Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
จับกระแสข่าวร้อน
ทีมข่าวอิสระ


กษิต ภิรมย์ สิ่งที่ผมรับ ‘ทักษิณ’ ไม่ได้

กษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดีซี เป็นนักการทูตที่คลุกคลีกับการเมืองมาตลอด 37 ปี บนเส้นทางนักการทูตเคยทำงานร่วมกับ พลอากาศเอก สิทธิ เศวตศิลา เคยทำงานร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ และล่าสุด เคยทำงานร่วมกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขนาดที่เรียกว่า นั่งดื่มเหล้าด้วยกันอย่างรู้ใจ

กับคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ทูตกษิตก็คอยต้อนรับอยู่บ่อยๆ เมื่อคราวไปเยือนต่างประเทศ

แต่แล้ววันหนึ่ง ทูตกษิต ก็เริ่มรู้ทัน “ทักษิณกับพวก” จนต้องเดินออกห่าง ก่อนเลี้ยวเข้าพรรคประชาธิปัตย์ มาอยู่ในบัญชีปาร์ตี้ลิสต์

โดยคนที่ชวนทูตกษิตมาเข้าพรรคก็คือ หนุ่มมาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั่นเอง

อาจเป็นเพราะทูตกษิต เป็นคนพูดจาแบบตรงไปตรงมา ครั้งหนึ่ง เขาพูดกับ ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองนายกรัฐมนตรีที่ระบอบทักษิณส่งขึ้นชิงเก้าอี้เลขาธิการยูเอ็น

ทูตกษิตบอก ดร.สุรเกียรติ์ ว่า คุณสุรเกียรติ์ (ครับ) ถอนตัวเถอะครับ

เหตุผลง่ายๆ ก็คือ คุณสมบัติแบบ ดร.สุรเกียรติ์ มิได้โดดเด่นอะไรเลย คนที่จบดอกเตอร์แบบเดียวกับคุณสุรเกียรติ์ในอินเดีย แทบจะเดินชนกันตาย

แต่เอาเข้าจริง ทูตกษิตบอกว่า การลงเล่นการเมืองครั้งนี้ไม่ใช่เพราะไม่ชอบทักษิณ ไม่ชอบสุรเกียรติ์ เพียงแต่ไม่ชอบความไม่ถูกต้องในระบอบทักษิณต่างหาก

เหยี่ยวข่าวใช้เวลาพูดคุยกับทูตกษิตในร้านกาแฟหรูหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กว่า 2 ชั่วโมงเต็ม เพื่อนำสาระมาฝากท่านผู้อ่านที่รัก

.......................

คุณไม่ชอบวัฒนธรรมที่ข้าราชการไทย รับใช้ทักษิณเยี่ยงทาส แล้วเรื่องขายหุ้นชินคอร์ป คุณมีอะไรติดใจกับเรื่องนี้ไหม ?

เรื่องค้าขายของท่านนายกฯ เราก็เชียร์ท่านตอนคดีซุกหุ้น เพราะคิดว่าเรื่องนอมินีต่างๆเป็นเพียงวิถีทางธุรกิจ แล้วทุกคนก็มุ่งหวังว่า อยากให้คนที่ประสบความสำเร็จด้านธุรกิจมาเป็นนายกฯ ผมก็คิดว่าตั้งแต่คุณทักษิณมารับตำแหน่งจะตัดขาดจากธุรกิจแล้ว

ก่อนหน้านั้นในช่วง 10 ปีที่ได้รู้จักคุณทักษิณ ผมได้เสนอให้ท่านตั้งมูลนิธิของครอบครัวเพื่อช่วยสังคม อีกอย่างคือให้ตั้งเป็น “ทรัสต์ฟันด์” เป็นกองทุนธุรกิจของครอบครัว จะได้ตัดปมผลประโยชน์ ผมพูดกับคุณทักษิณมาตั้งแต่วันแรกๆที่ได้รู้จักกัน แต่ถึงวันนี้ท่านก็ไม่ได้ทำเลย นี่คือสิ่งที่ผมบอกกับทักษิณ เพราะนี่คือหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย

ผมเองอยู่ในเหตุการณ์อันหนึ่ง คือ เรื่องสนามบินสุวรรณภูมิ อย่าลืม ตอนที่รัฐบาลนี้เข้ามาบอกว่าทางพรรคประชาธิปัตย์รัฐบาลชุดก่อนได้บอกว่า ราคาสนามบินแห่งใหม่ 4 หมื่นกว่าล้านนั้นแพงไป แล้วก็ให้ลดเหลือ 3 หมื่นล้าน โดยอ้างว่าจะใช้วิศวกร ใช้ชิ้นส่วนในประเทศไทย จนเป็นคะแนนนิยมทีฮือฮาว่ารักชาติ รักษาผลประโยชน์ ถามว่าวันนี้ราคาของสุวรรณภูมเท่าไหร่ เป็นแสนล้านแล้วใช่ไหม การจัดจ้างใช้เป็นกรณีพิเศษทั้งนั้นใช่หรือไม่

และที่มันเกี่ยวกับผมนิดหนึ่งคือ ผมเป็นทูตอยู่ที่ญี่ปุ่น คุณก็รู้ว่า เงินก่อสร้างสนามบินมันมาจากเงิน “เจบิค” ก็ถูกเขาด่าอยู่ตลอดเวลาว่า รัฐบาลเปลี่ยนอะไรไม่บอกกล่าว วันนี้ไปถาม ถึงแสนล้านหรือยัง นี่คือสิ่งที่ได้เห็นมากับตัวเอง

อย่างกรณีสินบนข้ามชาติ ซีทีเอ็กซ์ 9000 ที่สหรัฐอเมริกา ศาลสหรัฐลงโทษเอาผิดคนจ่ายสินบนไปแล้ว แต่ผมถามว่า เรื่องการจ่ายสินบน มันจะตบมือข้างเดียวได้อย่างไร แล้วมันก็เรื่องเกี่ยวกับหน้าตาของประเทศว่า เราจะเป็นประเทศการ์ตูนขึ้นทุกวัน มันจะทำให้เรตติ้งของประเทศตกลงไป

ตัวอย่างคือ บริษัทไทยไปกู้เงินต่างประเทศ ถ้าเสียดอกเบี้ย 4 ก็จะบวกอีก 4 ทำให้คนเขาไม่เชื่อถือสังคมไทย ฉะนั้นการกู้เงินของเราไม่มีความโปร่งใส และแยกไม่ออกระหว่างพฤติกรรมของรัฐบาลกับพฤติกรรมด้านธุรกิจ มันคลุมเครือกันอยู่

ประเทศไทยสู้กับจีน อินเดีย เรื่องค่าแรงไม่ได้ แต่สิ่งที่จะสู้ได้คือ “ธรรมาภิบาล” ความโปร่งใสของรัฐบาลและภาคเอกชน ความโอบอ้อมอารีของสังคมไทย นั่นเป็นตัวขาย แล้วก็องค์ความรู้ของสังคมไทย แต่ถ้าเราเสียความเชื่อถือเรื่องความโปร่งใส เราจะไม่เหลืออะไรเลย

ทุกวันนี้ ผู้นำไม่สามารถที่จะแยกแยะได้ระหว่างการเมืองกับผลประโยชน์ โปรเจ็คต่างๆ ก็เป็นของลูกของหลานเข้ามารับช่วง นี่มันเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง มันผิดจริยธรรม ผิดหลักปฏิบัติเรื่องธรรมาภิบาลของประเทศไทยและระหว่างประเทศ เพราะนักลงทุนต่างชาติเขาดูตรงนี้ อีกหน่อยเขาจะหนีไปหมด เพราะเข้ามาประเทศไทย ถูกชักเปอร์เซ็นต์ 30 – 40 เปอร์เซ็นต์ มันทำให้การแข่งขันไม่เกิดขึ้นภายในประเทศและระหว่างประเทศ

