Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
เรื่องเล่าของบางคน
ศุภชัย เกศการุณกุล


Raymond Depardon ช่างภาพผู้สำรวจเศษเสี้ยวความเป็นจริงในชีวิตธรรมดาสามัญ

ผมรู้จักงานของเรย์มงด์ เดอปาร์ดง (Raymond Depardon, 1942-ปัจจุบัน) ครั้งแรกในโรงภาพยนตร์ ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ มันเป็นภาพยนตร์ขาวดำ ถ่ายทำในทะเลทรายซาฮารา ที่ว่าด้วยเรื่องชาวเบดูอินในแอฟริกาเหนือ การเล่าเรื่องของเดอปาร์ดงเรียบง่าย ช้า เนิบนาบ ทิ้งเฟรมนิ่งนาน ปราศจากบทสนทนา และถ้าจำไม่ผิด หนังยาวร้อยกว่านาทีเรื่องนี้ไม่มีเพลงประกอบ เราได้ยินเพียงเสียงหวีดหวิวของลมทะเลทราย ทำให้ผมหลับไปหลายรอบ แต่ทุกครั้งที่ลืมตาตื่นและมองไปที่จอภาพยนตร์ ผมรู้สึกถึงความงามและความทุรกันดารไปพร้อมๆ กัน ผมคิดว่า Un homme sans l’occident เป็นภาพยนตร์ขาวดำที่สวยงามมากเรื่องหนึ่ง

นอกจากเป็นผู้กำกับภาพยนตร์แล้ว เดอปาร์ดงยังเป็นช่างภาพที่ยังมีชีวิตอยู่ และมีผลงานเป็นที่ยอมรับมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศฝรั่งเศส บนชั้นวางในร้านหนังสือมีผลงานของเขาเรียงรายกันอยู่เต็มไปหมด บางเล่มหนาห้าร้อยกว่าหน้าจนยืนเปิดอ่านไม่ไหวเพราะหนักมาก ไปจนถึงพ๊อคเก็ตบุ๊คขนาดไม่กี่สิบหน้า แต่เราจะจำกัดความให้เดอปาร์ดงเป็นช่างภาพแนวไหนคงยากน่าดู จะบอกว่าเขาเป็นสารพัดช่างภาพก็คงไม่ผิดนัก เพราะเขาเป็นตั้งแต่ช่างภาพปาปารัสซีในวัยหนุ่มที่ไล่ตามถ่ายรูปดารานางแบบ ในเวลาต่อมาเขาก้าวไปสู่การเป็นช่างภาพข่าวที่เดินทางไปทั่วโลก และมีผลงานเป็นปกมากทีสุดในช่วงทศวรรษที่ 50-60 ในช่วงนี้เขาบอกว่าเขาล่าภาพเหมือนกับฉลามล่าเหยื่อ ต่อมาเขาเป็นช่างภาพกีฬาเพื่อไปถ่ายภาพในกีฬาโอลิมปิกสามครั้ง โตเกียว 1964, เม็กซิโก 1968, มิวนิค 1972


rue Saint-André des Arts – 6e arrt., 1989

gare du Nord – 10e arrt., 1985


ต่อมาในปี 1966 เขาก่อตั้งเอเจนซี่ช่างภาพ Gamma ร่วมกับเพื่อนอีกสามคน และในขณะเดียวกันเขาแปรเปลี่ยนจากช่างภาพข่าวธรรมดากลายมาเป็นช่างภาพวารสารที่ทำงานเป็นซีรีย์แทนที่จะเป็นแบบวันช็อต (one shot) สิบปีต่อมาเขาลาออกจากการกุมบังเหียนเอเจนซี่ที่ก่อตั้งขึ้นเองมาเป็นผู้ร่วมงานกับเอเจนซี่ Magnum ในช่วงเวลานี้เองที่เขาเริ่มค้นหาเส้นทางของตัวเองและพบมันลางๆ เพราะไม่ช้าไม่นานหลังจากร่วมงานกับ Magnum เอเจนซี่ระดับตำนานแห่งนี้ส่งเขาไปถ่ายภาพสงครามกลางเมืองในประเทศเลบานอนและอัฟกานิสถาน หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ เขาได้พิมพ์ผลงานรวมเล่มออกมาเล่มหนึ่งชื่อเรียบง่าย Notes ซึ่งทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางทั้งดีและไม่ดี

สิ่งที่เดอปาร์ดงรวบรวมไว้ในหนังสือเล่มนั้นก็คือภาพที่เล่าเรื่องสงครามประกอบไปกับงานเขียนถึงความคิด ความรู้สึก และเกี่ยวโยงไปกับประวัติของเขาเอง นักวิจารณ์บางคนหลงรักงานของเขา และชื่นชมว่ามันเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในวงการถ่ายภาพและยกย่องว่าเดอปาร์ดงสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้กับวงการถ่ายภาพวารสาร อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าเดอปาร์ดงหลงและหมกมุ่น โดยพูดถึงแต่เรื่องตัวเองวนเวียนและซ้ำซาก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เดอปาร์ดงเริ่มทำกับ Notes เป็นสิ่งที่คลี่คลายในเวลาต่อมา และกลายเป็นแบบฉบับเฉพาะตัวของเขา นักวิจารณ์บางคนบอกว่ามันเป็นการผสมผสานระหว่าง information + autobiography ภาพถ่ายที่บอกข้อมูลและงานเขียนที่เล่าชีวิตและเขียนถึงสิ่งที่เขาคิด


rue de la Roquette – 11e arrt., 1980

rue des Pyramides – 1eme arrt., 1999

Hôpital psychiatrique Frioul, Trieste, Italie, 1979 (โรงพยาบาลโรคจิต, ฟริอุล, ทรีเอสท์, อิตาลี)


ผมชอบตอนหนึ่งที่นักวิจารณ์ตัดตอนสิ่งที่เดอปาร์ดงเขียนมาให้อ่านว่า “วันนี้ผมพลาดช็อตเด็ด เพราะผมไม่กล้า” มันทำให้ผมอยากรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ช่างภาพคนหนึ่งต้องเผชิญบ้างในสถานการณ์เช่นนั้น เขาคิดและเขารู้สึกอย่างไร แต่หนังสือเล่มนี้ผมหาไม่ได้ เพราะมันกลายเป็นหนังสือหายากไปแล้ว

ผมได้อ่านสิ่งที่เดอปาร์ดงเขียนไว้เล่มหนึ่งชื่อ Errance (พเนจร) เป็นหนังสือภาพและงานเขียนอย่างละครึ่ง หน้าซ้ายเป็นงานเขียน หน้าขวาเป็นภาพประกอบ คอนเซ็ปต์ของหนังสือคิดไว้อย่างดีตั้งแต่แรก โดยเฉพาะเรื่องภาพ เพราะเดอปาร์ดงตั้งใจไว้ว่าจะถ่ายรูปโดยใช้เลนส์ตัวเดียว และถ่ายภาพเป็นแนวตั้งเท่านั้น โดยจะจัดเส้นขอบฟ้าให้อยู่ประมาณกลางภาพ ไม่ทิ้งสเปซท้องฟ้าเยอะเกินไป หรือพื้นดินมากเกินไป แต่เนื้อหาเป็นการบันทึกส่ิงที่เขาคิด นั่นหมายความว่ามันจะค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ ตามเส้นทาง ส่วนพื้นที่ที่เขาเลือกคือทะเลทรายที่เขาคุ้นชิน แต่ในประเทศที่เขาไม่รู้จักมากนัก-อเมริกา- ส่วนท้ายๆ เล่มมีภาพประกอบในสถานที่อื่นด้วย เช่นแอฟริกาและญี่ปุ่น ตั้งแต่เริ่มแรกเขาตั้งใจไว้ว่าจะปล่อยให้ตัวเองเดินทางไปอย่างไร้จุดหมายปลายทาง เพื่อที่จะค้นหาบางอย่างในการถ่ายภาพที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าคืออะไร ก่อนเดินทางเขาจึงตั้งชื่อหนังสือเล่มนี้ไว้ว่า Errance ซึ่งมันบอกทั้งหมดของการทดลองครั้งนี้ โดยการพาตัวเองเข้าไปในพรมแดนสองแห่งที่ไม่รู้จักพร้อมๆ กัน หนึ่งในสภาพแวดล้อมที่แปลกตา หนึ่งภายในใจของตัวเอง


jardin des Plantes – 5e arrt., 1991

Conflit Indo-Pakistanais, Bengale, 1971 (สงครามระหว่างอินเดีย และปากีสถาน, เบงกอล)


เสียดายที่ผมอ่านไม่จบ เพราะผมรู้สึกเหมือนคนที่วิพากษ์วิจารณ์เขาว่าเขาหลงตัวเองและพูดแต่เรื่องตัวเอง วนเวียนและย้ำคิดย้ำทำ คนอะไรช่างน่าเบื่อปานนั้น แต่เมื่อมาคิดอีกที หนังสือเล่มนี้เป็นสิ่งที่ช่างภาพคนหนึ่งพยายามบันทึกสิ่งที่อยู่ในหัวของตัวเองในห้วงเวลาแห่งการค้นหาเส้นทางของตัวเองในฐานะช่างภาพคนหนึ่ง ถ้าเป็นเช่นนั้นเขาก็ทำได้อย่างซื่อสัตย์และเคารพต่อตัวเองอย่างยิ่ง แม้ว่าจะน่าเบื่อ โมโนโทน (monotone) แต่หากเราแกะรอยตามความคิดเขาไปเรื่อยๆ เราจะพบความคิดดีๆ หลายอย่างว่าด้วยชึวิตและการถ่ายภาพ

บรรณาธิการภาพบางคนบอกว่าเดอปาร์ดงเป็นช่างภาพฝรั่งเศสที่มีสไตล์อเมริกันอย่างเด่นชัด เพราะภาพถ่ายของเขาดิบ ตรงไปตรงมา ไม่มีลีลามากนัก อาจจะเป็นอย่างนั้น ผมไม่รู้เหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกคือ ช่างภาพคนนี้เป็นฝรั่งเศสมากตรงที่เขาหมกมุ่นอยู่กับคำถามที่ว่า “ความจริงคืออะไร?” เพราะช่วงระหว่างที่เขาถ่ายภาพสงครามกลางเมืองอยู่ในตะวันออกกลาง เขาสงสัยเกี่ยวกับความจริงและวิชาชีพการเป็นช่างภาพวารสาร จนทำให้เขาเปลี่ยนสไตล์การทำงาน จากรายงานเหตุการณ์ด้วยภาพถ่ายอย่างเดียวมาเป็นการผสมผสานระหว่างภาพถ่ายและงานเขียนเชิงบันทึกอย่างที่เห็นใน Notes, Errance และผลงานชิ้นต่อๆ มา


Berlin Ouest, Allemagne, 1962 (เบอร์ลินตะวันตก, เยอรมัน)

Brigitte Bardot, 1960

François Mitterand et Lionel Jospin, campagne présidentielle, 1998 (ฟรองซัว มิตเตอรองด์ และ ลิโอเนล จอสปัง ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี)


หากจะเปรียบเทียบกับแนวทางภาพยนตร์ฝรั่งเศสที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัวก็อาจจะได้ ผมมองและคิดเอาเองว่าภาพยนตร์ฝรั่งเศสโดยรวมๆ มุ่งหมายที่จะเข้าไปสำรวจวิถีชีวิตของคนธรรมดาสามัญ และปัญหาในชีวิตประจำวัน มากกว่าจะสร้างมายาภาพเพื่อความบันเทิง ดูอย่างการเคลื่อนไหวของกลุ่มภาพยนตร์สารคดีซีนีมาเวรีเต้ (cinéma vérité) ซึ่งมีนักมานุษยวิทยา ฌอง รูช (Jean Rouch) เป็นเสาหลัก และสืบทอดต่อกันมา ในช่วงปลายของทศวรรษที่ 1950 ได้มีการก่อตัวของคลื่นใหม่แห่งภาพยนตร์ฝรั่งเศสที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้กำกับทั่วโลก โดยกลุ่มผู้กำกับภาพยนตร์ที่ได้รับการขนานนามว่านูเวลวาค (nouvelle vague หรือคลื่นลูกใหม่) ซึ่งมี ฌอง ลุค โกดาร์ (Jean-Luc Godard), ฟรองค์ซัว ทรุฟโฟต์ (François Truffaut), เอริค โรห์แมร์ (Eric Rohmer) และ โคลด ชาโบรล (Claude Chabrol) เป็นตำนาน ซึ่งผู้กำกับฝรั่งเศสรุ่นใหม่ๆ ก็ได้รับมรดกตกทอดของความลุ่มหลงที่จะเข้าใกล้ความเป็นจริงของชีวิตโดยมีภาพยนตร์เป็นเครื่องมือ แม้ว่าในเชิงความงามและเทคนิคขอเดอปาร์ดงจะเป็นสไตล์อเมริกันอย่างที่นักวิจารณ์บางคนบอกเอาไว้ แต่ในแง่ของวิธีคิดของเขาแล้ว ผมว่าเขาเป็นฝรั่งเศสที่หมกมุ่นอยู่คำถามที่ว่า-อะไรคือความจริง-และพยายามเข้าไปใกล้สิ่งนั้นโดยมีกล้องภาพนิ่งเป็นเครื่องมือในงานของเขาตลอดมา

เดอปาร์ดงก้าวต่อไปในแนวทางของเขาและได้ตอกย้ำให้ชัดเจนขึ้น ในช่วงทศวรรษที่ 1980 หนังสือพิมพ์ฝ่ายซ้ายอย่าง Libération ได้ส่งเขาไปเป็นช่างภาพประจำที่นิวยอร์คเป็นเวลาหนึ่งเดีอน และให้เดอปาร์ดงส่งภาพถ่ายมาลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ทุกวันภายใต้ชื่อคอลัมน์ – Correspondance New-Yorkaise –
นี่เป็นครั้งแรกที่คอลัมนิสต์เป็นช่างภาพและถ่ายภาพมาลงทุกวันพร้อมๆ กับข้อเขียนสั้นๆ จะว่าไปมันก็เหมือนกับส่งโปสการ์ดมาลงพิมพ์ หรือบล็อกในอินเทอร์เน็ตที่อัพเดททุกวัน เดอร์ปาดงทำงานในสไตล์เฉพาะตัวของเขา และงานที่ออกมาเป็นงานถ่ายภาพแบบสตรีทโฟโต้กราฟฟี่ (street photography) และบันทึกสั้นๆ เกี่ยวกับสิ่งที่เขาคิดและรู้สึก ภาพถ่ายไม่มีอะไรพิเศษ ไม่ได้โดดเด่น มันเป็นภาพถ่ายแบบบันทึกสิ่งที่เห็นมากกว่าการรายงานเหตุการณ์สำคัญๆ หรือความแปลกใหม่ในสิ่งที่เขาเห็น ไม่มีแรงดึงดูด จะว่าไปมันเป็นภาพถ่่ายที่แสนธรรมดา บางคนเรียกสไตล์ของเดอปาร์ดงว่า Temps Faible

ผมไม่รู้จะใช้คำแทนเป็นภาษาไทยอย่างไร กระทั่งคำภาษาอังกฤษ ในภาษาฝรั่งเศส temps แปลว่าเวลา faible แปลว่า อ่อนแอ เบาบาง ทำนองนี้ แต่ temps faible ไม่ได้เป็นสำนวนที่คนฝรั่งเศสใช้กัน มันเป็นศัพท์ที่เดอปาร์ดงสร้างขึ้นมาเอง แต่ในภาษาฝรั่งเศสมันมีคำว่า temps fort (fort แปลว่าเข้มข้น แข็ง มีความหมายทำนองเดียวกับคำว่า hard ในภาษาอังกฤษ) ดังนั้น temps fort ก็อาจแปลได้ว่าเหตุการณ์หนึ่งๆ ที่บีบอารมณ์ ทำให้ตื่นเต้น สนใจ หรือเหตุการณ์หนึ่งๆ ที่เป็นข่าว

กลับมาที่คำเจ้าปัญหา เดอปาร์ดงอธิบายว่ามันเป็นภาพถ่ายที่บันทึกความจริงที่ธรรมดาสามัญ เป็นภาพถ่ายที่บันทึกช่วงเวลาระหว่างเหตุการณ์สำคัญๆ สองเหตุการณ์ ฟังดูแล้วงงๆ


Kigali, Rwanda, 1994

rue Dauphine – 6e arrt., 1998


ถ้าอธิบายว่าสมมติมียอดคลื่นอยู่สองลูก ส่วนที่เป็น temps faible ก็คือช่วงน้ำนิ่ง ส่วนยอดคลื่นทั้งสองลูกคือ temps fort

ถ้าเป็นอย่างนั้นผมก็มั่วตีความว่าเดอปาร์ดงเลือกที่จะบันทึกชีวิตอันเป็นปรกติของมนุษย์มากกว่าที่จะให้ความสนใจมากมายกับเหตุการณ์อันไม่ปรกติ เช่นสงคราม น้ำท่วม แผ่นดินไหว อุบัติเหตุ เพราะช่วงชีวิตของคนเรามันมีช่วงน้ำนิ่งมากกว่ายอดคลื่น เป็นไปได้ไหมว่าตลอดช่วงวัยหนุ่มเขาพอแล้วที่จะโต้คลื่นไปกับมายาแห่งแวดวงบันเทิง พอแล้วที่จะวิ่งไล่ตามเหตุการณ์ที่จะเป็นข่าว พอแล้วที่จะเจ็บปวดไปกับความตายและความโหดร้ายในสงครามที่เขาได้พบเผชิญ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและจบไปในช่วงเวลาสั้นๆ หนึ่งวัน สองวัน ห้าสัปดาห์ หรือสองปี แน่ล่ะ ชีวิตก็ไม่ได้ยืนยาวอะไรนัก แต่ช่วงเวลาปรกติที่ปลอดเหตุการณ์บีบอารมณ์นั้นยาวนานกว่าและสำคัญกว่า เขาเลือกที่จะดิ่งลึกไปกับการทำความเข้าใจตัวเอง และแสวงหาความปกติสุขของชีวิตธรรมดาสามัญ?

ผลงานเล่มล่าสุดหนาห้าร้อยกว่าหน้าชื่อว่า Paris Journal เป็นผลงานที่รวมภาพถ่ายในปารีสตั้งแต่ปี 1980 ถึงปัจจุบัน หนังสือภาพเล่มนี้เป็นเหมือนกับสมุดบันทึกส่วนตัวที่รวบรวมภาพถ่ายของเพื่อน ครอบครัว และความทรงจำส่วนตัว มันเป็นเศษเสี้ยวของชีวิตประจำวันของเขาที่ผ่านไป และบทบันทึกความทรงจำในวันต่างๆ รวมถึงการครุ่นคิดถึงการถ่ายภาพของเขา เดอปาร์ดงช่างภาพที่ผ่านการถ่ายภาพมาแล้วเกือบทุกแบบทั้งปาปารัสซี่จนถึงช่างภาพวารสาร ผู้ที่ได้รับการยอมรับอย่างสูง

หรือว่าในที่สุดเขาก็พบว่าไม่มีอะไรมากมายไปกว่าชีวิตที่ดำเนินไปวันต่อวัน?


Hôpital psychiatrique, Bacau, Roumanie, 1996 (โรงพยาบาลโรคจิต, บาโค, โรมาเนีย)

Bati, Ethiopie, 1994 (บาติ, เอธิโอเปีย)



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter