- ‘กัลปพฤกษ์’ -
มีให้ดูกันอยู่ไม่ขาดสายเลยทีเดียว สำหรับหนังในกลุ่ม ‘สามัคคีฟิล์ม’ หรือ Anthology Film ที่มีผู้กำกับมากหน้าหลายตาทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ มาช่วยกันทำหนังสั้นกันคนละหนึ่งตอนตามแต่ละ concept ที่ Producer หรือแม่งานแต่ละรายได้ตั้งเอาไว้ จากนั้นจึงนำมาร้อยเรียงเคียงไล่จนกลายเป็นหนังขนาดยาว นำไปฉายในโรงภาพยนตร์เก็บสตางค์คนดูที่อยากจะรู้ว่าผู้กำกับคนโปรดของพวกเขานั้น จะมีไอเดียเด็ดประการใดต่อ concept ที่น่าสนใจต่าง ๆ เหล่านั้น ที่ผ่านมาจึงมีหนังในแนวสามัคคีชุมนุมออกมาหลายต่อหลายชุด ไม่ว่าจะเป็น Paris vu par . . . (1965) Spirits of the Dead (1968) Visions of Eight (1973) Private Collections (1979) The Candidate (1980) Aria (1987) New York Stories (1989) Two Evil Eyes (1990) Erotique (1994) Ten Minutes Older (2002) 11’09’’01 (2002) Eros (2004) Visions of Europe (2004) Tickets (2005) และอีกมากมาย ซึ่งก็มีตั้งแต่ ชุดละ 2-3 ตอน ไปจนถึง 20 กว่าตอนเลยก็มี
สำหรับปี 2006 นี้ สามัคคีฟิล์มชุดเด่นก็เห็นจะหนีไม่พ้น Paris, je t’aime หรือ Paris, I Love You ซึ่งก็ได้เข้ามาฉายให้ได้ชมกันในเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ ครั้งที่ 4 ประจำปี 2006 ไปหมาดๆ โดยคราวนี้จะเป็นการชุมนุมผู้กำกับนานาชาติกว่า 20 ชีวิต ร่วมด้วยช่วยกันถ่ายทอดมุมมองหรือความประทับใจที่พวกเขามีต่อ Paris มหานครแห่งความรัก ผ่านหนังสั้นความยาว 5 นาทีจำนวน 18 เรื่อง เรียงร้อยคอยคั่นด้วยเสียงเพลงประกอบภาพบรรยากาศของกรุง Paris ในยามต่างๆ กัน อันเป็นไอเดียและฝีมือของ Emmanuel Benbihy โปรดิวเซอร์รุ่นใหม่ไฟแรง
และก็เป็นธรรมเนียมของหนังแนวนี้เลยทีเดียวที่จะต้องมี ตอนที่ดี ตอนที่เด่น ตอนที่อ่อนด้อย หลากหลายคละเคล้าระดับคุณภาพปะปนกันไป ตามความถนัดและข้อจำกัดต่าง ๆ ของผู้กำกับแต่ละรายว่าจะไปได้ดีกับ concept นั้น ๆ กันขนาดไหน ผู้เขียนเลยขอถือโอกาสจัดอันดับ ‘ที่สุดของที่สุด’ ของหนังสั้นทั้ง 18 เรื่องในหนังเรื่อง Paris je t’aime ชุดนี้กันอย่างทีเล่นทีจริง เป็นการวัดกึ๋นผู้กำกับแต่ละคนว่า ภายใต้โจทย์เดียวกันนี้ ใครจะสามารถควักทีเด็ดเม็ดพรายออกมาให้สาสมใจแฟนานุแฟนกันได้บ้าง . . .
1) เบาที่สุด . . . ตำแหน่งแรกนี้ตกเป็นของหนังเรื่อง Montmartre โดย Bruno Podalydes (Dieu seul me voit) ที่ถ่ายทอดเหตุการณ์เล็ก ๆ ของชายหนุ่มหน้าเด๋อคนหนึ่ง ที่เอาแต่นั่งบ่นกับชีวิตอันสุดแสนจะเส็งเคร็งของเขาเองในรถท่ามกลางการจราจร จนเมื่อหญิงท่าทีคร่ำครึนางหนึ่งเกิดเดินเฉียดผ่านรถของเขาเท่านั้น เธอก็ล้มฟุบลงไปกองกับพื้นในทันที ผู้คนสัญจรไปมาอยู่ในบริเวณนั้นจึงต้องรีบเข้ามาช่วยพยุงเธอขึ้นรถของชายหนุ่มคนนั้น กว่าจะรู้ว่าทั้งหมดเป็นเพียงมารยา เธอก็นอนให้ท่าเขาอยู่เบาะหลังรถเสียแล้ว หนังเล่าเรื่องอย่างง่ายๆ ตรงไปตรงมา ปราศจากลีลาหรือชั้นเชิงใดๆ จนสมควรจะได้รับตำแหน่งหนังที่เบาที่สุดไปโดยดุษณี

Montmartre โดย Bruno Podalydes
2) เชยที่สุด . . . สำหรับหนังที่ข้าพเจ้าคิดว่าเชยที่สุดในชุดนี้ก็คือ Quais de Seine ของ Gurinder Chadha (Bend It Like Beckham, Bride and Prejudice) โดยเธอเลือกถ่ายทอดช่วงเวลาของการเรียนรู้ที่จะให้ความเคารพและความรักความสนใจต่อสตรีเพศอย่างจริงจัง เมื่อหนึ่งในสมาชิกสามหนุ่มสามมุม ณ สามแยกปากหมา เกิดได้เจรจาพาทีกับหญิงมุสลิมที่ต้องใช้ผ้าดำโพกศีรษะอยู่ตลอดเวลา จนกลายเป็นหนังรัก coming of age แสนเช้ย เชย ที่พยายามนำความแตกต่างทางวัฒนธรรมมาสร้างความใหม่ได้อย่างไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จนัก

Quais de Seine โดย Gurinder Chadha
3) พลิกที่สุด . . . เรื่องที่ดูจะทำให้ผู้ชมอ้ำอึ้งไปได้มากที่สุด ก็คงจะหนีไม่พ้น Le Marais โดย Gus van Sant (My Own Private Idaho, Elephant) เมื่อหนุ่มหล่อเซอร์ผู้ทำหน้าที่เป็นล่ามให้ศิลปินหญิงคนหนึ่ง เกิดถูกอกถูกใจคนงานหน้าหล่อคนหนึ่งในโรงพิมพ์ เขาจึงต้องเข้าไปเกี้ยวพาหาโอกาสพูดคุยด้วย โดยไม่รู้เลยว่าชายหนุ่มที่เขาหมายปองนั้น จริงๆ แล้ว . . . หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องราวได้อย่างมีจังหวะจะโคนลงตัว โดยเฉพาะในช่วงหมัดเด็ดที่น็อคคนดูได้พอดีเวลาเป๊ะ แม้หนังจะยังมีช่องโหว่ที่ยังไม่ได้อุดอยู่ก็ตามที

Le Marais โดย Gus van Sant
4) โหดที่สุด . . . แม้จะมีเวลาเพียง 5 นาที แต่สองพี่น้อง Joel และ Ethan Coen (Fargo, The Man Who Wasn’t There) ก็ยังไม่ยอมละทิ้งอารมณ์ขันแบบห่าม ๆ ผสานความความโหดแบบดิบๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของพวกเขาในหนังเรื่อง Tuileries ในชุดนี้ Steve Buscemi ดาราตาโปนมารับบทเป็นนักท่องเที่ยวดวงซวยที่ดันไปสบตากับหญิงสาวที่กำลังจุมพิตกับแฟนหนุ่มนิสัยอันธพาลอยู่อย่างดูดดื่มในสถานีรถไฟใต้ดิน เขาจึงต้องกลายร่างเป็นกระสอบทรายสังเวยความซาดิสต์ของหนุ่มเจ้าบ้านคนนั้นอย่างที่เป็นใครก็คงจะไม่ลืมเลือน เรียกได้ว่าเป็นงานโชว์ style กันล้วนๆ โดยไม่ต้องผูกเรื่องราวอะไรกันให้วุ่นวายเลย

Tuileries โดย Joel และ Ethan Coen
5) ลงตัวที่สุด . . . น่าจะเป็น Loin du 16eme ฝีมือการกำกับของ Walter Salles และ Daniela Thomas (Foreign Land, Guns and Peace) เล่าเรื่องราวของสาวลาติน (นำแสดงโดย Catalina Sandino Moreno จาก Maria Full of Grace) ที่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อนำลูกตัวเองไปฝากไว้กับ nursery ก่อนที่เธอเองจะเดินทางไปทำงาน ณ บ้านหรูของนายจ้างหญิงผู้มีฐานะ หนังเล่าเรื่องราวกระชับสั้น เหมาะสมกับความยาว แต่ก็ยังสามารถกระทบความรู้สึกได้อย่างมีพลังและลงตัว

Loin du 16eme โดย Walter Salles และ Daniela Thomas
6) เหวอที่สุด . . . คงต้องยกให้ Christopher Doyle (Away with Words) กับตอนที่ชื่อว่า Porte de Choisy อย่างไม่น่าจะมีใครกล้าเถียง เพราะพอเริ่มต้นจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ salesman ที่พยายามจะเข้าไปขายผลิตภัณฑ์บำรุงผมให้กับช่างทำผมสาวมั่นในย่าน chinatown พ่อ Doyle ของเราก็ละทิ้งเนื้อเรื่องไปเสียดื้อ ๆ แล้วหันมาสร้างความเหวอแปลกประหลาดพิสดารด้วยงานด้านภาพชวนป่วนจิตป่วนใจไม่ผิดกับหนังโฆษณาที่ไม่รู้ว่ากำลังจะขายสินค้าชนิดใดให้ใคร จนกลายเป็นหนังแสนเหวอที่ดูได้สนุกมันส์ที่สุดหากไม่ต้องคิดคำนึงถึงอะไรให้มากนัก

Porte de Choisy โดย Christopher Doyle
7) น้ำเน่าที่สุด . . . นี่ก็ขอมอบตำแหน่งให้ด้วยความเกรงใจ กับผลงานเรื่อง Bastille ของ Isabel Coixet (My Life Without Me) ที่ได้พระเอกหนุ่มหน้าคุ้น Sergio Castellitto มารับบทชายวัยกลางคนที่กำลังจะบอกเลิกภรรยาเพื่อไปหากิ๊ก แต่เหตุการณ์ต้องกลับตาลปัตรเมื่อภรรยาของเขามาพร้อมข่าวร้ายที่ไม่มีใครคาดฝัน แม้สไตล์หนังจะแลดูโฉบเฉี่ยวน่าตื่นตา แต่ด้วยเนื้อหาที่เรียกร้องอารมณ์ร่วมอย่างจงใจ ทำให้มันกลายเป็นหนังที่ดูขัดเขินและฟูมฟายจนส่งกลิ่นได้คละคลุ้งมากที่สุด

Bastille โดย Isabel Coixet
8) โศกที่สุด . . . คงไม่มีใครเกิน Place des victoires ผลงานการกำกับของผู้กำกับญี่ปุ่น Nobuhiro Suwa (M/Other, H Story) ซึ่งถ่ายทอดห้วงเวลาแห่งความเจ็บปวดที่สุดในชีวิตของคนเป็นแม่ โดยได้ Juliette Binoche มารับบทเป็นมารดาผู้สูญเสียบุตรชายสุดรักสุดหวงไปอย่างไม่ทันตั้งตัว ความปรารถนาเพียงอย่างเดียวของเธอก็คือ การได้สวมกอดเลือดเนื้อเชื้อไขตัวน้อย ๆ ของเธออีกสักครั้ง ก่อนที่จะปล่อยให้เขาลาจากไปตลอดกาล หนังจู่โจมคนดูอย่างหนักหน่วงด้วยการแสดงอันกระชับแต่จับจิตจับใจของ Juliette Binoche ผนวกกับการกำกับอันละเมียดละไมตรงไปตรงมาของ Nobuhiro Suwa จนกลายเป็น capsule แห่งความโทมนัสที่อัดแน่นอยู่ภายในเวลาเพียง 5 นาที

Place des victoires โดย Nobuhiro Suwa
9) ขำที่สุด . . . ขอมอบให้ตอน Tour Eiffel ของ Sylvain Chomet (Belleville Rendezvous) ไปอย่างเอกฉันท์ (เพราะตัดสินเอาเองอยู่คนเดียว) หนังตลกใสๆ เล่าเรื่องราวการผจญภัยของตลกหน้าขาวกลางเมือง Paris ก่อนที่จะพบเนื้อคู่สีหน้าเดียวกันในเรือนจำ โดยนำเสนอในลีลาขบขันสไตล์การ์ตูน ที่แม้แต่ตัวละครเจ้าหน้าที่จราจร หรือแฝดสาวหน้าบูดบึ้ง ก็สามารถทำหน้าทำตาได้ราวกับพวกเธอเพิ่งหลุดออกมาจากโลก animation ใน Belleville Rendezvous อย่างไรอย่างนั้น หนังโดดเด่นไปด้วยสไตล์สุขสันต์หรรษาชวนให้คิดถึงคุณอา Jacques Tati ขึ้นมาตะหงิดๆ

Tour Eiffel โดย Sylvain Chomet
10) ยาวที่สุด . . . อย่าได้แปลกใจว่า ไหงถึงได้มีตำแหน่งหนังที่ ‘ยาวที่สุด’ ในเมื่อหนังทุกเรื่องก็ได้รับ quota กันคนละ 5 นาที โดยไม่มีการต่อรองเหมือน ๆ กันอยู่แล้ว ไอ้ที่ว่ายาวที่สุดนั้น ไม่ได้หมายถึง หนังที่ยาวที่สุด แต่หมายถึง หนังที่ take ยาวที่สุด ซึ่งก็คือเรื่อง Parc Monceau ของ Alfonso Cuaron (Y Tu Mama Tambien) นั่นเอง ก็ในเมื่อผู้กำกับเล่นถ่ายทำกันแบบไม่ง้อมือตัดต่อ โดยให้ Nick Nolte และ Ludivine Sagnier มาจ๊ะเอ๋กันริมถนน แล้วปล่อยให้ทั้งคู่สนทนาปราศรัยชนกันไปมาด้วยภาษาอังกฤษปนกับฝรั่งเศส ให้คนดูได้งงเล่นว่าทั้งสองเกี่ยวดองกันอย่างไร แต่พอหนังจบแล้วก็ยังรู้สึกแกนๆ ไม่ค่อยจะน่าตื่นเต้นอะไรเท่าใดนัก

Parc Monceau โดย Alfonso Cuaron
11) ล่อแหลมที่สุด . . . คงเป็นตอน Quartier des Enfants Rouges ซึ่งกำกับโดย Olivier Assayas (Irma Vep, Clean) ที่ดันเอาเรื่องของดาราสาว (Maggie Gyllenhaal) ผู้ชอบแอบ up ยาในยามว่างจากการถ่ายหนัง แถมยังไปตกหลุมรักไอ้หนุ่มส่ง chocolate เคลือบยาหน้าแขกเข้าเสียด้วย หนังถ่ายทำอย่างวูบไหวด้วยกล้อง hand-held ตามสไตล์ของผู้กำกับ ช่วยทวีความสมจริงให้กับหนังจนอดคิดไม่ได้เลยว่าพฤติกรรมของตัวละครในหนังเรื่องนี้อาจมิได้เป็นเพียงจินตนาการสร้างสรรค์ ทว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกับเหล่าดาราที่ผู้กำกับเคยสัมผัสคลุกคลี!!!

Quartier des Enfants Rouges โดย Olivier Assayas
12) ดำที่สุด . . . อันนี้ขออนุญาตชี้วัดตัดสินกันด้วยสีผิวของนักแสดงก็แล้วกัน ซึ่งผู้ชนะก็คงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก Oliver Schmitz กับหนังเรื่อง Place des fetes เพราะเป็นเรื่องเดียวที่มีตัวละครผิวสีมารับบทนำ โดยเล่าถึงความปรารถนาในวาระสุดท้ายของชีวิตของ Hassan หนุ่มอัฟริกันผิวดำที่ต้องการเพียงได้จิบกาแฟกับ Sophie สาวผิวสีที่มารู้เอาทีหลังว่าเธอทำงานเป็นพยาบาลฉุกเฉิน ขณะร่างกายของเขากำลังอาบไปด้วยเลือดจากบาดแผลที่ถูกแทง ผู้กำกับ Schmitz ยังคงวนเวียนอยู่กับการนำเสนอภาพชีวิตชนชั้นล่างของชาวอัฟริกาใต้ผิวดำไม่ต่างไปจากผลงานก่อนหน้าอย่าง Mapansula หรือ Hijack Stories โดยมีความอ่อนหวานจากเรื่องราวความรักมาช่วยถ่วงดุลให้หนังดูไม่ดิบหนักเหมือนอย่างในผลงานที่ผ่านมา

Oliver Schmitz (ภาพขัดดอก)
13) โป๊ที่สุด . . . นั่นแน่! สนอกสนใจกันขึ้นมาทันทีเลยสำหรับตำแหน่งนี้ และผู้ที่ได้ตำแหน่งไปก็คือ Richard LaGravenese (Living Out Loud) กับเรื่อง Pigalle ที่ได้ดาวค้างฟ้าจากแดนน้ำหอมอย่าง Fanny Ardant มาประชันบทบาทกับนักแสดงรุ่นเก๋า Bob Hoskins โดย Ardant จะต้องใช้เสน่ห์อมตะของเธอมาพิสูจน์ให้ Hoskins ได้เห็นว่า เธอยังคงซู่ซ่าร้อนแรงไม่แพ้นางระบำนุ่งน้อยหุ่นบางคนไหนๆ กันเลย! แต่ที่ว่าโป๊นักโป๊หนาเมื่อเทียบกับอีก 17 ตอนที่เหลือนั้น หนังเรื่องนี้ก็ยังคงประทับได้เพียงแค่ rate PG เท่านั้น แหม ก็เรื่องไหนๆ จะไปหาญสู้เจ็ดพลังสยิวสุดขั้วในหนังโป๊สามัคคีเรื่อง Destricted ที่ออกฉายในปีเดียวกันได้อีกเล่า?

Pigalle โดย Richard LaGravenese
14) สยองที่สุด . . . ต้องเป็นตอนราตรีผีดูดเลือด Quartier de la Madeleine ของ Vincenzo Natali (Cube) ไปอย่างแน่แท้ เพราะพี่แกเล่นถ่ายทอดการเผชิญหน้าท้าคมเขี้ยวระหว่าง vampire สาว (แสดงโดย Olga Kurylenko) กับนักท่องเที่ยวหนุ่ม backpacker (รับบทโดย Elijah Wood) ได้อย่างน่าลุกพองสยองขน หนังโดดเด่นไปด้วยงานด้านภาพที่ดูโฉบเฉี่ยวชวนให้ตื่นตาตื่นใจ แม้ตัวเนื้อเรื่องจะไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่เท่าทันสไตล์หนังก็ตามที

Quartier de la Madeleine โดย Vincenzo Natali
15) ห่วยที่สุด . . . กลายเป็นหนังเรื่อง Pere-Lachaise ของเจ้าพ่อหนังสยองขวัญ Wes Craven (The Last House on the Left, Scream) ที่ได้ Emily Mortimer กับ Rufus Sewell มารับบทเป็นคู่ honeymoon ฉลองการวิวาห์กันด้วยการทัวร์สุสานเยี่ยมหลุมศพคนดัง! จนกระทั่งมีเรื่องราวให้ทะเลาะเบาะแว้ง เดือดร้อนถึงดวงวิญญาณนักประพันธ์ชื่อดัง Oscar Wilde (เล่นโดยผู้กำกับ Alexander Payne) ต้องปรากฏร่างเป็นผีจอมจุ้น สนับสนุนให้ทั้งคู่ได้คืนดีกัน แม้จะมีการใช้สุสานเป็นฉากหลังชวนให้นึกถึงบรรยากาศสยองขวัญในหนังหลายเรื่องของ Wes Craven แต่หนังก็ไม่ได้ออกมาในแนวน่ากลัวดังคาด แถมอาจจะยังต้องผิดหวังกับมุขตลกไม่ได้หยอดน้ำมัน และการแสดงกึ่งกระด้างอย่างอเมริกันของนักแสดงนำทั้งสองคนไปอีกด้วย

Pere-Lachaise โดย Wes Craven
16) เร็วที่สุด . . . จะมีใครไวได้เท่า Faubourg Saint-Denis ของ Tom Tykwer (Run Lola Run, Heaven) ที่ลำดับความสัมพันธ์ของชายตาบอดกับแฟนสาวหน้าใส (Natalie Portman) ผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดง โดยไล่เรียงตั้งแต่แรกพบประสบรักไปจนถึงแตกหักร้างลา แม้จะมีเวลาให้เพียง 5 นาที แต่ผู้กำกับ Tykwer ก็บ่ได้ยั่น ใช้เทคนิคเร่งภาพแบบ high-speed มาย่นย่อเรื่องราวจนกลายเป็นหนัง romantic-tragedy ฉบับกะทัดรัด ที่เดินเรื่องได้รวดเร็วที่สุดในชุดนี้ วัยรุ่นวัย cool ทั้งหลาย คงจะถูกอกถูกใจกับหนังสั้นแสนทันสมัยโดยไม่ต้องพะวงว่าจะต้องมีแก่นสารอะไรอันใดให้หนักสมองกันด้วย

Faubourg Saint-Denis โดย Tom Tykwer
17) งงที่สุด . . . สำหรับข้าพเจ้า ก็ขอยกธงขาวให้กับเรื่อง Quartier Latin ฝีมือของ Frederic Auburtin ร่วมกับ Gerard Depardieu ที่แม้ว่าจะพยายามตั้งใจดู เงี่ยหูฟังเพียงใด ก็ยังไม่สามารถหยิบจับสาระหรือแก่นสารอะไรใดๆ จากตัวเรื่องได้เลยแม้แต่นิดเดียว จำได้แค่ว่าได้เห็นหน้า Gena Rowlands กับ Ben Gazzara เคียงคู่เดินเข้ามาในร้านอาหาร โดยมีเจ้าของร้าน Gerard Depardieu เข้ามาต้อนรับ จากนั้นทั้งสองก็นั่งพ่นบทสนทนาด้วยลีลา improvise กันตลอดความยาวด้วยสำเนียงอเมริกัน ซึ่งไม่รู้ว่าผันวรรณยุกต์กันอิท่าไหนถึงฟังกันไม่เข้าใจได้ขนาดนี้ จนต้องขอยกให้กลายเป็นหนังที่งงที่สุดในบรรดาของข้าน้อยไปด้วยความจำนน

Quartier Latin โดย Frederic Aubertin กับ Gerard Depardieu
18) เจ๋งที่สุด . . . ผ่านร้อนอุ่นหนาวกันมาถึง 17 ตอน กว่าจะเจอหนังที่ถูกใจได้อุณหภูมิที่สุดในชุดนี้ นั่นก็คือหนังตอนสุดท้าย ของผู้กำกับอินดี้อเมริกัน Alexander Payne (ที่เพิ่งจะได้เห็นหน้าค่าตากันไปจากตอน Pere-Lachaise) กับหนังเรื่อง 14th arrondissement ที่นอกจากจะหรรษาน่ารักแล้วยังตอบโจทย์ concept ของหนังชุดนี้ได้อย่างถูกเป้าตรงเผง ผู้กำกับ Alexander Payne ใช้วิธีการง่ายๆ โดยให้ตัวละครหญิงร่างใหญ่ชาวอเมริกัน เดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจโดยลำพังยังกรุงปารีส ด้วยความมั่นใจในทักษะทางภาษาฝรั่งเศสที่ฝึกปรือถือท่องมาเป็นอย่างดี เธอจึงบอกเล่าประสบการณ์แสนประทับใจต่าง ๆ ที่เธอมีต่อมหานครแห่งนี้กันด้วยภาษาฝรั่งเศสสำเนียงอเมริกันจ๋า จนต้องได้ฮากันทุกครั้งเวลาที่เธอสะบัดตัวสะกดแบบภาษาอังกฤษกันอย่างฉะฉาน แม้จะรูปประโยคจะถูกต้องตรงตามไวยกรณ์ฝรั่งเศสกันแบบเป๊ะๆ ก็ตาม หนังสร้างความขบขันได้อย่างเรียบง่ายและจริงใจ ชวนให้หลงใหลในมนต์เสน่ห์แห่งนครแห่งความรักแห่งนี้ได้อย่างมีรสนิยม

14th arrondissment โดย Alexander Payne
เมื่อได้ดูจบครบถ้วนไปทั้งสิบแปดตอนแล้ว ก็ยังคลางแคลงใจว่าสรุปแล้วเราได้สัมผัสเมือง ปารีส มหานครแห่งรัก เพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน เพราะดูเหมือนว่าเวลาเพียงแค่ 5 นาทีนั้น อาจจะน้อยเกินไปสำหรับผู้กำกับหลาย ๆ คนในการส่งผ่านความประทับใจต่างๆ นานาที่พวกเขามีไปสู่ผู้ชม ซึ่งย่อมมีทั้งชาวปารีสเองที่อยู่อาศัยกันมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ไปจนถึงคนต่างชาติที่อาจจะยังไม่มีโอกาสได้เคยสัมผัส ภาพที่เห็นในฐานะคนนอก (ผู้ไม่เคยเหยียบย่างยังกรุงปารีสมาก่อนเลย) จึงยังคงอยู่ในระดับพื้นผิว ไม่สามารถหยิบจับวิญญาณของความเป็นเมืองหลวงให้ได้เห็นกันอย่างเต็มกอบเต็มกำเหมือนอย่างกรณี นิวยอร์คในเรื่อง Manhattan (1979), ลอนดอนในเรื่อง Wonderland (1999) หรือแม้แต่โตเกียวในเรื่อง Lost in Translation (2003) เองก็ตามที . . .

* ชื่อบทความดัดแปลงจาก ชื่อไทยของภาพยนตร์เรื่อง There’s Something About Mary “มะรุมมะตุ้มรุมรักแมรี่”