กรณี “นอมินี” กุหลาบแก้ว มองอย่างไร

มักจะพูดกัน ในวงการต่างๆของสังคมไทยที่กลัวความปั่นป่วน ผมคิดว่าถ้าเหตุการณ์มันเลวร้าย หรือมันไม่ดีไม่ถูกต้องก็ต้องทำ สมัยก่อนคุณทำความสะอาดน้ำโดยใช้สารส้มก็ต้องกวนให้มันสะอาด สิ่งสกปรกก็ตกตะกอน ดังนั้นเมื่อมันเลวแล้วก็ต้องผ่านกระบวนการของการทำให้มันใสสะอาด ก็ต้องทำ เพราะถ้าเราไม่ทำ โอกาสที่เราจะยืนหยัดอย่างทรนงในสังคม ก็ไม่มีทาง

อีกอย่างที่มี “นอมินี” ก็เพื่อจะหนี สัดส่วน 51 % -49 % ใช่มั๊ย เราก็ต้องมาดูที่กฎหมายตั้งแต่ต้นว่า 51 % 49 % เกิดขึ้นมาจากความรักชาติ ชาตินิยมหรือเปล่า สมัยนี้ผมถามมาตลอดเวลาว่า เดมเลอร์ ไครสเลอร์ เป็นอเมริกันหรือเยอรมัน บริษัทโซนี่เป็นของใคร หรือดิสนีแลนด์เป็นของใคร แล้วก็ทราบมาว่านิสสันก็ไปรวมกับเปอร์โยต์ ฉะนั้นถามว่าชาติไหนเป็นเจ้าของสำคัญไหม

ในธุรกิจยุคโลกาภิวัตน์ ไม่สำคัญแล้ว ฉะนั้นผมคิดว่าอาจจะต้องเปลี่ยนกฎหมาย 51% -49 % และอาจไม่ใช่แค่เปลี่ยนกฎหมาย แต่ต้องเปลี่ยนสมองซะก่อน เพราะมันอยู่ที่ความรักชาติว่าบริษัทต้องเป็นของไทย ฉะนั้นไทยต้องถือ 51 % มันก็เลยโกงกันทุกบริษัท เพราะว่ามีนอมินีทั้งนั้น เอาคนใช้ คนขับรถมาก็ได้เพื่อบอกว่าให้ถือหุ้น 51 % แล้วให้ฝรั่งถือ 49 % นี่เราโกหกตัวเอง

แล้วถามว่าความเป็น “เจ้าของ” ที่แสดงความเป็นไทยในยุคสมัยโลกาภิวัตน์ จำเป็นหรือไม่กับที่ไปเทียบกับบริษัทต่างชาติเข้ามาอยู่เมืองไทย แล้วให้ฝรั่งเข้ามาถือ 100 เปอร์เซ็นต์ จะได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอหรือไม่ จะเข้ามาสร้างงาน เขามาจ้างวิศวกรของ เรา 500 คน จ้างพนักงานอีก 5 พันคน เอาเงินเข้ามาลงทุน 5 พันล้านบาท เราจะเอาอันนี้เป็นตัวตั้งหรือจะบอกว่าไม่ได้ต้องเป็นบริษัทไทย 51 เปอร์เซ็นต์ แล้วก็หลอกตัวเองว่าเป็น 51 เปอร์เซ็นต์ ทั้งๆที่มันไม่ใช่ เพราะฉะนั้นเราต้องมาตกลงกันตรงนี้ มันต้องมี “Mindset” ดังนั้นเรื่องนี้ต้องถกกันในสังคมไทย ผมจึงบอกว่าการเข้าร่วมของภาคประชาชนสำคัญ เพราะทุกคนต้องมีส่วนร่วม

เอ็นจีโอบางอันที่ต้องรักชาติ แต่ในขณะเดียวกันก็ยอมรับที่จะเห็นผิวเผินว่า 51% 49 % ทั้งๆที่ 62 ล้านคนก็รู้ว่ามันไม่ใช่ของจริง เหมือนกับบอกว่าคนต่างชาติซื้อบ้านไม่ได้ ก็ไปมีเมียเช่าแล้วก็ใช้ชื่อของเมียเช่าซื้อบ้านได้ หรือไปตั้งบริษัทแล้วเอาบริษัทนี้เข้ามาซื้อบ้าน เราก็หลอกตัวเองตลอดเวลา ไม่เผชิญกับความเป็นจริง

กลับกันเราเป็นคนไทยเราจะไปซื้ออะไรที่อเมริกา ที่ญี่ปุ่นก็ได้ ไม่เห็นเขาจะรักชาติ แน่นอนเขาย่อม ไม่ให้ไปซื้อที่ดินที่ “พระราชวังอิมพีเรียล” เราก็บอกว่า “สนามหลวง” ซื้อไม่ได้ เพราะมันมีคุณค่าทางด้านจิตใจ แต่ว่าที่เหลืออย่างอื่นสามารถซื้อได้ หรือชายทะเลบางที่เราต้องเก็บไว้ หมายความว่าขึ้นล่องระหว่าง 5 กิโลเมตรจากพระราชวังไกลกังวล สมมติเป็นตัวอย่าง ต้องไม่ให้มีตึกสูง มันต้องเป็นของคนไทย เราก็ยกเว้นเป็นบางพื้นที่ได้

หรือสนามบินสุวรรณภูมิ ตอนนี้ก็เล่นกันอยู่ 2-3 ครอบครัว แล้วมันผิดอะไรไปกับที่บอกไปกันฝรั่ง เพื่อให้เกิดการผูกขาดแล้วก็มีผลประโยชน์ทับซ้อน อันนี้มันถูกต้องไหม ทำไมเราถึงทำทารุณกรรมต่อพวกเรากันเอง ต่อสังคมไทยเอง แล้วบอกว่าฝรั่งไม่ได้ ในขณะที่เราทำความเลวร้ายให้กับตัวเราเองมากกว่านี้ตั้งเยอะตั้งแยะ ตรงนี้ต่างหาก

ดังนั้น การเปลี่ยนความคิดต้องมาซะก่อน เดี๋ยวนี้ต้องรู้จักคำว่า “outsourcing” ใช่ไหมครับ หมายความว่านาฬิกาหนึ่งเรือน ไม่ได้สร้างที่โรงงานเดียวทุกอย่างหมด ดีไซน์ทำที่นิวยอร์ก สายทำที่เซี่ยงไฮ้ ชิ้นส่วนมาจาก 7-8 ประเทศ มาร์เก็ตติ้งทำที่ซานฟรานซิสโก มันเรื่องของ “outsourcing” ทั้งหมด แล้วบริษัทมันก็กระจัดกระจายกันอยู่ ไม่ได้มีสัญชาติ ดังนั้นความคิดต้องเปลี่ยน

เราต้องมุ่งว่าเราจะได้เทคโนโลยีที่ดีที่สุด ดังนั้นถ้าเขาอยากถือ 100 เปอร์เซนต์ก็ให้เขาถือไป ก็ไม่ต้องไปขอบีโอไอ แล้วทุกวันนี้ บีโอไอมันก็เชยไปแล้ว มันไม่สอดคล้องกับ WTO ที่จะไปให้สิทธิพิเศษ มันต้องเปิดเสรี ต้องมาดูตรงนี้ด้วย

มองอย่างไรกับบทบาทของทูตซีอีโอในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาอย่างไร

