รหัสลับแห่งคาร์บอมบ์
เกิดเป็นคุณทักษิณ ชินวัตร แท้จริงแสนลำบากจริงๆ
เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมาทาง เจ้าหน้าที่ตำรวจแห่งสถานีบางพลัด ได้รับแจ้งว่ามีคาร์บอมบ์ หรือรถยนต์บรรทุกระเบิดจอดอยู่บนถนนแถวบริเวณสะพานซังฮี้ และห่างจากบ้านคุณทักษิณ ชินวัตร ในซอยจรัญสนิทวงศ์ 69 ประมาณ 400 เมตร สร้างความตื่นเต้นโกลาหลไปทั้งประเทศ
จากการตรวจสอบภายในรถพบระเบิดทีเอ็นที 3 แท่ง ติดตั้งอยู่บริเวณเบาะหลังด้านขวา ต่อสายไปยังแบตเตอรี่ในห้องเครื่องหน้ารถ ปุ๋ยยูเรีย บรรจุในแกลลอนสีเขียว 2 แกลลอน และตำรวจอ้างว่าระเบิดชุดนี้มีอำนาจทำลายล้างสูงถึง 1 กิโลเมตร โดยจับผู้ต้องสงสัยได้คนหนึ่งชื่อ ร.ท.ธวัชชัย กลิ่นชะนะ ซึ่งเคยมีความใกล้ชิดกับพลเอก พัลลภ ปิ่นมณี นายทหาร จปร.รุ่น 7 เพื่อนสนิทของพลตรี จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
แม้จะพบว่ามีพิรุธต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่ไม่พร้อมระเบิด หรือผู้ต้องสงสัยที่เป็นทหารฝ่ายธุรการไม่มีความรู้เรื่องวัตถุระเบิด หรือคดีวางระเบิดบ้านพักพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ พรรคประชาธิปัตย์ หรือหนังสือพิมพ์ผู้จัดการไม่เคยจับผู้ต้องหาได้ แต่ครั้งนี้จับได้อย่างทันควัน แต่ทางรัฐบาลได้สรุปออกมาแล้วว่า เป็นแผนสังหารรักษาการนายกรัฐมนตรี และได้มีคำสั่งปลดพลเอก พัลลภ ปิ่นมณี ออกจากตำแหน่งรองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) อย่างกะทันหัน
คนทั่วไปรู้ดีว่า พลเอก พัลลภ ปิ่นมณี ไม่ใช่นายทหารธรรมดา แต่เป็นลูกผู้ชายตัวจริงคนหนึ่ง เคยออกรบรับใช้ประเทศชาติมาอย่างโชกโชนหลายสมรภูมิ เขายืดอกให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า ไม่ยึดติดกับตำแหน่งใดๆ จึงไม่รู้สึกตื่นเต้นหรือเสียใจ และยอมรับว่า ร.ท.ธวัชชัยเคยเป็นคนขับรถสมัยที่เขาเป็นเลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม
พลเอกพัลลภพูดเสียงดังฟังชัดว่า
“ผมดูทีวีเมื่อสักครู่บอกว่า เขาขับรถวนไปวนมาบริเวณบ้านนายกรัฐมนตรี ผมอยากให้คิดดูว่า ถ้าผมจะทำ รถบรรทุกจะไปวนอยูทำไม ถ้าจะวางก็วางไปเลย หากจะมีระเบิดจริง คงไม่มีใครทำอย่างที่ตำรวจระบุ เพราะดูจากข่าวสภาพรถก็ไม่พร้อมใช้ และจะขับรถวนสามสี่รอบให้เขาจับทำไม
“จากประมวลเหตุการณ์มันเป็นไปไม่ได้ที่จะลอบสังหารนายกรัฐมนตรี ผมทำงานอยู่อย่างนี้จะไปทำอะไรท่าน เรื่องการต่อสู้ เรื่องการแตกแยกเป็นเรื่องทางการเมือง ผมดูแลด้านความมั่นคง หากผมจะทำ ผมจะไม่ทำแบบนี้ จะทำแนบเนียนกว่านี้เยอะ ในชีวิตผมเป็นหัวหน้าชุดล่าสังหาร หัวหน้ากองโจร ถ้าผมจะทำท่านนายกรัฐมนตรี รับรองว่าหนีไม่พ้นผมหรอก”
ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลและตำรวจได้ออกมายืนยันว่าเป็นความพยายามในการลอบปองร้ายผู้นำ เพราะตลอดระยะเวลาห้าปีแห่งการคุมอำนาจเบ็ดเสร็จของคุณทักษิณ ชินวัตร ได้บ่มเพาะศัตรูไว้มากมาย
ระหว่างความเห็นของลูกผู้ชายตัวจริงอย่างพลเอก พัลลภ ปิ่นมณี ผู้เสี่ยงชีวิตเพื่อชาติและสถาบันมาตลอด กับฝ่ายรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องคิดกันเองว่าจะเชื่อใครดี
ย้อนกลับไปเมื่อห้าปีก่อน คุณทักษิณได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสมัยแรกใหม่ๆ ได้เกิดเหตุระเบิดในเครื่องบินของสายการบินไทย ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะไปถึงสนามบินไม่นาน โดยมีการปล่อยข่าวว่าเป็นความพยายามในการลอบสังหารนายกรัฐมนตรี ซึ่งทุกวันนี้ก็เป็นความลับอยู่ว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งนั้น และไม่สามารถหาตัวผู้กระทำผิดได้
แต่ได้ผลในเชิงจิตวิทยา คนทั่วไปดูจะสงสารและเห็นใจตัวคุณทักษิณ ที่เพิ่งขึ้นเป็นนายกฯใหม่ๆ ยังโดนทำร้ายถึงเพียงนี้
ขณะที่ข่าวการพบวัตถุระเบิดในรถเก๋งครั้งนี้ หากลองสังเกตปฏิกิริยาของคนทั่วไป ผ่านทางเว็บบอร์ด หรือการส่งข้อความผ่านรายการโทรทัศน์ อาทิ รายการถึงลูกถึงคน หรือรายการคุยคุ้ยข่าว ดูจะไม่ค่อยมีคนแสดงความเห็นใจ แต่เป็นข้อความที่แสดงความไม่แน่ใจว่า เหตุการณ์นี้เป็นของจริงหรือเป็นคาร์บ๊อง อย่างที่สื่อมวลชนตั้งฉายาให้กันแน่
ข่าวการลอบสังหารนายกรัฐมนตรีอาจจะไม่ศักดิ์สิทธิ์เรียกน้ำตาคนดูได้เหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป
แต่ที่แน่ๆ คือ กลบข่าวเรื่องอันธพาลผู้ใกล้ชิดกับตำรวจ รุมกระทืบคนแก่และผู้หญิงฝ่ายต่อต้านทักษิณที่เกิดขึ้นไม่กี่วันก่อนหน้านี้ได้อย่างหมดจด หรือพูดเป็นภาษาสื่อสารมวลชนก็คือ
สงครามชิงพื้นที่ข่าวครั้งนี้ รัฐบาลได้เปิดเกมรุกแล้ว
จากนี้ไปรัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดเกมของข่าวให้สื่อมวลชนเดินตาม
อย่าลืมว่าเมื่อไม่กี่อาทิตย์ คนของพรรคไทยรักไทยเองก็เป็นผู้ปูดข่าวเรื่องความพยายามในการลอบสังหารนายกรัฐมนตรี เหมือนกับเป็นการโยนหินถามทาง แต่ดูเหมือนสื่อมวลชนจะไม่ค่อยให้ความสนใจ จนกระทั่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เซ็นทรัลเวิลด์ จนทำให้ภาพพจน์ของรัฐบาลตกต่ำลง
ไม่กี่วันต่อมา การพบคาร์บอมบ์จึงได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ก่อนหน้านี้ในการประชุมของพรรคไทยรักไทย คุณทักษิณ ชินวัตร ก็ได้ส่งสัญญาณให้สมาชิกพรรคว่า
“ขอให้ ส.ส.เขตทุกคนเตรียมแกนนำเอาไว้เขตละ 3,000 คน... ถ้าเป่านกหวีดเมื่อไหร่ก็ขอให้มา กทม.ได้ทันที คนแค่ล้านกว่าคนคงไม่เดือดร้อนอะไรมากนักหรอก...”
การค้นพบคาร์บอมบ์หรือคาร์บ๊อง กำลังเป็นรหัสลับเตือนให้เราทั้งหลายอย่ากะพริบตา ฉากความขัดแย้งทางการเมืองจะต้องเกิดถี่ขึ้น นับวันจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนนำไปสู่การนองเลือด หรือเป็นเหตุผลในการประกาศภาวะฉุกเฉินของฝ่ายรัฐบาลที่หลายคนตั้งข้อสังเกตไว้หรือไม่ ต้องติดตามต่อไป
เป่านกหวีดเมื่อไร คงได้เวลานับถอยหลังประเทศไทยแล้ว
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 27 สิงหาคม 2549



