Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
โลกสีเขียว
เพชร มโนปวิตร


ในอ้อมกอดเธอ…รินจานี

- เพชร มโนปวิตร เรื่องและภาพ -


ตอนที่อัลเฟร็ด รัสเซล วอลเลซ นั่งเรือ ‘Rose of Japan’ ข้ามจากบาหลีไปลอมบ๊อค เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1856 เขาคงไม่ได้เอะใจว่าบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กำลังรอคอยเขาอยู่ข้างหน้า วอลเลซคงไม่รู้ว่าไม่กี่สิบปีหลังจากนั้นนักชีวภูมิศาสตร์ทั่วโลกจะพากันขนานนามเส้นแบ่งระหว่างบาหลีกับลอมบ๊อคตามชื่อของเขาว่า “วอลเลซไลน์”

เกือบร้อยห้าสิบปีต่อมา บนเรือเมล์สองชั้นกลางช่องแคบลอมบ๊อค ผมพบว่าตัวเองกำลังตามรอยวอลเลซ นักชีววิทยาและนักเดินทางที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งแห่งศตวรรษที่ 19 มองออกไปข้างหน้าตรงขอบฟ้า ผมเห็นเงาลางๆ ของภูเขาไฟซ่อนตัวอยู่ในหมู่เมฆ ชนพื้นเมืองซาซัคเรียกขุนเขาแห่งนี้ว่า “กานุง รินจานี” “กานุง” หมายถึงภูเขา ส่วน “รินจานี” คือชื่อของเธอ.. ภูเขาที่สูงที่สุดเป็นอันดับสองของอินโดนีเซีย ตลอดเวลาผมไม่อาจละสายตาจากยอดเขาที่ตั้งตระหง่านอยู่ข้างหน้าได้ ผมรู้สึกเหมือนเธอกำลังร่ายมนต์เชื้อเชิญ และการเดินทางที่น่าประทับใจที่สุดครั้งหนึ่งกำลังจะเริ่มต้นขึ้น



1.

ผมออกจากท่าเรือปาดังบายมาได้สองชั่วโมงกว่าแล้ว ปกติเรือเมล์ขนาดใหญ่ใช้เวลาถึงสี่ชั่วโมงครึ่งในการข้ามทะเลจากฝั่งบาหลีไปยังท่าเรือเมืองเลมบาร์ ฝั่งลอมบ๊อค วันนั้นเรือเมล์แน่นขนัดเป็นปกติ ผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นชาวบาหลีและลอมบ๊อคที่ไปมาหาสู่ทำธุรกิจ บางส่วนเป็นนักท่องเที่ยวท้องถิ่น มีนักเดินทางต่างชาติปะปนอยู่ไม่มากนัก เรือแน่นจนไม่มีที่นั่ง หลายคนเอาหนังสือพิมพ์มาปูนั่งกับพื้น เหยียดแข้งเหยียดขากันตามอัธยาศัย มีกลุ่มเด็กเดินเร่ขายน้ำดื่ม หมากฝรั่ง ลูกอม อารมณ์เดียวกับนั่งรถไฟทางไกลชั้นสามสมัยเรียนหนังสือ ลุงคนหนึ่งยื่นเศษหนังสือพิมพ์แบ่งมาให้รองพื้น ผมขอบคุณและยิ้มตอบ อากาศค่อนข้างร้อนแม้จะมีลมทะเลพัดมาบ้างเป็นครั้งคราว หลายคนฆ่าเวลาด้วยการนอน ผมเห็นเด็กหลายคนหลับสบายอยู่บนตักแม่ เดาไม่ถูกว่าเป็นลูกหลานชาวบาหลี หรือลอมบ๊อค ผมนั่งอ่านหนังสือสลับกับการเหม่อมองทิวทัศน์ไปเรื่อยๆ

หนังสือ The Malay Archipelago ที่ผมติดมาด้วย เป็นบทบันทึกการเดินทางทั่วหมู่เกาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตลอดระยะเวลา 8 ปี ของอัลเฟร็ด รัสเซล วอลเลซ ในช่วงกลางของศตวรรษที่ 19 ในยุคนั้นหนุ่มวอลเลซออกเดินทางจากอังกฤษมาเพื่อผจญภัย และในที่สุดก็ได้พบกับงานที่ตัวเองถนัด คือการสำรวจ และเก็บตัวอย่างสัตว์และพืชให้กับนายหน้าของพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในอังกฤษ เขาออกสำรวจทั้งเกาะใหญ่และเกาะเล็ก ตั้งแต่สุมาตราทางด้านตะวันตก ไปจนถึงสุลาเวซี ติมอร์ และเกาะอะรู ใต้นิวกินีทางด้านตะวันออก

เขาได้บันทึกความแตกต่างทางด้านธรรมชาติวิทยาระหว่างบาหลีกับลอมบ๊อคไว้อย่างน่าสนใจตอนหนึ่งว่า “ก่อนที่จะมาถึงลอมบ๊อค ผมพักอยู่บริเวณชายฝั่งทางตอนเหนือของบาหลีอยู่สองสามวัน เห็นนกหลายชนิดที่เคยพบบนเกาะชวา หรือบอร์เนียว ไม่ว่าจะเป็นนกกระจาบ นกโพระดก นกหัวขวาน แต่พอข้ามฝั่งไปลอมบ๊อค ซึ่งห่างกันไม่ถึง 20 ไมล์เท่านั้น ผมกลับไม่พบนกเหล่านี้อีกเลย แต่กลับพบนกชนิดใหม่ๆ ที่ไม่เคยพบมาก่อน”

