Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
โลกสีเขียว
เพชร มโนปวิตร


คำตอบอยู่ที่หัวใจ…

Be glad of life…because it gives you the chance to love, and to work, and to play, and to look up at the stars.”

Henry Van Dyke

...................

เสียงนกกางเขนบ้านดังแว่วมาจากต้นมะม่วงข้างหน้าต่าง ฟ้ามืดเริ่มเปลี่ยนสีเป็นครามเข้ม ปุยเมฆสีส้มแดงกระจายพาดขอบฟ้า ฝนที่พรั่งพรมลงมาอย่างหนักเมื่อคืนทำให้อากาศยามเช้ายิ่งโปร่งใสกว่าปกติ นานมาแล้วที่ผมไม่ได้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึก “นิ่ง-สงบ” เช่นนี้ ความรู้สึกที่ว่าชีวิตรอบกายช่างงดงามและควรค่าแก่การดำรงอยู่

เถาชมนาดส่งกลิ่นหอมมากับสายลมโชยเหมือนกลิ่นข้าวใหม่ นกเขาใหญ่ตัวกลมเกาะนิ่งอยู่บนขอบกระเบื้องหลังคา กระรอกปลายหางดำสองตัววิ่งไล่ไต่ไปตามสายไฟ และกระโดดหายไปในซุ้มกล้วยไม้ของเพื่อนบ้าน นกปรอดสวนส่งเสียงร้องแหบๆ บินไล่กันเป็นคู่ นกปรอดอีกชนิดที่ยังชุกชมตามชานเมืองกรุงเทพฯ แต่พบได้น้อยกว่าคือนกปรอดหน้านวล ที่มีแถบดำคาดตาเหมือนคนใส่หน้ากาก และมีก้นสีเหลืองจนได้ชื่อในภาษาอังกฤษว่า Yellow-vented Bulbul ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่ามันมาทำรังอยู่บนกิ่งต้นชมพู่ใกล้ๆ หน้าต่างนี่เอง นกตัวผู้และตัวเมียต่างผลัดกันคาบเศษใบไม้ใบหญ้ามาสานทอเป็นรังทรงถ้วยหยาบๆ เหลือบไปยังระเบียง นกกระจิบหญ้าสีเรียบ ตัวเพรียวบินคาบหญ้าเส้นยาวเกือบเท่าลำตัวมาเกาะอยู่ข้างดงตะไคร้ เมื่อมองดีๆ จึงได้เห็นรังทรงกลมเหมือนบอลลูกเล็กๆ ที่ถูกถักทอขึ้นอย่างประณีตซ่อนอยู่กลางกอ ตัวผู้คงต้องสาละวนอยู่กับการจัดเตรียมเรือนรักอย่างน้อยอีกวันสองวัน กว่ารังรักกลางกอตะไคร้นี้จะเสร็จสมบูรณ์พร้อมให้คู่รักตัวเมียใช้วางไข่

ผมไม่อยากเชื่อว่าตลอดสองสามเดือนที่ผ่านมา ผมไม่เคยมีเวลาสังเกตฉากชีวิตที่โลดแล่นอย่างมีพลังเบื้องหน้านี้เลย ภาระหน้าที่ทางการงานและวิถีชีวิตในกรุงเทพฯ ทำให้เวลาที่จะได้สัมผัสกับธรรมชาติน้อยลงไป อย่าว่าแต่อะไรเลยแค่เวลาที่จะได้อยู่นิ่งๆ กับตัวเองยังแทบไม่มี ชีวิตเหมือนถูกเครื่องจักรที่มองไม่เห็นฉุดลากไปข้างหน้าอย่างร้อนรน จนไม่เคยมีเวลาหยุดพักฟังเสียงสนทนาจากภายใน

หากเป็นก่อนหน้านี้ ผมและเพื่อนกลุ่มเดียวกันมักใช้เวลาช่วงหยุดเสาร์ อาทิตย์ออกไปเที่ยวป่าเขา ดูนกกันตามอุทยานแห่งชาติ พวกเราเริ่มต้นดูนกกันอย่างจริงจังด้วยป่ายอดนิยมใกล้กรุงเทพฯ เช่นเขาใหญ่-โคราช เขาเขียว-ชลบุรี ก่อนขยับไปยังป่าที่ท้าทายมากขึ้นเช่นแก่งกระจาน ภูเขียว หรือขึ้นเหนือไปล่านกหายากตามดงดอย ไม่ว่าจะเป็นดอยอินทนนท์ ดอยผ้าห่มปก ดอยเชียงดาว หรือลงใต้ไปค้นหานกป่าดิบที่ทะเลบัน หรือฮาลาบาลา พวกเราเคยตั้งเป้ากันว่าทุกครั้งที่ไปดูนกจะต้องพยายามหาดูนกชนิดที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นเหมือนเป้าหมายที่เพิ่มรสชาติให้กับการเดินทางค้นหา

ผมนั่งนึกถึงสถานที่ต่างๆ ที่เคยไปเหยียบย่าง ก็นับว่าตัวเองได้เดินทางมาไม่น้อย นกหายากหลายชนิดค่อยๆ ถูกเพิ่มไปในสถิติส่วนตัวพวกเราในกลุ่ม เราติดตามการรายงานการพบนกหายากอย่างสม่ำเสมอ รวมไปถึงการเสาะหาข้อมูลว่านกหายากแต่ละชนิดนั้นมีโอกาสพบเห็นได้ที่ไหนบ้าง เมื่อถูกถามจากใครๆ ว่า “ทำไมถึงบ้าดูนกกันนักล่ะ ” ผมฉวยโอกาสนั้นอธิบายยืดยาวถึงการผจญภัย และความสุขที่ได้รับจากการเดินท่อมๆ มองหานกในป่า “มันเป็นอะไรมากกว่าที่เห็น หรือเข้าใจได้... ต้องลองไปดูด้วยตัวเอง” ผมมักปิดบทการสนทนาด้วยคำเชื้อเชิญเช่นนี้

ครั้นเวลาผ่านไปความสนใจในการตามล่าดูนกหายากของผมเริ่มหมดลง การไปดูนกแต่ละครั้งวนเวียนอยู่กับป่าสมบูรณ์เพียงไม่กี่แห่ง ความซ้ำซากเริ่มทำให้ความกระตือรือร้นของเพื่อนในกลุ่มค่อยๆ เจือจางลงไปด้วย ผมเริ่มถามตัวเองว่าจริงๆ แล้วผมได้เรียนรู้อะไรอื่นอีกไหมนอกจากความเพลิดเพลิน ผมยังจำได้ถึงความยากลำบากหลายๆ ครั้งที่ตัวเองผลักพาชีวิตไปให้ประสบ อันเนื่องมาจากความ “อยาก” เห็นนกบางชนิดในธรรมชาติ หลายครั้งต้องเดินป่านานแรมวัน บางครั้งหลงป่าชนิดที่ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน แต่ทุกครั้ง ชั่วขณะเพียงไม่กี่วินาทีที่ได้มีโอกาสเห็นนกในถิ่นธรรมชาติ ทำให้ความเหนื่อยล้าหายไปในพริบตา ทำให้หัวใจเล็กๆ พองโตอย่างอธิบายไม่ได้

อายุที่มากขึ้นกับเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทำให้ผมพบว่า การออกดูนกในธรรมชาติกลายเป็นการออกแสวงหาตัวตนที่อยู่ภายใน โดยหวังพึ่งให้ธรรมชาติปลอบโยนหัวใจที่สับสนหลงทาง ผมเริ่มไม่แคร์ว่าผมจะได้เห็นนกที่อยากเห็นหรือไม่ การได้เห็นนกธรรมดาทั่วไปไม่ได้มีความหมายน้อยไปกว่าการเห็นนกหายากอีกต่อไป ผมเริ่มสนใจข่าวคราวการคุกคามนกและธรรมชาติมากขึ้น เพียงด้วยเหตุผลง่ายๆ ของความห่วงใยถึง “เพื่อน” ผมรู้สึกว่าธรรมชาติกลายมาเป็นเพื่อนที่สอนให้ผมเข้าใจชีวิตดีขึ้น

ข่าวคราวปัญหาการบุกรุกทำลายป่าธรรมชาติ การค้าสัตว์ป่า เป็นประเด็นข่าวที่แทรกแซมอยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์อยู่เป็นระยะ แม้ไม่บ่อยครั้งแต่ก็เรียกได้ว่าค่อนข้างสม่ำเสมอ ผมเริ่มหยิบยกประเด็นเหล่านี้มาถกเถียงกับคนรอบข้าง ไม่ง่ายเลยกับการแลกเปลี่ยนเรื่องราวเหล่านี้ให้กับคนอื่นๆ เข้าใจ แม้แต่กับเพื่อนที่เคยออกดูนกกลุ่มเดียวกัน หลายคนบอกว่าผมคิดมากเกินไป ทุกอย่างย่อมมีวิถีทางของมัน ควรมาคิดกันดีกว่าว่าจะไปดูนกกันอีกทีเมื่อไหร่ดี ควรจะไปดูนกในที่ใหม่ๆ กันบ้าง นกหายากบางชนิดอย่างนกแต้วแล้วท้องดำนั้นหายากเต็มทีแล้ว น่าจะได้ไปดูตัวจริงกันก่อนที่มันจะสูญพันธุ์ ผมโกรธที่ได้ยินคำอธิบายเช่นนี้ หรือผมควรจะมีคำตอบที่ดีกว่านี้ให้กับพวกเขา

...................

พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว สีเหลืองจ้าอาบริมขอบฟ้า เหนือขึ้นไปคือปุยเมฆขาวลอยเกลื่อนอยู่หน้าฉากหลังสีฟ้าสด นกปรอดหน้านวลคู่นั้นบินโผขึ้นมาเกาะคู่กันตรงยอดปาล์มประดับ ไม่ไกลจากรวงรังที่พวกมันช่วยกันสร้าง แดดอ่อนยามเช้าส่องให้ประกายใสในแววตาสองคู่ สุกสว่างอย่างไม่เคย ผมมองชีวิตเบื้องหน้าแล้วนึกไปถึงภาพนกแต้วแล้วท้องดำในกรงที่เห็นจนเจนตาตามสื่อสิ่งพิมพิ์ต่างๆ ... ผมมีคำตอบให้กับตัวเองแล้วว่าทำไมเราถึงต้องพูดกันถึงเรื่องอนุรักษ์ ทำไมชีวิตเหล่านี้จึงควรได้รับการปกป้องและมีสิทธิในการดำรงอยู่ต่อไป...คำตอบอยู่ที่หัวใจ



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter