Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
Exit
ไชยันต์ ไชยพร


มหาชนในความคิดของนักคิด/ปรัชญาการเมืองตะวันตก (ตอนสาม)

ประเด็นหลักจากตอนที่แล้ว: “ช่องว่างระหว่างมหาชนกับนักคิด หรือช่องว่างระหว่าง ‘มหาชนที่ไม่มีไฟปรารถนาความรู้’ กับ ‘นักคิด’ จึงไม่ใช่ประเด็นเรื่องความรวย-ความจนเท่ากับชนิดของ ‘ไฟปรารถนา’ ที่อยู่ในตัวของผู้คน”


ข้อสรุปดังกล่าวข้างต้นนี้มีผลทำให้คนในสังคมมีความแตกต่างกัน ระหว่างผู้ที่มีคุณสมบัติเป็นคนช่างคิด—รักในความรู้ กับ มหาชนที่ไม่ค่อยชอบคิด อย่างไรก็ตาม การแบ่งคนออกเป็นสองกลุ่มสองขั้วอย่างเด็ดขาดชัดเจนนี้ เป็นการแบ่งเพื่อความเข้าใจอย่างง่ายๆ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เป็นการแบ่งทางทฤษฎีหรือตัวแบบ ไม่ต่างจากการที่ Marx แบ่งคนในสังคมออกเป็นสองชนชั้นใหญ่ๆ นั่นคือ ชนชั้นที่ครอบครองปัจจัยการผลิต กับ ชนชั้นปราศจากหรือไม่ได้ครอบครองปัจจัยการผลิต อันได้แก่ ชนชั้นกฏมพี (bourgeois) กับ ชนชั้นกรรมาชีพ (proletariate) ในสังคมที่มีวิถีการผลิตแบบทุนนิยม การแบ่งคนออกเป็นสองชนชั้นคนละขั้ว (polarization) เช่นนี้ เป็นการแบ่งทางทฤษฎีเพื่อประโยชน์ต่อการนึกเห็นภาพตามได้โดยง่าย ทว่าในความเป็นจริงของสังคม ผู้คนมิได้มีสองชนชั้นสองขั้วอย่างชัดเจนเช่นนั้น ใน the 18th Brumaire of Louis Napoleon ที่ Marx เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1852 ได้แสดงให้เห็นการจัดแบ่งชนชั้นในสังคมฝรั่งเศส หรือการจัดแบ่งชนชั้นในสังคมจริง โดย Marx ได้แบ่งกลุ่มคนในสังคมขณะนั้นถึง ๑๐ ประเภทได้แก่ กฎุมพี กรรมกร เจ้าที่ดินขนาดใหญ่ ชนชั้นสูงที่ครอบครองกิจการการเงิน ชาวนา กฎุมพีน้อย ชนชั้นกลาง ชนชั้นที่เรียกว่า “lumpenproletariate” กฎุมพีอุตสาหกรรม และชนชั้นผู้สูงศักดิ์

สังเกตได้ว่า ระหว่างชนชั้นกฎุมพีและชนชั้นกรรมาชีพ ปรากฏให้เห็นถึงชนชั้นต่างๆที่ดำรงอยู่จริงในสังคมฝรั่งเศส นอกจากชนชั้นกฎุมพีก็ยังมีชนชั้นกฎุมพีน้อยไล่ลงมาจนกระทั่งถึงชนชั้นกรรมาชีพ และที่ย่อยต่อลงไปจากชนชั้นกรรมาชีพคือ ชนชั้นที่ Marx เรียกว่า “lumpenproletariate” ซึ่งหมายถึง “ชนชั้นที่อันตราย” (the dangerous class) หรือพวกเดนสังคม (the social scum) คนในชนชั้นเหล่านี้คือพวกที่ล้มละลายแตกตัวออกมาจากพวกกฎุมพี คนจรจัดหัวขโมย ทหารปลดประจำการ นักโทษที่ออกจากคุก พวกล้วงกระเป๋า คนคุมซ่อง ขอทาน ฯลฯ Marxเห็นว่า คนพวกนี้ไม่มีจิตสำนึกทางชนชั้น และเป็นพวกต่ำกว่าชนชั้น (underclass) ของประชากรทั้งหมด คนพวกนี้ไม่สามารถเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาไปสู่สังคมนิยม และยังกลับเป็นพลังอนุรักษ์นิยมเสียด้วยซ้ำ เพราะคนเหล่านี้มักจะอาศัยเงินจากบรรดาพวกนายทุน คนมีทรัพย์ทั้งหลาย มากกว่าที่จะต้องการขจัดคนเหล่านั้น

เช่นเดียวกัน ระหว่างคนที่รักในความรู้อย่างเข้มข้นกับมหาชนที่ไม่สนใจความรู้เลย ก็ยังมีคนที่รักในความรู้ที่มีความเข้มข้นไล่ลงมาจนถึงคนที่ไม่รักในความรู้ เปรียบเสมือนสีที่ไล่ระดับความเข้มข้นลงมาเรื่อยๆจนกระทั่งเป็นสีอีกสีหนึ่งเต็มตัวชัดเจน ซึ่งนักคิดที่อุปมาเรื่องการไล่สีกับระดับความเข้มข้นของความรักในความรู้นี้คือ Averroes นักปรัชญาการเมืองยุคกลางชาวอาหรับ ผู้แต่งหนังสือ On Plato’s Republic หรือหนังสือที่ตีความ Republic ของ Plato ดังนั้น นอกจากเราจะพิจารณาแบ่งผู้คนในสังคมออกเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ๆเพื่อให้ได้จินตภาพที่ชัดเจนแล้ว ในความเป็นจริง คนยังแบ่งซอยย่อยจากผู้ที่รักในความรู้อย่างเข้มข้นจนมาถึงผู้ที่ไม่สนใจที่จะคิดหาปัญญาความรู้เลย

เช่นเดียวกันกับที่ชนชั้นผู้ครอบครองปัจจัยการผลิตในสังคมตามทฤษฎีของ Marx มีจำนวนน้อยกว่าผู้ที่ปราศจากการครอบครองปัจจัยการผลิต ผู้ที่รักในความรู้อย่างจริงจังย่อมมีน้อยกว่าผู้ที่ไม่ค่อยสนใจที่จะแสวงหาปัญญาความรู้อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม อย่างที่ได้กล่าวไปในตอนที่แล้วว่า ความรักในความรู้นั้นไม่มีความสัมพันธ์ที่ตายตัวกับการครอบครองปัจจัยการผลิต ซึ่งหมายความว่า ผู้ที่รักในความรู้ไม่จำเป็นต้องเป็นคนมั่งมี ผู้ที่รักในความรู้อาจเป็นคนจนก็ได้ เช่นเดียวกันกับที่คนที่ไม่สนใจปัญญาความรู้ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นมหาชนคนจนเสมอไป

ดังนั้น การที่ Aristotle เชื่อว่า demos คือมหาชน คนส่วนใหญ่ที่ยากจนต้องเป็นกลุ่มคนที่ขาดวิสัยทัศน์ หิวกระหาย คิดแต่ผลประโยชน์เฉพาะหน้า จึงไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป แต่อย่างไรก็ตาม โดยส่วนใหญ่ คนจนก็มักจะมีคุณลักษณะอย่างที่ Aristotle กล่าว แต่นั้นน่าจะเป็นความจริงเชิงประจักษ์ มากกว่าสัจธรรมความจริงที่ตายตัวเสมอไป

ตัวอย่างที่น่าชัดเจนก็คือ ตัวของ Marx เอง Marx มาจากครอบครัวชนชั้นสูง แต่ Marx ก็มิได้มุ่งแสวงหาสั่งสมทรัพย์สินเงินทอง แต่กลับสนใจหาปัญญาความรู้ หาคำตอบต่อปัญหาความไม่เสมอภาคในสังคม เงื่อนไขทางสถานะทางเศรษฐกิจสังคมหรือชนชั้นไม่จำเป็นต้องกำหนดโลกทัศน์วิธีคิดของคนในชนชั้นนั้นเสมอไป Marx เป็นตัวอย่างที่ดีที่เราสามารถใช้ปฏิเสธทฤษฎีชนชั้นโดยทั่วไปของ Marx เอง เพราะโดยทั่วไป Marx เชื่อว่า คนในแต่ละชนชั้นมักจะมีจิตสำนึกแต่ผลประโยชน์ของชนชั้นตน หรือไม่ก็ไม่สามารถหลุดจากจิตสำนึกจอมปลอม (false consciousness) ที่ดำรงอยู่ในโครงสร้างส่วนบน (superstructure) ที่ดำเนินไปตามลักษณะวิถีการผลิตหลักในแต่ละยุคแต่ละสมัย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการปฏิเสธความสัมพันธ์ระหว่างเงื่อนไขทางชนชั้นกับการมีคุณสมบัติของความรักในปัญญาความรู้ จะเป็นสิ่งที่รับฟังได้ แต่ปัญหาก็คือ เราไม่สามารถอธิบายอย่างเป็นวิทยาศาสตร์หรือหาเหตุผลทางสังคมได้ว่า ทำไมคนๆหนึ่งถึงรักในความรู้ หรือไม่รักในความรู้ คำตอบดูเหมือนจะหนีไม่พ้นว่า มันเป็น “ธรรมชาติของคนๆนั้น” เท่านั้น



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter