Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
จับกระแสข่าวร้อน
ทีมข่าวอิสระ


ก่อนรถถังถึงทำเนียบ คืนแห่งรัฐประหาร คืนฝันร้าย “ทักษิณและพวก”

เช้าวันอังคารที่ 19 กันยายน 2549 ที่ทำเนียบรัฐบาล มีการประชุมคณะรัฐมนตรีตามปกติ

พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ นั่งหัวโต๊ะ ในฐานะประธาน ขนาบซ้าย-ขวาด้วย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ และอดีตรัฐมนตรี ที่เข้าประชุมกันบางตา ที่พอจะมองเห็นก็เป็น ภูมิธรรม เวชยชัย กับจาตุรนต์ ฉายแสง และอดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช

มีคำสั่ง ไม่ปรากฏ “คนสั่ง” ระบุว่า “เรียกให้ผบ.เหล่าทัพ เข้าร่วมประชุมด้วยเพื่อรายงานสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้”

แต่ในห้องประชุม มีเพียง พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีรายงานข่าวว่าผู้บัญชาการที่เหลืออีก 3 เหล่าทัพ “ติดภารกิจ”

มีเสียงสุดท้ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประชุมทางไกล ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต จากสหรัฐอเมริกา มาว่า “ที่สหรัฐอเมริกา มีทั้งประชาชนที่มาประท้วงและให้กำลังใจ” พร้อมเล่าผลการเดินทางไปประชุมที่ สาธารณรัฐฟินแลนด์ ว่า “ประสบผลสำเร็จดี”

เลิกประชุมประมาณ 11.30 นาฬิกา

13.30 นาฬิกา มีการแถลงข่าวของรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 3 คน นางสาวศันสนีย์ นาคพงษ์ นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ และนายดนุพร ปุณกันต์

จบสิ้นการแถลงข่าว มีความ “ผิดปกติ” เกิดขึ้น

อดีตรัฐมนตรีที่เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี บอกกับนักข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ประชุมคณะรัฐมนตรีทางไกลข้ามโลกมาจากว่า “สถานการณ์การเมืองไม่ปกติ ขอให้รัฐมนตรีทุกคนงดเดินทางไปต่างประเทศ”

และคีย์แมนคนสำคัญของรัฐบาลรักษาการ ยกหูโทรศัพท์จากบนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ถึงบรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง สาระการสนทนาคือ “มีข่าวการปฏิวัติ”

จากนั้นไม่นาน อดีตรัฐมนตรีรักษาการที่คุ้นเคยกับนักข่าวคนหนึ่ง ก็ยกหูโทรศัพท์จากบนตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล ปลายสายผู้รับเป็น หัวหน้าข่าวการเมืองฉบับใหญ่ บอกข่าวว่าสถานการณ์ไม่ดี “มีลืออีกแล้วว่าจะปฏิวัติ”

จึงมีการสั่งการ Stand by รัฐมนตรีรักษาการ และให้หน่วยงานด้านความมั่นคง “อยู่ในที่ตั้ง”

อดีตรัฐมนตรีรักษาการบางคน “ยกเลิก” การเดินทางไปต่างประเทศ หลายคนบอกกับนักข่าวผ่านสายโทรศัพท์จากเบอร์ที่แปลกไปกว่าทุกวัน ว่า “หวั่นไหวแต่ไม่เชื่อว่าจะมีปฏิวัติจริง”

“สุรนันทน์ เวชชาชีวะ” ยกเลิกการเดินทางไปประเทศเยอรมนี พร้อม “คำสั่ง” สำนักนายกรัฐมนตรี ให้รักษาการรัฐมนตรี ที่ปฏิบัติหน้าที่ในต่างประเทศ กลับเมืองไทยด่วน หรือทันทีที่เสร็จภารกิจ

นักข่าว “สายทหาร” บอกว่า ให้จับตาข่าวเรื่องการปฏิวัติ อย่าวางใจว่าเป็น “ข่าวลวง”

