึกหิว แต่ก็ยังหาอะไรมารับประทานอยู่ดี สิ่งนี้เป็นกิจกรรม

“อ๋อ! กิจกรรมคืออะไรก็ตามที่เราทำไปโดยอัตโนมัติอย่างนั้นใช่มั้ยครับท่าน?”

ท่านโอโชพยักหน้า เคราชนราวนม

“อย่างไอ้นี่...” ท่านเอื้อมมือไปกดสวิตช์เปิดทีวี แล้วพูดต่อ

“...ทุกวัน ท่านกลับมาถึงบ้านก็เปิดมันเป็นกิจกรรม ทั้งที่ไม่รู้ว่าอยากดูอะไร”

ผมหลบสายตาท่าน มองที่ขนหน้าแข้งตัวเอง - ไม่อายหรอก แค่เขินๆ ที่ท่านรู้ทัน

ท่านโอโชสูดหายใจเข้าเต็มปอด แล้วพูดต่อ ประโยคยาว

“คนทุกวันนี้อยู่กับความเงียบไม่ได้ อยู่กับตัวเองไม่ได้ จึงต้องหากิจกรรมทำเพื่อหลีกหนีไปจากตัวเอง พอลืมตัวเองก็จะได้หมดความกังวล หมดความโศกเศร้า และความกระวนกระวายที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี นี่แหละ ท่านก็เลยจำเป็นต้องวิ่งไปหาอะไรทำตลอดเวลา”

เสียงนางเอกวิวาทะกับนางอิจฉาในละครหลังข่าวแทรกคั่นบทสนทนาระหว่างเรา ผมได้ยิน แต่ไม่ได้ฟัง ปล่อยมันลอยเท้งเต้งกลางอากาศอยู่อย่างนั้น

“คนทั่วไปต่างหลงผิด และแนะนำพร่ำสอนบอกต่อกันว่า ‘จงหาอะไรทำซะ อย่าอยู่ว่าง’ ถึงขนาดมีภาษิตที่ว่า “จิตที่ว่างเปล่า คือแหล่งชุมชนของความชั่วร้าย” ภาษาปะกิตเค้าว่า "An empty mind is a devil’s workshop." ท่านอวดสำเนียงอังกฤษชัดถ้อย

“แต่ที่จริง จิตที่สงบว่างนั้น เป็นแหล่งชุมนุมของพระเจ้าต่างหาก จิตที่ว่างเปล่า คือ สิ่งที่งดงามที่สุด บริสุทธิ์ที่สุด ความชั่วร้ายมิสามารถเข้าสิงสู่จิตที่ว่างเปล่าได้ แต่ความชั่วร้ายจะเข้าสิงสู่จิตใจที่หมกมุ่นอยู่กับกิจกรรมเท่านั้น”

ผมเอียงหูฟัง แล้วคิดถึงคำกล่าวประเภท ‘ชีวิตสั้น จะทำอะไรก็รีบทำ’

แต่ยังหรอก ผมยังไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวนี้ และ...ผมก็ยังไม่เห็นด้วยกับท่านโอโชเครายาวเช่นกัน ผมกำลังตั้งคำถามในใจว่า หากกิจกรรมที่หมกมุ่นอยู่นั้นเป็นกิจกรรมที่ดีล่ะ?

ปากกำลังเผยอ หน้ากำลังเสนอเงยถาม

แต่จู่ๆ ท่านโอโชเครางามก็หายตัวไป ทิ้งผมไว้กับทีวีที่มีละครเพาะยุงยุ่งเหยิงดำเนินอยู่

สมองสั่งต่อเนื่อง เลื่อนคำตอบออกมาจากขดหยัก

“หรือกิจกรรมที่ไม่ได้ผ่อนพักใดใด ก็ส่งผลไม่ดีให้กับจิตใจทั้งนั้น?”

หรือแท้จริงแล้ว, จิตใจของใครก็ตามล้วนต้องการเวลาสงบนิ่งไม่ไหวลู่ไปตามกระแสลมของกิจกรรมมากมายที่ล่อตาล่อใจให้อยากทำทุกวี่วัน ทั้งยังไม่ต้องนับความเคยชินที่จูงมือเราไปทำ ‘อะไรก็ได้’ ตลอดมา จนไม่มีเวลาเงียบๆ เพื่อนิ่งฟังความคิดของตัวเอง

หรือที่จริงแล้ว, เราอาจไม่ต้องทำอะไร ในวันที่ไม่มีอะไรทำ ก็ได้

ผมค่อยๆ เอื้อมแขน เหยียดนิ้วไปกดปุ่มปิดทีวี

ภาพและเสียงหายวับในทันตา เหลือผมอยู่กับความเงียบ

แน่นอน, ความเงียบและภาวะไม่มีอะไรทำ ไม่ใช่เพื่อนคุ้นหน้าของผมในคืนวันศุกร์เช่นนี้เลยแม้แต่น้อย

แต่คืนนี้ ผมเกิดความรู้สึกอยากลองรู้จักกับเพื่อนใหม่

ไม่ใช่ท่านโอโช – ผมปิดหนังสือ ปล่อยให้ท่านกลับสู่โลกใบนั้นไปตั้งนานแล้ว

ผมแค่ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น

ผมอยากนั่งฟังเสียงเพื่อน.