นกชนิดหนึ่งที่วอลเลซจำได้แม่นยำว่าพบบนเกาะลอมบ๊อคคือนกกระตั้วหงอนเหลืองซึ่งเป็นนกแก้วขนาดใหญ่ที่มีต้นกำเนิดอยู่ที่ออสเตรเลีย เขารู้ทันทีว่าเขาได้ก้าวผ่านพรมแดนธรรมชาติที่มองไม่เห็นเข้าแล้ว

พรมแดนธรรมชาติที่ทำให้บาหลีกับลอมบ๊อคแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงทางด้านชีววิทยา ต่อมารู้จักกันในชื่อวอลเลซไลน์ ซึ่งลากแบ่งตะวันออกและตะวันตก ระหว่างเกาะบอร์เนียวกับสุลาเวซี และระหว่างบาหลีกับลอมบ๊อค วอลเลซเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นว่าชีวิตที่ดูเหมือนว่าจะคล้ายกันของเกาะพี่เกาะน้องเหล่านี้ ความจริงแล้วแตกต่างกันอย่างมาก เขาเขียนไว้ว่า “นก และสัตว์อื่นๆ ที่พบบนเกาะที่แทบจะอยู่ติดกันนี้ มีความแตกต่างกันอย่างเหลือเชื่อ ขนาดอังกฤษกับญี่ปุ่นที่อยู่กันคนละซีกโลกยังไม่แตกต่างกันเท่านี้เลย” คำถามที่ติดอยู่ในใจวอลเลซตลอดการเดินทางคือทำไม เป็นคำถามที่ทำให้เขาคิดอะไรไปไกลกว่าเพียงแค่การแพร่กระจายของชนิดพันธุ์ตามธรรมชาติ หรือความรู้ที่เรียกกันว่าชีวภูมิศาสตร์ แต่มันทำให้เขาขบคิดไปไกลถึงเรื่องต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิต เป็นคำถามในยุคที่คนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างถูกบรรจงสร้างขึ้นด้วยน้ำมือพระเจ้า

ผมเพ่งมองผืนน้ำที่แบ่งแยกบาหลีกับลอมบ๊อคจากระเบียงเรือชั้นสอง คนทั่วไปเรียกทะเลกว้างสามสิบห้ากิโลเมตรแห่งนี้ว่าช่องแคบลอมบ๊อค นักสำรวจในยุคหลังค้นพบว่าใต้ทะเลขนาดเล็กบริเวณนี้คือแนวน้ำลึก อันเป็นการไขปริศนาของวอลเลซไลน์ ซึ่งเป็นเสมือนพรมแดนธรรมชาติที่มองไม่เห็น

ดินแดนฝั่งตะวันตกตั้งแต่บาหลี ชวา สุมาตรา บอร์เนียว และแหลมมลายูนั้นครั้งหนึ่งเคยเป็นไหล่ทวีปที่เชื่อมต่อถึงกันหมด โดยเฉพาะในยุคน้ำแข็งที่น้ำทะเลลดต่ำลงมาก ยุคน้ำแข็งครั้งหลังสุดเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 12,000 ปีที่แล้วนี้เอง ดินแดนฝั่งตะวันตกตั้งแต่บาหลีจึงเคยมีช้าง มีเสือ มีอุรังอุตังโรมรันอยู่ทั่วไป ในขณะที่ลอมบ๊อค หรือสุลาเวซี ไม่เคยเชื่อมต่อกับแผ่นดินใหญ่ ชีวิตที่นั่นจึงได้วิวัฒน์สายพันธุ์เฉพาะถิ่นหลายอย่างขึ้นมา และบางชนิดก็แพร่กระจายมาจากแผ่นดินใหญ่ทางด้านตะวันออกอย่างออสเตรเลีย

ผมปิดหนังสือ มองออกไปรอบเรือ ไม่เฉพาะแต่สัตว์ป่าและพืชพันธุ์เท่านั้นที่แตกต่าง ผู้คนที่อาศัยอยู่บนเกาะทั้งสองต่างก็มีความเชื่อและวิถีชีวิตที่ต่างกันไป บาหลีนั้นมีวัฒนธรรมฮินดูเป็นจุดเด่น ในขณะที่คนส่วนใหญ่ของลอมบ๊อคเป็นชาวมุสลิมซาซัค มีภาษาพูดเป็นของตัวเอง แม้ปัจจุบันสองวัฒนธรรมจะดูเหมือนว่าอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ แต่ย้อนกลับไปไม่กี่ร้อยปี สงครามข้ามเผ่าพันธุ์ได้เกิดขึ้นอย่างยาวนานและโหดร้าย กาลเวลาช่วยให้ทุกสิ่งกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ไม่มีใครรู้ว่าความสงบเรียบบนผิวหน้าระหว่างชนพื้นเมืองสองเผ่า จะเป็นเหมือนภูเขาไฟที่ดับสนิทตลอดกาล หรือเป็นความร้อนระอุที่รอการปะทุ โดยเฉพาะในยุคหลังที่ฝั่งบาหลีมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว จนทำให้เกิดช่องว่างทางเศรษฐกิจสูงขึ้นเรื่อยๆ

ในขณะที่วอลเลซไลน์ทำให้สิ่งมีชีวิตสองฟากฝั่งยอมรับปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่ตัวเองเผชิญหน้า มายาคติและความเชื่อกลับทำให้มนุษย์บางกลุ่มบางพวกรู้สึกแตกต่าง จนนำมาซึ่งความขัดแย้ง ผมหวนนึกไปถึงกานุง รินจานีที่ตั้งตระหง่านอยู่ข้างหน้า ภูเขาไฟที่ผมกำลังจะไปป่ายปีนแห่งนี้เดิมเชื่อกันว่าเป็นภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว จนกระทั่งเมื่อไม่ถึงสิบปีที่ผ่านมา รินจานีกลับระเบิดขึ้นอีกครั้งอย่างรุนแรง


2.

ท่าเรือเลมพาร์เป็นเมืองท่าสำคัญของลอมบ๊อค แต่โดยทั่วไปก็จัดว่าเป็นเมืองเงียบๆ เล็กๆ เหมือนกับเมืองส่วนใหญ่บนเกาะแห่งนี้ เรือมาเทียบท่าเอาตอนบ่ายคล้อย ผมดูเวลาแล้ววันนี้คงไปไม่ทันถึงหมู่บ้านเซนารู ซึ่งตั้งอยู่ตีนเขารินจานีแน่ๆ จึงตัดสินใจนั่งรถสองแถว หรือที่คนอินโดเรียกว่า “เบโม” ไปพักที่เมือง เซงกีกิ ก่อน แม้เซงกีกิจะเป็นเมืองค่อนข้างใหญ่เพราะเป็นเมืองชายทะเลที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว แต่บรรยากาศที่นี่ก็ยังไม่วุ่นวายเท่าชายหาดหลายแห่งบนเกาะบาหลีที่คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติตลอดเวลา

ผมแบกเป้เดินหาที่พักอยู่ไม่นาน คุณป้าคนหนึ่งก็เข้ามาชวนคุยถามไถ่ ไปๆ มาๆ ถึงรู้ว่าแกทำที่พักแบบโฮมสเตย์อยู่ด้วย มีชื่อเป็นฝรั่งว่าซอนย่าโฮมสเตย์ อยู่ไม่ไกล ค่าที่พักหนึ่งคืนรวมอาหารเช้า 20,000 รูเปียห์ หรือประมาณ 200 บาท ตอนเช้ามีบริการโกปี๊ หรือกาแฟชงนมข้นเหมือนบ้านเรา กับโรตีกล้วยหอม แม้จะไม่ใช่ที่พักที่ถูกที่สุดที่หาได้ แต่อัธยาศัยของของป้าซอนย่าทำให้ผมพอใจ การเดินทางคนเดียวย่อมทำให้คนเราโหยหามิตรภาพมากกว่าปกติ ตกเย็นป้าซอนย่าพาผมไปเดินเล่นริมหาดเซงกีกิ

ลอมบ๊อคนั้นมีขนาดเล็กกว่าบาหลีเล็กน้อย ในทางภูมิประเทศพอจะแบ่งได้เป็นสามเขตหลักๆ คือบริเวณภูเขาไฟทางตอนเหนือ บริเวณที่ราบทางตอนใต้ อันเป็นแหล่งเพาะปลูกสำคัญ และแนวชายฝั่งซึ่งมีเกาะที่มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวอยู่หลายเกาะ โดยเฉพาะเกาะสามพี่น้องตระกูลกีกิทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ผมถามป้าซอนย่าว่าเคยไปเที่ยวรินจานีหรือเปล่า แกตอบว่าไม่เคย สำหรับชนพื้นเมืองซาซัคอย่างแก รินจานีเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ จะมีคนเดินจาริกแสวงบุญขึ้นไปบนยอดตลอดปีโดยเฉพาะช่วงพระจันทร์เต็มดวง ส่วนชาวฮินดูจะขึ้นไปประกอบพิธีกรรมบูชาสองครั้งต่อปี แกอวยพรให้ผมโชคดี ผมไม่ได้ถามว่าทำไมแกถึงไม่เคยขึ้นไปบนนั้น แกอาจจะพอใจแล้วที่ได้สักการบูชาจิตวิญญาณของภูเขาจากเบื้องล่าง

ในยุคที่วอลเลซมาสำรวจป่าบนเกาะลอมบ๊อค ยังมีคนอาศัยอยู่บนเกาะนี้ไม่มากนัก การเดินทางจากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมืองหนึ่งคงจะยากลำบากพอดู เพราะไม่มีถนนหนทาง และต้องเดินทางตัดผ่านป่าไม้ที่หนาทึบโดยตลอด วอลเลซคงอาศัยเรือลัดเลาะไปตามชายฝั่งและหยุดแวะตามเมืองรอบเกาะ หรืออาศัยไกด์ท้องถิ่นพาเข้าไปสำรวจในป่าลึก มากกว่าจะตัดเส้นทางใหม่เอง ผมนั่งคิดถึงการเดินทางในสมัยก่อนขณะนั่งเบียดอยู่ในรถสองแถวจากเซงกีกิ มุ่งหน้าไปเซนารู ปัจจุบันลอมบ๊อคมีประชากรถึง 2.5 ล้านคน เกือบทุกหมู่บ้านมีถนนเชื่อมต่อถึงกัน โดยเฉพาะซีกใต้ของเกาะซึ่งเป็นที่ราบมีถนนตัดโยงยางถึงกันทั่ว

เป้ใบมหึมาทำให้ผมกลายเป็นตัวประหลาดในรถสองแถวที่เบียดเสียด คงเป็นความแปลกมากกว่าความใหญ่ หรือความพะรุงพะรัง เพราะชาวซาซัคเองต่างก็ใช้รถสองแถวขนทุกอย่างที่เขาต้องการเช่นกัน เท่าที่ผมเห็นมีตั้งแต่กระสอบข้าวสาร กะละมัง ถังน้ำ ตะกร้าผัก ปลาเค็ม หรือแม้แต่เล้าไก่ พร้อมไก่เป็นๆ อีกสองสามตัว ดูทุกคนจะไม่เร่งรีบหรือยี่หระกับเวลาที่ผ่านไปมากนัก เพราะการจอดแต่ละครั้งกินเวลานับสิบนาทีกว่าผู้โดยสารจะขนสัมภาระลงหมด ไหนจะคนขับถามไถ่สารทุกข์สุกดิบพ่อค้าแม่ค้าขาประจำ ผมเพลินกับการมองดูภาพชีวิตที่เกิดขึ้นสองข้างทาง แต่ก็เพลียไม่น้อยกับระยะทางราว 80 กิโลเมตร ที่ใช้เวลาไปกว่า 4 ชั่วโมงในรถสองแถวแคบๆ

ผมมาถึงบายันเมืองทางตอนเหนือ เหลือผู้โดยสารอยู่ไม่กี่คน ผมลงรถที่นี่ เพราะต้องต่อรถสองแถวอีกสายหนึ่งเข้าไปที่หมู่บ้านเซนารู พื้นที่แถบนี้ต่างได้รับอิทธิพลจากภูเขาไฟไม่มากก็น้อย พื้นที่เชิงเขาที่กว้างถึง 65 กิโลเมตร และน้ำท่าที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ ทำให้ชาวบ้านแถบนี้เลือกทำนาขั้นบันได จากตรงนี้ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน รินจานีตั้งตระหง่านและเป็นศูนย์กลางของภูมิทัศน์รอบด้าน ผมรอรถอยู่นานกว่า เบโม สักคันจะผ่านมา และพาผมไปส่งที่เซนารู หมู่บ้านสุดท้าย ณ ปลายเท้าของรินจานี


3.

ด้วยความสูงถึง 3,726 เมตร รินจานีคือยอดเขาที่สูงที่สุดเป็นอันดับสองของอินโดนีเซีย บางตำราบอกว่า “รินจานี” เป็นชื่อของพระเจ้าองค์หนึ่งในภาษาชวา แต่ตามตำนานของชาวซาซัคพื้นเมืองเล่ากันต่อๆ มาว่า รินจานีมาจากชื่อของเจ้าหญิงอาจานี ซึ่งครั้งหนึ่งเคยอาศัยอยู่บนภูเขาไฟแห่งนี้ เจ้าหญิงอาจานีเป็นธิดาของพระผู้เป็นเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ชาวซาซัคมีความเชื่อว่าวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายยังคงสิงสถิตอยู่บนนั้น เป็นความเชื่อที่ถูกถ่ายทอดต่อกันมา และแพร่หลายไปถึงชาวฮินดูในฝั่งบาหลี

ผมไม่แปลกใจเลยที่ชาวซาซัคจะเชื่อว่าบนยอดเขารินจานีคือเรือนพักของเจ้าหญิงผู้ล่วงลับ ผมรู้สึกอย่างเดียวกัน ตอนที่เฝ้ามองรินจานีจากเซนารู ยอดเขาสูงส่งซ่อนตัวอยู่ในกลุ่มเมฆกลางเม็ดฝนที่พรำลงมา ดูลึกลับและชวนค้นหา บ่ายวันนั้นผมตัดสินใจเดินไปดูน้ำตกเซนดังกิลาใกล้ทางเดินขึ้นสู่ยอดเขา เพื่อเป็นการยืดเส้นยืดสาย และเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทางไกลในวันรุ่งขึ้น โดยไม่ได้คาดหมายผมได้พบกับน้ำตกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งที่เคยเห็นมา

น้ำตกเซนดังกิลาอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านเซนารูเท่าไร เดินแค่ครึ่งชั่วโมงก็ได้ยินเสียงน้ำตกแล้ว ป่าไม้บริเวณนี้อุดมสมบูรณ์ และทำให้ผมนึกได้ว่าปัจจุบันผืนป่าตรงเชิงภูเขาไฟทั้งหมดได้รับการปกป้องคุ้มครองทางกฎหมาย และประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติกานุงรินจานีมาได้หลายปีแล้ว ป่าดิบชื้นที่นี่อุดมไปด้วยต้นเฟิร์นหลายชนิด ยิ่งเข้าใกล้น้ำตก ความชื้นตามพื้นป่าก็สูงขึ้น ไอน้ำเย็นชื้นลอยทั่วไปอยู่ในอากาศ

สายน้ำตกที่ผมเห็นอยู่เบื้องหน้าทำเอาผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง นี่เป็นน้ำตกกลางป่าที่งามอย่างไร้ที่ติ สายน้ำไหลแรงพุ่งตัวลงมาจากหน้าผาสูงสองชั้น ความสูงรวมกันไม่น่าจะต่ำกว่า 50 เมตร ผนังข้างหลังเป็นสีเขียวสดราวมรกตเพราะตะไคร่น้ำ เฟิร์น และพันธุ์ไม้เลื้อยน้อยใหญ่ขึ้นยึดติดอยู่ ผมเพลินกับการดูน้ำตกอยู่นาน นึกสงสัยอยู่ว่าเมื่อร้อยห้าสิบปีที่แล้ว วอลเลซจะเคยมาเห็นน้ำตกแห่งนี้ไหม ผมไม่แน่ใจ เขาอาจจะมัวยุ่งอยู่กับการตามเก็บตัวอย่างพืชและสัตว์ ยิ่งเป็นชนิดใหม่ๆ จะยิ่งได้ราคาดี ผมคิดถึงวอลเลซแล้วนึกถึงความยิ่งใหญ่ประการหนึ่งของเขา คือความกล้าที่จะออกผจญภัย แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่เคยลืมสิ่งที่ตัวเองออกค้นหา

วอลเลซเป็นลูกคนสุดท้องในบรรดาพี่น้อง 8 คน เขาต้องออกจากโรงเรียนและเริ่มต้นทำงานตั้งแต่อายุ 14 เพราะทางบ้านประสบปัญหาเศรษฐกิจ เขาต้องทำงานหนัก เรียนรู้ทุกอย่างเอาจากมหาวิทยาลัยชีวิต แต่ความสนใจเกี่ยวกับธรรมชาติก็ไม่เคยลบเลือนไปจากสายเลือด เขาตัดสินใจทิ้งอังกฤษ และออกเดินทางมากับเรือ เดินทางโพ้นทะเลมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในที่สุดก็ได้พบกับงานที่ตัวเองถนัด คือการสำรวจและเก็บตัวอย่างสัตว์และพืช

ประสบการณ์จริงในการออกเดินทางสำรวจ ทำให้วอลเลซมีความรู้เกี่ยวกับการแพร่กระจายของสัตว์มากกว่าใครๆ มันทำให้เขาเกิดคำถามหลายอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเห็นในธรรมชาติ ทำไมจึงเจอนกชนิดนี้ที่นี่ แต่ไม่ใช่ที่อื่น ทำไมจึงเจอเสือที่นั่นแต่ไม่ใช่ที่นี่ ทำไมสิ่งมีชีวิตจึงถือกำเนิดขึ้นมา และมีวิถีชีวิตอย่างที่มันเป็น คำถามหลักที่ฝังใจเขาเสมอมาคือสิ่งมีชีวิตกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร เป็นคำถามเดียวกับที่ชาลส์ ดาร์วิน นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ก่อนหน้าครุ่นคิดมาเป็นเวลาร่วม 20 ปี ใครเลยจะเชื่อว่าวอลเลซผู้เร่ร่อนอยู่กลางทะเลคนนี้ เขียนบทความทางวิชาการหลายชิ้นที่อธิบายเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ก่อนหน้าที่ชาลส์ ดาร์วิน จะตีพิมพ์ทฤษฎีนี้ด้วยซ้ำ และบทความเกี่ยวกับการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตที่เขาส่งให้กับดาร์วิน ยังได้กลายเป็นบทความประวัติศาสตร์ที่พูดถึงต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิต หรือทฤษฎีวิวัตนาการของสิ่งมีชีวิตอย่างแจ่มชัดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

เสียงเอะอะของเด็กหนุ่มจากหมู่บ้านเซนารูที่พากันมาเล่นน้ำ ดึงให้ผมตื่นขึ้นจากภวังค์ ผมสงสัยอยู่ว่าในชั่วชีวิตของตัวเองจะได้ค้นพบบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่อย่างเช่นวอลเลซบ้างหรือไม่ ผมกล้าพอที่จะเลือกเดินไปตามเส้นทางที่หัวใจเรียกร้องหรือเปล่า หนทางที่ยังไม่รู้ว่าจะนำไปสู่อะไร ผมปลอบใจตัวเองว่าบางทีสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ผมได้ค้นพบ อาจไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ในสายตาใครๆ ก็ได้ พรุ่งนี้ผมจะเดินขึ้นไปหาเจ้าหญิงของผมบนนั้น ผมจะเดินขึ้นไปบนภูเขา


4.