ต้องแยกออกมาเป็น 2 หมวก ผมได้กราบเรียนท่านนายกฯทักษิณตั้งแต่ประชุมทูตครั้งแรกๆ ว่าผมสวมหมวก 2 ใบ หนึ่งคือเป็นผู้แทนประเทศไทย เป็นผู้แทนพระองค์ สองคือ เป็นผู้บริหารสถานทูต เป็นข้าราชการซี 10 เวลาผมเดินออกไปนอกสถานทูตไทยที่วอชิงตัน ผมเป็นผู้แทนประเทศไทย ผมทำงานทางด้านการทูต

แต่เวลาผมเดินกลับเข้ามาในสถานทูตไทย ผมเป็นประธานสำนักงานสถานทูต คือเป็นซีอีโอ ซึ่งมีกรรมการ ที่ประกอบด้วยข้าราชการฝ่ายทหาร ,วิทยาศาสตร์, กพ. ,พาณิชย์ และหัวหน้าสำนักงานต่างๆ

ดังนั้นข้างในสถานทูต ต้องบริหารการจัดการสถานทูต เหมือนเป็นหนึ่งบริษัทหรือเป็นหนึ่งองค์กรเดียว เพราะที่ผ่านมามันกระจัดกระจาย ทุกคนก็ฟังคำสั่งจากปลัดกระทรวงของรัฐมนตรีของตัวเอง ต่อไปนี้หรือในระบบของซีอีโอ คำสั่งจากกรุงเทพฯ มันควรจะมาถึงทูตก่อน ไม่ว่าจะมาจากกระทรวงใด แล้วผมในฐานะประธานก็ต้องประสาน นั่นเป็นเรื่องแรกในการบริหารจัดการภายใน ไม่ใช่เป็นซีอีโอแล้ว แล้วผมออกไปขายข้าวนอกสถานฑูต นั่นไม่ใช่หน้าที่ของผม ผมมีหน้าที่โปรโมท

สองคือ เมื่อมีการบริหารจัดการ งบประมาณสถานฑูตเป็นงบกลาง ที่สำคัญที่สุดคือ “โปรโมชั่นนอล มันนี่” งบที่จะไปส่งเสริมภาพลักษณ์ ก็ต้องบริหารและตัดสินควบคุมด้วยทูตที่เป็นประธานซีอีโอ ทั้งหมดนี้ 5 ปีที่ผ่านมามีแต่เรื่องของการประชุม แล้วก็ทำแผนงาน แต่ว่าไม่เคยมีการจัดงบฯ มาให้ทูตซีอีโอแม้กระทั่งบาทเดียว

ผมได้เรียนท่านทักษิณ เมื่อวันที่ 19 กันยายน ปีที่แล้ว ที่กรุงวอชิงตัน ก็ประชุมกับรัฐมนตรีหลายคน ผมก็บอกว่าท่านายกฯ เงินผมขอมา 5 ปี ให้รวมเงินทั้งหมดแล้วส่งมา ยังไม่ได้ทำเลย ท่านนายกฯก็ไม่เชื่อหู ไม่เชื่อว่าผมพูดจริง ก็ให้คุณหมอ พรหมินทร์ เลิศสุริยเดช โทรฯ กลับมาที่ผู้อำนวยการสำนักงบฯ ก็เป็นจริง อย่างที่ผมบอก

ฉะนั้นซีอีโอของสถานทูต ก็เป็นเรื่องของการประสาน ประชุม แต่ตราบใดที่ไม่มีคอนโทรลในเรื่องของเงิน มันก็ไม่มี แทนที่จะส่งเงินมาให้หมด กระทรวงต่างประเทศก็กั๊กไว้ที่กรุงเทพฯ ผมเป็นคนขอกับท่านนายกฯคนแรก กระทรวงก็ไม่ปล่อยมาให้หมด มันก็โจ๊กกันอยู่อย่างนี้ ท่านนายกฯก็ไม่กล้าทุบโต๊ะลงมาว่า รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง เลิกยุ่งได้แล้ว แล้วก็ให้โอนอำนาจมาที่ทูตซีอีโอ ส่วนผมจะทำดีไม่ดีก็เปลี่ยนผมได้

ผมบอกว่า มันต้องกล้าเสี่ยง กล้าทำ เพราะไม่งั้นทุกคนก็รับคำสั่งจากต้นสังกัด อยากจะทำอะไร อยากจะไปจัดโร้ดโชว์ แต่ถ้าผมไม่เห็นด้วยผมก็มีสิทธิ์ที่จะไม่เห็นด้วย จะไปจัดแฟชั่นโชว์หมดไป 20-30 ล้าน ผมบอกว่าไม่เหมาะนะ ผมบอกว่าจะเอาเงินไปทำวิธีอื่น ผมมีสิทธิ์แต่มันก็ไม่มี

แล้วก็มีการจัดงานต่างๆหลายงานที่มันเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์เยอะ ในช่วงที่อยู่ที่โตเกียว อยู่ที่วอชิงตัน อยู่ที่เยอรมัน แม้กระทั่งงานเอ็กซ์โป ทั้งที่เยอรมันและที่นาโกย่า ผมก็มีข้อคิดเห็นมา แต่เขาก็ไม่ฟัง

จริงๆประเทศไทยควรอยู่ตรงไหนของโลก แล้วเราควรทำอะไรถึงจะดี ?

ผมว่าเราต้องไม่ลืมพื้นฐานของประเทศไทย คือเราเป็น medium size มีที่ดินประมาณ 5 แสนตารางกิโลเมตร อยู่ท่ามกลางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีทั้งทะเลสองฝากมหาสมุทร มีแม่น้ำลำคลอง มีแม่น้ำโขง มีฐานเกษตรทั้งบนดิน ในน้ำ มีทรัพยากรธรรมชาติบวกโบราณสถาน นี่คือสิ่งที่เรามี

เรามีความเป็นเสรีมาโดยตลอด มีความเป็นเอกราช ฉะนั้นระบบการศึกษาเราเสรี ใครจะมาเปิดโรงเรียน จีน ฝรั่ง อะไรก็ได้ เพื่อจะให้ประเทืองปัญญา สื่อของเราถือว่าเป็นสื่อที่ดีที่สุดโดยตัวของมันเอง ส่วนรัฐบาลจะเข้ามาแทรกแซงสื่อนั้นอีกประเด็นหนึ่ง แต่ว่าฐานมันมีแล้วเราเป็นสังคมเปิด ไม่มีเรื่องของการบาดหมาง เรื่องชนชาติ ถึงแม้จะมีปัญหาภาคใต้ แต่ผมคิดว่ามันเป็นความล้มเหลวของการบริหารมากกว่าอย่างอื่น

ที่นี้ก็ต้องถามว่าเราผลิตอะไร ก็ภาคเกษตรทั้งหมด ต่อมาเราก็มีสิ่งทอ เสื้อผ้า เครื่องประดับ ถัดมาคือเรื่องภาคบริการ ก็มีท่องเที่ยว มีการบริการ และต่อไปเราอาจจะเก่งเรื่องเอ็นจิเนียร์ เรื่องของดีไซน์ เรื่องของสถานพยาบาล แล้วตอนนี้ก็มีเรื่องรถยนต์เป็นสำคัญ

คำถามคือ ก่อนหน้านี้ จีนกับอินเดีย ไม่ได้อยู่ในระบบค้าขายระหว่างประเทศ แต่ช่วง 10-15 ปีทุกคนเข้ามาเล่นในระบบทุนนิยม ฉะนั้นคู่แข่งที่เคยมีน้อย ตอนนี้เป็นคู่แข่งทั่วโลก เราก็ถามว่า 3-4 อย่างของเราไปไหวหรือไม่ คำตอบคืออาจไปต่อไปไม่ไหว เพราะเราจะขายแค่ข้าวอย่างเดียวมันไม่ได้ มันต้องแปรข้างออกมาเป็นน้ำตาล เป็นยารักษาโรค เป็นพลังงานเชื้อเพลิง

หมายความว่าข้าวหนึ่งต้น ต้องใช้ได้ทั้งรากข้าว ต้นข้าว รวงข้าว แกลบ และเมล็ดข้าว แทนที่เกษตรกรจะขายแค่เมล็ดข้าว 3-4 พันบาทต่อเกวียน ต้องขาย 8 พันบาท เพราะขายทั้งต้น แต่เราจะขายทั้งต้นได้ต้องมีการค้นคว้าวิจัย เพื่อจะใช้ประโยชน์จากต้นข้าวทั้งต้น ฉะนั้นคำตอบวันนี้คือ เราต้องมีการวิจัยและลงทุนเพื่อจะใช้ประโยชน์จากข้าวทั้งต้น

อย่างแรกที่จะมีมาคือ พืชเกษตรของเราทั้งหมด จะออกมา 2-3 อย่าง นอกจากจะเป็นอาหารคนและสัตว์ สองคือเป็นยารักษาโรค สามคือพลังงานทดแทน ฉะนั้นรัฐบาลและภาคเอกชนจะต้องร่วมมือกันในการที่จะทุ่มเพื่อลงไปสู่การค้นคว้าวิจัย เพื่อเราจะได้หาความเป็นเลิศจากสิ่งที่เรามีอยู่

และเราต้องมาถามว่า เสื้อผ้า เครื่องประดับ ตราบใดที่เรายังเป็นมือปืนรับจ้างให้กับบริษัทรายใหญ่ เราก็ไม่มีแบรนด์เนม สมมติในหมวดเสื้อผ้า เราคงสู้จีน อินเดีย ไม่ได้ เพราะค่าแรงเขาต่ำกว่าเรา ฉะนั้นเราก็ต้องไปที่ไฮเทค มันก็ต้องมีดีไซน์ มีปัญญาเข้าไปใส่ในเรื่องเสื้อผ้า หรือเรามีฐานในเรื่องของผ้าไหม เราก็อาจจะมุ่งไปทางด้านนี้ เอาผ้าไหมเป็นหลัก

เราอยู่ในเขตเมืองร้อน ฉะนั้นเราต้องมุ่งผลิตเสื้อที่มันใส่สำหรับหน้าร้อน สบายๆ แทนที่เราจะไปผลิตเสื้อนอก ก็จะสู้อินเดีย จีน ไม่ได้ นี่เป็นตัวอย่าง ดังนั้นเราต้องหาตลาดเฉพาะ (niche market) จากสิ่งที่เรามีอยู่ เรามีสมุนไพร ก็พัฒนาให้เป็นยาอินเตอร์ รักษาสุขภาพ ซึ่งทำอย่างนี้ก็ต้องมีเทคนิเชี่ยน ก็ต้องผลิตนักวิทยาศาสตร์ เงินก็ต้องมีให้เขา อันนี้เราต้องทำ เรื่องดีไซน์เราจะดีไซน์อย่างเดียวโดยที่คนของเราพูดภาษอังกฤษไม่ได้ก็ไม่ได้ ดังนั้นเรื่องของภาษอังกฤษก็ต้องทำ กับความรู้ทางด้านไอที คอมพิวเตอร์ ไม่ใช่เพื่อจะเป็น call center แต่เพื่อที่จะได้ทำดีไซน์ทุกชนิด ทั้งเรื่องลอจิสติก รถยนต์ อีกอย่างเราต้องอัพเกรตครูของเราทุกระดับ และที่สำคัญเราจะทำอะไรกับภาคประชาสังคมได้

.............................

...กาแฟ หมดแก้วไปแล้ว เสียงโทรศัพท์ของลูกสาวโทรมาตามคุณพ่อยอดนักการทูต เหยี่ยวข่าวรู้ทันทีว่าได้เวลายุติการสนทนา

ก่อนจะกดปิดเครื่องบันทึกเทป ทูตกษิต กระซิบว่า ผมกับทักษิณ ยังเหมือนเดิม แต่หลักการต้องมาก่อน



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter