เรารู้จักนโยบายประชานิยมของไทยรักไทยเท่ากับที่ชาวบ้านรู้จักหรือไม่?
บทความนี้ต้องการเสนอว่า ทำไมชาวบ้านถึงเข้าใจว่านโยบายประชานิยมของไทยรักไทยต่างจากนโยบายของพรรคอื่นและระบบราชการในอดีตที่พยายาม “แจกและแถม” ในขณะที่นักวิชาการบางกลุ่มที่ก่นด่าพรรคไทยรักไทยและนโยบายประชานิยม รวมทั้งนักการเมืองฝ่ายที่อยากเป็นรัฐบาลยังไม่เข้าใจ (ว่าทำไมผมก็แจกเหมือนกัน แต่ทำไมขายไม่ได้)
อย่างไรก็ตาม การใช้คำว่าชาวบ้านนั้น “เข้าใจ” ในประการหนึ่งหมายความว่าพวกเขานั้นสามารถแยกแยะความแตกต่างของนโยบายได้ และสามารถให้เหตุผลในการแยกแยะและเลือกสนับสนุนได้ (ภายใต้โลกทัศน์และชีวทัศน์ของเขา) แต่ไม่ได้หมายความว่าความเข้าใจของชาวบ้านตั้ง 16 ล้านเสียงนั้นจะเป็นความเข้าใจที่ “ผิดพลาด” หรือเป็นความเข้าใจที่ “ถูกขัดเกลา” ด้วยองค์ความรู้และอุดมการณ์บางอย่างอย่างป็นระบบระเบียบที่พิสูจน์ได้ (1)
“การเมืองเชิงนโยบาย” ดูจะเป็นสภาวะข้อตกลงร่วมกันของสังคมในปัจจุบัน ที่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายอยากเป็นรัฐบาลนั้นพยายามอย่างยิ่งในการที่จะนำเสนอนโยบายต่างๆ เพื่อให้เป็นที่พออกพอใจกับประชาชน รวมทั้งฝ่ายวิเคราะห์วิจารณ์ก็พยายามทำหน้าที่ของตนอย่างแข็งขัน รวมทั้งเชื่อว่าการเมืองเชิงนโยบายนั้นแสดงออกให้เห็นถึงพัฒนาการทางการเมืองของไทยที่สำคัญ
อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์วิจารณ์การเมืองเชิงนโยบายโดยเฉพาะนโยบายประชานิยมไทยรักไทยนั้น มักวนเวียนอยู่ในสามประเด็นใหญ่ คือ 1. การวิเคราะห์วิจารณ์ถึงความเป็นไปได้ของนโยบายดังกล่าว 2. การวิเคราะห์วิจารณ์ว่าการนำเสนอนโยบายนั้นเข้าข่ายการซื้อเสียงหรือไม่ และ 3. การวิเคราะห์วิจารณ์ว่านโยบายดังกล่าวจะส่งผลร้ายต่อประชาชนอย่างไร (อาทิ ทำให้เกิดหนี้เน่าจำนวนมาก ทำให้เกิดวิกฤตในระยะยาว และทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน)
สิ่งที่ไม่ค่อยได้พูดกันในเรื่องนโยบายก็คือ “ผลกระทบเชิงอำนาจอุดมการณ์” ในการเมืองเชิงนโยบาย (2) ซึ่งหมายถึงผลที่เกิดขึ้นจากการนำเสนอ ปฏิบัติ และต่อสู้กันในการเมืองเชิงนโยบายของกลุ่มอำนาจต่างๆ โดยเฉพาะที่มีกับประชาชน ในระดับของอุดมการณ์ ที่ทำให้พวกเขาเชื่อ/เชื่อมั่นและเลือกนโยบายหนึ่ง ท่ามกลางนโยบายอันหลากหลาย
การเข้าใจผลกระทบเชิงอำนาจในระดับของอุดมการณ์ของการเมืองเชิงนโยบายนั้นจะทำให้เราเข้าใจทั้ง 1. ความสามารถในการผนึกประสานตัวเองระหว่างกลุ่มอำนาจที่สถาปนาระบอบทักษิณกับพลังมวลชนแล้ว (ว่าง่ายๆ ก็คือความเข้าใจ 16 ล้านเสียงนั้นมันเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันอย่างไร) และ 2. การเป็น “พันธมิตรมุมกลับ” ระหว่างมวลชนกับระบอบทักษิณอันเนื่องมากจากกระบวนการวิพากษ์วิจารณ์ระบอบทักษิณ (หรือที่เรียกว่าระบอบประชานิยม) ของระบอบราชการ ระบอบอุปถัมภ์ท้องถิ่น และระบอบเสรีนิยม และ 3. สามารถแยกแยะได้ว่า เวลาที่ระบอบราชการ (นโยบายพัฒนาในอดีต) และระบอบเสรีนิยม อ้างว่านโยบายที่ระบอบประชานิยมอ้างว่าเป็นผลงานนั้นตนเคยทำมาก่อนหรือริเริ่มในยุคตนนั้น แตกต่างกันและแตกต่างจากนโยบายประชานิยมของไทยรักไทยอย่างไร
ระบอบประชานิยมไทยรักไทยนั้นมีพลัง เพราะได้ข้ามพ้นขีดจำกัดของระบอบราชการ ระบอบอุปถัมภ์ และระบอบเสรีนิยม ตรงที่ ไม่อธิบายปัญหาและทางแก้ปัญหาโดยการ “ลดทอน” เรื่องราวของประชาชนลงไปเป็นแค่ตัวเลข แต่ให้ความสำคัญกับการ “เล่าเรื่องราว” ของประชาชน และให้ความสำคัญกับการ “เหมารวม” ว่าสิ่งที่ได้รับการ “จัดให้” จากระบอบประชานิยมแบบทักษิณที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องของประชานิยมนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะได้รับ
ความแตกต่างของระบอบประชานิยมแบบนี้จากระบอบนโยบายที่มีอยู่ก่อนจึงอยู่ที่ว่า เดิมระบอบนโยบายแบบราชการนั้น ให้ความสำคัญกับตัวระบบราชการในการกำหนดปัญหาและจัดการแก้ปัญหาให้กับประชาชน โดยการระบุกลุ่มเป้าหมายประชาชนว่ากลุ่มใดสมควรจะได้รับการดูแล และประชาชนไม่สามารถที่จะควบคุมและทำให้ระบอบราชการนั้นรับผิดต่อประชาชนได้ ซึ่งทางออกประการเดียวที่มีก็คือ การพึ่งพาระบอบอุปถัมภ์ในท้องถิ่น และการปล่อยให้ผู้อุปถัมภ์ท้องถิ่นของตนนั้นเข้ามายึดครองอำนาจรัฐ (ระบอบนโยบายแบบอุปถัมภ์ท้องถิ่น) และใช้งานระบอบราชการ
อย่างไรก็ตาม กระบวนการทางนโยบายที่ผู้อุปถัมภ์เข้าแทรกแซงและควบคุมระบอบการพัฒนาของระบบราชกรนั้น เกิดปัญหาตรงที่ระบอบผู้อุปถัมภ์นั้นไม่สามารถที่จะเกิดได้ในระดับชาติ เพราะเจตจำนงของผู้อุปถัมภ์คือการแย่งชิงทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด และองค์ความรู้ต่างๆ ในเรื่องของนโยบายนั้นมีอยู่ได้โดยการให้ความหมายและนิยามของระบอบราชการทั้งสิ้น ระบอบการเมืองอุปถัมภ์จึงทำหน้าที่แค่เข้ามายึดกุมกับต่อรองกับระบอบราชการมากกว่าแปรสภาพระบอบราชการด้วยเหตุผลชุดใหม่
การเมืองเชิงนโยบายในระบอบเสรีนิยมนั้นกลับยิ่งให้ความสำคัญกับการแบ่งแยกผู้คนออกจากกันมากไปอีก ด้วยการแยกคนออกเป็นกลุ่มคนที่สมควรจะได้รับการช่วยเหลือ กับกลุ่มที่ต้องช่วยเหลือตัวเองให้ได้ ซึ่งหากมองทางด้านกลับ ระบอบเสรีนิยมนั้นแม้ว่าจะบอกว่าตนต้องการสร้างเหตุผลในการช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ โดยแสวงหาจำนวนและลักษณะของคนที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ในด้านกลับ ผลกระทบทางอำนาจอุดมการณ์ของการเมืองเชิงนโยบายของระบอบเสรีนิยมกลับมุ่งหมายไปที่การไม่ช่วยคนเสียมากกว่า เพราะกลุ่มคนที่สมควรจะได้รับการช่วยเหลือนั้นมีจำนวนเล็กๆ เท่านั้นเองที่จะต้องค้นหาให้ได้ เพื่อให้เห็นว่าระบบเศรษฐกิจที่มีอยู่นั้นทำงานได้ดีและทุกคนสามารถดูแลตัวเองได้ ดังนั้น ยิ่งพูดก็ยิ่งทำให้การช่วยเหมือนกับจะไม่ช่วยมากขึ้นเรื่อยๆ หรือเกิดการหงุดหงิดว่าตนนั้นจะต้องมาแบกรับภาระหนี้และความไร้เหตุไร้ผลของระบอบประชานิยมไทยรักไทยมากเข้าไปทุกวัน
การเมืองเชิงนโยบายของระบอบประชานิยมไทยรักไทยนั้นจึงมีแรงดึงดูดอันมหาศาลทางอุดมการณ์ที่แตกต่างไปจากการเมืองเชิงนโยบายในแบบอื่นๆ และทำให้เราเห็นว่าทำไมพรรคการเมืองที่มีรากฐานจากระบอบราชการ ระบอบผู้อุปถัมภ์ท้องถื่น และระบอบเสรีนิยม เมื่อเขาพยายามจะ “สวมเสื้อคลุมของการเมืองแบบประชานิยม” (ที่เราเห็นโดยผิวหน้าว่าเป็นเรื่องของการแจกทั้งนั้น) จึงทั้ง “ไม่ใช่” และ “ไม่มีเสน่ห์” เท่ากับระบอบประชานิยมไทยรักไทย...
————————-
เชิงอรรถขยายความ:
1. ผมพยายามอธิบายว่ามนุษย์นั้นสามารถคิดได้และดำรงชีวิตอยู่ในโลกได้ แต่เขาอาจไม่ใช่ “ปัญญาชน” ที่สามารถคิดและอธิบายได้อย่างเป็นระบบ ดังที่ Gramsci กล่าวไว้ว่า “All men are intellectuals, on could therefore say; but not all men have in society the function of intellectuals (thus, because it can happen that everyone at some time fries a couple of eggs or sews up a tear in a jacket, we do not necessarily say that everyone is a cook or a tailor).” (ดู Antonio Gramsci. “1 [Intellectuals] ” ใน An Antonio Gramsci Reader: Selected Writings, 1916-1935, ed. David Forgacs. New York, 1988. หน้า 304) และขณะเดียวกัน สิ่งที่ผมกำลังจะอธิบายในบทความนี้ก็มิใช่เรื่องของการยกย่องว่าชาวบ้านเขาคิดถูก หากแต่ผมกำลังอธิบายว่าทำไมนโยบายประชานิยมของไทยรักไทยนั้นสามารถสร้างความยินยอมพร้อมใจ (consent) จนทำให้เกิดการผนึกประสานตัวเองในลักษณะของ “กลุ่มก้อน/แนวร่วม/พันธมิตรทางประวัติศาสตร์” (historical bloc) ระหว่าชาวบ้าน ผู้อุปถัมภ์ท้องถิ่น และนายทุนระดับชาติภายใต้การนำ (hegemonic leadership/ a moment of hegemony) ของพรรคไทยรักไทยได้ (ดู Gramsci, Antonio. “VI Hegemony, Relations of Force, Historical Bloc” In An Antonio Gramsci Reader: Selected Writings, 1916-1935, ed. David Forgacs. New York, 1988. หน้า 189-221)
2. แนวคิดดังกล่าวมาจากการประยุกต์ใช้แนวคิดเรื่อง “การแขวนป้าย” หรือ “การตั้งชื่อ” ในนโยบายการพัฒนา (The Politics of Development Policy Labelling) หรือการใช้อำนาจของภาษาในการแบ่งแยก กำหนด และจัดการกับประชาชนในฐานะผู้รอรับนโยบายโปรดดู Geof Wood. “The Politics of Development Policy Labelling.” In Labelling in Development Policy: Essays in Honour of Bernard Schaffer, ed. Geof Wood. London: SAGE, 1985. หน้า 5-32.
————————-
ปรับปรุงจากบทความที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในชื่อ ” ‘ผลกระทบเชิงอำนาจ’ ในการเมืองเชิงนโยบาย” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก วันพุธที่ 13 กันยายน 2549 หน้า 4