หกชั่วโมงแล้วตั้งแต่ผมเริ่มปีนไต่ระดับขึ้นมาจากตีนเขาที่เซนารู เป็นหกชั่วโมงที่เหนื่อยยากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต เส้นทางสูงชันและเป้หนักร่วมยี่สิบกิโลบนหลังทำให้แข้งขาอ่อนเปลี้ยไปหมด เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นบนใบหน้าและไหลลงมาอย่างกับน้ำ ยังไม่นับรองเท้าคู่ใหม่ที่ออกฤทธิ์กัดเท้าเสียระบมจนการเดินแต่ละก้าวเหมือนย่ำย่างลงไปบนหนามแหลม ไม่มีความรู้สึกใดๆ เหลืออยู่นอกจากความอ่อนล้า ปวดเมื่อยทรมาน นึกอยากสลัดเป้ทิ้งแล้วนอนแผ่หรามองฟ้าอยู่ตรงนั้น แต่ตัวตนด้านในก็ยังบอกให้ฝืนสังขารก้มหน้ายกขาต่อไปทีละก้าวๆ อากาศที่เบาบางทำให้ผมหอบตัวโยน เกิดคำถามขึ้นในหัวว่า “มาทำอะไรที่นี่”

วันนั้นผมตื่นแต่เช้าขึ้นมาเตรียมสัมภาระ ก่อนตัดสินใจเดินขึ้นเขามาตามลำพัง นักท่องเที่ยวที่มาปีนเขาที่นี่ส่วนใหญ่จะจ้างคนนำทาง และลูกหาบ แต่ผมนึกในใจไปเดินคนเดียวสัมภาระคงจะไม่มาก เท่าที่สอบถามเส้นทางเดินก็ค่อนข้างชัดเจนจึงไม่น่าที่จะต้องอาศัยคนนำทาง เหนือสิ่งอื่นใดผมรู้สึกว่าการย่ำย่างไปบนเส้นทางศักดิ์สิทธิ์เป็นการฝึกตนอย่างหนึ่ง และเป็นแบบฝึกหัดที่น่าจะต้องกระทำโดยลำพัง

ช่วงสามสี่กิโลเมตรแรกเป็นช่วงที่เดินผ่านป่าดิบชื้น อากาศเย็นสบาย ยิ่งเดินขึ้นสูงยิ่งสัมผัสได้ถึงไอหมอกที่ระเรี่ยอยู่ตามยอดไม้ เดินมาได้สักระยะหนึ่งเพิ่งสังเกตว่ามีหมาสีน้ำตาลหน้ามอมจากหมู่บ้านเดินตามผมด้วยตัวหนึ่ง ผมเรียกมันว่าไอ้มอม ไม่คิดว่ามันจะตามผมไปตลอด แต่ปรากฏว่าไอ้มอมกลายเป็นเพื่อนร่วมทางแสนดี มันปล่อยให้ผมเดินไปตามจังหวะก้าว แต่ถ้าเดินช้ามาก หรือหายไปนาน มันก็จะวิ่งกลับมาดูว่าผมยังเดินตามมาอยู่หรือเปล่า มีบางช่วงที่เจ้ามอมเถลไถลออกนอกเส้นทางเหมือนไปสำรวจทางใหม่ที่แม้แต่มันก็ยังไม่เคยไป

ผมมาหยุดพักครึ่งทางที่ศาลาไม้ริมทางติดป้ายว่า Pos II ผมไม่รู้ว่าผมผ่าน Pos I มาตั้งแต่เมื่อไหร่ สามชั่วโมงของการไต่ระดับมาจากความสูง 600 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลที่เซนารู ตอนนี้ผมอยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 1,500 เมตร รู้ดีว่าทางข้างหน้าจะยิ่งลำบาก ในขณะที่กำลังวังชาเริ่มลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ผมนั่งพักอยู่ราวครึ่งชั่วโมง ไอ้มอมคงดีใจที่ผมแบ่งข้าวห่อมื้อกลางวันให้มันกิน

หกชั่วโมงผ่านไป ผมพบว่าตัวเองอยู่ในภาวะเหนื่อยอ่อนที่สุดในรอบหลายปี หลังจากที่เดินสูงขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ต้นไม้บริเวณนี้เริ่มขึ้นอย่างกระจัดกระจาย ความสูงชันและดินที่มีแร่ธาตุต่ำไม่อนุญาตให้ไม้ใหญ่หยัดยืนอย่างหนาแน่นในบริเวณนี้ ผมเดินไต่ระดับอยู่บนพื้นที่ที่เป็นเหมือนทุ่งหญ้าสลับกับไม้ใหญ่จำพวกสนอยู่ราวครึ่งชั่วโมง หมอกปกคลุมหนาทึบไปทั่วมองเห็นได้ไกลแค่ 4-5 เมตร ผมนึกในใจว่าจะได้เห็นทิวทัศน์อะไรบ้างไหมหนอจากข้างบน

เสียงลมพัดอื้ออึงเป็นครั้งคราว ราวกับเสียงกระซิบของหญิงสาว บรรยากาศการเดินสามชั่วโมงหลังเงียบสงัดเหมือนการปฏิบัติธรรม ผมแทบไม่ได้ยินเสียงนกร้อง อาจเป็นเพราะอากาศขมุกขมัว อาจเป็นเพราะผมอยู่เลยแนวต้นไม้ของผืนป่าเบื้องล่างมาแล้ว หรืออาจเป็นเพราะรินจานีกำลังต้องการสื่อสารถึงผม ผมไม่รู้ แต่มันเงียบจนแทบได้ยินเสียงเต้นของหัวใจ

ผมอดทนเดินไต่ระดับขึ้นมาอีกไม่นาน สภาพพื้นดินก็กลายเป็นหิน และลาวาแข็งสีดำ บ่งบอกถึงลักษณะของพื้นที่ภูเขาไฟแท้ๆ ตลอดทางเดินช่วงสุดท้ายเป็นการก้าวย่างไปบนหินก้อนใหญ่ๆ ที่ต้องอาศัยความระมัดระวังมาก ไอ้มอมเปลี่ยนไปเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ด้านหลังเหมือนจะเปิดโอกาสให้ผมเลือกเส้นทางเดินที่ต้องการ

ทันทีที่ผมเงยหน้าขึ้น ผมมองเห็นปากปล่องของรินจานีชั้นล่างอยู่ไม่ไกลข้างหน้า ทันใดนั้นหมู่เมฆที่เคยปกคลุมอยู่ทั่วไปกลับหายไปอย่างลึกลับ อากาศที่ปิดตัวอยู่นานกลับเปิดโปร่งแจ่มใสขึ้นอีกครั้ง เป็นปรากฏการณ์ที่ผมไม่เคยเจอมาก่อน ปากปล่องภูเขาไฟที่เห็นตรงหน้าอยู่สูงประมาณ 2800 เมตร และที่นั่นจะเป็นที่พักของผมคืนนี้

ภายในปากปล่องขนาดมหึมา กว้างคูณยาวประมาณ 6×8 กิโลเมตรแห่งนี้ของรินจานี คือทะเลสาบสีฟ้าครามสวยอย่างเหลือเชื่อ ทะเลสาบแห่งนี้มีชื่อเรียกว่า “เซการา อะนัค” อันหมายถึงทายาทแห่งท้องทะเล นับเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่เกิดทะเลสาบกว้างใหญ่ และลึกถึง 250 เมตร บนที่สูงขนาดนี้

ถึงนาทีนี้ผมสงสัยว่าสองขาที่แสนเมื่อยล้าตั้งแต่ชั่วโมงที่แล้วยังคงหยัดยืนอยู่ได้อย่างไร พอหันมองกลับไปยังหุบเขาเบื้องล่างที่ไต่ปีนขึ้นมา ผมตกตะลึงเมื่อพบว่าทั่วทั้งหุบเขาถูกปกคลุมไปด้วยทะเลเมฆหมอกสีทอง พระอาทิตย์ที่คล้อยต่ำลง ฉายฉานแสงทองบนริ้วเมฆที่เคลื่อนไหวไปมาราวมีชีวิต ผมทรุดตัวลงนั่งพิงกับก้อนหินภูเขาไฟ แสงทองเบื้องหน้า และไออุ่นจากหินผาช่วยให้ผมผ่อนคลาย และลืมความเหนื่อยยากจากการเดินตลอด 7 ชั่วโมงที่ผ่านมาเสียสิ้น

ผมนั่งอยู่อย่างนั้นจนฟ้าค่อยๆ เปลี่ยนสี มองเห็นยอดกานุงอากุง ภูเขาไฟที่สูงที่สุดบนฝั่งบาหลีอยู่ที่ปลายฟ้าสีทอง สวยจนรู้สึกเหมือนกำลังอยู่บนสวรรค์ ในขณะที่ก้อนเมฆผลัดกันเริงระบำ ราวกับส่งผ่านคำอวยพรลงมาจากฟากฟ้า โดยมีผมเพียงผู้เดียวเป็นจักษุพยานของปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่เบื้องหน้า

พอฟ้าเริ่มมืดผมจัดแจงกางเต็นท์ โดยมีไอ้มอมคอยยืนดูเหมือนเป็นกำลังใจให้ ยอดเขาสูงสุดของรินจานีสูงตระหง่านอยู่ในเงามืด ใกล้เหมือนอยู่แค่เอื้อม แต่ความจริงต้องใช้เวลาเดินอีกไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมงกว่าจะไต่ขึ้นเหนือระดับ 3,700 เมตร อากาศเริ่มเย็นลง ผมก่อไฟต้มน้ำ อาศัยเก็บไม้ฟืนที่เหลืออยู่ตามกองขี้เถ้าของคณะเดินทางชุดก่อนๆ ผมนั่งมองกองไฟท่ามกลางความมืดมิดบนภูเขา ฟังเสียงไฟลามไม้อยู่ใต้แผ่นฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยิบ ควันไฟโชยขึ้นในอากาศ เป็นความรู้สึกนิ่ง เหมือนเพิ่งผ่านการค้นพบที่แสนยิ่งใหญ่ ไอ้มอมนอนขดอยู่ข้างๆ ผมแบ่งเสบียงออกเป็นสองส่วน รู้สึกดีใจที่มันเดินตามขึ้นมาเป็นเพื่อน ตกดึกอากาศหนาวเหน็บ แต่ผมกลับอุ่น นอนหลับสบาย


5.

ผมตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ ฟ้าบนภูเขาสูง สว่างเร็วกว่าปกติ แสงแรกของวันเปล่งประกายรับกับยอดเขา แผ่นฟ้าสีดำมืดค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีคราม และกลายเป็นผืนผ้าใบที่เต็มไปด้วยรอยพู่กันหลากสี รอยทางสีแดงเหมือนเปลวเพลิงปรากฏขึ้นเหนือยอดรินจานี

ตามแผนเดิมวันนี้ ผมตั้งใจที่จะเดินไต่ขึ้นไปสู่ยอดเขารินจานี นักเดินทางส่วนใหญ่ที่มาถึงที่นี่ต่างต้องการพิชิตยอดสูงสุด คงเป็นเหมือนความภูมิใจของมนุษย์ตัวเล็กๆ ที่หาญกล้าทายท้าความยิ่งใหญ่ของขุนเขา การปีนขึ้นสู่ยอดรินจานีจึงได้รับความนิยม และกล่าวขานกันว่าเป็นเส้นทางที่ท้าทายที่สุดเส้นหนึ่ง โดยเฉพาะข้อเท็จจริงที่ว่าเป็นการไต่ปีนไปบนภูเขาไฟที่ยังดับไม่สนิท

ภูเขาไฟรินจานีระเบิดครั้งล่าสุดเมื่อปี 1994 เป็นการระเบิดครั้งใหญ่ แต่ไม่ได้ทำอันตรายผู้คน หรือสร้างความเสียหายใดๆ แก่บ้านเรือนที่อยู่เชิงเขา หลักฐานเพียงอย่างเดียวที่รินจานีทิ้งไว้เบื้องหลังการระเบิดครั้งนั้นคือ การกำเนิดของภูเขาไฟลูกน้อยในปากปล่องของเธอเอง ภูเขาไฟที่สูงเพียง 145 เมตรกลางทะเลสาบเซการา อานัค ได้ชื่อใหม่ว่า “กานุง บารู” หรือภูเขาลูกใหม่ ชาวบ้านและนักเดินทางสังเกตเห็นกานุง บารู ปล่อยควันไฟพวยพุ่งขึ้นในอากาศเป็นครั้งคราว ผมรู้สึกได้ถึงความมีชีวิตของภูเขาไฟลูกนี้ เจ้าหญิงรินจานีได้ให้กำเนิดชีวิตใหม่ในรูปแบบของเธอเอง

ผมเก็บข้าวเก็บของ ดับกองไฟเรียบร้อย เพ่งมองไปยังเส้นทางข้างหน้าที่นำพาขึ้นสู่ยอดเขา หนทางที่ลัดเลาะไปตามปากปล่องภูเขาไฟ และป่ายปีนขึ้นตามสันเขาสู่จุดสูงสุด ไอ้มอมเตรียมพร้อมเหมือนจะรอสัญญาณการเดินทัพ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมตั้งใจจะพิชิตยอดเขา และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมตั้งใจจะเดินขึ้นไปให้ถึงจุดสูงสุด แต่มันเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกไม่แน่ใจว่าการขึ้นไปเหยียบยืน ณ จุดนั้น ข้างบนนั้น เป็นสิ่งที่ผมต้องการจริงๆ

ผมทอดสายตาไปยังยอดเขารินจานีราวต้องมนต์สะกด เหลือบมองไปที่ทะเลสาบเซการา อะนัค และภูเขาไฟลูกน้อย ผมเหมือนถูกรายล้อมด้วยจิตวิญญาณแห่งขุนเขา เหมือนกำลังอยู่ในอ้อมกอดของเจ้าหญิงผู้ยิ่งใหญ่ ทุกสิ่งทุกอย่างบนนี้ช่างงดงามและลงตัว ความรู้สึกต้องการพิชิตยอดเขา ต้องการย่ำย่างขึ้นไปประกาศชัยบนจุดสูงสุดมลายหายไปในพริบตา ผมรู้สึกได้ถึงความต่ำต้อย และไม่คู่ควร

ตอนสายของวันนั้น ผมตัดสินใจเดินลงจากเขา ไอ้มอมกลับลงมากับผมด้วย เราแยกกันตรงหมู่บ้าน ไม่มีคำร่ำลาอาลัย มันกระดิกหางให้ผมสามทีก่อนวิ่งหายไป

............................................................................................

ระหว่างนั่งเรือข้ามฟากกลับไปบาหลี ผมหวนนึกถึงวอลเลซอีกครั้งหนึ่ง ความใฝ่รู้และความกล้าหาญในการใช้ชีวิตทำให้เขาได้จารึกชื่อวอลเลซไลน์ลงบนแผนที่โลก และในแวดวงวิทยาศาสตร์ยังไม่มีใครลืมว่าหนุ่มวอลเลซผู้นี้ คือผู้ร่วมค้นพบความจริงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งในโลกธรรมชาติ

กลางช่องแคบลอมบ๊อค ผมหลับตาเห็นตัวเองอยู่ในอ้อมกอดของขุนเขากลางหมู่เมฆที่กำลังเริงระบำ วอลเลซได้ค้นพบความจริงของชีวิตที่นี่ ส่วนผมเองก็ได้บทเรียนที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน ผมพบว่าการอยู่อย่างเป็นสุขบนโลกใบนี้คือการค้นหาที่ทางของตัวเองให้เจอ เราไม่จำเป็นต้องป่ายปีนขึ้นไปให้ถึงจุดสูงสุด เพียงเพราะเชื่อว่าจะได้ชมทิวทัศน์ที่งดงามกว่า บางครั้งความกล้าที่จะหันหลังกลับและออกเดินไปในเส้นทางที่ตัวเองเชื่อมั่นกลับเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่ามาก

ในอ้อมกอดแสนอุ่น ผมหลับตาและคิดถึงเธอ...รินจานี



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter