Robert Monks และ Jang Ha Sung : ผู้ถือหุ้นนักเคลื่อนไหวรุ่นบุกเบิก ผู้รณรงค์ธรรมาภิบาลบริษัท
นับวัน ยิ่งกระแสโลกาภิวัตน์ขับดันโลกทั้งใบให้หมุนเร็วขึ้นเท่าไหร่ อำนาจและอิทธิพลของบริษัทเอกชน โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่อย่างวอลล์มาร์ทหรือไมโครซอฟท์ ที่มีรายได้สูงกว่ารายได้ประชาชาติของประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศรวมกัน ก็ดูจะทบทวีขึ้นเป็นเงาตามตัว
วิวาทะและขบวนการเคลื่อนไหวส่วนใหญ่ในโลกที่รณรงค์การจัดวางอำนาจของบริษัทเหล่านั้นในทางที่ “เป็นธรรม” และ “รับผิดชอบ” ต่อส่วนรวมมากขึ้น มุ่งเน้นไปที่การผลักดันให้รัฐ “ตีกรอบ” และควบคุมขอบเขตการดำเนินงานของบริษัทอย่างเข้มงวดกว่าเดิม หรือไม่ก็รณรงค์ให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของบริษัท เช่น สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม เรียกร้องให้บริษัทจ่ายค่าเสียหายและสัญญาว่าจะรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น
การเคลื่อนไหวทั้งสองแนวนี้มักนำโดยนักคิดฝ่ายซ้าย เอ็นจีโอ และองค์กรอิสระต่างๆ
ทว่าในความเป็นจริง กลุ่มคนที่มีอำนาจ และเหตุผลในการควบคุมบริษัทมากที่สุด ไม่ใช่ทั้งภาครัฐและภาคประชาชน หากเป็น ผู้ถือหุ้น ของบริษัท โดยเฉพาะบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งบริษัทข้ามชาติส่วนใหญ่ก็อยู่ในจำนวนนี้
ผู้ถือหุ้นมีอำนาจควบคุมบริษัทโดยธรรมชาติ เพราะทุกคนล้วนเป็น “เจ้าของ” บริษัท ด้วยการลงทุนในหุ้น ซึ่งแท้จริงแล้วก็เป็นเพียงกระดาษหนึ่งแผ่นหรือตัวเลขหนึ่งตัวที่แสดงระดับความเป็นเจ้าของ มากน้อยตามจำนวนหุ้นที่ถือ ใครถือหุ้นมาก ก็แปลว่ามีอำนาจในการควบคุมมาก และย่อมมีสิทธิในการได้รับผลตอบแทนจากบริษัท (ไม่ว่าจะในรูปเงินปันผล หรือส่วนต่างราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นในตลาด) มากกว่าผู้ถือหุ้นที่ลงทุนน้อยกว่า
แต่แม้ว่าผู้ถือหุ้นจะมีอำนาจโดยตรงในการควบคุมบริษัท เหล่านักคิดฝ่ายซ้าย เอ็นจีโอ และองค์กรอิสระต่างๆ ที่รณรงค์เพื่อจำกัดอิทธิพลและเรียกร้องความรับผิดของบริษัท ก็ยังไม่ได้มุ่งเป้าการรณรงค์ของพวกเขาไปที่ผู้ถือหุ้นเท่าที่ควร
ผู้เขียนคิดว่า เหตุผลข้อหนึ่งเป็นเพราะนักเคลื่อนไหวส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า เนื่องจากผู้ถือหุ้นบริษัทเป็น “เจ้าของ” บริษัท พวกเขาย่อมมีจุดยืน ความเห็น และนโยบายเดียวกันกับบริษัทนั้นๆ เหมือนถอดแบบมาจากแม่พิมพ์เดียวกัน
ความเชื่อเช่นนี้เป็นความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง เพราะโครงสร้างผู้ถือหุ้น และรูปแบบการบริหารจัดการบริษัท ได้แปรเปลี่ยนไปมากจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา
มากจนทำให้ “ธรรมาภิบาล” ระดับบริษัท (หรือ “บรรษัทภิบาล” ซึ่งโดยนิยามที่ตรงตัวที่สุดแปลว่า “ระบบการบริหารและควบคุมบริษัท”) ยากที่จะเกิดขึ้นจริง หากผู้ถือหุ้นไม่ลงมาร่วมผลักดันด้วย
โครงสร้างการถือหุ้นและการบริหารจัดการบริษัทเปลี่ยนไปอย่างไร จึงทำให้ผู้เขียนเชื่อเช่นนั้น?
คำตอบอยู่ในข้อเท็จจริงสองประการ ซึ่งสะท้อนความซับซ้อนในบริษัทสมัยใหม่ได้ดีพอสมควร
ข้อเท็จจริงประการแรกคือ “เจ้าของ” (ผู้ถือหุ้น) บริษัท มักเป็นคนละคนกับ “ผู้บริหาร” บริษัท ต่างกับสมัยก่อนที่ผู้ก่อตั้งบริษัทมักบริหารบริษัทด้วยตัวเอง ผู้ถือหุ้นบริษัทสมัยนี้นิยมจ้าง “มืออาชีพ” มาเป็นผู้บริหารบริษัท และแต่งตั้ง “กรรมการบริษัท” ให้เป็นตัวแทนพวกเขาในการกำกับดูแลการทำงานของผู้บริหารเหล่านั้น ดังนั้น บริษัทสมัยใหม่มักจะมีทั้ง “คณะกรรมการบริษัท” ซึ่งมี “ประธานกรรมการ” เป็นหัวหน้า และ “คณะกรรมการบริหาร” ซึ่งมี “ซีอีโอ” หรือ “กรรมการผู้จัดการ” เป็นหัวหน้า แบ่งหน้าที่กันชัดเจน
การที่กรรมการและผู้บริหารบริษัท เป็นคนละคนกับผู้ถือหุ้น ทำให้เกิดปัญหาที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “ปัญหาตัวแทน” (agency problem) กล่าวคือ ผลประโยชน์ของกรรมการและผู้บริหารในบางกรณีอาจไม่ตรงกัน หรือแม้แต่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นที่แต่งตั้งให้พวกเขาเป็นตัวแทน เช่น ซีอีโออาจต้องการนำกำไรของบริษัทส่วนหนึ่งไปซื้อกิจการของบริษัทคู่แข่ง เพื่อขยายธุรกิจและทำให้ตัวเองมีชื่อเสียง แทนที่จะส่งกำไรนั้นคืนให้กับผู้ถือหุ้นในรูปของเงินปันผล หลายครั้ง ผลประโยชน์ที่ขัดกันนั้นเป็น “ปัญหาโลกแตก” ที่ไม่มี “ทางออก” ง่ายๆ เพราะการตัดสินว่าอะไรดีไม่ดีนั้นขึ้นอยู่กับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง และแนวโน้มของอนาคตนั้นก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละฝ่าย ซึ่งมีปัจจัยและรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย เช่น ซีอีโออาจพยายามอธิบายต่อผู้ถือหุ้นว่าการนำกำไรไปซื้อกิจการคู่แข่งนั้นจะทำให้กำไรของบริษัทดีขึ้นมากในระยะยาว ซึ่งจะทำให้บริษัทจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นมากขึ้นด้วย แต่ผู้ถือหุ้นบางรายอาจแย้งว่า การซื้อกิจการนั้น “ไม่คุ้ม” เพราะคนขายตั้งราคาสูงเกินไป และกิจการนั้นก็ไม่ได้มีแนวโน้มดีอย่างที่ซีอีโอเชื่อ ฯลฯ
ข้อเท็จจริงประการที่สองคือ “เจ้าของ” (ผู้ถือหุ้น) บริษัท โดยเฉพาะบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ใช่ตระกูลผู้ก่อตั้งกลุ่มเดียวอีกต่อไป หากประกอบด้วยผู้ถือหุ้นหลายประเภท หลายฝ่าย ซึ่งมีเป้าหมายและกลยุทธ์ในการลงทุนแตกต่างกัน เราอาจแบ่งนักลงทุนทุกประเภทออกเป็นสองประเภทกว้างๆ คือ “นักลงทุนรายย่อย” หมายถึงคนธรรมดาที่ซื้อขายหุ้นทีละตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักแสนหุ้น (ถ้าซื้อมากกว่านั้นคงไม่ใช่ “รายย่อย” จริง แต่เป็น “ขาใหญ่” มากกว่า) และ “นักลงทุนสถาบัน” คือนิติบุคคลประเภทต่างๆ ที่ส่วนใหญ่ได้รับมอบหมายให้ลงทุนในหุ้นแทนลูกค้า (ซึ่งอาจเป็นนิติบุคคล หรือนักลงทุนรายย่อย) นักลงทุนสถาบันสามารถแบ่งย่อยลงไปได้อีกมากมายตามเป้าหมายของการลงทุน เช่น กองทุนรวม (mutual fund) จะเน้นหุ้นดีมีปัจจัยพื้นฐานรองรับเพื่อลงทุนระยะยาว กองทุนเฮดจ์ฟันด์ (hedge fund) จะเน้นการเก็งกำไรระยะสั้น ซื้อเร็วขายเร็ว และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (pension fund) จะเน้นหุ้นมีปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก เพราะลูกค้าคือพนักงานบริษัทที่ต้องการถอนเงินไปใช้หลังเกษียณ ปัจจุบันกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศมหาอำนาจต่างๆ อาทิ อเมริกา อังกฤษ แคนาดา เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ฯลฯ ลงทุนเม็ดเงินจำนวนมหาศาลในตลาดทุนทั่วโลก เป็นประเภทนักลงทุนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน (ในแง่ปริมาณเงินภายใต้การบริหารจัดการ)
การที่นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เลือกลงทุนในกองทุนต่างๆ ที่มีมืออาชีพบริหารเงินลงทุนให้ แทนที่จะซื้อหุ้นเองโดยตรง ส่งผลให้ช่องว่างระหว่าง “ผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง” (ultimate beneficiary) จากการถือหุ้น (เช่น คนที่ได้รับเงินปันผล) และ “ผู้ถือหุ้น” ที่ปรากฏบนทะเบียนผู้ถือหุ้น (เช่น ชื่อกองทุน) ขยายห่างมากกว่าเดิม นอกจากนี้ การเติบโตของบริษัทเฉพาะด้านที่ทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ให้หรือถือหุ้นแทนกองทุน (ในรูปของทรัสต์ คัสโตเดียน หรือนอมินี) ยังทำให้ช่องว่างขยายใหญ่ขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง (กองทุนต่างๆ ชอบใช้บริการของนอมินีเพราะจะได้ไม่ต้องพะวงเรื่องเอกสารต่างๆ สามารถทุ่มเทเวลาให้กับการบริหารพอร์ตลงทุนได้อย่างเต็มที่)
ช่องว่างที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ระหว่าง “ผู้ถือหุ้น” และ “ตัวแทนผู้ถือหุ้น” และ “กรรมการ/ผู้บริหาร” ที่ทำให้กรรมการหรือผู้บริหารสามารถฉ้อโกงบริษัทหรือผู้ถือหุ้นได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆ คือเหตุผลหลักที่ทำให้โครงสร้างการถือหุ้นและการบริหารจัดการบริษัท (ซึ่งเป็นนิยามที่แคบที่สุดของ “ธรรมาภิบาลบริษัท”) เป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งในโลกยุคโลกาภิวัตน์
แต่ในเมื่อนักเคลื่อนไหวส่วนใหญ่ยังไม่สนใจรณรงค์ในกรอบพื้นฐานข้อนี้ของธรรมาภิบาล กลับไปสนใจรณรงค์ธรรมาภิบาลในกรอบใหญ่ที่กว้างกว่า เช่น ความรับผิดของบริษัทต่อพนักงาน ผู้บริโภค และสังคม เราจะทำอะไรได้?
โชคดีที่ความหลากหลายของผู้ถือหุ้น โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นที่ไม่ได้เป็นตระกูลร่ำรวยผู้ก่อตั้งบริษัท กำลังก่อให้เกิดปรากฏการณ์นักเคลื่อนไหวใส่สูท – ผู้ถือหุ้นที่ไม่ได้สนใจแต่ราคาหุ้นอย่างเดียว แต่ยังไปยกมือถามคำถามยากๆ ในที่ประชุมผู้ถือหุ้น ตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลของผู้บริหาร เรียกร้องให้กรรมการบริษัทไม่เข้าข้างผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และล็อบบี้รัฐให้ถ่ายโอนอำนาจจากกรรมการบริษัทมาให้กับผู้ถือหุ้นมากขึ้น
……
ผู้ถือหุ้นนักเคลื่อนไหว (แปลแบบตรงตัวจาก shareholder activist) คือนักลงทุนรายใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายย่อย หรือนักลงทุนสถาบัน ที่รณรงค์เรียกร้องให้บริษัททำตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี โดยเฉพาะด้านการมอบอำนาจให้กับผู้ถือหุ้นมากขึ้นในการตัดสินใจประเด็นสำคัญๆ ของบริษัท และด้านการคุ้มครองสิทธิของผู้ถือหุ้นรายย่อย ผู้ถือหุ้นนักเคลื่อนไหวอาจมีเป้าหมายในการเคลื่อนไหวแตกต่างกัน แต่พวกเขาเหมือนกันตรงที่มองว่าตัวเองมีสิทธิและหน้าที่ในฐานะ “เจ้าของ” บริษัทคนหนึ่ง ไม่ใช่เป็นแค่ “นักลงทุน” ที่สนใจเฉพาะผลตอบแทนจากการลงทุน โดยมองข้ามทั้งสิทธิและหน้าที่ที่มาพร้อมกับการถือหุ้น
แน่นอน เป้าหมายอันดับหนึ่งของผู้ถือหุ้นนักเคลื่อนไหวคือการปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง แต่แค่นั้นก็ต้องถือเป็นพัฒนาการที่สำคัญ เพราะนั่นหมายความว่า นักลงทุนเหล่านี้สามารถหยุดการ “เล่นหุ้น” อย่างเมามัน ละสายตาจากตัวเลขแดงเขียวบนกระดานหุ้นชั่วคราว หันมาให้ความสำคัญกับปัจจัยอื่นๆ เช่น นโยบายการแต่งตั้งและถอดถอนกรรมการ และความรับผิดของคณะกรรมการบริษัทต่อผู้ถือหุ้น
นี่เป็นพัฒนาการที่สำคัญเพราะเรื่อง “น่าเบื่อ” เหล่านี้ล้วนเป็นหัวใจสำคัญของธรรมาภิบาลบริษัท หากธรรมาภิบาลในระดับแคบ (คือภายในองค์กร) ยังไม่เกิด ความหวังที่จะเห็นธรรมาภิบาลในระดับกว้าง (คือภายนอกองค์กร) ก็ดูจะเลือนรางเต็มทน
นอกจากนั้น ความสนใจและจุดยืนของผู้ถือหุ้นนักเคลื่อนไหวส่วนใหญ่ ค่อนข้างสอดคล้องกับจุดยืนของนักเคลื่อนไหวนอกภาคการเงิน ที่กำลังเรียกร้องให้บริษัทยึดหลักธรรมาภิบาลในระดับกว้าง คือความรับผิดชอบต่อพนักงาน ผู้บริโภค และสังคมส่วนรวม ผู้ถือหุ้นบางรายถึงขนาดเคลื่อนไหวในประเด็นนี้อย่างจริงจัง เช่น กองทุนเพื่อสังคมอาทิ กองทุนดอมินี ที่เคยเขียนถึงไปแล้วก่อนหน้านี้
……
หนึ่งในผู้ถือหุ้นนักเคลื่อนไหวที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก (แม้จะเป็นเพียงโลกแห่ง “จรรยาบรรณธุรกิจ” ใบเล็กๆ ที่ยังโคจรอยู่ชายขอบของโลกกระแสหลัก ซึ่งเป็นวัตถุนิยมเต็มขั้น) คือชาวอเมริกันนาม โรเบิร์ต เอ.จี. มังส์ (Robert A.G. Monks) ผู้บุกเบิกมาตรฐานธรรมาภิบาลอย่างเป็นรูปธรรมที่สุดจนได้รับสมญานามว่า “บิดาแห่งธรรมาภิบาลบริษัท” มังส์ถูกหลายคนปรามาสว่าเป็น “ผู้ทรยศต่อชนชั้นตัวเอง” (“A traitor to his class” – ซึ่งต่อมาถูกใช้เป็นชื่อ หนังสือชีวประวัติมังส์) เพราะเขาเกิดในตระกูลผู้ดีเก่าในกรุงบอสตัน ซึ่งสืบทอดเชื้อสายมาหลายชั่วอายุคน ตั้งแต่สมัยสงครามกลางเมืองในอเมริกา จบปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แต่แทนที่จะใช้ชีวิตเป็นทนาย มังส์เลือกที่จะทุ่มเททั้งชีวิตให้กับการปรับปรุงธรรมาภิบาลบริษัทอเมริกัน
จุดเปลี่ยนชีวิตของมังส์เกิดขึ้นในปี 2516 เมื่อเขาตื่นขึ้นกลางดึกวันหนึ่งในโรงแรมเล็กๆ ด้วยอาการแสบตา น้ำตาไหลไม่หยุด ข้างนอกหน้าต่าง มังส์มองเห็นฟองหมอกสารเคมีสูงกว่าสองเมตร ปกคลุมแม่น้ำแทบทั้งสาย เมื่อเขาถามพนักงานโรงแรมก็ได้รับคำตอบว่า สารเคมีนั้นปล่อยมาจากโรงงานทำกระดาษแห่งหนึ่งทุกคืน เป็นอย่างนั้นติดต่อกันมาหลายปี และชาวบ้านแถวนั้นก็ทำอะไรไม่ได้ และไม่มีใครคิดว่าจะทำอะไรได้
มังส์เก็บความสะกิดใจเอาไว้ จนกระทั่งอีกหลายปีต่อมา เขาได้เป็นประธานกรรมการบริษัททรัสต์แห่งหนึ่งในบอสตัน ซึ่งทำหน้าที่ออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้นแทนลูกค้า ที่ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนสถาบันต่างๆ และวันหนึ่งเขาก็ได้รับแบบฟอร์มการใช้สิทธิจากบริษัทที่เป็นเจ้าของโรงงานกระดาษโรงนั้น นั่นทำให้มังส์ฉุกคิดขึ้นได้ว่า มีคนอย่างเขาหลายสิบคนที่ทำงานในบริษัททรัสต์ต่างๆ ที่รวมกันมีอำนาจควบคุมบริษัทเหล่านี้ผ่านการออกเสียงแทนนักลงทุนสถาบันผู้ถือหุ้นจำนวนมหาศาล มังส์ระลึกได้ว่า เขาสามารถสั่งให้โรงงานนี้หยุดปล่อยสารเคมีลงในแม่น้ำได้ ถ้าเพียงแต่เขาสามารถติดต่อทรัสต์ต่างๆ และกองทุนต่างๆ ที่ถือหุ้นในบริษัทเดียวกัน และอธิบายให้พวกเขาฟังว่าบริษัทนี้กำลังทำอะไรที่ลูกค้าของพวกเขา ในฐานะ “เจ้าของบริษัท” ไม่น่าจะเห็นด้วย
เมื่อมังส์ค้นพบอำนาจของการถือหุ้น เขาก็ตัดสินใจใช้ชีวิตที่เหลือรณรงค์ให้กองทุนและทรัสต์ต่างๆ หันมาสนใจประเด็นธรรมาภิบาล และเข้ามารับผิดชอบการดำเนินงานของบริษัทมากขึ้น ในทศวรรษ 2520 มังส์ก่อตั้งองค์กรแรกในโลกที่ให้คำปรึกษาด้านธรรมาภิบาล ชื่อ Institutional Shareholder Services หรือ ISS ปัจจุบันเป็นองค์กรด้านนี้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ให้คำปรึกษากับนักลงทุนสถาบันทั่วโลกที่ถือหุ้นรวมกันมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ว่าควรโหวตลงคะแนนแทนผู้ถือหุ้นที่แท้จริงซึ่งเป็นลูกค้าของกองทุนเหล่านั้น (proxy voting คือลงคะแนนตามฉันทะที่ได้รับมอบจากผู้ถือหุ้น) อย่างไร ในทางที่จะช่วยปรับปรุงธรรมาภิบาลของบริษัทที่ถือหุ้นอยู่ และในทศวรรษ 2530 เขาก่อตั้งบริษัทจัดการกองทุนชื่อ Lens Asset Management และใช้กองทุนนี้เป็นผู้บุกเบิกขบวนการเคลื่อนไหวของผู้ถือหุ้น ด้วยการให้บริการออกเสียงแทนภายใต้แนวทางโหวตที่เน้นการส่งเสริมธรรมาภิบาลบริษัท และตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการบริษัท
นอกจากเหตุผลด้านคุณธรรมและความเป็นธรรม มังส์ยังพยายามชี้ให้ทุกคนเห็นว่า บริษัทที่มีธรรมาภิบาลที่ดีนั้นสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนกว่า และให้ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นสูงกว่าบริษัทที่ขาดธรรมาภิบาล รายงานวิจัยมากมาย เช่นรายงานรายไตรมาสเรื่องธรรมาภิบาลที่จัดทำโดย McKinsey & Co. ชี้ให้เห็นว่า หุ้นของบริษัทที่นักลงทุนมองว่ามีธรรมาภิบาลดีจะมีราคาเฉลี่ยสูงกว่าหุ้นของบริษัทที่นักลงทุนมองว่ามีธรรมาภิบาลไม่ดี ประมาณ 13-14 เปอร์เซ็นต์
โชคร้ายที่ไม่ค่อยมีใครฟังมังส์ เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่มัวหลงระเริงอยู่กับภาวะตลาดหุ้นเฟื่องฟู จนกระทั่งเกิดกรณีอื้อฉาวของบริษัทยักษ์ใหญ่มือเติบอย่างเอ็นรอน (Enron), เวิรลด์คอม (Worldcom), ไทโค อินเตอร์แนชั่นแนล (Tyco International) ที่ล้วนมีสาเหตุจากการฉ้อฉลและปกปิดของผู้บริหารระดับสูง ตั้งแต่ประมาณปี 2544 เป็นต้นมา เมื่อตลาดหุ้นแนสแด็กของอเมริกาดิ่งลงเหวอย่างกะทันหัน
หลังจากที่กรณีอื้อฉาวข้างต้น และกรณีอื่นๆ ที่ตามมาอีกมากมายเปิดเผยให้โลกรู้ว่า ภาวะธรรมาภิบาลล้มเหลวนั้นมี “ราคา” สูงเพียงใด (และสะท้อนสัจธรรมในคำพังเพยไทยที่ว่า “น้ำลดตอผุด” อย่างแจ่มชัดยิ่ง) มังส์ก็กลายเป็นวีรบุรุษไปในชั่วข้ามคืน ทั้งๆ ที่เขารณรงค์เรื่องธรรมาภิบาลมากว่า 30 ปีแล้ว และไม่เคยเปลี่ยนจุดยืนแม้แต่น้อย
......
“วิธีไขกุญแจสู่ความเจริญอย่างยั่งยืนทั่วโลกสำหรับผู้ถือหุ้น” (How Shareowners can Unlock Sustainable Prosperity Worldwide) – ชื่อเต็มของหนังสือเรื่อง “นักลงทุนระดับโลกรุ่นใหม่” (The New Global Investors) สะท้อนจุดยืนและความเชื่อมั่นของมังส์ในประโยชน์ของธรรมาภิบาลบริษัทอย่างชัดเจน ในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งตอนนี้มหาวิทยาลัยหลายแห่งใช้เป็นหนังสือเรียนวิชาเกี่ยวกับธรรมาภิบาลแล้ว มังส์กล่าวหาว่า ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันรายใหญ่ กลายเป็นผู้ถือหุ้นที่เฉยเมยเฉื่อยชา ละทิ้งความรับผิดชอบของการควบคุมดูแลผู้บริหารบริษัท ซึ่งต้องทำงานเพื่อผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นโดยหน้าที่ และผลประโยชน์ของสังคมโดยมโนสำนึก
มังส์เปรียบเปรยว่า บริษัทก็ไม่ต่างจากแมวจรจัด หรือรถที่ถูกคนจอดทิ้งไว้ ตรงที่มันต้องมี “เจ้าของ” คอยดูแลเพื่อให้อยู่รอด เขามองว่า การแยก “ความเป็นเจ้าของ” (ผู้ถือหุ้น) ออกจาก “อำนาจการควบคุม” (ผู้บริหาร) ในโครงสร้างบริษัทสมัยใหม่ และการที่ผู้ถือหุ้นไม่สนใจจะควบคุมผู้บริหารบริษัทอย่างจริงจัง แต่กลับปล่อยให้พวกเขาบริหารบริษัทตามอำเภอใจ ทำให้บริษัทส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่มีสำนึกแห่งความรับผิดชอบต่อสังคมอีกต่อไป
ข้อกล่าวหาของมังส์มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะในโลกซึ่งอำนาจการต่อรองของบริษัทหลายแห่งยิ่งใหญ่ไพศาล ใครกันแน่ที่มีอำนาจควบคุมบริษัทเหล่านั้น? ในระบอบประชาธิปไตย ผู้ “ควบคุม” รัฐบาลคือประชาชนผู้มีสิทธิถอดถอนรัฐบาลนั้นด้วยการลงคะแนนเสียง ตลอดจนกลไกถ่วงดุลอำนาจฝ่ายต่างๆ แต่บริษัทข้ามชาติที่มีพนักงานนับหมื่นคนเปรียบเสมือนประเทศเล็กๆ ภายใต้ระบอบเผด็จการที่ผู้นำ (คือผู้บริหารระดับสูง) ไม่ต้องรับผิดชอบต่อใครทั้งสิ้น หากเจ้าของบริษัทปล่อยปละละเลย
มังส์อธิบายว่าสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ในช่วงแรกของหนังสือเรื่อง The New Global Investors เขาทบทวนการเติบโตของบริษัทเอกชน นับจากยุครุ่งเรืองของบริษัทการค้าอินเดีย (East India Trading companies) ที่ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลในยุโรปหลายประเทศ เมื่อสี่ร้อยปีก่อน จนถึงยุคโลกาภิวัตน์ของบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ในปัจจุบัน เขาตั้งข้อสังเกตว่า การเติบโตของบริษัท และ “กระบวนการแปลงเป็นบริษัท” (corporatization) ในเมืองต่างๆ มักจะนำความเครียด ความหดหู่ มาสู่ประชาชนแม้แต่คนที่สนับสนุนทุนนิยม คนที่เคยใช้ชีวิตในชุมชนแบบดั้งเดิมนับไม่ถ้วนกลายเป็นผู้ยากไร้ ทั้งในด้านวัตถุและด้านจิตใจ
แต่ในขณะที่บริษัทเอกชนขยายทั้งขนาดและอำนาจขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดยั้ง ผู้ถือหุ้นของบริษัทเหล่านั้นก็มีความหลากหลายมากขึ้นด้วยเป็นเงาตามตัว จากเดิมที่เป็นเพียง “ธุรกิจในครัวเรือน” ที่หุ้นทั้งหมดอยู่ในมือของครอบครัวผู้ก่อตั้ง เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้นถึงระดับหนึ่ง ตระกูลเจ้าของบริษัทก็จะอยากสนใจขายหุ้นบางส่วนให้กับบุคคลที่สาม ให้มาร่วมเป็นเจ้าของ เพื่อกระจายความเสี่ยง ซึ่งวิธีกระจายหุ้นที่สะดวกคือการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งวิธีนั้นก็จะทำให้สามารถดึงดูด “นักบริหารมืออาชีพ” เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการบริษัทด้วย (เพราะการให้หุ้น หรือออพชั่น (สิทธิในการซื้อหุ้นในอนาคต) เป็นหนึ่งในรูปแบบผลตอบแทนที่เป็นที่นิยมมากที่สุด)
ในความเห็นของมังส์ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นประเภทนักลงทุนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกปัจจุบัน คือกุญแจสำคัญที่สุดในการ “ปลดล็อค” อำนาจการควบคุมบริษัท ออกจากมือของคณะกรรมการบริษัท ผู้จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ของพนักงานบริษัทต่างๆ ที่โดยเฉลี่ยเกษียณอายุหลังจากทำงานมาแล้ว 20 ปี และ “ผลประโยชน์” ของพวกเขาหมายถึงความต้องการที่จะใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างสงบและปลอดภัย ในโลกที่บริษัทต่างๆ ดำเนินกิจการอย่างโปร่งใสและมีจรรยาบรรณ ความต้องการเช่นนี้ไม่ต่างจากความต้องการของสังคมเท่าไหร่ ในภาษาของมังส์: “การที่นักลงทุนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของบริษัท สามารถก่อให้เกิด “ความตึงเครียดที่สร้างสรรค์” (creative tension) ที่ช่วยเสริมสร้างวินัยให้กิจการของบริษัทดำเนินไปในทางที่สอดคล้องกับความต้องการของสังคม” มังส์เชื่อว่า ขบวนการเคลื่อนไหวของผู้ถือหุ้นสามารถเพิ่มมูลค่าต่อบริษัทและสังคม และช่วยให้บริษัทมีผลการดำเนินงานดีขึ้น ในหนังสือ มังส์ยกตัวอย่างบริษัทฟอร์ด (Ford) ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของอเมริกา ในฐานะบริษัทที่ผู้ถือหุ้นรวมตัวกันเคลื่อนไหวอย่างแข็งขันเพื่อใช้สิทธิในการควบคุมบริษัท
ประเด็นปัญหาหลักๆ ของธรรมาภิบาลบริษัท ที่มังส์ชี้ให้เห็นในหนังสือของเขา อาจสรุปได้ดังต่อไปนี้:
ความ “ไร้อิสระ” ของกรรมการอิสระ
ปัญหาหนึ่งที่มังส์พยายามต่อสู้มาตลอด คือประเด็นการเสนอชื่อและถอดถอนกรรมการบริษัท มังส์มองว่า ปัญหาใหญ่ของระบบธรรมาภิบาลอเมริกันคือข้อเท็จจริงที่ว่า คณะกรรมการบริษัทพยายามสืบทอดอำนาจของตัวเองไปให้กับคนที่ตัวเองไว้ใจได้เท่านั้น (ไม่ต่างจากระบบสืบทอดบัลลังก์ของกษัตริย์ในสมัยโบราณ) นั่นคือเป้าหมายสูงสุดของพวกเขา จนกว่าผู้ถือหุ้นจะสามารถแทรกบุคคลภายนอกเข้าไปในคณะกรรมการได้ มังส์บอกว่ารัฐอาจใช้เงินเป็นล้านๆ เหรียญ เหมือนกับที่ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์คทำ ในการนิยามและสรรหากรรมการอิสระที่ “เป็นอิสระ” อย่างแท้จริง แต่คนที่เป็นผลผลิตของระบอบสืบทอดอำนาจนั้นไม่มีทางเป็นอิสระอย่างแท้จริงได้เลย
ปัญหานี้คล้ายกันกับในเมืองไทย ที่บริษัทจดทะเบียนมากมายแต่งตั้งเพื่อนของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ให้เป็นกรรมการอิสระ ทำให้น่าสงสัยว่ากรรมการอิสระเหล่านี้ “เป็นอิสระ” ขนาดไหน
ตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนปัญหานี้อย่างชัดเจน และที่มังส์มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงคือ บริษัทยักษ์ใหญ่ของอเมริกาชื่อ ไทโค อินเตอร์แนชั่นแนล มังส์เคยเป็นกรรมการอิสระในบริษัทนี้หลายปีก่อนที่ซีอีโอ เดนนิส โคสโลวสกี (Dennis Kozlowski) จะถูกฟ้องขึ้นศาลด้วยข้อหาได้ค่าตอบแทนสูงเกินเหตุ ช่วงที่มังส์เป็นกรรมการอิสระ เขาพยายามหยิบยกประเด็นเรื่องค่าตอบแทนซีอีโอขึ้นมาถกเถียงในระดับคณะกรรมการ นอกเหนือจากประเด็นปัญหาธรรมาภิบาลด้านอื่นที่เขาเขียนเล่าในจดหมายถึงซีอีโออย่างสม่ำเสมอทุกปี แต่แทนที่มังส์จะได้รับคำขอบคุณจากคณะกรรมการ เขากลับถูกคณะกรรมการถอดถอน
หลังจากนั้นในเดือนกันยายน 2548 โคสโลวสกีถูกศาลตัดสินจำคุก 8 ปี 4 เดือน ในข้อหายักยอกเงินบริษัทกว่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐ
ถ้าคณะกรรมการบริษัทไทโคและผู้ถือหุ้นหันมาฟังมังส์อย่างจริงจังสมัยที่เขาเป็นกรรมการอิสระ เหตุการณ์คงไม่บานปลายถึงขนาดนี้
กรณีข้างต้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กรรมการอิสระไม่มีอำนาจใดๆ หากไม่มีกลไกที่เหมาะสมในการแต่งตั้งและถอดถอนกรรมการบริษัท มังส์ชี้ว่า หากรัฐเปลี่ยนกฎเกณฑ์เสียใหม่ โอนอำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนกรรมการอิสระ จากคณะกรรมการบริษัทไปสู่ผู้ถือหุ้น กรรมการอิสระจะมีอำนาจทำอะไรๆ ได้มากขึ้นโดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกถอดถอน แน่นอน “ผู้ถือหุ้น” ในความหมายของมังส์หมายรวมถึงพนักงานบริษัทด้วย ซึ่งมีส่วนเป็นเจ้าของบริษัทผ่านเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของพวกเขา (ที่ส่วนหนึ่งลงทุนในหุ้นของบริษัทตัวเอง)
คณะกรรมการบริษัทเหลิงอำนาจ เพราะผู้ถือหุ้นไม่สามารถถอดถอนกรรมการได้อย่างสะดวก
นอกเหนือจากปัญหากรรมการอิสระ “ไร้อิสระ” มังส์ยังชี้ให้เห็นปัญหาอื่นๆ ของกฎเกณฑ์เกี่ยวกับคณะกรรมการบริษัท ที่ส่งผลให้กรรมการบริษัทมีอำนาจมากเกินไป เช่น ผู้ถือหุ้นไม่สามารถโหวตถอดถอนกรรมการเก่า เสนอชื่อกรรมการใหม่ หรือกดดันให้คณะกรรมการบริษัทนำข้อเสนอแนะของผู้ถือหุ้นไปปฏิบัติตาม มังส์บอกว่า ตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี ผู้ถือหุ้นหลายคนที่ถือหุ้นรวมกันจำนวนหนึ่ง ควรมีสิทธิเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อถอดถอนกรรมการบริษัทคนหนึ่งหรือทั้งคณะ ไม่ว่าจะมีเหตุผลสนับสนุนหรือไม่ก็ตาม ปัจจุบันตามกฎหมายอเมริกา ผู้ถือหุ้นจะลงคะแนนถอดถอนกรรมการบริษัทได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุผลสนับสนุนชัดเจน (removal with cause) เท่านั้น และต้องใช้เสียงมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนหุ้นทั้งหมด เป็นที่มาของการเคลื่อนไหวจากผู้ถือหุ้นหลายบริษัทในขณะนี้ ที่กำลังเรียกร้องให้บริษัทต่างๆ แก้ไขระเบียบข้อบังคับของบริษัทเพื่อให้ผู้ถือหุ้นมีอำนาจมากขึ้น
ในประเทศไทย การลงคะแนนถอดถอนกรรมการในบริษัทมหาชนจำกัด (ซึ่งเป็นรูปแบบที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทุกบริษัทต้องเป็น) ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล แต่ผู้ถือหุ้นต้องใช้เสียงอย่างน้อย 75 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุมและมีสิทธิออกเสียง และมีหุ้นนับรวมกันได้ไม่น้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนหุ้นที่ถือโดยผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง สัดส่วนที่สูงมากขนาดนี้แปลว่า ผู้ถือหุ้นรายย่อยแทบไม่มีสิทธิโหวตถอดถอนกรรมการเลย เพราะประเทศไทยมีลักษณะการถือหุ้นกระจุกตัวค่อนข้างสูง คือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตระกูลที่ก่อตั้งบริษัท) ถือหุ้นเกิน 50 เปอร์เซ็นต์เป็นเรื่องปกติ ต่างจากประเทศพัฒนาแล้วที่โครงสร้างการถือหุ้นมีการกระจายตัวมากกว่าหลายเท่า
ที่แย่ไปกว่านั้นคือ ผู้ถือหุ้นในประเทศไทยที่อยากถอดถอนกรรมการก่อนกำหนดประชุมประจำปี ต้องใช้เสียงอย่างน้อย 20 เปอร์เซ็นต์ ในการร้องขอให้คณะกรรมการบริษัทจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น (Extraordinary Shareholders Meeting หรือย่อว่า EGM คือการจัดประชุมผู้ถือหุ้นนอกเหนือจากการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี) แต่คณะกรรมการบริษัทสามารถละเลยคำร้องนั้นได้ง่าย ด้วยการไม่เรียกประชุม (เพราะอำนาจในการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นอยู่ที่คณะกรรมการ) กฎข้อนี้ของไทยล้าหลังหลายประเทศในเอเชียอยู่มาก เช่น ในอินเดีย ผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นรวมกันเพียง 10 เปอร์เซ็นต์สามารถเรียกประชุมเองได้ ในเกาหลีใต้ ผู้ถือหุ้นเพียง 3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นก็สามารถเรียกประชุมผู้ถือหุ้นได้
คณะกรรมการบริษัทที่ดีต้องเล่นได้หลายบทบาท
มังส์ตั้งคำถามว่า คณะกรรมการบริษัทจะทำงานได้ตรงตามหน้าที่ความรับผิดชอบมากมายที่ผู้ถือหุ้นมอบหมายให้ทำได้อย่างไร ในเมื่อโดยเฉลี่ยคณะกรรมการบริษัทประชุมกันเพียง 5-6 ครั้งต่อปี ใช้เวลาประชุมครั้งละประมาณ 3 ชั่วโมงเท่านั้น ความรับผิดชอบของคณะกรรมการอาจแบ่งได้เป็นสองประเภทหลักๆ คือ ผลการดำเนินงานของบริษัท และความรับผิดของบริษัท มังส์ชี้ว่า บริษัทจะเจริญก้าวหน้าได้ก็ต่อเมื่อใช้กลยุทธ์ที่ถูกต้อง และกลยุทธ์ที่ถูกต้องแปลว่ากรรมการและผู้บริหารทุกคนต้องหันหน้าเข้าหากัน ประนีประนอมเพื่อให้ได้ข้อสรุป แต่ประเด็นเรื่องความรับผิดกลับต้องใช้กลยุทธ์ตรงกันข้าม คือต้องประจันหน้ากันจึงจะเกิดผล เรื่องนี้ทำได้ยาก เช่น กรรมการที่จะกล้าเรียกร้องให้บริษัทลดค่าตอบแทนของซีอีโอคงไม่ใช่คนสนิทของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือเพื่อนของซีอีโอที่เล่นกอล์ฟด้วยกันทุกสัปดาห์ ฉะนั้นจะเห็นว่า กรรมการบริษัทที่ดีนั้นต้องสามารถ “เล่น” ได้หลายบทบาท คือใช้ไม้อ่อนในประเด็นที่เกี่ยวกับผลการดำเนินงานของบริษัท และใช้ไม้แข็งในประเด็นที่เกี่ยวกับความรับผิดของบริษัท มังส์ชี้ว่า กรรมการบริษัทที่ทำได้ทั้งสองอย่างยังมีจำนวนน้อยมาก เพราะกรรมการส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจความจำเป็นของการเล่นหลายบทบาท
ผู้ถือหุ้นต้องมีส่วนร่วมมากขึ้นในการควบคุมบริษัท กรรมการอิสระไม่ใช่ทางออก
นับวัน ระยะห่างระหว่างบริษัทและผู้ถือหุ้นที่แท้จริง (ultimate shareholders) กำลังขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ จากบทบาทที่เพิ่มขึ้นของสถาบันการเงินตัวกลาง เช่น กองทุนรวม และบริการถือหุ้นแทนหรือนอมินี ทำให้ผู้ถือหุ้นยิ่งมีโอกาสน้อยกว่าเดิมในการควบคุมบริษัท มังส์บอกว่า ที่ผ่านมาเรา (รัฐ เอกชน และผู้ถือหุ้น) หลงเชื่อว่าการใช้กรรมการอิสระจะเป็นทางออกในการกำกับดูแลผู้บริหารระดับสูง แต่นั่นไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง เพราะความเป็นไปได้ที่จะถูกคณะกรรมการบริษัทถอดถอนทำให้กรรมการอิสระน้อยรายสามารถ “เป็นอิสระ” อย่างแท้จริง ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น มังส์เชื่อว่า การกำกับดูแลผู้บริหารให้ได้ผลมีวิธีเดียวเท่านั้น คือต้องให้ผู้ถือหุ้นมีความรับผิดชอบมากกว่านี้ ตอนนี้ปัญหาหนึ่งคือผู้ถือหุ้นจำนวนมากอยากได้ผลตอบแทนดีๆ จากการลงทุนในบริษัท แต่ไม่ต้องการมีภาระตรวจสอบการทำงานของกรรมการหรือผู้บริหาร เพราะพวกเขาคิดว่า จะ “เสียเวลา” ตรวจสอบไปทำไม ถ้ายังได้ผลตอบแทนเท่าเดิม
มังส์บอกว่า ความคิดเช่นนั้นเป็นความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง เพราะการปัดความรับผิดชอบแบบนั้นเหมือนกับการยกภาระในการเลี้ยงลูกให้กับคนอื่น ด้วยความเชื่อว่าเขาจะเลี้ยงลูกได้ดีเท่ากับพ่อแม่แท้ๆ – มันเป็นไปไม่ได้ กรณีอื้อฉาวของเอ็นรอน เวิรลด์คอม ไทโค และบริษัทอื่นๆ อีกมากมายที่เกือบต้องล้มละลายเพราะการฉ้อฉลของผู้บริหารระดับสูง ล้วนมีสาเหตุพื้นฐานมาจากการปล่อยปละละเลยของผู้ถือหุ้น มังส์เรียกร้องอย่างไม่ลดละให้รัฐบาลกลางบังคับให้ผู้ถือหุ้น โดยเฉพาะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ซึ่งตอนนี้เป็นผู้ถือหุ้นรายสำคัญในหลายๆ บริษัท) มีความรับผิดชอบในการกำกับดูแลบริษัทมากกว่าเดิม
นักลงทุนสถาบันส่วนใหญ่ยังไม่เต็มใจที่จะแสดงบทบาทนักเคลื่อนไหว
เหตุผลหนึ่งที่นักลงทุนสถาบันส่วนใหญ่ยังไม่กล้าหรือเต็มใจจะติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของคณะกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ตนเป็นผู้ถือหุ้น คือผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้จัดการลงทุน ดังสะท้อนในตอนหนึ่งจาก บทสัมภาษณ์มังส์ในนิตยสาร Business Ethics ดังต่อไปนี้:
“...กองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนใหญ่มอบหน้าที่ในการโหวตลงคะแนนในที่ประชุมผู้ถือหุ้น และการเคลื่อนไหวกดดันบริษัท ให้กับตัวแทนของพวกเขา ซึ่งก็คือผู้จัดการเงิน (money managers ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพนักงานของบริษัทจัดการกองทุนที่ได้รับแต่งตั้งจากกองทุนอีกทอดหนึ่ง) แต่ผู้จัดการเงินมีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะชื่อเสียงในฐานะผู้ถือหุ้นนักเคลื่อนไหวที่คานอำนาจของบริษัทต่างๆ อาจทำให้บริษัทและกองทุนอื่นๆ ที่พวกเขาต้องการทำธุรกิจด้วย เกิดความกังวลใจจนปฏิเสธจะคบค้าสมาคม
ถ้าผู้จัดการกองทุนไม่เต็มใจที่จะเคลื่อนไหวแทนผู้ถือหุ้น(ทั้งหมดที่ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่) ผมไม่แน่ใจว่าผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ (ในกิจการของบริษัท) จะสามารถมีบทบาทด้านธรรมาภิบาลได้จริง ผมไม่เป็นห่วงว่าตัวแทนพนักงานบริษัทจะไม่มีที่ในคณะกรรมการ แต่ผมเป็นห่วงว่ามันอาจไม่มีผลอะไรเลย มีผู้รู้หลายคนมองว่าโครงสร้างของคณะกรรมการกำกับ (supervisory board) ในเยอรมันเป็นระบบที่ดีกว่าของเรา (กฎหมายเยอรมันบังคับให้นิติบุคคลบางประเภท เช่น บริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชน มีคณะกรรมการกำกับที่มาจากผู้มีส่วนได้เสียฝ่ายต่างๆ เพื่อทำหน้าที่คานอำนาจของคณะกรรมการบริษัท สมาชิกของคณะกรรมการกำกับมาจากการเลือกตั้ง โดยต้องมีสัดส่วนตัวแทนพนักงานตามขนาดของบริษัท เช่น บริษัทที่มีพนักงานมากกว่า 2,000 คนต้องมีตัวแทนพนักงานจำนวนเท่ากับตัวแทนผู้ถือหุ้น) แต่ผมไม่คิดว่ามีแม้แต่กรณีเดียวที่แสดงให้เห็นว่า ตัวแทนแรงงานหรือพนักงานในคณะกรรมการนั้นมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของบริษัทจริงๆ เหตุผลคือคณะกรรมการทั้งสองชุดประกอบด้วยตัวแทนผู้ถือหุ้นและตัวแทนพนักงานฝ่ายละเท่าๆ กัน เสียงของประธานกรรมการถือเป็นเสียงชี้ขาด ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงอยู่แค่ว่า ใครมีอำนาจควบคุมประธานกรรมการบริษัทเท่านั้น”
……
ในขณะที่มังส์กำลังรณรงค์ให้นักลงทุนสถาบันมีบทบาทมากขึ้นในการควบคุมบริษัท ในอีกฟากหนึ่งของโลก “ผู้ทรยศต่อชนชั้นของเขา” อีกคนหนึ่งคือ ดร. จัง ฮา ซุง (Jung Ha Sung) อาจารย์สอนวิชาการเงิน มหาวิทยาลัยเกาหลี (Korea University) วัย 45 ปี ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยวาร์ตัน (Wharton School) หนึ่งในสถานศึกษาด้านการเงินที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ก็กำลังใช้เวลาว่างของเขารณรงค์ให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยมีสิทธิมีเสียงมากขึ้น และฟ้องผู้ถือหุ้นรายใหญ่ กรรมการ และผู้บริหารของกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ของประเทศ ที่เรียกว่า แชโบล (chaebol) ขึ้นศาลในข้อหาฉ้อโกงหลายกรณี เป้าหมายหลักของ ดร. จัง ฮา ซุง ในการรณรงค์ของเขา คือการลดอำนาจของตระกูลผู้ก่อตั้งแชโบลต่างๆ ซึ่งยังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อยู่ และบังคับให้กลุ่มธุรกิจเหล่านั้นมีความรับผิดต่อผู้ถือหุ้นรายย่อยมากกว่าเดิม
การที่ ดร. จัง ฮา ซุง รณรงค์ด้านการเคลื่อนไหวเพื่อธรรมาภิบาลกับนักลงทุนรายย่อย แทนที่จะเป็นนักลงทุนสถาบันอย่างที่มังส์ทำในอเมริกา เป็นความแตกต่างที่เข้าใจได้ และสมเหตุสมผลเมื่อคำนึงถึงความแตกต่างของโครงสร้างตลาดหุ้นในทั้งสองประเทศ อเมริกาเป็นตลาดใหญ่ที่มีวิวัฒนาการยาวนาน นักลงทุนส่วนใหญ่นิยมลงทุนผ่านกองทุนแทนที่จะซื้อหุ้นเองโดยตรง และกฎหมายอเมริกาก็บังคับให้บริษัทต้องตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทำให้นักลงทุนสถาบัน (ซึ่งส่วนใหญ่คือกองทุนทุกประเภท) เป็นผู้ถือหุ้นกว่าครึ่งของตลาดทั้งหมด ตลาดหุ้นมีการกระจายตัวสูง ตระกูลผู้ก่อตั้งบริษัทต่างๆ ถือหุ้นในสัดส่วนที่น้อยมาก ดังนั้นขบวนการเคลื่อนไหวของผู้ถือหุ้นจึงต้องอาศัยนักลงทุนสถาบันเป็นเรี่ยวแรงสำคัญ
ในทางกลับกัน กองทุนรวมยังเป็นช่องทางลงทุนที่ค่อนข้างใหม่ในประเทศกำลังพัฒนาแถบเอเชีย รวมทั้งเกาหลีใต้ ซึ่งตลาดทุนเพิ่งเปิดมาได้ไม่นานและเม็ดเงินลงทุนยังน้อย ประชากรส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการฝากเงินกับธนาคารมากกว่าซื้อหุ้น ตลาดหุ้นยังมีการกระจุกตัวสูง ตระกูลผู้ก่อตั้งแชโบลต่างๆ ยังมีอิทธิพลอย่างมากต่อการบริหารจัดการบริษัท (ไม่ต่างจากบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นไทย) และนักลงทุนสถาบันก็ยังไม่ตื่นตัวเรื่องการใช้สิทธิออกเสียง (ในปี 2544 บริษัทจัดการกองทุนและทรัสต์ของเกาหลีใต้ใช้สิทธิโหวตลงคะแนนเพียง 4.5 เปอร์เซ็นต์ ของหุ้นทั้งหมดที่พวกเขาถืออยู่เท่านั้น) ดังนั้นในตลาดกำลังพัฒนาแบบนี้ การรณรงค์เรื่องการเคลื่อนไหวของผู้ถือหุ้นจึงน่าจะต้องอาศัยนักลงทุนรายย่อยเป็นหลัก ไม่ใช่นักลงทุนสถาบัน (แต่การกระตุ้นการเติบโตของนักลงทุนสถาบันก็ต้องทำควบคู่ไปด้วย)
เอ็นจีโอที่ ดร. จัง ฮา ซุง ร่วมก่อตั้งในปี พ.ศ. 2537 ชื่อ สมาพันธ์ประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (People’s Solidarity for Participatory Democracy หรือย่อว่า PSPD) เป็นผู้ริเริ่มขบวนการเคลื่อนไหวของผู้ถือหุ้นเป็นครั้งแรกในเกาหลีใต้ และชนะคดีมากมายที่ฟ้องแชโบลยักษ์อย่าง ซัมซุง, เอสเค เทเลคอม, แดวู ฯลฯ ขึ้นศาล ชัยชนะและการรณรงค์ของ PSPD นำไปสู่การลดทอนอำนาจของตระกูลผู้ก่อตั้งในแชโบล ค่าชดเชยผู้ถือหุ้นที่เสียผลประโยชน์จากการฉ้อฉลของผู้บริหารบริษัท กฎหมายปราบปรามคอร์รัปชั่น กฎหมายคุ้มครองผู้ให้เบาะแส และกฎหมายคุ้มครองผู้ถือหุ้น ตลอดจนระดับธรรมาภิบาลที่ดีขึ้นโดยรวมของภาคเอกชนเกาหลีใต้
ตัวอย่างผลงานด้านธรรมาภิบาลของ PSPD ซึ่ง ดร. จัง ฮา ซุง เป็นผู้ผลักดัน มีดังต่อไปนี้
ผลักดันให้รัฐออกกฎหมายสิทธิในการดำเนินคดีแบบกลุ่ม (class action) และใช้กฎหมายนั้นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้บริหารแชโบลใหญ่ๆ ที่ฉ้อฉล
กฎหมาย class action เป็นกฎหมายที่อนุญาตให้นักลงทุนรายย่อยที่ได้รับความเสียหายคนละจำนวนไม่มาก แต่ค่าเสียหายรวมกันเป็นเงินจำนวนมาก สามารถฟ้องบริษัทร่วมกันเป็นกลุ่มได้ เพื่อให้นักลงทุนสามารถเรียกร้องค่าเสียหายอย่างมีประสิทธิภาพ และคุ้มค่าใช้จ่าย (ในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ยังไม่มีกฎหมายนี้ สำนักงาน ก.ล.ต. ได้เสนอร่างกฎหมายนี้ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้ว)
PSPD มีส่วนร่วมอย่างมากในการผลักดันกฎหมายนี้ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมที่ทำให้ผู้ถือหุ้นฟ้องบริษัทได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในคดีปั่นหุ้นและการใช้ข้อมูลภายใน หลังจากปี 2540 เป็นต้นมา PSPD ใช้กฎหมายนี้ในฐานะตัวแทนผู้ถือหุ้นรายย่อย ที่หลายครั้งถือหุ้นบริษัทจำเลยเพียง 0.5 – 1 เปอร์เซ็นต์ ฟ้องผู้บริหารแชโบลขึ้นศาลหลายคดี เช่น:
ธนาคาร Korea First Bank: PSPD ฟ้องอดีตผู้อำนวยการใหญ่และกรรมการธนาคารในข้อหารับสินบน แลกกับการปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มธุรกิจฮันโบ (Hanbo) และสั่งให้พนักงานธนาคารละเลยระเบียบการปล่อยสินเชื่อภายใน ศาลตัดสินให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายให้กับผู้ถือหุ้นรายย่อยรวม 40 พันล้านวอน (ประมาณ 1,400 ล้านบาท)
กลุ่มแดวู: PSPD ฟ้องประธานกรรมการกลุ่มและผู้บริหารระดับสูงอีก 11 คน ในข้อหาหลายกระทงเช่น ทำรายการระหว่างกันที่ไม่โปร่งใสและไม่ได้รับการอนุมัติอย่างถูกต้อง ติดสินบนผู้อำนวยการใหญ่ของบริษัท และซื้อกิจการของบริษัทล้มละลายที่ไร้อนาคต ศาลตัดสินให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายให้กับผู้ถือหุ้นรายย่อยรวม 97 พันล้านวอน (ประมาณ 3,300 ล้านบาท) สูงสุดเป็นประวัติการณ์
กลุ่มซัมซุง: PSPD ฟ้องประธานกรรมการกลุ่มและลูกชายและลูกสาว ในข้อหาซื้อตราสารหนี้แปลงสภาพของบริษัท Samsung SDS ที่ให้สิทธิแปลงเป็นหุ้นในราคาต่ำกว่าตลาดถึง 86 เปอร์เซ็นต์ โดยใช้ธุรกรรมอำพรางเพื่อปกปิดไม่ให้นักลงทุนรายย่อยรับรู้ (เนื่องจากกฎหมายหลักทรัพย์ปกติระบุว่า การขายหุ้นให้กับผู้ถือหุ้นรายใดรายหนึ่งเป็นการเฉพาะเจาะจง ในราคาต่ำกว่าตลาดมาก เช่น 10-20 เปอร์เซ็นต์ ต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น เพราะธุรกรรมดังกล่าวไม่เป็นธรรมกับผู้ถือหุ้นรายอื่น) ศาลตัดสินให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายให้กับผู้ถือหุ้นรายย่อยรวม 83 พันล้านวอน (ประมาณ 2,800 ล้านบาท)
ก่อนที่ PSPD จะฟ้องศาลคดีเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อยของตระกูลซัมซุง กรณีนี้ยังเป็นกรณีประวัติศาสตร์ที่น่าศึกษาในอีกหลายๆ แง่มุม เช่น ในการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีของซัมซุงเมื่อเดือนมีนาคม 2541 ตัวแทนของ PSPD ในฐานะผู้ถือหุ้นรายย่อย ซักถามผู้บริหารเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลต่างๆ ของบริษัทอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทำให้การประชุมครั้งนั้นใช้เวลากว่า 13 ชั่วโมง ยาวที่สุดในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้
นอกจากคดีประวัติศาสตร์ข้างต้นที่ศาลตัดสินไปแล้ว PSPD ยังมีอีกหลายคดีที่อยู่ในชั้นศาล เช่น
กลุ่ม LG: PSPD ฟ้องประธานกรรมการ และสมาชิกในครอบครัวอีก 8 คน ในข้อหาทำธุรกรรมอำพรางเพื่อซื้อหุ้นบริษัทในเครือคือ LG Petrochemical จำนวน 27 ล้านหุ้น ในราคาต่ำกว่าตลาดเป็นมูลค่าถึง 180.7 พันล้านวอน (ประมาณ 6,000 ล้านบาท)
กลุ่มฮันวา (Hanhwa)ู: PSPD ฟ้องคณะกรรมการบริษัทในข้อหาตกแต่งตัวเลขกำไรของบริษัทในเครือ 3 แห่ง โดยใช้วิธีบันทึกบัญชีการซื้อขายหุ้นระหว่างกัน ทำให้ดูเหมือนว่าอัตราส่วนหนี้ต่อทุน (debt to equity ratio) ของกลุ่มฮันวา ไม่สูงเกินระดับที่ต้องใช้ในการเข้าซื้อกิจการของบริษัทประกันชื่อ Korea Life Insurance
ผลักดันรัฐให้บังคับตระกูลผู้ก่อตั้งแชโบลใหญ่ๆ ให้เสียภาษีมรดกอย่างถูกต้อง
ครอบครัวร่ำรวยผู้ก่อตั้งแชโบลในเกาหลีใต้ก็ไม่ต่างจากครอบครัวเศรษฐีหลายรายในเมืองไทย – พวกเขาพยายามทุกวิถีทางที่จะหลบเลี่ยงและแม้กระทั่งหนีภาษี โดยอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายในทางที่ผิดเจตนารมณ์อย่างโจ่งแจ้ง PSPD เปิดโปงพฤติกรรมยักยอกต่างๆ กดดันให้รัฐเก็บภาษีมรดกอย่างถูกต้องจากหลายตระกูลได้สำเร็จ
ผลักดันให้บริษัทปรับปรุงระเบียบด้านธรรมาภิบาล
PSPD มีส่วนอย่างมากในการผลักดันให้บริษัทต่างๆ ปรับปรุงมาตรฐานธรรมาภิบาล ส่วนใหญ่ด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของบริษัท เช่น บริษัท เอสเค เทเลคอม ยอมทำตามข้อเสนอของ PSPD ให้แก้ไขข้อบังคับบริษัท เพิ่มเติมบทคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นรายย่อย แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ และเลือกกรรมการอิสระเพิ่มสองคน บริษัทอีกรายในเครือฮุนได ยอมยกเลิกแผนที่จะให้การสนับสนุนทางการเงินแก่บริษัท ฮุนได มอเตอร์ส ในการซื้อกิจการของ เคไอเอ มอเตอร์ส และ เอเชีย มอเตอร์ส หลังจากถูก PSPD ทักท้วง
......
มังส์และ ดร. ฮา ซุง เป็นเพียงสมาชิกสองคนในคลื่น “ผู้ถือหุ้นนักเคลื่อนไหว” รุ่นใหม่ ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ทั่วโลก ยิ่งตลาดทุนทั่วโลกเชื่อมกันเข้าเป็นหนึ่งเดียวเท่าไหร่ โอกาสในการเข้าถึงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างนักลงทุน ในทางที่แทบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ก็เพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตทำให้การโหวตลงคะแนนตามฉันทะ (proxy voting) ทำได้ง่ายกว่าสมัยก่อน ปัจจุบันกฎหมายในหลายประเทศบังคับให้กองทุนเปิดเผยแนวทางการใช้สิทธิออกเสียง และผลการโหวตที่แท้จริงทุกสิ้นปี ต่อสาธารณชนบนเว็บไซด์ของตัวเอง (ปัจจุบัน ก.ล.ต. ไทยได้ออกกฎดังกล่าวแล้วเมื่อต้นปี 2548) กฎข้อนี้ทำให้กองทุนต่างๆ ต้องหันมาให้ความสำคัญต่อธรรมาภิบาลบริษัทมากขึ้น จะได้อธิบายลูกค้าได้ว่าเหตุผลในการโหวตลงคะแนนในประเด็นต่างๆ คืออะไร และสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลที่ดีอย่างไร
ความเชื่อลึกๆ ที่ฝังอยู่ในใจผู้ถือหุ้นนักเคลื่อนไหวทุกคน คือความเชื่อที่ว่าระบบทุนนิยมซึ่งมีบริษัทเอกชนเป็นเครื่องจักรสำคัญ (corporate capitalism) สามารถนำโลกไปสู่ความเจริญอย่างยั่งยืนได้ เพียงแต่ผู้ถือหุ้นต้องกำกับดูแลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อป้องกันการยักยอกเงินของผู้บริหาร หรือการฉ้อฉลอื่นๆ ที่เป็นผลเสียต่อผู้ถือหุ้นหรือสังคม
การกระตุ้นให้ผู้ถือหุ้นหันมาสนใจในสิทธิและหน้าที่ของตนในฐานะ “เจ้าของ” บริษัทที่ถือหุ้นอยู่ และการกระตุ้นให้บริษัทหันมาฟังเสียงของผู้ถือหุ้น คือสองภารกิจหลักของผู้ถือหุ้นนักเคลื่อนไหวอย่างมังส์และ ดร. ฮา ซุง – นักเคลื่อนไหวยุคใหม่ที่ประเทศไทยเรายังไม่มี แต่กำลังเป็นที่ต้องการอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในภาวะที่ธนกิจการเมืองยังรุ่งเรืองเฟื่องฟู และนักการเมืองคดโกงหลายคนและเหล่าวงศาคณาญาติยังอาศัยตลาดหุ้นและบริษัทจดทะเบียนที่ “ซุกหุ้น” ไว้ตามที่ต่างๆ เป็น “แหล่งทำเงิน” ด้วยสารพัด “วิธีมาร” ไม่ว่าจะเป็นการปั่นหุ้น ตกแต่งตัวเลข ยักยอกเงิน โกหกนักลงทุนรายย่อย ฯลฯ
สำหรับใครที่มองโลกในแง่ร้ายว่า การเคลื่อนไหวของผู้ถือหุ้นไม่น่าจะส่งผลดีอะไรได้ในระยะยาวต่อสังคม เพราะเป้าหมายหลักของผู้ถือหุ้นคือการปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่ใช่ผลประโยชน์ของส่วนรวม คำตอบของมังส์ต่อคำถามที่ว่า เขาคิดอย่างไรกับกรณีที่ผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นและผลประโยชน์ของส่วนรวมอาจขัดแย้งกัน อาจทำให้คุณเห็นความตั้งใจ และความสำคัญของขบวนการเคลื่อนไหวของผู้ถือหุ้นมากขึ้น:
“แน่นอนครับ บางครั้งผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นอาจไม่ตรงกับผลประโยชน์ของส่วนรวม แต่ผมเลือกทำงานกับผู้ถือหุ้นเพราะมันเป็นสิ่งที่ผมจับต้องได้ ผมคิดว่า ท้ายที่สุดแล้วเราคงต้องออกแบบกระบวนการตัดสินใจร่วมกันแบบใหม่ ที่จะทำให้ผลประโยชน์ของบริษัทลงรอยกันกับประโยชน์ของส่วนรวมให้ได้ แต่ผมต้องเริ่มจากอะไรที่เป็นรูปธรรมก่อน ผมไม่คิดว่าผู้ถือหุ้นสำคัญกว่าผู้มีส่วนได้เสียฝ่ายอื่นๆ ในสังคม แต่ผมคิดว่าเราปรับเปลี่ยนมุมมองและพฤติกรรมของพวกเขาได้ง่ายกว่า ผมหวังว่าสิ่งที่ผมพยายามผลักดันในส่วนของผู้ถือหุ้น จะช่วยให้คนอื่นๆ นำไปต่อยอดและปรับใช้กับผู้มีส่วนได้เสียในระดับที่กว้างกว่านั้นได้ด้วย.”



