มหกรรมเปียโนโซนาต้าทั้งสามสิบสองของ BEETHOVEN (ภาคแรก)
‘กัลปพฤกษ์’
kalapapruek@hotmail.com

คงจะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก กับมหกรรมการแสดงเดี่ยวเปียโนโซนาต้าทั้งสามสิบสองบทของคีตกวีเอก Ludwig van Beethoven ครั้งแรกในเมืองไทยเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม พ.ศ. 2550 โดยฝีมือของนักเปียโนชั้นแนวหน้าทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่พำนักอยู่ในประเทศไทยกว่า 45 ชีวิต ที่จะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ลากยาวไปจนถึง 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 แบ่งออกเป็น 14 คอนเสิร์ตย่อย จัดกันเดือนละหนึ่งครั้ง โดยมีนักเปียโนหลากรุ่นหลายวัยสลับสับเปลี่ยนกันมาบรรเลงบทเพลงโซนาต้าของ Beethoven ไล่กันตั้งแต่หมายเลข 1 ไปจนถึงหมายเลข 32 อย่างไม่มีการกระโดดข้ามกันเลยไม่ว่าจะยากเย็นเพียงใด
บทเพลงโซนาต้า (Sonata) หรือบทบรรเลงขนาดใหญ่สำหรับเครื่องดนตรีเดี่ยวซึ่ง Beethoven ประพันธ์ไว้สำหรับเปียโนนั้น ถือได้ว่าเป็นกลุ่มบทประพันธ์ที่สำคัญมากที่สุดอีกชุดหนึ่งในแวดวงวรรณคดีดนตรีสำหรับเดี่ยวเปียโน ด้วยมันเป็นเสมือนเวทีการทดลองเทคนิคและลีลาการประพันธ์ใหม่ ๆ ในแบบฉบับของ Beethoven อันจะไปปรากฏต่อไปในผลงานขนาดใหญ่ประเภท Symphony และ Concerto บทประพันธ์เปียโนโซนาต้าของ Beethoven จึงเป็นงานที่พัฒนาไปจากรูปแบบการประพันธ์ในลักษณะของสมัย Classics ดังในงานของ Franz Joseph Haydn หรือ Wolfgang Amadeus Mozart ไปแสนไกล โดยมีการใส่อารมณ์ความรู้สึกลงไปในดนตรีกันอย่างเข้มข้นรุนแรง แสดงลีลาการประสานเสียงด้วยเทคนิคแปลกใหม่กันอย่างวิจิตรพิสดาร พลิกผันตำแหน่งโครงสร้างการวางท่อนกระบวนกันอย่างอิสระท้าทาย ให้อารมณ์ความรู้สึกที่แปลกประหลาดจนไม่รู้จะเขียนวาดกันด้วยถ้อยคำใด

LUDWIG VAN BEETHOVEN (1770-1827)
และเพื่อเป็นการอุ่นเครื่องก่อนที่คอนเสิร์ตมาราธอนในครั้งนี้จะเริ่มต้นขึ้น ผู้เขียนขอแนะนำบทประพันธ์เปียโนโซนาต้า 8 บทที่ถือเป็นหมุดหลักสำคัญของพัฒนาการในเชิงดนตรีของมหาคีตกวีท่านนี้กันพอให้เห็นลีลา ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เป็นที่ยอมรับกันว่า เป็นบทฮ็อต ฮิต ติดหู ที่บรรเลงขึ้นมาเมื่อใด คอดนตรีคลาสสิกท่านไหน ๆ ก็จะต้องร้องอ๋อกันทันที! แต่ก่อนจะร้อง อ๋อ ก็ขอ อ้อ! เสียทีหนึ่งก่อนว่า หากคุณผู้อ่านท่านใดต้องการรายละเอียดเกี่ยวกับมหกรรมคอนเสิร์ตครั้งนี้เพิ่มเติม ก็สามารถติดต่อไปได้ที่ A.M.A. Studio ที่หมายเลขโทรศัพท์ 027129872 ถึง 3 กันได้ด้วยตนเอง
โซนาต้าแนะนำฟัง 8 บท
ยุคแรก
1) โซนาต้าในบันไดเสียง F minor, op. 2 no.1
สำหรับโซนาต้าบทแรกที่จะแนะนำกันนี้ ก็เป็นเปียโนโซนาต้าบทแรกที่ Beethoven ประพันธ์และได้รับการตีพิมพ์ออกจำหน่าย โดยตีพิมพ์เป็นผลงานลำดับที่ 2 (opus 2) หมายเลข 1 (number 1 เนื่องจากผลงานลำดับที่ 2 นี้ มีโซนาต้าตีพิมพ์พร้อมกันทั้งหมด 3 บทด้วยกัน) โซนาต้าบทนี้นับเป็นโซนาต้าที่อยู่ในยุคแรกของการแบ่งกลุ่มบทประพันธ์ของ Beethoven ซึ่งผลงานส่วนใหญ่ในยุคนี้จะยังคงขนบของการประพันธ์ในลักษณะ Classic อยู่ค่อนข้างจะเคร่งครัด ซึ่งโซนาต้าในบันไดเสียง F minor บทนี้ Beethoven ก็ได้แต่งอุทิศให้กับ Franz Joseph Haydn คีตกวีเอกชาวออสเตรียซึ่งก็เป็นครูสอนดนตรีของ Beethoven นั่นเอง โซนาต้าบทนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นโซนาต้าไหว้ครูที่ตามรอยการประพันธ์ในแบบฉบับ Classic ลักษณะเดียวกับเปียโนโซนาต้าของ Haydn กันอย่างซูฮก โซนาต้าบทที่หนึ่งนี้มีอยู่ด้วยกัน 4 กระบวน คือ
I) Allegro [เร็ว]
สำหรับกระบวนแรกนี้ Beethoven ก็ใช้รูปแบบการประพันธ์ลักษณะ Sonata-Allegro อย่างที่ Franz Joseph Haydn เคยวางรากฐานเอาไว้ โดยเริ่มจากการนำเสนอแนวทำนองหลักในบันไดเสียง F minor ด้วยการไล่โน้ต staccato (โน้ตสั้นห้วน) ขึ้นตามคอร์ด F minor ตามด้วยทำนองรองที่ไล่ scale ลงของบันไดเสียง Ab major ด้วยจังหวะต่าง ๆ กัน จากนั้นจึงนำเอาทำนองทั้งสองนี้มาประดิษฐ์ใหม่ให้มีลีลาที่น่าตื่นตาตื่นใจในช่วงกลางซึ่งจะเรียกกันว่า ‘ส่วนพัฒนาทำนอง’ หรือ Development ที่อนุญาตให้ผู้ประพันธ์สร้างสรรค์ดนตรีให้อยู่ในคีย์หรือบันไดเสียงใด ๆ ก็ได้ตามอำเภอใจ ก่อนที่จะหวนกลับมายังแนวทำนองหลักและทำนองรองกันอีกครั้ง โดยคราวนี้ในส่วนของทำนองรองจะต้องมีการเคลื่อนคีย์ให้กลับมาอยู่เป็นบันไดเสียงเหย้าคือ F minor ด้วย
เพียงท่อนแรกของโซนาต้า ผู้ฟังก็จะได้สัมผัสถึงอารมณ์หนักหน่วงรุนแรงของ Beethoven ด้วยทำนองที่กระชากกระชั้นชวนให้หวั่นไหวไม่น่าไว้ใจกันในบันไดเสียง F minor ซึ่งไม่ใคร่เป็นที่นิยมกันนักในยุคนั้น แม้โครงสร้างของบทเพลงจะดำเนินตามรอยรูปแบบมาตรฐานอย่างไม่มีการบิดพลิ้ว แต่การแสดงออกทางอารมณ์อย่างโผงผางของ Beethoven ก็อาจจะทำให้มันกลายเป็นดนตรีที่รับได้ยากสำหรับผู้คนในสมัยนั้น แม้แต่ Franz Joseph Haydn เองก็ยังเคยเอ่ยปากว่าไม่ใคร่พอใจกับบทประพันธ์ชิ้นนี้เท่าไรนัก ค่าที่มันเกรี้ยวกราดใส่ผู้ฟังกันอย่างไม่บันยะบันยังเสียเหลือเกิน!
II) Adagio [ช้ามาก]
หลังจากโหมกระหน่ำกดดันผู้ฟังกันไปในกระบวนแรกแล้ว ก็ถึงเวลาผ่อนคลายกันด้วยท่อนช้าหวานใสในบันไดเสียง F major ที่คงจะถูกอกถูกใจผู้ฟังในสมัยคลาสสิกกันได้ไม่ยาก จากบันไดเสียง F minor อันเครียดหม่น พอพลิกโหมดกลับมาเป็นบันไดเสียง F major แล้ว ดนตรีในกระบวนนี้จึงฟังดูสดชื่น ท้องฟ้าสว่างสไวขึ้นมาในทันทีทันใด Beethoven นำทำนองที่ประกอบไปด้วยการหมุนโน้ตอย่างที่นิยมกันมากในการประพันธ์ดนตรีท่อนช้าในสมัยนั้นมาปรับเปลี่ยนรูปจังหวะให้มีลีลาที่แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงตอนได้อย่างวิจิตรแช่มช้อย ซึ่งก็มีตั้งแต่การใช้ลูกจังหวะ 2 โน้ต, 3 โน้ต, 4 โน้ต และ 6 โน้ต ต่อหนึ่งจังหวะ มาปรับเข้ากับทำนองเดิมได้อย่างสร้างสรรค์ กลายเป็นกระบวนเพลงที่แม้จะบริสุทธิ์อ่อนหวานแต่ก็แก่กร้านไปด้วยลีลาการประพันธ์ที่น่าฟังกันเสียเหลือเกิน
III) Menuetto [ดนตรีเต้นรำ Minuet]
ธรรมเนียมปฏิบัติประการหนึ่งของรูปแบบโครงสร้างบทประพันธ์ประเภทโซนาต้าหรือซิมโฟนี ก็คือการใช้กระบวนที่มีจังหวะของเพลงเต้นรำ โดยเฉพาะ Minuet มาแทรกคั่น ก่อนที่จะจบบทเพลงกันในกระบวนสุดท้าย ซึ่งโซนาต้าบทแรกของ Beethoven นี้ก็ได้ดำเนินตามจารีตนี้อย่างเคร่งครัด ด้วยท่อน Menuetto ในบันไดเสียง F minor ที่ใช้แนวทำนองอันลึกลับมาสลับกับช่วงตอนที่ระเบิดคารมอย่างโผงผางตรงไปตรงมา ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วง Trio อันเป็นช่วงกลางบังคับของบทประพันธ์ประเภท Minuet ทั้งหลาย ซึ่งก็ใช้การเล่นโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้นวิ่งขึ้นลงไปมาสลับกับโน้ตตัวขาวและตัวดำได้อย่างน่ารักน่าชัง จากนั้นจึงหวนกลับมาเล่นช่วง Minuet อีกหนึ่งครั้งเป็นอันจบกระบวน
IV) Prestissimo [เร็วสุดขีด]
ดูจะเป็นกระบวนที่สร้างภาระให้กับนักเปียโนกันพอสมควร เพราะนอกจากจะต้องกะเล็งตอกลงคอร์ดกันให้แม่นยำแล้ว ยังจะต้องกวาดโน้ตสามใบเถาหรือ triplet กันอย่างด่วนจี๋ไปรณีย์จ๋าไปพร้อม ๆ กันด้วย หลังจากที่ได้สดับรับฟังกันไปหลายลีลาแล้ว Beethoven ก็เลือกที่จะปิดฉากโซนาต้าบทนี้กันด้วยความปราดเปรียวดุดัน ด้วยสารพันเทคนิคการบรรเลงที่คงต้องฝึกซ้อมกันพอดูจึงจะสามารถเคลื่อนนิ้วได้อย่างมั่นใจจนสะกดผู้ชมให้ตรึงไปกับพละกำลังของดนตรีในกระบวนนี้ได้ ยังไม่ทันจะได้พูดพล่ามทำเพลง Beethoven ก็เริ่มต้นด้วยคอร์ดในบันไดเสียง F minor อันหนักแน่นสลับกับทำนองตอบที่ฟังดูมีสติแผ่วเบา โดยจะมีการรัวโน้ตสามใบเถาคอยคุมเสียงประสานอยู่ตลอดเวลา ก่อนจะเปิดโอกาสให้นักเปียโนได้ผ่อนคลายกล้ามนิ้วด้วยช่วงกลางอันอ่อนหวานในบันไดเสียง Ab major ที่ไม่ต้องการเทคนิคการบรรเลงอะไรอันใดอีกต่อไป ซึ่งก็จะไหลไปจนเชื่อมต่อกับทำนองคอร์ดเดิมที่หวนกลับมาอีกหนึ่งครั้งก่อนจะจบลงอย่างหนักแน่นทรงพลัง แม้ว่าบางทำนองในกระบวนท่อนนี้จะฟังดูสนุกสนานขี้เล่นอยู่ในที แต่ด้วยลีลาการประพันธ์ที่หนักแน่นจริงจังก็อาจทำให้ผู้ฟังต้องรู้สึกสนุกอย่างเหน็ดเหนื่อยไม่ผิดกับการนั่งชมกีฬารักบี้ฟุตบอลอย่างไรอย่างนั้นกันเลย . . .

ภาพ BEETHOVEN ในวัยหนุ่ม
2) Sonata ในบันไดเสียง C minor, op.13: ‘Pathetique’
สำหรับโซนาต้าบทต่อไปที่จะแนะนำกันนี้ ก็เรียกได้ว่าเป็นสุดยอด Top Hit บทหนึ่งของ Beethoven เลยทีเดียว โดยบทนี้จะมีชื่อเรียกขานกันเล่น ๆ ด้วยว่า ‘Pathetique’ ซึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศส หมายถึง ความรู้สึกอันจับใจ ซึ่งก็ฟังดูเหมาะสมดี เพราะโซนาต้าบทนี้นั้น อัดแน่นไปด้วยท่วงทำนองแห่งห้วงอารมณ์ที่ชวนให้ประทับจิตประทับใจไปเสียทุกกระบวนเลยทีเดียว อีกทั้งความยุ่งยากในการบรรเลงก็ไม่จำเป็นต้องถึงระดับพระกาฬก็พอที่จะฝึกหัดกันได้ โซนาต้าบทนี้จึงเป็นที่นิยมเล่นนิยมฟังกันมากที่สุดในบรรดาโซนาต้าทั้ง 32 ของ Beethoven เลยทีเดียว
โซนาต้าบทนี้จะอยู่ในบันไดเสียง C minor ซึ่งเป็นคีย์โปรดอีกคีย์หนึ่งของ Beethoven (ซิมโฟนี่หมายเลข 5 และเปียโนคอนแชร์โต้หมายเลข 3 ก็ใช้บันไดเสียงเดียวกันนี้) เป็นที่รู้กันว่าบันไดเสียง C minor นั้น มักให้ความรู้สึกหนักแน่นจริงจัง แต่ก็ยังแฝงไปด้วยลีลาขบขันอยู่ในที โซนาต้าบทนี้จึงมีทั้งอารมณ์เคร่งเครียด สมบุกสมบัน สนุกสนานปราดเปรียว อ่อนช้อยหวานซึ้ง ไปจนถึง กราดเกรี้ยวไม่พอใจ กันเลย
I) Grave – Allegro di molto e con brio [ช้าอาดูร – เร็วมากอย่างกระฉับกระเฉง]
คุณลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งของโซนาต้าบทนี้ ที่ดูจะไม่ไปพ้องซ้ำกับบทอื่นใดที่ผ่านมา ก็คือการใช้ส่วนนำที่เนิบช้าทำหน้าที่เกริ่นกล่าวก่อนเข้าสู่ทำนองหลักของกระบวนแรกซึ่งเป็นท่อนเร็ว ในส่วนนำนี้ Beethoven ถาโถมผู้ฟังกันด้วยการดำเนินคอร์ดในบันไดเสียง C minor อันหนักแน่นสลับโน้ตสั้นยาวอย่างกระแทกกระทั้น ให้ความรู้สึกตัดพ้อต่อชะตาชีวิตกันอย่างสุดแสนจะโศกาอาดูร หลังจากโอดครวญกันได้สักพัก ก็จะเข้าสู่ท่อนเร็วของกระบวนโดยทันที ด้วยการไล่ทำนอง staccato ตามสเกลของบันไดเสียง C minor คลอกับเสียงรัวโน้ตคู่แปดหรือ tremolo ซึ่งก็เป็นลักษณะเด่นสำคัญของกระบวนนี้เลยทีเดียว สำหรับท่อนเร็วนี้ก็จะมีการสลับอารมณ์กราดเกรี้ยวคำรามกับความซุกซนปราดเปรียวของส่วนทำนองรองที่มีการเล่นเสียงสะบัดได้อย่างมีจริตน่าหมั่นไส้ พอนำเสนอทำนองทั้งสองจนจบครบทุกห้องแล้ว ก็ถึงเวลาที่ผู้ฟังจะได้ช็อคอึ้งกับการกลับมาของทำนองนำอันหนักหน่วงเนิบช้าอีกหนึ่งครั้งก่อนที่จะเริ่มลีลาพัฒนาทำนองในแบบที่ไม่มีใครเค้าปฏิบัติกัน ไม่ทันที่ใครจะได้สติ Beethoven ก็เริ่มพลิกแพลงทำนองทั้งสองกันอย่างเมามัน จากที่ดุดันกันอยู่แล้ว ก็จะยิ่งแพรวพราวอ้าวพรวดกันแบบไม่ยอมให้พักเหนื่อยกันเลย ต่อด้วยการเอื้อยทำนองไล่บันไดเสียงลงเพื่อกระโดดขึ้นทำนองหลักและต่อด้วยทำนองรองกันใหม่อีกหนึ่งครั้งเป็นการปิดท้ายส่วนย้อนทำนอง แต่ช้าก่อน กระบวนมหัศจรรย์ของโซนาต้าบทนี้คงจะไม่ได้จบลงง่าย ๆ เพียงเท่านั้น เพราะหลังจากสิ้นสุดการทวนทำนองรองในบันไดเสียงเหย้าแล้ว Beethoven ก็ยังจะต่อด้วยทำนองนำอันหนักหน่วงเนิบช้าให้ตามมาหลอกหลอนกันอีกหนึ่งครั้ง แล้วค่อยปิดท้ายด้วย Coda หรือท่อนแถมสั้น ๆ ซึ่งก็คือวลีแรกของท่อนเร็วของกระบวนกับคอร์ดสรุปอันดังสนั่นได้พลัง
II) Adagio cantabile [ช้ามากอย่างเลียนเสียงร้อง]
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ Pathetique Sonata บทนี้ เป็นที่ถูกอกถูกใจผู้ฟังในวงกว้าง ก็น่าจะมาจากความไพเราะระดับหยดย้อยของท่วงทำนองในกระบวนที่สองนั่นเอง สำหรับท่อน Adagio cantabile นี้นอกจากจะมีความงดงามติดหูแล้ว ยังให้อารมณ์ถวิลหาได้อย่างน่าหลงใหลไม่ต่างไปจากเพลง Pop ชั้นดีที่เป็นที่นิยมฟังกันเลย สำหรับกระบวนนี้จะอยู่ในบันไดเสียง Ab major อันอ่อนใส เริ่มต้นด้วยทำนองหลักที่ขับเคลื่อนด้วยลีลาคล้ายเสียงร้องพร้อมด้วยแนวประสานอันโปร่งเบา ก่อนที่จะสลับด้วยท่อนแทรกที่หนึ่งในบันไดเสียง F minor ที่เริ่มฟังดูลังเลเหมือนจะเป็นการปุจฉาว่าคำถาม จากนั้นท่วงทำนองหวานหูก็จะกลับมาอีกครั้ง ต่อด้วยท่อนแทรกที่สองในบันไดเสียง Ab minor ซึ่งจะมีทั้งการเล่นแนวประสานด้วยลูกจังหวะสามใบเถาและการแผดเน้นทำนองเจือความรุนแรงอยู่เป็นช่วง ๆ จบแล้วจึงวกเข้าสู่ทำนองหลักอีกหนึ่งครั้งโดยจะยังคงลูกจังหวะสามใบเถาไว้ เป็นการสร้างความแปลกใหม่ให้กับท่วงทำนองเดิมได้อย่างน่าตื่นเต้น กระบวนนี้ปิดท้ายกันด้วยทำนองแถมสั้น ๆ กัน ที่กระซิบกระซาบอย่างนุ่มนวลและแผ่วเบา
III) Allegro [เร็ว]
สำหรับกระบวนสุดท้ายของโซนาต้าบทนี้ น่าจะเป็นกระบวนที่ให้อารมณ์ความรู้สึกที่ประหลาดได้มากที่สุดกระบวนหนึ่งในบรรดาโซนาต้าของ Beethoven เพราะนอกจากมันจะเป็นกระบวนที่ไม่ได้มุ่งเน้นความไพเราะเสนาะหูใด ๆ กันแล้ว มันยังมีลีลากึ่งเล่นกึ่งจริงเหมือนจงใจจะล้อเลียนเย้ยหยันความหมดจดงดงามในสองกระบวนแรกกันอย่างน่าพิเคราะห์ โครงสร้างการประพันธ์ของกระบวนนี้จะอยู่ในรูปแบบที่เรียกกันว่า Rondo ซึ่งก็เป็นการสลับท่อนหลักหนึ่งท่อน กับท่อนแทรกตั้งแต่ 2 ท่อนขึ้นไป โดยจะต้องจบท้ายด้วยท่อนหลักอยู่เสมอ ท่อนหลักของกระบวนโซนาต้านี้จะอยู่ในบันไดเสียง C minor ซึ่งก็มีลักษณะออดอ้อนด้วยลีลาทีเล่นทีจริง ราวกับเป็นน้องคนสุดท้องที่ต้องการความรักความสนใจจากคนฟังไม่น้อยไปกว่าสองกระบวนแรก แม้ว่าตัวมันเองจะไม่ได้มีท่วงทำนองไพเราะงดงามอย่างพี่ ๆ เลยสักนิดก็ตาม เมื่อใช้ลูกอ้อนไม่สำเร็จ โซนาต้ากระบวนนี้จึงต้องแผลงทำนองเพื่อดึงดูดความสนใจกันใหม่ด้วยลีลาที่แปลกออกไปซึ่งก็มีทั้งการเปลี่ยนบันไดเสียงให้สดใสเป็น Eb major ด้วยแนวทำนองที่วิ่งไล่กันอย่างซุกซน การใช้โน้ตหน่วงมาเล่นกายกรรมต่อตัวสร้างเสียงประสานที่พยายามอยู่ได้ไม่นานก็เป็นอันลื่นไถลต้องมาวิ่งไล่จับกันใหม่ พอไม่ได้ดังใจก็พาลส่งเสียงคำรามหวังจะขู่ให้กลัว ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็จะทำหน้าที่เป็นท่อนเปลี่ยนของกระบวนสลับกับท่อนหลักที่จะวกกลับมาอยู่เป็นระยะ ๆ และปิดกระบวนกันด้วยทำนองจบอันตึงเครียดกันแบบเอาเรื่องทีเดียว
แม้โครงสร้างการประพันธ์ของ Pathetique Sonata บทนี้ จะยังคงตามรอยแบบฉบับงานในยุคคลาสสิก เช่นเดียวกับโซนาต้าบทอื่น ๆ ในยุคแรกของ Beethoven (ยกเว้นลีลาการย้อนทำนองนำในกระบวนแรก) แต่ในด้านของพลังอารมณ์แล้ว โซนาต้าบทนี้นับเป็นโซนาต้าที่แสดงน้ำเสียงของความเป็น Beethoven ในวัยหนุ่มได้อย่างโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์มากที่สุดบทหนึ่งเลยทีเดียว ไม่ว่ากรอบเกณฑ์ต่าง ๆ จะรัดกุมเพียงใด แต่มันก็ไม่สามารถจะหน่วงเหนี่ยวพลังอารมณ์แห่งศิลปินของอัครคีตกวีผู้นี้ได้ โซนาต้าบทนี้จึงเปรียบเสมือนเด็กหนุ่มคะนองที่ไม่ว่าจะถูกจับแต่งองค์ทรงเครื่องจนเป็นคุณหนูคุณชายเพียงใด ก็ไม่สามารถกักล้อมหัวใจอันทะลึ่งทะโมนตามธรรมชาติของชายวัยแตกพานกันได้เลย

PIANO ของ BEETHOVEN
ยุคกลาง
3) Sonata ในบันไดเสียง C# minor, op. 27, no.2: ‘Moonlight’
ถ้าจะไม่วัด rating ความนิยมกันแบบครบทั้งโซนาต้า แต่เปลี่ยนคำถามใหม่ว่า แล้วกระบวนไหนในโซนาต้าทั้งสามสิบสองของ Beethoven ที่เป็นที่นิยมกันมากที่สุด? อันนี้ก็ขอฟันธงด้วยความมั่นใจ เพราะไม่ว่าจะเป็น poll ไหน ๆ ก็จะต้องให้คำตอบต้องตรงกันอย่างแน่แท้ว่า ก็กระบวนแรกของ Moonlight Sonata นั่นไง . . . โซนาต้าบทนี้เองที่ทำให้นักฟังเพลงมือใหม่หลาย ๆ คนเข้าใจผิดคิดว่าบทประพันธ์โซนาต้านั้นมีเพียงแค่กระบวนเดียว ค่าที่ไม่ว่า album รวม hit Beethoven แผ่นไหน ก็จะต้องมีกระบวนแรกของโซนาต้าบทนี้บรรจุรวมไว้ ชนิดที่ถ้าไม่ใส่นี่ก็จะขายไม่ได้จำหน่ายไม่ออกกันเลยทีเดียว ความโด่งดังของกระบวนอัศจรรย์นี้ทำให้อีกสองกระบวนที่เหลือมักจะไม่ได้รับการเหลียวแหลเท่าไรนัก เพราะมักจะไปปักใจดื่มด่ำกับกระบวนแรกเสียจนไม่นำพาจะหาความบันเทิงใด ๆ ต่อ ทั้ง ๆ ที่อีกสองกระบวนที่เหลือนั้น ก็มีลีลาที่น่าสนใจไม่แพ้กระบวนนำกันเลย
I) Adagio sostenuto [ช้ามากด้วยเสียงหน่วง]
อารมณ์ดื่มด่ำเศร้าโศกอย่างโรแมนติกของกระบวนนี้แหละ ที่ทำให้โซนาต้าบทนี้ได้รับการขนานนามกันอย่างกว้างขวางว่า Moonlight Sonata ทั้ง ๆ ที่ Beethoven เองก็มิได้มีนัยยะอะไรขนาดนั้นขณะประพันธ์ เพราะเขาเองให้ชื่ออย่างเป็นทางการของโซนาต้าบทนี้ว่า Sonata quasi una Fantasia หรือ โซนาต้าที่มีลีลาคล้ายบทเพลงแฟนตาเซีย ซึ่งมีรูปแบบอิสระเปิดโอกาสให้ผู้ประพันธ์นำเสนอห้วงอารมณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเสรีไม่มีข้อจำกัด โซนาต้าบทนี้จัดอยู่ในกลุ่มบทประพันธ์ยุคกลางของ Beethoven ที่เริ่มจะละทิ้งแบบแผนโครงสร้างการประพันธ์อันเคร่งครัดตามแบบฉบับคลาสสิกลง แต่หันมาถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ภายในแทน เรียกได้ว่าอารมณ์ต้องมาก่อน รูปแบบมาทีหลัง ซึ่งก็เป็น concept หลักของบทประพันธ์ในยุคโรแมนติกนั่นเอง โซนาต้าบทนี้จึงเริ่มต้นด้วยท่อนช้าโศกซึ้งแทนที่จะเป็นท่อนเร็วตามขนบปฏิบัติของโซนาต้าสมัยคลาสสิก แม้ว่าจะยังคงใช้รูปแบบ Sonata-Allegro อยู่ก็ตาม
อันที่จริงแล้วลีลาในการประพันธ์ของกระบวนนี้ก็มิได้มีอะไรยุ่งยากซับซ้อน Beethoven แบ่งชั้นดนตรีออกเป็นสามแนวด้วยกัน คือ แนวทำนองนำ ซึ่งก็มีการไล่โน้ตขึ้นลงกันอยู่ไม่กี่ตัว แนวประสานซึ่งประกอบไปด้วยโน้ตสามใบเถาซึ่งก็จะมา แด่ว แดว แด๊ว อยู่ตลอดกระบวน และแนว base ทุ้มต่ำคอยเติมพื้นดนตรีให้แน่นเต็มมากขึ้น โดยกระบวนนี้จะอยู่ในบันไดเสียง C# minor อันชวนฝัน โดยจะมีการผันเป็นบันไดเสียงอื่นอยู่เป็นพัก ๆ จุดเด่นของกระบวนนี้จึงอยู่ที่ท่วงทำนองหมองเศร้าที่เฝ้ารำพันถึงดวงจันทร์ให้แบ่งปันแสงสว่างนวลน้อย คอยส่องมิให้ค่ำคืนอันแสนเหงานี้ต้องมืดมนอนธกาลกันเกินไปนัก บทเพลงดำเนินไปอย่างเรียบเรื่อยปราศจากจุด climax มีแต่เสียงโอดเอื้อยที่ดังขึ้นบ้างตามระดับโทมนัส จบลงด้วยเสียงครวญต่ำอันแผ่วเบาส่งผ่านความเงียบเหงาให้ผู้ฟังได้เคลิบเคลิ้มกันอย่างสุดแสนสะเทือนใจ
II) Allegretto [เร็วปานกลางกำลังพอดี]
ส่วนกระบวนต่อไป Beethoven ก็ใช้ชื่อง่าย ๆ ว่า Allegretto แม้รูปแบบการประพันธ์ของมันจะละม้ายคล้ายคลึงกับเพลงเต้นรำ Minuet ด้วยจังหวะ 3 นับต่อหนึ่งห้อง พร้อมท่อน Trio คั่นกลาง แต่ด้วยเส้นสายลายทำนองที่มีการเล่นจังหวะขัดกันอย่างเมามัน ชนิดที่ใครอุตริเอาไปใช้เต้นรำ คงจะได้สะดุดขาตัวเองจนล้มคว่ำคะมำหงาย จึงต้องมีการใส่ชื่อ Allegretto กำกับไว้ให้ฟังดูกลาง ๆ ไม่สร้างนัยยะอะไรให้ต้องตีความกันเยอะนัก ดนตรีกระบวนนี้อยู่ในบันไดเสียง Db major ซึ่งก็เป็นบันไดเสียงคู่ major ของ C# minor นั่นเอง (โน้ต C# กับ Db เป็นโน้ตเดียวกัน) ซึ่งก็จะมาด้วยลีลาแจ่มใส่น่ารักพะยักพะเพยิดด้วยการลากทำนองข้ามห้องสร้างจังหวะจะโคนด้วยตัวโน้ตยาวสั้นสลับสับหว่างกันไปมาจนน่ายักย้ายส่ายศีรษะตามไปด้วย แม้แต่ส่วน Trio เองก็ยังคงใช้ลีลาเดียวกัน เพียงแต่เปลี่ยนทำนองและเขยิบไล่คีย์ไปทีละห้อง ซึ่งสุดท้ายก็วนมาจบที่บันไดเสียงเดิม ก่อนจะย้อนทวนท่อนหลักกันอีกหนึ่งครั้ง
III) Presto agitato [เร็วมากอย่างตื่นระทึก]
หลังจากสะกดผู้ฟังไปด้วยกระบวนเนิบช้าและน่ารักสดใสกันไปแล้ว Beethoven ก็ผันอารมณ์กันอย่างฉับพลันด้วยกระบวนสุดท้ายอันสุดแสนจะดุดันอันตรายชวนให้อกสั่นขวัญแขวน Beethoven ใช้รูปแบบ Sonata-Allegro ในบันไดเสียง C# minor ข่มขวัญผู้ฟังกันด้วยการไล่คอร์ดแยกร่างหรือ Broken Chord จากต่ำไปสูง แล้วเบรกโดยทันทีด้วยการกระแทกคอร์ดสั้นห้วนชวนให้ตกอกตกใจ จากนั้นจึงไล่ทำนองที่วิ่งวนกันอย่างเร็วปรื๋อ ทวีความกระตือรือร้นด้วยแนวเขบ็ตสองชั้นที่เพ่นพ่านละลานหูละลานตากันอย่างยั้วเยี้ย กว่าจะได้พักหายใจก็ปาเข้าไปหลายนาทีจึงจะมีการอนุญาตให้ผู้เล่นแช่โน้ตค้างไว้ได้ยาวนานตามอำเภอใจในช่วงกลางของการพัฒนาทำนอง ก่อนจะออกจ้ำอ้าวกันเป็นคำรบสอง ทวีความคะนองกันด้วยการเล่นจังหวะแปลกใหม่กันให้สะใจทั้งผู้เล่นและผู้ฟังกันเลยทีเดียว บรรยากาศของกระบวนสุดท้ายของโซนาต้าบทนี้จึงไม่ผิดกับการนั่งฟังเรื่องเล่าอันแสนจะตื่นระทึกที่ผู้เล่าเพิ่งจะพานพบประสบมาประมาณว่าถ้าวิ่งช้ากว่านี้สักนิดก็คงไม่มีชีวิตรอดกลับมาให้ได้ถ่ายทอด แม้จะลวดลายลีลาของมันจะห่างไกลจากสมญานาม Moonlight ที่หลาย ๆ คนเรียกขาน แต่ความสนุกสนานผจญภัยไร้ความสงบนิ่งของกระบวนจบนี้ก็ยังทำหน้าที่สรุปตำนานแห่งพลังอารมณ์อันหลากหลายที่อัดแน่นอยู่ใน Sonata quasi una Fantasia บทนี้ได้อย่างลงตัว

ปก ALBUM รวมฮิต BEETHOVEN ของบริษัท SONY ที่มีการใช้ MOONLIGHT SONATA เป็นเพลงเอก
4) Sonata ในบันไดเสียง D minor, op. 31, no.2: ‘Tempest’
คำถามหนึ่งที่นักฟังดนตรีมือใหม่มักจะไถ่ถามด้วยความฉงนสนเท่ห์อยู่เสมอก็คือ เพลงนั้นเพลงนี้ของคีตกวีคนนี้คนนั้นมันมีความหมายว่าอย่างไร? กำลังบอกเล่าเรื่องอะไรไหม? และควรจะจินตนาการนึกถึงจินตภาพใดจึงจะ ’ซาบซึ้ง’ และ ‘เข้าถึง’ ความสุนทรีย์ที่ผู้ประพันธ์ต้องการจะเล่าขานหรือถ่ายทอด อันนี้ก็คงต้องขออนุญาตชี้แจงแถลงไขให้ได้เข้าใจต้องตรงกันว่า อันดนตรีคลาสสิกโดยทั่วไปนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภท คือ ดนตรีบริสุทธิ์ หรือ Absolute Music และ ดนตรีที่มีเรื่องราว หรือ Programme Music สำหรับดนตรีบริสุทธิ์นั้นก็จะเป็น ดนตรีเพื่อดนตรี คือ ดนตรีที่มุ่งถ่ายทอดความไพเราะของท่วงทำนอง ลีลาในการประพันธ์ หรือห้วงสภาวะอารมณ์ที่มิได้มีการอิงเรื่องราวหรือความประทับใจอะไรอันใด ส่วนดนตรีที่มีเรื่องราว หรือ Programme Music นั้น ก็จะเป็นดนตรีที่มุ่งแสดงภาพหรือความประทับใจที่มีการอ้างอิงถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ไม่ใช่ดนตรีโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ผู้ฟังจะมีมโนทัศน์คล้อยตามความประทับใจนั้นได้อย่างเห็นภาพ แม้ว่าในโซนาต้าทั้งสามบทที่ได้แนะนำมาจะมีการสาธกยกตัวอย่างเรื่องราวหรือมโนภาพประกอบห้วงอารมณ์ต่าง ๆ ในแต่ละกระบวนอยู่บ้าง แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้วเปียโนโซนาต้าเกือบทั้งหมดของ Beethoven ควรจะต้องจัดจำแนกอยู่ในกลุ่มดนตรีบริสุทธิ์เสียมากกว่า ด้วยเหตุผลที่ว่า ท่อนกระบวนส่วนใหญ่ในโซนาต้าทั้งสามสิบสองนี้ มิได้มีเจตนาจะให้ผู้ฟังสร้างมโนภาพใด ๆ ตามใจผู้ประพันธ์ในลักษณะเดียวกันกับซิมโฟนี่หมายเลข 6 (Pastoral) ของ Beethoven ที่จงใจจะให้ผู้ฟังได้สัมผัสกับกลิ่นอายแห่งธรรมชาติผ่านทางเส้นสายลายดนตรี ยกเว้นก็แต่เพียงโซนาต้าบทที่ 17 ในบันไดเสียง D minor ที่จะแนะนำนี้เท่านั้น ที่ Beethoven ผู้ประพันธ์ได้รับแรงบันดาลใจจากการอ่านบทละครเรื่อง The Tempest ของ William Shakespeare จนต้องรจนาออกมาเป็นโซนาต้าแห่งพายุบุแคมบทนี้ ซึ่งก็มีด้วยกัน 3 กระบวน
I) Largo – Allegro [ช้าเหลือเกิน – เร็ว]
สำหรับกระบวนแรกนี้ Beethoven อารัมภบทด้วยการไล่คอร์ด A major อย่างเชื่องช้า ก่อนที่จะเข้าสู่ทำนองหลักในบันไดเสียง D minor ที่นำเสนอสัญญาณแห่งภยันตรายกันด้วยการไล่โน้ตคู่ที่ฟังดูตื่นเต้นรุกเร้า ก่อนจะเข้าสู่การไล่บันไดเสียง Chromatic หรือบันไดเสียงแบบครึ่งขั้นที่ทำหน้าที่ผันกระบวนสู่การปะทะคารมกันระหว่างแนวทำนองสูงกับแนวทำนองต่ำที่ห้ำหั่นประชันเชิงกันอย่างไม่ยอมอ่อนข้อ จากนั้นบทเพลงก็จะเริ่มเข้าสู่ช่วงแห่งความโกลาหลด้วยการกระแทกคอร์ดในจังหวะขัดกลางแนวทำนอง สลับกับเส้นเสียงที่ฟังดูลุกลี้ลุกลน จนสามารถจินตนาการเห็นลำกระโดงของเรือใหญ่ที่กำลังวูบไหวโคลงเคลงอยู่กลางวายุโหมกระหน่ำ สร้างความตระหนกตกตื่นแก่บรรดาลูกเรือที่กำลังวิ่งพล่านหนีตายกันอย่างจ้าละหวั่น ยังไม่ทันจะรู้ชะตากรรม Beethoven ก็พักหยุดความระทึกเอาไว้ชั่วคราว แล้วหันมาสร้างความอัศจรรย์กันด้วยการไล่คอร์ดอย่างเชื่องช้ากันอีกครั้งในบันไดเสียง D major คอร์ด Diminished Seventh และ F# major ตามลำดับ ก่อนจะถาโถมผู้ฟังกันต่อกับการพัฒนาทำนองหลักและทำนองรองกันอย่างทวีความตึงเครียดจนต้องเบียดตัวลุ้นกันเลยทีเดียว ในส่วนของการย้อนท่อนนำเสนอหรือ Recapitulation นั้น Beethoven ได้ขยับขยายทำนองแรกอันเชื่องช้าให้วิจิตรบรรจงมากยิ่งขึ้น แถมด้วยการแทรกบทเชื่อมสั้น ๆ ซึ่งประกอบด้วยการกระตุกคอร์ด C# major สี่ครั้ง ต่อด้วยการแยกร่างคอร์ด F# minor แล้วเล่นใหม่โดยเขยิบคีย์ขึ้นไปครึ่งเสียง สร้างพลังความปั่นป่วนรบกวนความสงบได้ราวก้อนคลื่นที่พร้อมจะกลืนกินทุกมวลร่างที่ขวางหน้าโดยไม่ครณาไม่ว่าจะหน้าไหน ก่อนจะนำเข้าสู่ทำนองหลักของกระบวนอีกครั้งกันอย่างมี surprise หลังจากกระตุกรุกเร้ากันได้อีกพักใหญ่ กระบวนท่อนนี้ก็จบลงด้วยความสงบเงียบของคอร์ด D minor ที่ลากยาว โดยทิ้งร่องรอยแห่งความหายนะไว้ด้วยเสียงคำรามอย่างแผ่วเบาของแนว base ที่ค่อย ๆ กลืนหายไปอย่างน่าระแวง
II) Adagio [ช้ามาก]
หลังจากที่ปล่อยให้ดนตรีในกระบวนแรกจมหายลงไปใต้ท้องสมุทรแล้ว Beethoven ก็ดำเนินโซนาต้าบทนี้ต่อด้วยกระบวนสองที่ประคองท่วงทำนองได้อย่างสงบนิ่ง ไม่ไหวติง ราวกับจะทิ้งผู้ฟังให้จมดิ่งอยู่ในความเงียบงันไม่เคยพบเห็นแสงตะวันของดินแดนใต้พื้นมหรรณพ โซนาต้ากระบวนนี้จะอยู่ในบันไดเสียง Bb major อันอ่อนใสเบาบาง โดยจะสร้างทำนองด้วยโน้ต ยาว-สั้น-และยาว กันเป็นจังหวะหลัก เมื่อบรรเลงไปได้สักพัก ผู้ฟังก็จะได้ยินเสียง ตื่อหลื่อตื่อดึ๊ด ของการรัวโน้ต Bb คู่แปดสูงบ้างต่ำบ้าง คอยแทรกทำนองราวกับเสียงฟองน้ำที่ผุดพรายจาก oxygen ใต้น้ำกันเป็นพัก ๆ ซึ่งเมื่อทำนองเคลื่อนไป โน้ตกลุ่มนี้ก็จะเปลี่ยนคีย์ไปเรื่อย ๆ ตามบันไดเสียงนั้น ๆ จนเมื่อดำเนินมาถึงกลางกระบวน ก็จะเริ่มมีการใช้คอร์ดแยกร่างมาสร้างแนวประสานขึ้นลงราวคลื่นใต้น้ำที่กระเพื่อมกระพืออยู่หนึ่งพักให้พอมีอะไรได้ตื่นเต้นบ้าง จากนั้นเสียงผุดพรายของฟองน้ำก็จะกลับมาอีกหนึ่งครั้ง พร้อมทำนองหลักของกระบวนซึ่งก็จะนำไปสู่ส่วนปิดท้ายที่ดูเหมือนจงใจทิ้งค้างเอาไว้ไม่ยอมให้คำตอบหรือความหมายใด ๆ
III) Allegretto [เร็วปานกลางกำลังพอดี]
สำหรับกระบวนสุดท้ายของ Tempest Sonata นี้ Beethoven ก็สร้างความต่างจากกระบวนที่แล้วด้วยลีลาดนตรีที่เคลื่อนไหวกันโดยไม่มีการหยุดหย่อน จากโครงสร้างทำนองหลักเพียงวลีเดียว Beethoven สามารถขยับตัวโน้ตขึ้นลงสร้างแนวทำนองอันไพเราะได้จนเกือบครบทั้งกระบวน จะมีเพียงท่อนแยกสั้น ๆ ที่ใช้การไล่โน้ตคู่แปดไปกับตัวโน้ตเขบ็ตสองชั้นในส่วนของทำนองรอง และการไต่โน้ตกันเป็นช่วง ๆ เท่านั้นที่ไม่ได้อาศัยวลีหลักนี้ ส่วนที่เหลือก็เป็นการประดิษฐ์ทำนองจากรูปแบบวลีเอกกันอย่างแพรวพราว ชวนให้นึกถึงบท Prelude หลาย ๆ บทของ Johann Sebastian Bach ที่ใช้เทคนิคการประพันธ์คล้าย ๆ กันเลยทีเดียว
แม้จะฟังดูเหมือนลื่นไหลไปเรื่อย ๆ แต่จริง ๆ แล้วโซนาต้ากระบวนนี้มีการใช้รูปแบบ Sonata-Allegro อย่างแทบไม่เห็นเค้า เริ่มต้นด้วยทำนองหลักในบันไดเสียง D minor ที่เคลื่อนไหวแหวกว่ายราวกับกำลังพุ่งตัวผ่านดงกอสาหร่ายอย่างไรอย่างนั้น ก่อนที่จะพักรูปแบบวลีนี้กันด้วยทำนองรองจากโน้ตคู่แปดอันแกร่งกร้าวดุดันดังที่ได้กล่าวไปแล้ว เมื่อจบจากการนำเสนอทำนองทั้งสอง Beethoven ก็นำเอาวลีหลักนั้นมาแหวกว่ายกันต่อในหลาย ๆ บันไดเสียงในส่วนของการพัฒนาทำนองโดยไม่ยอมให้ทำนองรองเข้ามามีบทบาทในส่วนนี้กันเลย หลังจากที่แหวกว่ายกันจนเหนื่อย Beethoven ก็ปล่อยให้ได้หยุดพักกันด้วยการไต่ทำนองครึ่งเสียงลง ต่อด้วยการกลับมาของทำนองหลักในส่วนย้อนทำนอง ซึ่งเมื่อถึงตอนนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังกันให้ดี เพราะจะมีทีเด็ดด้วยการเปลี่ยนบันไดเสียงจาก D minor ไปเป็น Bb major ระหว่างประโยคกันอย่างเฉียบพลัน จากแนวทำนองที่หม่นหมองมองไม่เห็นเส้นทาง ก็จะสว่างไสวสดชื่นขึ้นมาอย่างทันที นับเป็นการเปลี่ยนคีย์ที่ให้ผลน่าอัศจรรย์ที่สุดกรณีหนึ่งกันเลยทีเดียว หลังจากนั้นดนตรีก็จะพลิก mode ไปเป็น Bb minor ให้ได้หม่นหมองกันอีกครั้ง ต่อด้วยการนำเสนอทำนองรองด้วยบันไดเสียงเหย้า ปิดท้ายด้วยท่อนแถมที่ยาวนานซึ่งก็ยังคงใช้รูปแบบวลีเดิมสรุปอารมณ์ของโซนาต้าบทนี้กันด้วยการไล่คอร์ดแยกร่างลงอย่างแผ่วเบา
บทละคร THE TEMPEST โดย WILLIAM SHAKESPEARE
แม้จะมีการอ้างอิงถึงบทละครเรื่อง The Tempest ของ Shakespeare กันอย่างชัดเจน แต่ก็จะเห็นได้ว่า Beethoven มิได้ประพันธ์โซนาต้าบทนี้เพื่อบรรยายตัวละครหรือเหตุการณ์ใด ๆ ในบทละครกันอย่างเด่นชัดเป็นตัวเป็นตน แต่จะมุ่งสร้างภาพความประทับใจที่มีต่อเนื้อหาและบรรยากาศของบทละครกันมากกว่า เพราะในท้ายที่สุดแล้ว วรรณกรรม และ ดนตรี ก็เป็นศิลปะที่มีรูปแบบและวิธีการรวมทั้งเป้าประสงค์ที่ต่างกัน ดังนั้นหากจะถามว่า แล้วนาย Prospero เทพ Ariel และ Miranda ไปซุกซ่อนอยู่หลังตัวโน้ตไหน ทำไมถึงไม่เห็นจะโผล่หน้ามาทักทายผู้ฟังกันบ้างเลย ก็คงจะตอบได้แต่เพียงว่า Tempest โซนาต้าบทนี้คงไม่มีตัวละครใด ๆ ออกมาให้เพ่นพ่าน เพราะสิ่งที่กระทบจิตดลใจของ Beethoven นั้นคงมีอยู่เพียงอย่างเดียว นั่นคือพลังอันแรงกล้าแห่งลมพายุนั่นเอง!

(โปรดติดตามโซนาต้าอีกสี่บทที่เหลือในภาคจบ เร็ว ๆ นี้)




