วิวาทะว่าด้วย “คนเดือนตุลา”
ในรอบเดือนที่ผ่านมาวิวาทะว่าด้วย “คนเดือนตุลา” เป็นไปอย่างเข้มข้น ปะทะคารมกันอย่างดุเดือดถึงขั้นท้าชกท้าต่อยกัน อันที่จริงข้อถกเถียงที่เกี่ยวข้องกับบทบาทคนเดือนตุลา ไม่ใช่เพิ่งมาปรากฏในตอนนี้เท่านั้น หากแต่มีวิวาทะกันมาเป็นระยะๆ โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์การเมืองเข้าสู่ห้วงเหวแห่งวิกฤติ
อาจเป็นเพราะคนเดือนตุลาในปัจจุบัน กระจัดกระจายอยู่หลายแห่ง หลายสังกัด หลายสถานะ จนนิยามกันไม่หวาดไม่ไหว เดี๋ยวนี้เวลาพูดถึงคนเดือนตุลาถึงขั้นต้องจำแนกเหล่าจำแนกกอ ว่าเป็น “ตุลาสายไหน” กันทีเดียว
กล่าวสำหรับผมแล้วไม่ได้ตั้งความหวังเอาไปเอาตายอะไรกับบทบาทคนเดือนตุลาในสถานการณ์สังคมการเมืองทั้งในอดีตและปัจจุบันกระทั่งอนาคตข้างหน้า ไม่ใช่เพราะไม่เชื่อถืออะไร เพียงแต่ผมแยกอุดมการณ์เดือนตุลาออกจากคนเดือนตุลา
ผมยังเชื่อมั่นและศรัทธาอุดมการณ์เดือนตุลา ขณะเดียวกันก็เห็นคุณูปการมหาศาลจากการต่อสู้ของขบวนการเดือนตุลาทั้ง เหตุการณ์ตุลา 2516 และ 2519 และต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าคนเดือนตุลาโดยพื้นฐานเป็น “พลังทางการเมือง” ที่มีคุณภาพไม่มากก็น้อย
ปัญหาคือว่าคำถามและความผิดหวังที่สังคมแสดงออกต่อคนเดือนตุลาในบางครั้งบางเหตุการณ์เกิดจากอะไร?
ผมคิดว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากทั้ง 2 ทาง กล่าวคือ เกิดจากคนทั่วไปที่คาดหวังคนเดือนตุลา และเกิดจากบทบาทของคนเดือนตุลาเอง
แน่นอนไม่ใช่เรื่องผิดหรือเสียหายอะไรที่คนทั่วไปจะคาดหวังบทบาทคนเดือนตุลา เพราะเป็นพลังบริสุทธิ์ที่สำนึกต่อปัญหาส่วนรวมและรับผิดชอบต่อบ้านเมือง เพียงแต่ถ้าเราไปเข้าใจว่า “คนเดือนตุลา” เป็นองค์ประธานของประวัติศาสตร์เราก็ย่อมผิดหวัง
แต่ถ้าเรายกเอาอุดมการณ์เดือนตุลาที่กล้าต่อสู้เพื่อสังคมที่ดีงาม สังคมที่เป็นธรรมและเพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นองค์ประธานของประวัติศาสตร์ เราจะต้องคิดใหม่ทันทีว่าคนเดือนตุลาไม่ได้เป็นเจ้าของประวัติศาสตร์ หากเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เข้าร่วมขับเคลื่อนและอยู่ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์
เมื่อเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ผ่านพ้นไป คนที่เคยร่วมเหตุการณ์ต่างก็ตกอยู่ในฐานะปัจเจกชนคนทั่วไป ระดับของสำนึกหรืออุดมการณ์ของแต่ละคนก็อาจเปลี่ยนไปตามระดับการซึมซับของแต่ละคนหรือตามเบ้าหลอมใหม่ที่คนเหล่านั้นสังกัด แน่นอนบางคนอาจยังคงความเข้มข้นของอุดมการณ์เดือนตุลาไว้ บางคนก็อาจถึงขั้นสลัดอุดมการณ์ทิ้งไปเพราะคิดว่าภารกิจประวัติศาสตร์จบไปแล้ว หรือสถานการณ์คลี่คลายดีขึ้น
กล่าวอย่างตรงไปตรงมา ถ้าเราแยกคนเดือนตุลาออกมา “ในฐานะปัจเจก” แบบที่กล่าวมาข้างต้น ก็ต้องบอกว่า “ไม่เป็นธรรม” ถ้าจะไปโจมตีหรือกล่าวหาคนเดือนตุลาว่าขายตัวหรือลืมอุดมการณ์
แต่ในขณะเดียวกันปฐมเหตุของการโจมตีหรือวิพากษ์วิจารณ์คนเดือนตุลาในระยะหลังๆ มักปรากฏจากอาการหลงตัว หรือหลงลืมของ “คนเดือนตุลา” บางคนเสียเองที่เบ่งกล้าม อวดสรรพคุณว่าตัวเองยังมีอุดมาการณ์ ยังสำนึกในบทเรียนหรือซึมซับคุณค่าของอุดมการณ์เดือนตุลา
โดยเฉพาะกลุ่มคนเดือนตุลาที่อยู่ในอำนาจรัฐ พยายามหลายครั้งหลายคราวที่จะยกเอาประสบการณ์เดือนตุลา มาตักเตือนหรือโน้มนำคนทั่วไปในสังคมให้คล้อยตามว่าเขายังศรัทธาและจงรักภักดีต่ออุดมการณ์เดือนตุลา
กรณีตัวอย่างที่ น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตคนเคยร่วมเหตุการณ์ต่อสู้เดือนตุลาและปัจจุบันเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและว่ากันว่าเป็นคนใกล้ตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เสียงดังที่สุด ได้ยกบทเรียน 6 ตุลาคม 2519 มาปรามหลายฝ่ายที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ว่า อย่าพยายามยั่วยุให้เกิดความรุนแรงและให้พันธมิตรฯ ยุติการเคลื่อนไหวนั้น
จะด้วยเจตนาบริสุทธิ์หรือมุ่งบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือเปล่าไม่ทราบ แต่การชุมนุมของพันธมิตรฯ ที่ผ่านมาได้ยึดแนวทางสินติวิธีและเป็นไปตามกรอบรัฐธรรมนูญโดยตลอด มีแต่ฝ่ายสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ เท่านั้นที่พยายามสร้างเงื่อนไขให้เกิดการเผชิญหน้า เช่น จัดตั้งม็อบมาป่วน มาล้อมเวทีของพันธมิตร คุกคามข่มขู่สารพัดรูปแบบ หรือสั่งตำรวจกลั่นแกล้งตั้งข้อหาโดยไม่สมเหตุสมผล แต่พันธมิตรฯ ก็หนักแน่นไม่ตอบโต้อะไร
จะว่าไปแล้วพันธมิตรฯ ก็ไม่ใช่กองกำลังติดอาวุธ แต่เป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์มีที่อยู่เปิดเผยเป็นหลักแหล่ง และไม่มีอำนาจพอที่จะสร้างเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรงหรือใช้กำลังอำนาจโค่นล้มรัฐบาลได้ จะมีก็แต่พลังของเหตุผล เท่านั้น ที่สร้างความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวของพันธมิตร
น.พ.พรหมินทร์ น่าจะตระหนักดีว่าเงื่อนไขการเผชิญหน้าหรือความรุนแรงนั้นเกิดจากอำนาจรัฐเป็นหลัก เหตุการณ์ความรุนแรงทั้งเดือนตุลาและพฤษภาถูกสร้างขึ้น กำกับเรื่อง และปิดเกมด้วยอำนาจรัฐครบวงจร แต่แปลกใจว่าทำไม นพ.พรหมินทร์ ไม่ขัดขวางหรือพยายามห้ามปรามคนในรัฐบาลที่สร้างและหล่อเลี้ยงอำนาจมืดคุกคามฝ่าตรงกันข้ามสารพัดวิธีทุกวัน
และสัญญาณหลายอย่างกำลังเดินตามรอยเหตุการณ์ 6 ตุลาที่ นพ.พรหมินทร์ เจ็บปวดและลืมไม่ลง โดยเฉพาะการใช้สื่อของรัฐและให้ลิ่วล้อสร้างสื่อเทียมขึ้นมา หรือจัดตั้งกองกำลังปกป้องผู้นำซึ่งถอดแบบมาจาก “กลุ่มกระทิงแดง” หรือ “กลุ่มนวพล” ในอดีต ต่างกันก็ตรงที่ครั้งนี้ป่าเถื่อนถึงขั้นคนในรัฐบาลกำกับและดำเนินการเองอย่างเปิดเผย ทั้งหมดก็เพียงเพื่อแบกหามและค้ำอำนาจผู้นำให้อยู่ในตำแหน่งนานๆ แต่รัฐมนตรีคนเดือนตุลาหลายๆ คนและตัวท่านกลับเยือกเย็น และเพิกเฉยกับสัญญาณเหล่านั้น ทำได้เพียงห้ามปรามหรือตวาดฝ่ายประชาชน
นพ.พรหมินทร์ หรือ “สหายจำรัส” จะเกาะกุมหรือยึดสถานะทางการเมืองด้วยความคิดและความเชื่อหรืออุดมการณ์ชุดไหนก็ตาม แต่การกล่าวอ้างบทเรียนและประสบการณ์เดือนตุลาอย่างไม่ระมัดระวังมุ่งหวังเฉพาะความได้เปรียบทางการเมือง จะทำให้อุดมการณ์เดือนตุลาในฐานะ “องค์ประธานประวัติศาสตร์” ถูกบิดเบือน กระทั่งเหลือสถานะเพียง “โลโก้ของนักการเมือง” หรือสินค้าบางอย่างเท่านั้น...



