An Inconvenient Truth : ไม่ดูไม่ได้
มีหนังสารคดีเล็กๆ เรื่องหนึ่งกำลังฉายอยู่ที่โรงภาพยนตร์สกาลา เรื่อง An Inconvenient Truth
หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังที่อยากให้ช่วยกันไปดู ด้วยเหตุผลว่าเป็นหนังดีมีคุณภาพ ไปดูเพื่อให้กำลังใจผู้สร้าง
แต่เป็นหนังที่ทุกคนต้องไปดู ไม่ใช่เพราะใครอื่น แต่ดูเพื่อตัวคุณ และลูกหลานของคุณเอง
An Inconvenient Truth เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับปัญหาวิกฤตการณ์โลกร้อน ที่ให้ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของปัญหาโลกร้อน ไปจนถึงจุดจบของโลกใบนี้ในอนาคต ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในเวลาอีกไม่กี่สิบปี
อัล กอร์ ผู้เกือบจะได้เป็นประธานาธิบดีในปี ค.ศ.2000 แต่ต้องพ่ายแพ้ต่อนายจอร์จ ดับเบิลยู. บุช อย่างเฉียดฉิวด้วยคะแนนเสียงลึกลับในรัฐฟลอริดา เป็นผู้นำแสดงในหนังสารคดีเรื่องนี้ ได้ย่อยข้อมูลภาวะโลกร้อนจากหนังสือ ตำราหลายพันเล่ม ให้เราเข้าใจได้อย่างชัดเจนผ่านคำพูดและภาพถ่ายผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในเวลาเพียง 100 นาที
อัล กอร์ เป็นนักสิ่งแวดล้อมคนเดียวที่ได้มีโอกาสก้าวขึ้นตำแหน่งทางการเมืองสูงสุด คือ รองประธานาธิบดีสมัยรัฐบาลนายบิล คลินตัน และเขาเป็นหนึ่งในผู้ผลักดันให้เกิดการประชุมพิธีสารเกียวโตว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในปี ค.ศ.1997 เพื่อให้ประเทศที่พัฒนาแล้วร่วมลงสัตยาบันรับมือกับปัญหาโลกร้อน โดยการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ อันเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้โลกร้อนขึ้น
แต่เมื่อประธานาธิบดีจอร์จ บุช ตัวแทนกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ขึ้นครองตำแหน่ง เขาได้ทำในสิ่งตรงข้ามกับรัฐบาลชุดที่แล้ว โดยสหรัฐอเมริกา ประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศมากที่สุด ได้ถอนตัวออกจากพิธีสารนี้ อ้างว่าต้องใช้งบประมาณสูงเกินไป
ก่อนจะมาเป็นหนังเรื่องนี้ อัล กอร์ ได้ใช้เวลาหลายปีหลังจากเลิกอาชีพนักการเมืองเดินสายบรรยายไปตามโรงเรียน โรงหนัง หรือโรงแรมทั่วสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศไม่ต่ำกว่าพันครั้ง เพื่อกระตุ้นเตือนให้ทุกคนเห็นถึงปัญหาความน่าสะพรึงกลัวของโลกร้อน
จนกระทั่งในปี ค.ศ.2005 เมื่อเขาไปบรรยายที่ลอสแองเจลิส เขาได้จุดประกายให้กับผู้สร้างหนังบางคนว่า หากเอาการบรรยายของเขาไปทำเป็นหนังแล้ว น่าจะได้ผลในวงกว้างมากกว่าการเดินสายพูดแบบนี้
ตอนแรกอัล กอร์ ไม่เชื่อว่าการบรรยายประกอบสไลด์ของเขาจะสามารถสร้างเป็นหนังสารคดีที่ไม่น่าเบื่อได้
แต่เมื่อหนังเรื่องนี้ออกฉายเมื่อต้นปีนี้ บรรดาผู้บริหารสตูดิโอในฮอลลีวู้ดต่างแย่งกันขอซื้อลิขสิทธิ์หนังไปจัดจำหน่ายทั่วโลก
หนังเรื่องนี้เปิดฉากด้วยภาพของโลกที่ถ่ายจากยานอพอลโล ว่าโลกสีน้ำเงินของเรางดงามเพียงใด
อัล กอร์ บอกเราว่า ชั้นบรรยากาศเป็นส่วนที่บอบบางที่สุดในระบบนิเวศของโลกใบนี้
แสงจากดวงอาทิตย์ที่สองทะลุชั้นบรรยากาศมายังพื้นผิวโลก นำความอบอุ่นมาให้ ขณะเดียวกันก็สะท้อนความร้อนออกไปนอกโลกในรูปของรังสีอินฟราเรด แต่บางส่วนถูกดักเก็บไว้ในชั้นบรรยากาศ ทำให้โลกใบนี้มีอุณหภูมิพอดีสำหรับสิ่งมีชีวิต ไม่ร้อนเกินไปแบบดาวศุกร์ หรือเย็นยะเยือกเกินไปแบบดาวอังคาร จนสิ่งมีชีวิตไม่สามารถดำรงอยู่ได้
แต่นับตั้งแต่เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม มนุษย์ได้ปลดปล่อยก๊าซต่างๆ โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงจากน้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ เพื่อใช้ในการคมนาคม โรงงานอุตสาหกรรม ตลอดจนถึงการเผาป่า ฯลฯ จนทำให้ชั้นบรรยากาศหนาขึ้น รังสีอินฟราเรดไม่สามารถสะท้อนออกนอกโลกได้เหมือนเดิม เกิดภาวะเรือนกระจก อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเรื่อยๆ นับแต่นั้นมา
หนังได้ฉายภาพเปรียบเทียบน้ำแข็งทั่วโลก เริ่มจากภาพถ่ายเทือกเขาคีรีมันจาโรเมื่อสามสิบปีก่อน ที่มีน้ำแข็งปกคลุมบนยอดเขามากมาย เปรียบเทียบกับภาพปัจจุบันที่มีน้ำแข็งเหลือน้อยมาก จนนักวิทยาศาสตร์ฟันธงว่า ไม่ถึงสิบปีเทือกเขาแห่งนี้จะไม่มีน้ำแข็งอีกต่อไป
ภาพต่อไปเป็นภาพธารน้ำแข็งตามเทือกเขาต่างๆ ที่กำลังหายไปอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่เทือกเขาแอนดิสในอาร์เจนตินา ชิลี ไปจนถึงเทือกเขาแอลป์ในสวิตเซอร์แลนด์ และเทือกเขาหิมาลัย
น้ำแข็งจากเทือกเขาหิมาลัยเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสำคัญ 7 สาย หล่อเลี้ยงผู้คน 40% ของประชากรทั่วโลก แต่อีกไม่ถึงห้าสิบปี คนเหล่านี้จะเผชิญกับการขาดแคลนน้ำจืดอย่างรุนแรง
ภาพกราฟิกทำให้เราเห็นถึงอุณหภูมิความร้อนที่สูงขึ้นแผ่กระจายไปตามเมืองใหญ่อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
ในปี ค.ศ.2003 คลื่นความร้อนได้ทำให้คนในยุโรปตายไปถึง 35,000 คน
ภาวะโลกร้อนได้ทำให้อุณหภูมิในมหาสมุทรสูงขึ้น และเกิดพายุรุนแรงและถี่ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไต้ฝุ่น เฮอร์ริเคน ไซโคลน หลายร้อยลูกที่พัดกระหน่ำชายฝั่งทั่วโลกอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะพายุเฮอร์ริเคนแคทรีนาที่พัดกระหน่ำเมืองนิวออร์ลีนส์ในเดือนสิงหาคม 2005 สร้างความเสียหายครั้งประวัติศาสตร์มีคนตายกว่า 2 พันคน และทรัพย์สินเสียหายกว่า 8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นถึงการลดลงอย่างรวดเร็วของน้ำแข็งในทวีปแอนตาร์กติกา ขั้วโลกเหนือ และเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งหากน้ำแข็งละลายหมด จะทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงถึง 6 เมตร
กอร์ได้ใช้กราฟแสดงให้เห็นว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้โลกร้อนขึ้นคือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเอารถเครนมายกตัวเองขึ้นตามเส้นกราฟที่พุ่งขึ้นอย่างน่าตกใจในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา
ตอนนั้นกรุงเทพฯของเราคงจมน้ำไปเรียบร้อยแล้ว ขณะที่นิวยอร์ก ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ จมน้ำไปครึ่งหนึ่ง และบังกลาเทศอาจหายไปจากแผนที่โลก ประชากรนับพันล้านคนจะไม่มีที่อาศัย
อีกด้านหนึ่งกอร์ก็ได้เตือนพวกเราว่า แนวคิดที่บอกว่าโลกร้อนจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้น กำลังได้รับการท้าทายจากบรรดานักวิจารณ์ว่าจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาในเชิงวิชาการ ให้ผู้คนได้ถกเถียงกันต่อไป
แต่นั้นไม่สำคัญเท่ากับฝีมือของบรรดากุนซือของบริษัทอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ ที่พยายามทำให้คนทั่วไปเชื่อว่า โลกร้อนเป็นเพียงทฤษฎี ไม่ใช่ความจริง เหมือนกับเมื่อหลายปีก่อนที่บริษัทผู้ผลิตบุหรี่พยายามทำให้คนเชื่อว่า การสูบบุหรี่ทำให้เกิดมะเร็งในปอดนั้น เป็นแค่ทฤษฎีไม่ใช่ความจริง
เมื่อเป็นแค่ทฤษฎีก็ไม่ต้องเชื่อว่าจะเป็นเรื่องจริงเสมอไป
ถึงตอนนี้กอร์ได้ให้ดูการ์ตูนเรื่องหนึ่ง เป็นรูปกบกำลังลอยอยู่ในหม้อหุงต้มที่กำลังเปิดเตาแก๊ส ตอนที่หม้อยังไม่ร้อน กบก็ไม่รู้สึกอะไร แต่เมื่อน้ำร้อนขึ้นเรื่อยๆ จนเดือดปุดๆ กว่ากบจะรู้ตัวก็สายเกินไปแล้ว
กอร์บอกเราว่า เรื่องโลกร้อนก็เช่นกัน เป็นเรื่องของผลกระทบระยะยาว ไม่ได้เกิดขึ้นฉับพลัน ต้องใช้เวลายาวนานกว่าจะเห็นผล แต่เมื่อปรากฏผลแล้วก็สายเกินแก้
มนุษย์ทุกวันนี้ก็ไม่ต่างจากกบตัวนั้น
สุดท้ายกอร์ตอบคำถามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดว่า ถึงตอนนี้เราจะสู้กับปัญหานี้ได้หรือ
กอร์บอกว่า ที่ผ่านมามนุษยชาติได้ร่วมแรงร่วมใจแก้วิกฤตการณ์ได้หลายอย่าง อาทิ การลดสารซีเอฟซี ทำให้ลดรูรั่วของชั้นโอโซนได้สำเร็จ หากวันนี้เราร่วมใจกันลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์ให้เหลือเท่ากับเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน เราจะสามารถผ่านวิกฤตนี้ไปได้พร้อมกัน
ในภาษาจีน คำว่า วิกฤต มีความหมายลึกซึ้ง เพราะเขียนด้วยตัวหนังสือคำสองคำติดกัน คำแรกมีความหมายถึง อันตราย คำที่สองมีความหมายถึง โอกาส
โลกร้อนเป็นเรื่องที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเอง มันไม่ใช่ประเด็นข้อถกเถียงทางวิทยาศาสตร์หรือประเด็นทางการเมืองอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของมโนสำนึกของมนุษย์ทุกคนด้วยว่า เราจะพลิกวิกฤตนี้เป็นโอกาสที่จะลงมือทำและฝ่าข้ามมันไปได้หรือไม่
หนังเรื่องนี้จบลงด้วยสุภาษิตของคนแอฟริกันว่า
“While you pray, move your feet”
....................
พอออกจากโรง เพื่อนที่ไปด้วยบอกว่า โชคดีที่อัล กอร์ ไม่ได้เป็นนักการเมืองอีกต่อไป
ผมถามหาเหตุผล
“ตอนเป็นนักการเมืองก็งั้นๆ เป็นจอมทึ่ม แข็งโป๊ก และไร้เสน่ห์ แต่พอเลิกอาชีพนักการเมืองมาเป็นนักอนุรักษ์เต็มตัว เขากลายเป็นหนุ่มหล่อ เท่ น่ารัก มีอารมณ์ขัน และเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นขึ้นมาทันที”
ผมนึกถึงนักการเมืองบ้านเราขึ้นมาทันที
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 17 กันยายน 2549