ข่าวลือและจิกซอว์เหตุการณ์ ถูกนำมาประกอบให้การปฏิวัติเป็น “ข่าวจริง”

เมื่อกองกำลังทหารจากต่างจังหวัดหลายกองพล มุ่งหน้าเข้าสู่ “ส่วนกลาง”

ย่ำค่ำตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล มีอดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี พลิกเอกสารราชการ รัฐธรรมนูญ และร่างคำประกาศ บัญชาการ “สู้” ร่วมกับ “เนวิน ชิดชอบ” ที่กำกับสถานีโทรทัศน์ อสมท. และพล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์

21.30 นาฬิกา แกนนำทั้ง “เนวิน-พรหมินทร์-ชิดชัย” ลงจากตึกไทยคู่ฟ้า ทางบันไดด้านหลัง ตัดสินใจเดินทางเข้าถ้ำเสือ ที่สำนักงานผบ.สส. ปฏิบัติการร่วมกันสู้เสี้ยวชั่วโมงแรกแห่งปฏิบัติการ กับ พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผลัก “ทักษิณ” กระโดดออกมาชน ประกาศสถานการณ์ “ฉุกเฉิน” ผ่านเครือข่าย อสมท.

แต่แล้วก็เกินกำลังต้าน

22.00 นาฬิกา รถถังประชิด ประตูหมายเลข 1 ด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล มีทหารติดริบบิ้นสีเหลืองประกบ สั่งตำรวจทำเนียบ “ปลดอาวุธ” ขณะที่บางกองกำลังของรุ่น 10 เตรียมติด “ริบบิ้นแดง”

เสียงนักข่าวที่ Stand by อยู่ในห้องนักข่าวตะโกนว่า “รถถังเป็นๆ มาแล้ว”

ในเวลาใกล้เคียงกัน ฐานปฏิบัติการดาวเทียม “ไทยคม” ถูกยึด

โทรศัพท์ทุกเครือข่ายถูกระบุสัญญาณ “Network busy” ชั่วขณะ

สถานีโทรทัศน์ต่างประเทศที่ผ่านเครือข่ายเคเบิล BBC และ CNN ถูก “Interruption” ทุกแม่ข่ายต้องถ่ายทอดสด ประกาศ และคำสั่ง ของ “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

3 เหล่าทัพ ยกเว้น ผบ.สส. กับ ผบ.ตร. เดินทางเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จฯพระเจ้าอยู่หัว ที่สวนจิตลดา เกมฝ่ายอดีตรัฐบาลรักษาการโดน “พลิก”

แล้วการเดินทางของ “ข่าวลือปฏิวัติ” ก็ถึงจุดสิ้นสุดในดึกสงัดของวันที่ 19 กันยายน 2549

ภาคอวสานของธุรกิจและเครือข่ายแสนล้านของ “ชินวัตร” ปิดฉากลง

.....................................................

ในที่สุด “ข่าวลือ” ที่หลายคนไม่อยากให้เป็น “ข่าวจริง” ก็กลายเป็น “เรื่องจริง”

เป็นไปตามทฤษฎีของ “ทักษิณ” ที่เคยบอกว่า “ข่าวลือคือข่าวที่คนปล่อยต้องการให้เป็นจริง”

ยิ่งข่าวลือที่เป็นข่าวด้านลบ คนยิ่งเชื่อ

ยิ่งในหมู่ของสังคมชนชั้นสูง ยิ่งมีข่าวลือมากหลากประเด็น

ยิ่งเป็นข่าวจาก “แหล่งข่าว” ที่เป็นคนในวงสังคมชั้นสูง มีตำแหน่งใหญ่ๆ คนยิ่งเชื่อ

เพราะคนยิ่งเชื่อ จึงยิ่งมีการขยายผล

ครั้งแรกที่คำว่า “ปฏิวัติ” จะอุบัติขึ้นจริง มาจาก “ข่าวลือ”

ทั้งจากปากของนายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

แม้กระทั่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเองยัง “ฟันธง” ข้ามโลกมาจากสาธารณรัฐฟินแลนด์ ว่า

“ข่าวปฏิวัตินั้น วันนี้เท่าที่ดู ยังไม่มี การปฏิวัติเป็นเรื่องของข่าวลือเท่านั้น ยังไม่เคยเห็นความเคลื่อนไหวในเชิงปฏิวัติ แต่เป็นการปล่อยข่าวกัน”

เป็นการปล่อยข่าว จากเรียวปากของผู้ถูกปฏิวัติเองล่วงหน้าถึง 10 วัน

ก่อนหน้าการ “ปฏิรูป” มีข่าวลือ ที่ถูกพัฒนาเป็นพงศาวดารกระซิบ

กระซิบมาจากชนชั้นสูงผ่านไปยังชนชั้นกลาง รู้ไปจนถึงชาวบ้านร้านตลาด

จากปากของนายทหารระดับสูงไปสู่หูของนักการเมือง

จากปากของนักการเมืองไปถึงหูนักกฎหมาย

ต่างฝ่ายต่างใช้ “ข่าวลือ” ที่เป็น “ข้อมูลใหม่” เป็นฐานการวิเคราะห์ การ “ปฏิวัติ”

สังคมแห่งข่าวสาร จึงเปิดหูรับข่าวลือที่ท่วมตลาด

มีข่าวลือหลายข่าว หลุดออกจากปากนักการเมือง

อาทิ “นายกฯเชื่อว่ากำลังต่อสู้ทางการเมืองอยู่กับชนชั้นสูงบางคน”

“นายกฯขนเงินหลายหมื่นล้านไปไว้ในต่างประเทศแล้ว”

“นายกฯจะเว้นวรรคให้นายหญิงขึ้นเป็นหัวหน้าแทน”

“จะเลือกตั้ง แล้วไทยรักไทยชนะ แต่จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ มีม็อบชนม็อบหน้ารัฐสภา เลือดตกยางออก” จากนั้น

“จะมีคณะบุคคลพิเศษเข้ามาทำหน้าที่เป็นรัฐบาล”

“นักกฏหมายบางคนอาจจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ”

“จะมีการออกพระราชกำหนดนิรโทษกรรมคดีที่เกี่ยวข้องทางการเมืองทั้งหมด”

ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความไม่แน่นอนสูง

“ข่าวลือ” ทรงอิทธิพลทางความคิดมากขึ้นเรื่อยๆ

ข่าวลือหลายข่าวถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางต่อเนื่อง

ปรากฏการณ์ข่าวลือหลายข่าวถูกเรียบเรียง ออกมาสู่พื้นที่สาธารณะ

ข่าวลือเรื่องนายกพระราชทานครั้งใหม่อาจจะชื่อ “สุรยุทธ์” หรือ “สุเมธ”

และลือว่า แคนดิเดทนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในวิกฤตการเมืองจะชื่อ “อักขราทร จุฬารัตน์”

ข่าวลือเรื่องสงครามตัวแทน ระหว่าง “ทักษิณ” กับองคมนตรีบางคน

ข่าวลือว่าที่สุดแล้วจะมีการยุบพรรคการใหญ่ บีบให้ไทยรักไทย “แตก” แล้วล้างไพ่การเมืองใหม่ทั้งกระดาน

.......................

ท่ามกลางข่าวลือ มีคลื่นใต้น้ำกระเพื่อม

กระเพื่อมไหลจาก รัฐประหาร สู่ รัฐบาลพลัดถิ่น

ภายหลังการเข้ายึดอำนาจของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีกระแสข่าวว่า รัฐบาลรักษาการ “ทักษิณ” จะประกาศสู้ โดยอาศัยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 เป็นเครื่องมือ

และมีการนัดรัฐมนตรีรักษาการ ทั้งที่อยู่ในต่างประเทศและในประเทศ ไปประชุมกันที่สิงคโปร์ที่แผ่นดินแม่ของเครือข่ายธุรกิจ “ชินวัตร”

ขณะนั้น อดีตรัฐมนตรีรักษาการที่อยู่ระหว่างการปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศ ประกอบด้วย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสุรเกียรติ เสถียรไทย รักษาการรองนายกรัฐมนตรี นายกันตธีร์ ศุภมงคล รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประชา มาลีนนท์ รักษาการรัฐมนตรีท่องเที่ยวและการกีฬา

อดีตรัฐมนตรี ซี่งอยู่ในเมืองไทย หลายคนบอกตรงกันว่า ในช่วงเช้าของวันที่ 20 กันยายน 2549 มีการนัดประชุมรัฐมนตรีรักษาการกันที่เซฟเฮาส์แห่งหนึ่ง เพื่อคิดแนวทางในการต่อสู้กับคณะปฏิรูปฯ โดยมีความเป็นไปได้ว่า จะเดินทางไปประชุมจัดตั้งเป็นรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์

“มีความเป็นไปได้ว่าจะมีการไปชุมนุมรักษาการรัฐมนตรี กันที่ประเทศสิงคโปร์” รักษาการรัฐมนตรีใกล้ชิดรักษาการนายกรัฐมนตรีกล่าว

ช่วงบ่ายวันที่ 20 กันยายน 2549 รัฐบาลพลัดถิ่น เป็นรูปเป็นร่าง

พร้อมกับข่าวว่า “พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช” ถูกควบคุมตัวไว้แล้ว

นักข่าวคนหนึ่งตัดสินใจโทรศัพท์ไปที่เบอร์มือถือของอดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีเสียงรับที่ปลายสายสุดท้ายว่า “ผมสบายดี ขอบคุณครับ ผมไม่สะดวกคุย”

ขณะเดียวกัน มีรายงานข่าวที่แพร่สะพัดไปทั่วว่า พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรักษาการรองนายกรัฐมนตรี ได้ถูกควบคุมตัวเช่นกัน

ช่วงนั้น มีอดีตรัฐมนตรีหลายคนเดินทางออกนอกประเทศตั้งแต่เช้าตรู่ของวันที่ 20 กันยายน เช่นเดียวกับนายสมคิด ได้เดินทางกลับจากฝรั่งเศสบินตรงไปยังประเทศสิงคโปร์

อดีตรัฐมนตรี “วงแตก” แยกจากกันไปคนละทิศละทาง

ในบรรดาอดีตรัฐมนตรีรักษาการจึงแบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ

กลุ่มที่ 1 เป็นอดีตรัฐมนตรีที่ปฏิบัติภารกิจอยู่ในต่างประเทศ

กลุ่มที่ 2 เป็นอดีตรัฐมนตรีที่บินเงียบไปชุมนุมกันที่สิงคโปร์

กลุ่มที่ 3 เป็นอดีตรัฐมนตรีที่ชุมนุมกันอยู่ในเซฟเฮาส์ในกรุงเทพฯ

กลุ่มที่ 4 เป็นอดีตรัฐมนตรีที่ยังพักผ่อนอยู่ในบ้านของตนเอง อาทิ นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และนายวัฒนา เมืองสุข

“ถ้านายกฯทักษิณ จะตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นสู้ ก็ต้องปล่อยให้สู้ไปคนเดียว” แหล่งข่าวที่เป็นรัฐมนตรีรักษาการคนหนึ่งกล่าวผ่านสายโทรศัพท์

บรรดารักษาการรัฐมนตรี ที่ไม่ยอมรับการยึดอำนาจ ของคณะปฏิรูปฯ แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในสิงคโปร์ แสดงความเห็นว่า “ไม่ต้องต่อสู้อะไร คณะปฏิรูปอาจจะมีปัญหาหรือแพ้ภัยตัวเอง”

.........................

ทฤษฎีการข่าวที่ว่า “ทุกครั้งที่มีข่าวลือทางการเมือง มักจะมีข่าวจริงตามมาเสมอ” ถูกคอนเฟิร์ม

................................



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter