ขี่จักรยานเที่ยว ‘มะเร้าอู’ กับ กันต์ สุสังกรกาญจน์

ภาพที่ทำให้ผมจำชื่อ กันต์ สุสังกรกาญจน์ เป็นภาพขาวดำ โดยเฉพาะงานแลนด์สเคปที่คล้ายจะเงียบขรึม แต่กลับอบอวลด้วยเสียงคลื่นเสียงลม นิ่ง แต่เคลื่อนไหวในบรรยากาศที่มองได้เนิ่นนาน แม้แต่ภาพประกอบในหนังสือ ‘ห้องเรียนที่เงียบที่สุดในโลก’ ที่เขาทำให้ ฟ้า พูลวรลักษณ์ นั่นก็ถือเป็นงานขาวดำที่เรียบง่าย สงบและสง่า เข้ากับตัวหนังสือปรัชญาช่างจินตนาการเล่มนี้ แต่ภาพในจอคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กตรงหน้าผมวันนี้ เป็นภาพสี—สีชุ่มๆ อิ่มๆ คล้ายฝีแปรงศิลปินอิมเพรสชั่นนิสต์ที่ละเอียดอ่อนกับทุกอารมณ์

ใบหน้าที่เคยเห็นในแมกกาซีนและสูจิบัตรนิทรรศการภาพถ่าย ผมชินกับผู้ชายหน้าคม ผมยาว ทว่าวันนี้เขาตัดมันเสียสั้นเกรียน

ในส่วนของแลนด์สเคปและเรื่องเล่าผ่านเลนส์ นึกถึงผู้ชายคนนี้ ผมคิดถึงภาพเวิ้งว้าง ภูมิทัศน์กว้างๆ อลังการแบบอเมริกา—โลกสมัยใหม่ที่เขาไปร่ำเรียนศึกษา ทว่าวันนี้เขาเลือกหยิบภาพถ่ายจากการเดินทางไปมะเร้าอู เมืองเล็กๆ ที่ยังสดใหม่ของพม่า มาให้ชื่นชม

ร้านกาแฟยามบ่ายใจกลางสีลมไม่อึกทึกนัก เรานั่งคุยกันบนชั้นสอง มองลงมาเห็นชีวิตข้างถนน ภาพผู้คนและยวดยานไหวๆ อันเป็นด้านเหมือนของทุกเมืองใหญ่ ลมหายใจของมันคือความเร่งรีบและเบียดแย่งแข่งขัน กันต์ สุสังกรกาญจน์ เปิดโน้ตบุ๊ก คลิกไฟล์ภาพและค่อยๆ เล่าเรื่อง

“สัก 5-6 ปีมาแล้ว ผมได้ยินว่ามีเมืองเมืองหนึ่งอยู่ชายแดนพม่าด้านที่ติดกับบังคลาเทศ มีอารยธรรมเก่าแก่ก่อนเมืองพุกาม สืบทราบมาแบบนั้น รูปสักใบก็ไม่เคยเห็น เปิด lonely planet ก็มีข้อมูลหน้าเดียวสั้นๆ บอกว่าเดินทางลำบาก ที่พักยังไม่ค่อยมี ผมชอบที่สดๆ ใหม่ๆ และเป็นคนเที่ยวแบบแบกเป้อยู่แล้ว เลยตัดสินใจไป”

สำหรับช่างภาพ การไม่มีภาพในหัวมาก่อน เขามองว่าเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น ไม่เหมือนบางเมืองที่คนไปจนปรุ พอพูดชื่อขึ้นมาก็นึกภาพออก แง่หนึ่งความคุ้นเคยรู้จักนับว่าไม่เลว อย่างน้อยมันก็ให้ความรู้สึกอบอุ่นลึกๆ แต่อีกแง่หนึ่งก็ต้องยอมรับว่ามันลดทอนจินตนาการคนเดินทางไปไม่น้อยเหมือนกัน วิญญาณนักบุกเบิกยังคงแข็งแรงในหัวใจคนทุกยุคสมัย

จากกรุงเทพฯ เขาบินไปย่างกุ้ง จากนั้นนั่งเครื่องไปซิเตว่ ลงต่อรถสองแถวเพื่อให้ทันเรือเที่ยวสุดท้าย

ใช้เวลาอยู่ในเรืออีกราว 4-5 ชั่วโมง ก็ถึงมะเร้าอู

“เป็นเมืองเล็กๆ น่ารัก เงียบมาก ก่อนไปมีคนชอบบอกว่าทหารพม่าดุร้าย เหี้ยมเกรียม ไปถึงที่นั่นไม่เห็นมีทหารสักคน ตำรวจก็ไม่มี ชาวบ้านอยู่กันสงบมากกว่าเมืองไทยอีก เป็นหมู่บ้านมากกว่าจะเรียกว่าเมือง ขี่จักรยานเที่ยววันเดียวก็ดูได้ทั่ว ถนนลูกรัง ไฟฟ้าปิด 3 ทุ่ม”

กิจกรรมของกันต์เริ่มต้นตอนตีสี่ ตื่นมาเตรียมข้าวของ ออกจากเกสต์เฮาส์ตีห้า ขี่จักรยานฝ่าความมืดไปยังที่ที่เล็งไว้แล้วว่าสวยแน่ๆ ถ้าเป็นยามเช้า ไปดักรอถ่ายภาพ พอถึง 9-10 โมง ก็เข้าตลาด หาอาหารพื้นเมืองกิน อิ่มแล้วเก็บกล้อง นอน

ช่างภาพแลนด์สเคปทั้งหลายคงมีวัตรปฏิบัติคล้ายกัน กลางวันแสงแรง ร้อน นอนเอาแรงดีกว่า พอ 4-5 โมง ค่อยออกไปเก็บภาพช็อตอาทิตย์อัสดง

แลนด์สเคปถือเป็นความสนใจหลักของกันต์ แต่ระยะหลังเริ่มเอนเอียงไปหาสถาปัตยกรรมมากขึ้น

“แลนด์สเคปบ้านเราไม่ประทับใจผม” เขาบอกความรู้สึก

“สเกลมันไม่ยิ่งใหญ่ ผมชอบใหญ่กว่านี้ เคยเห็นที่ใหญ่ๆ กว้างๆ มาแล้วด้วย รู้สึกว่าน่าสนใจกว่า แต่บ้านเรามีเรื่องของรายละเอียดมาชดเชย ไม่อลังการ แต่มีลูกกุ๊กกิ๊กอยู่ในนั้น พักหลังๆ ผมถ่ายภาพวัดวาอารามเยอะ เริ่มศึกษาศิลปะไทยมากขึ้น นับวันยิ่งค่อยเอนมาจากแลนด์สเคป แต่ความจริงอาคารกับวิวก็เกี่ยวข้องกันโดยตรง ฉุดๆ กันไป”

มะเร้าอูในความสนใจคือไปดูวัด กันต์ขี่จักรยานไปเที่ยวทุกวัด คล้ายๆทัวร์อยุธยา ขี่จักรยานรอบเมืองท่องอดีต

“เขาล้าหลังกว่าเราเยอะ แต่ความล้าหลังก็หมายถึงความสดใหม่สำหรับคนไม่เคยเห็น ผมว่าน่าตื่นตาตื่นใจที่ได้เห็นซุงล่องน้ำมาเป็นท่อนๆ เห็นคนค่อยๆผ่า ค่อยๆ เลื่อย ชีวิตพอเพียงมากๆ แทบไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวก”

“สนใจโลกเก่ามากกว่า” ผมถาม

“ไม่ ผมชอบทั้งสองอย่าง ตอนไปเรียนต่อ ผมอยู่กับโลกโมเดิร์นเยอะ พอกลับมาเลยสนใจซีกเก่า รากเหง้าดั้งเดิม ตอนนี้ในตัวผมเหมือนกับโลกโมเดิร์นกับวัฒนธรรมโบราณผสมกันพอดี ผมไม่สุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง ...กล้องดิจิตอล ผมก็ใช้ ไม่ได้ปฏิเสธ”

“มีวิธีเลือกยังไงว่าตอนไหนจะถ่ายขาวดำ หรือสี”

“ดูโทน ถ้าสีสันจัดจ้าน ผมถ่ายดิจิตอล ตัวซับเจ็กต์ไม่แตกต่างกัน อยู่ที่สี ที่โทน ผมพกกล้องไว้ทั้งสองอย่าง บางรูปถ้าไม่เด็ดจี๊ดมาก ก็ไม่ต้องถ่ายขาวดำ ไปที่นั่นผมถ่ายรูปตลอดเวลา ขี่จักรยานแบกกล้อง เจอตรงไหนน่าสนใจก็จอดลุยเลย จักรยานจอดง่าย ไม่เหมือนมอเตอร์ไซค์ หรือพวกรถเช่า รถตู้ ไปแบบนั้นเดี๋ยวโดนเขาต่อยเอา เพราะเขาอยากถึงที่หมายเร็วๆ”

ดูเหมือนเขาจะมีประสบการณ์แบบนี้เยอะ

“เจอเราถ่ายรูป ทีแรกก็บอก—ผมเข้าใจๆ เคยพาคนถ่ายรูปมานักต่อนัก สักพักเห็นผมบอกให้จอดบ่อยๆ เขาเริ่มไม่เข้าใจ คงเซ็งว่า มึงชักจอดบ่อยเกินไปแล้ว” เขาหัวเราะหึๆ

“เดินทาง ถ่ายรูป คือสิ่งที่ทำไปควบคู่กัน ชอบทั้งสองอย่าง นี่คือทริปล่าสุดที่ไปต่างประเทศ มีโอกาสไปไหน ผมไปเลย พยายามเปิดหูเปิดตา อยากเห็นของแปลกๆบ้าง กรุงเทพฯ เราเห็นอยู่ทุกวันอยู่แล้ว เห็นแต่สิ่งคุ้นเคย พอไปเห็นสิ่งไม่คุ้นเคย แม้แต่เรื่องธรรมดาของเขา เมื่อกลับมามองของที่เราเห็นทุกวัน ทัศนคติก็เปลี่ยนไปได้ ทำให้เราเห็นกรุงเทพฯในมุมมองใหม่ๆ”

“ยกตัวอย่างได้ไหม...”

“แต่ก่อนผมไม่สนใจสถาปัตยกรรมไทย ไม่สนใจเลย พอไปอยู่อเมริกา 3 ปี รู้สึกว่าของของเรามีคุณค่า เริ่มตระหนักว่าที่นั่นแห้งแล้งด้านวัฒนธรรม อเมริกาเป็นประเทศที่กลวงมาก เพิ่งเกิดใหม่แค่ 200 กว่าปี บ้านเราเป็นพันปี ตึกรามบ้านช่องของเขาเก่าที่สุดก็แค่ 200 ปี ไม่มีความหมายเลยเมื่อเทียบกับบ้านเรา ผมเลยเห็นคุณค่าของเก่า สนใจด้านอารยธรรมมาก ทำให้อยากถ่ายรูปวัดวามากขึ้น”

อาชีพหลักๆ นอกจากถ่ายภาพ ตอนนี้เขาเป็นอาจารย์พิเศษ สอนเรื่องภาพขาวดำอยู่ที่ลาดกะบัง แต่หลังๆ เมื่อเดินทางมากขึ้น เขาอยากลองเขียนเรื่องไปลงแมกกาซีน อาศัยภาพเป็นตัวนำ และเล่าเรื่องเมืองแปลกๆ ที่ยังไม่ค่อยมีใครเคยไป เขาอยากแชร์ประสบการณ์ผจญภัยในต่างแดนกับคนชอบเที่ยวเหมือนๆกัน

ในสต็อกภาพ ยังมีอีกหลายเรื่องที่เขายังไม่ได้เขียน เช่น ขับรถเที่ยวอเมริกา ขี่จักรยานเที่ยวพม่า เช่ากะป๊อเที่ยวจีน

“ส่วนใหญ่ไปคนเดียว” ผมถามต่อ

“ครับ มากคนก็มากความ” เขาตอบเร็ว “โดยอาชีพแล้วการถ่ายภาพเป็นกิจกรรมที่ใช้เวลามาก คนไม่ถ่ายรูป เขาจะเซ็ง ถ้านั่งรถไปด้วยกัน เดี๋ยวจอดๆ เพราะเราเห็นสิ่งที่เขามองไม่เห็น สนใจในสิ่งที่เขาไม่สนใจ ..ธรรมดา ใจเขาใจเรา เป็นเรา เราก็ไม่อยากไปกับคนแบบนี้เหมือนกัน ฉะนั้น ไปคนเดียวดีกว่า สะดวกใจทุกฝ่าย ทำเวลาได้เต็มที่ จะช้าจะเร็วก็ไม่ต้องเกรงใจใคร”

“ไม่เหงาบ้างหรือ”

“ไม่ ผมอยู่คนเดียวได้ ไปหลายคน ตกเย็นเดี๋ยวก็ดื่มกันแล้ว พอตอนเช้า ตีสี่ตีห้า ใครจะตื่น ไม่มีหรอก”

“คุณไม่ดื่มหรือ”

“อย่างดีก็เบียร์ขวดหนึ่งตอนมื้อเย็น เพราะดื่มหนัก รุ่งเช้าก็ตื่นไม่ไหว ..ไปแบบนี้ สี่ห้าทุ่มผมก็นอนแล้ว”

เขาบอกว่าพระอาทิตย์ขึ้นแต่ละที่ไม่เคยเหมือนกัน แม้ที่เดียวกัน—แต่ละวันก็มีความแตกต่าง รุ่งอรุณเป็นจุดเริ่มต้นของวันใหม่ จุดเริ่มต้นของลมหายใจในเมือง ของมนุษยชาติ ของอารยธรรม ทุกสิ่งอิงกับดวงอาทิตย์ มันมีความหมายลึกซึ้งในตัวเอง

“แสงตอนเช้าเป็นแสงจากมุมต่ำมากๆ เมื่อสาดส่องมา จะทำให้แลนด์สเคปดูสวยที่สุด สีสวย มิติสวย บรรยากาศ อุณหภูมิ ทุกอย่างสวยหมด เย็น สบายตา ตอนเที่ยง แหงนหน้าดูพระอาทิตย์ยังไม่ได้ เดี๋ยวตาบอด จริงๆ ผมชอบตอนเย็นมากกว่าเพราะไม่ต้องตื่นเช้า มันเข้ากับชีวิตจริงด้วย ไปต่างจังหวัดเมืองไทย อย่าหวังว่าจะได้ช็อตเช้า พยายามของเราไม่พอ แต่นานๆ ไปที่ใหม่ๆที ต้องขอหน่อย”

“ฤดูกาลมีความหมายต่อการถ่ายภาพไหม”

“มีมากครับ ทุกฤดูต่างกัน คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบหน้าฝน กลัวเปียก แต่ผมชอบมากเพราะมันชุ่มฉ่ำ สีสวย ฟ้าหลังฝน แดดหลังฝน เป็นแลนด์สเคปที่สวยที่สุด หลายคนกลัวกล้องโดนน้ำ ผมไม่กลัว พังก็ขาย ของใช้ ไม่ใช่ของโชว์ ซื้อมาใช้แล้วต้องใช้”

กันต์ชอบมะเร้าอู แต่ถามว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสไปอีกไหม เขาไม่แน่ใจ

“เรื่องราวมันน้อย เพราะเป็นเมืองเล็กมาก ขี่จักรยานเที่ยววันเดียว จบ ...ถ้าอยู่ใกล้ๆ คงไปได้อีก อย่าง ‘ปาย’ อยากไปเมื่อไรก็ไปได้ทุกปี แต่นี่มันไกลเหมือนกัน เสียตังค์เยอะ คงยังไม่ไปเร็วๆนี้ เพราะมีที่ใหม่ๆ ที่อยากไปอีกมาก”

เรื่องอาหาร กันต์บอกว่าไม่มีปัญหา ถ้าไม่แปลกเกินไป คนท้องถิ่นกินอะไรได้ เขากินหมด

ไม่กินเปล่า, เขากินไป ถ่าย(รูป)ไปอีกต่างหาก เพราะคิดว่าอาหารคือวิถีชีวิต เกี่ยวโยงสัมพันธ์กับผู้คนโดยตรง ผมสังเกตว่าต่อไปภาพถ่ายพวกอาหาร ผลไม้ อาจขยายผลไปเทียบเคียงแลนด์สเคปและสถาปัตยกรรมก็เป็นได้ เพราะเขาบันทึกไว้ไม่น้อยเลย

สีสัน องค์ประกอบและการแต่งปรุงของอาหารแต่ละจาน น่าดูเช่นเดียวกับเสื้อผ้า บ้านเรือน แตกต่างก็แต่มีส่วนขับเน้นให้ภาพมีกลิ่นตามเมนูนั้นๆ

“ผมชอบที่จะเห็น สีสันหรือทุกสิ่งทุกอย่างในภาพอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ สีแดง น้ำเงิน เหลือง สวยแค่ไหน หรือแตกต่างกันยังไง คนตาบอดไม่มีทางรู้ จินตนาการให้ตายก็ไม่รู้ว่าเป็นยังไง เราโชคดีที่มองเห็น ผมคิดว่าการเห็นเป็นสิ่งสวยงาม คงเหมือนบางคนที่ใช้เครื่องบันทึกเสียงตระเวนไปบันทึกเสียงลมเสียงคลื่น นั่นเพราะโลกของเขาอยู่ในเสียงที่สวยงาม บางคนดูนกอย่างเดียว บางคนชอบเที่ยวภูเขาสูง เต็มไปด้วยหิมะ ผมเชื่อว่าคงเหมือนๆกัน เพียงแต่เราชอบต่างกัน เหมือนบางคนสะสมนาฬิกา เขาคงมีโลกของเขา”

ผมถามเขาว่าเบื่อบ้างไหมกับการถ่ายรูป เขาบอกว่ายังไม่เคยเบื่อ

“ถ้าไม่ได้เดินทางท่องเที่ยวอาจเบื่อ แต่ก็นั่นแหละ อยู่ที่ไหนนานๆ ผมก็หาอะไรถ่ายจนได้เหมือนกัน บางวันอยู่บ้าน เดินถ่ายรูปรอบบ้าน ก็มี รถติดอยู่บนทางด่วน ผมก็คว้ากล้องมาถ่าย มีกล้องอยู่ใกล้ๆมือตลอด..มือถือผมถ่ายรูปได้ แต่ไม่ค่อยได้ใช้ เพราะคุณภาพไม่ดี ทำได้แค่บันทึก ถ้าไม่มีกล้อง ก็ใช้ถ่ายบ้างเหมือนกัน”

กันต์คลิกให้ดูภาพดอกไม้ชนิดหนึ่ง “นี่ สีสันแบบนี้ เราจะอธิบายยังไงให้เหมือน แต่ดูรูปปุ๊บ จบ เข้าใจทันที”

ในเชิงจำนวน ตอนนี้เขาถ่ายภาพสีมากกว่าขาวดำ แต่ความจริงจังตั้งใจไม่น้อยกว่ากัน

“ภาพสี ถ่ายสแน็ปเยอะ ถ้าขาวดำจะค่อนข้างจริงจัง คิดแล้วคิดอีก ตั้งกล้อง บางทีชั่วโมงหนึ่งอาจได้รูปเดียว กล้องดิจิตอลนี่ก็สแน็ปไปเรื่อยๆ ปล่อยไหล”

“วันหนึ่งภาพขาวดำจะตายไหม” ผมอยากฟังทรรศนะของเขา

“ผมเชื่อว่าทุกวันนี้ก็ยังมีคนฟังแผ่นเสียงอยู่นะ อาจจะหายาก แพง แต่มีคนเล่น น้อยคนจะรู้จักและมีตังค์ซื้อ คนส่วนใหญ่ฟังแต่เอ็มพีสาม วันหนึ่งซีดีจะตายเอาด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่เทปเลย เหมือนกับเรื่องรูป อีกหน่อยรูปจะเป็นดิจิตอลหมด แต่ยังไงก็ยังมีคนกลุ่มหนึ่งเล่นขาวดำอยู่ มีคนสนใจตลอด ลูกศิษย์ผมหลายคนไปเรียนต่อเมืองนอกเพื่อต่อยอดเรื่องขาวดำโดยตรง มีคนที่สนใจจริงๆ ภาพขาวดำไม่ตายหรอกครับ สำหรับผม ขาวดำ ถ่ายด้วยฟิล์ม เหมือนฟังเพลงคลาสสิกครบวง โอกาสได้ฟังน้อย คนเล่นมีน้อย คนแต่งได้ถึงขนาดนั้นมีน้อย แต่เราต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่า ผมคิดว่ายังคงต้องมีอยู่ ไม่มีวันสูญพันธุ์”

กันต์ให้ค่าภาพสีในความหมายที่ตื่นเต้น วูบวาบ ฉาบฉวย ขณะที่ภาพขาวดำจะลึกซึ้งและจริงกว่า เขาย้ำว่ามีความจริงบางอย่างที่ภาพสีให้ไม่ได้ มิติบางอย่างไม่มีในภาพสี

“ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ภาพสีดูแล้วไม่ลุ่มลึก ขาวดำมีมิติลุ่มลึกกว่า ทั้งที่มีสีน้อยมาก มีขาวกับดำเท่านั้น แต่มีบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่า”

ผมถามเขาว่าสับสนบ้างไหม หรือมีวิธีมองอย่างไรว่าช็อตนี้จะถ่ายสี หรือขาวดำ

“ไม่สับสน ก่อนถ่ายภาพทุกครั้ง ผมจะมองก่อน อะไรผ่านเข้ามาแวบเดียว รู้ทันทีว่านี่ขาวดำสวย ก็ควักขาวดำมาถ่าย มันเป็นเหมือนสัญชาตญาณ หรือไม่ก็สายตาเราแยกได้แล้ว มันมาเอง มาเมื่อไรไม่รู้ แต่ดูออกว่าถ่ายแบบไหนจะสวย ...เป็นเรื่องความละเอียดขึ้นเรื่อยๆด้วย แต่ก่อนผมมองเห็นแค่ขาวกับดำ ตอนนี้เทาเฉดต่างๆ ก็ไม่เหมือนกัน เริ่มรู้โทนภาพที่ละเอียดซับซ้อนขึ้น คงเหมือนนักชิมไวน์ แค่ปลายลิ้นแตะก็รู้แล้วว่าปีไหน เปลือกไม้อะไร ผมเชื่อว่ามีความละเอียดประณีตอยู่ในทุกศาสตร์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจะรู้”

เขาเว้นวรรคเล็กน้อย “ส่วนคอนซูมเมอร์ก็เชื่อฉลาก เชื่อโฆษณาไปแล้วกัน”

ผมถามเขาอีกว่าตั้งใจจะเอาไปถึงขั้นไหนกับภาพขาวดำ จะมีวันเปลี่ยนใจไปหาดิจิตอลเพียวๆเลยไหม

“ไม่ ผมสนุกกับมัน รักมัน ก็ถ่ายไปเรื่อยๆ ไม่มีวันหยุด ...บางคนว่าขาวดำง่ายๆ ธรรมดา แต่พอเปลี่ยนไปถ่ายดิจิตอลพักหนึ่ง กลับมาหามันใหม่ ผมเชื่อว่าขาวดำมีคำตอบบางอย่างที่หาไม่ได้ในภาพสี”

กันต์เล่าว่าเมื่อก่อนเขาไม่ถ่ายภาพสีเลย ไม่ได้ต่อต้าน แต่ที่ไม่ถ่ายเพราะเขาต้องการล้างเอง ปรินท์เอง แต่เมืองไทยไม่มีที่ให้ปรินท์ จนวันหนึ่งมีดิจิตอลเกิดขึ้น เขาดีใจที่ต่อไปนี้สามารถทำทุกขั้นตอนได้ด้วยตัวเอง

“การแต่งภาพสีต้องเข้าห้องมืดเหมือนกัน แต่เป็นห้องมืดสี คุมน้ำหนักแต่ละส่วนได้หมด คอมพิวเตอร์ทำให้กลับมาเล่นภาพสีได้สนุกขึ้น ...ไม่ว่าภาพขาวดำหรือสี ถ้าให้คนอื่นทำ มันมีโอกาสหลุดมือเราไปได้ง่ายๆ เทคโนโลยีดิจิตอลมีข้อดีที่ตั้งแต่ต้นจนจบ มันอยู่ในมือเราตลอด”

เขายืนยันว่าการควบคุมคุณภาพเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและสำคัญมาก ผิดนิดเดียวคือผิดเลย ความรู้สึกผิด ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ

กันต์เริ่มถ่ายรูปจากการแนะนำของพี่สาวซึ่งเรียนศิลปากร ถ่ายไปถ่ายมา เขายิ่งฝังลึกไปกับศิลปะด้านนี้ แม้จะเรียนปริญญาตรีทางด้านรัฐศาสตร์ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา

“องค์ประกอบต่างๆ ผมไม่ได้เรียน ถ้าเห็นว่าพอดีแล้วมุมนี้ ก็ถ่ายแบบนี้ ...ที่อเมริกาสอนเรื่องเทคนิคเป็นหลัก สอนให้รู้จักเครื่องมือในการทำงาน นอกนั้นคิดกันเอาเอง สอนให้คิด คงทำไม่ได้ มันยาก เป็นคล้ายโรงเรียนอาชีวะด้วย สอนเพื่อประกอบอาชีพ ถ่ายรูปหากินได้ พวกคิดมากเป็นกลุ่มไฟน์อาร์ต คิดกันเอง แสวงหาเอง ตัวใครตัวมัน ครูช่วยคิดไม่ได้ ต้องอ่านเยอะ อ่านในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับโฟโต้ เพราะถ้าวันๆ เอาแต่ดูรูป เราก็ติดรูปแบบคนอื่น”

“ทำไมคุณไม่ค่อยถ่ายรูปคนเลย”

“ไม่ชอบ ภาพผู้คนข้างถนนก็แทบไม่ถ่ายเลย น้อยมาก ถ้าอยากถ่ายเป็นจริงเป็นจัง ขอถ่ายเลยดื้อๆ ที่จริง ผมชอบพอร์ทเทรต แต่ไม่ชอบดีลกับคน ยิ่งคนที่เราไม่รู้จัก ไม่ถนัดเลย ไม่มีความสามารถด้านนั้น ต้องทำตัวเป็นกันเอง จัดว่าเป็นความสามารถชนิดหนึ่ง คนทำได้ดี ก็มี แต่ไม่ใช่ผม”

“แฟชั่นก็ไม่ถ่าย”

“แทบจะไม่เคย ผมไม่ค่อยชอบวงการ ไม่ชอบทำงานกับคนเยอะๆ ฉาบฉวย กระแดะ ผมไม่ถนัด ให้คนถนัดทำดีกว่า ดีไซน์ต้องดูไว้เพราะเราต้องรู้ยุคสมัย แฟชั่น รถ ศาสนา และการเมืองแต่ละยุค มีผลต่อคนทำงานศิลปะอยู่แล้ว ..ก็อาศัยยืนดูเพื่อนอยู่ห่างๆ เพราะเราไม่สนุกกับมันจริงๆ”

”แต่งานโฆษณานี่ถ่ายเรื่อยๆ”

“มีบ้างครับ นับว่าเป็นรายได้หลักก็ได้ เป็นมือปืนรับจ้างถ่ายโฆษณา แต่นั่นแหละ ผมจะเลือก ถ้างานไหนไม่ถนัด ก็ส่งให้เพื่อน เพราะถ้าฝืนทำไปก็เสียชื่อเปล่าๆ สินค้าพวกรถยนต์ เพชร ผมไม่รับ เพราะกระบวนการทำงานมันซับซ้อน และไม่ใช่ทางเรา”

ในเชิงวิชาชีพและความอยู่รอด เขาคิดเรื่องนี้บ้าง แต่ไม่ถึงกับบีบคั้นหรือหนักใจมาก ไม่ว่าจะอย่างไรก็ยังคงถ่ายคอมเมอเชียลอยู่ สลับควบคู่กันไป บางช่วงเดินทางถ่ายรูปตามใจตัวเอง เห็นอะไรสวย ก็ถ่าย บางช่วงก็ต้องทำตามโจทย์คนอื่นบ้าง เขาบอกว่าชีวิตคนเรา.. การมีโจทย์ หรือมีปัญหาให้แก้ ก็สนุกดีเหมือนกัน

เขาสอนหนังสือมา 6 ปีแล้ว เป็นงานที่รัก เขาอยากให้คนอื่นรู้อย่างที่เขารู้เขาเห็น

“การได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนกับเด็ก เหมือนเราเปลี่ยนบรรยากาศไปฟังเพลงฮิปฮอพ จากเดิมไม่เคยรู้เรื่อง ก็ได้รู้ เข้าใจทัศนคติคนรุ่นใหม่ ก็ดี ผมว่ามันมีผลต่อรูปถ่ายของเราด้วยเหมือนกัน เพราะเป็นข้อมูลอย่างหนึ่ง เหมือนการอ่าน จากวัยหนึ่งอ่านการ์ตูนเยอะ ก็เปลี่ยนไปอ่านอภิปรัชญาบ้าง พออ่านนานๆ ก็เบื่อ ต้องเปลี่ยน คิดมากไป เดี๋ยวบ้า (หัวเราะ) คิดแล้วไม่มีคำตอบ ทุกอย่างเป็นทฤษฎีหมด ..การลงไปคุยกับเด็ก อย่างน้อยเราสัมผัสได้ง่ายกว่า ซื่อกว่า”

กันต์ สุสังกรกาญจน์ เปิดไฟล์รูปเมืองมะเร้าอูให้ผมดูช้าๆ อีกครั้ง

ขณะเพ่งมองภาพถ่าย ผมรู้สึกคล้ายได้ขี่จักรยานตามหลังช่างภาพคนหนึ่ง

ช่างภาพคนที่ชอบเดินทาง

ขับรถ

กิน

ชิม

ถ่ายรูป

อัดรูปเอง

อ่าน

อภิปรัชญา

ฟังเพลงบรรเลง

ดูหนัง

พุทธศาสนา

ปีนผา

ขี่จักรยาน

พระอาทิตย์ตก

เบโธเฟ่น

ดีไซน์

ความประณีต

ฟัง.


ตีพิมพ์ครั้งแรก: travel guide