จุดไฟในนาคร (2)

หลังจากที่ได้ "จุดไฟ" ในฉบับที่ 1 ผ่านไปแล้ว…ทั้ง "ปกป้อง" และ "ภิญโญ" ก็หายเงียบอย่างไร้ร่องรอย ไม่ได้คิดจะมาปลุกปั่นเติมเชื้อ ราดน้ำมัน หรือแสดงอาการร้อน-หนาวอะไรให้ผมเห็นอีกต่อไปเลย…

แต่อย่างที่เคยได้ตกปากรับคำเอาไว้แล้ว ว่ายังไงๆ ก็จะต้องเขียนอะไรต่อมิอะไรมาร่วมกับพรรคพวกใน onopen.com ตามที่ได้ให้คำสัญญากันเอาไว้ ก็ถือว่าเป็น "หน้าที่" ที่จะต้องดำเนินการ "จุดไฟในนาคร" กันต่อไปไม่ว่าสิ่งที่ได้กระทำไปแล้ว จะก่อให้เกิดความสว่างหรือความมืด ความร้อนหรือความหนาวกับผู้ที่สัญจรผ่านเข้ามาใน onopen กันหรือไม่? อย่างไร?

และอย่างที่ว่าเอาไว้ในคราวที่แล้วว่า…ในระยะหลังๆนั้น "ไฟ" ที่ผมหันไปสนใจ มันก็ค่อนข้างไม่ใช่ไฟที่สามารถจะไปเผาใครต่อใครกันได้ซักเท่าไหร่นัก แต่ว่าเป็นไฟที่ออกจะแปลกๆซักหน่อย อย่างเช่นไฟประเภทที่พวกชาวเปอร์เซียโบราณหรือพวก "โซโรอัสเตอร์" เรียกว่า "ไฟจากแสงสว่างอนันต์" (Infinite Light) ที่ว่ากันว่าแม้นว่ามันอาจจะมีคุณสมบัติในการเผาผลาญ "คนชั่ว" ซึ่งไม่ว่าจะด้าน จะแข็ง จะหนายิ่งกว่าโลหะชนิดใด แต่ก็สามารถเหลวละลายไปได้แบบฉับพลันทันที แต่สำหรับ "คนดี" แล้วว่ากันว่า มันจะกลายเป็นไฟที่มีความหวานเหมือนกับ "นมอุ่นๆ" ให้สัมผัสแห่งความนิ่ม เบาสบายได้อย่างประหลาดอัศจรรย์ไม่น้อย…

ซึ่งก็คงเป็นประเภทเดียวกันกับไฟ ที่ชาวอาหรับในตะวันออกกลางรายหนึ่งชื่อว่า "มานี" หรือ "มานีกี" ซึ่งเคยมีชีวิตอยู่ก่อนหน้าพระนบีมูฮัมหมัดจะค้นพบศาสนาอิสลามเกือบ 400 ปีมาแล้วเรียกว่า "แนวแห่งความรุ่งโรจน์" ที่จะลอยเท้งเต้งอยู่บนท้องฟ้าในซอกมุมไหนก็ไม่ทราบได้ แต่ว่ากันว่าเป็นไฟที่เกิดขึ้นมาจากการสะสมของ "แสงสว่าง" ของบรรดาสิ่งมีชีวิตที่ได้ตายไปแล้วหลังจากที่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองในโลกนี้อย่างสมบูรณ์…หรืออาจจะเป็นไฟแบบเดียวกันกับที่ "อัครทูตยอห์น" สาวกของพระเยซูคริสต์ได้บันทึกเอาไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิลว่า "คือความสว่างที่ส่องเข้ามาในโลกนี้" แต่ "โลกหาได้รู้จักไม่" เป็นความสว่างที่มีมาก่อนที่อะไรจะมีขึ้นมา เป็นความสว่างที่ได้ทำให้สรรพสิ่งอุบัติขึ้นมาเป็นจักรวาล เป็นโลกและเป็นอะไรต่อมิอะไรในเวลาต่อมา รวมทั้งยังเป็น ความสว่างที่มีความเป็นอมตะนิรันดร์กาล…อะไรประมาณนั้น…???

บรรดา "ไฟ" ประเภทนี้นอกจากมันเป็นอะไรที่แปลกๆ น่าเก็บเอามาคิด และน่าสนใจไม่น้อยแล้ว มันยังมีข้อน่าสังเกตอีกอย่างก็คือว่า มันมักจะมีการพูดถึงร่องรอยทำนองนี้เอาไว้ในแทบทุกศาสนา แม้กระทั่งศาสนาพุทธของเราเอง ที่ว่ากันว่าเป็น "วิทยาศาสตร์" สุดขีด เป็น "อเทวนิยม" ไม่ใช่ "เทวนิยม" อะไรก็แล้วแต่ แต่ก็ยังมีการพูดถึงสิ่งที่มีลักษณะคล้ายๆกันแบบที่ว่า นั่นก็คือ "แสงสว่าง" แบบแปลกๆ ที่ว่ากันว่าเป็นแสงสว่างที่แผ่ซ่านยืดยาวไปโดยตลอดทั่วทั้งจักรวาลนี้ หรือแผ่กว้างไปอย่างไม่มีขอบเขต เป็นแสงสว่างที่มีมายาวนานจนไม่อาจคาดคำนวณอายุได้ และมีความสว่างเจิดจ้าจนไม่อาจชั่งตวงวัดความสว่างออกมาคำนวณกันให้ชัดๆได้ หรือเป็น "อมิตาภะ" และ "อมิตายุ" อย่างที่พวกพระได้ท่องกันเป็นภาษาบาลีกันในตอนที่เรากำลังเคลิ้มๆเวลาฟังพระสวดอะไรประมาณนี้ ซึ่งก็ว่ากันว่าไม่ใช่เป็นเพียงสิ่งที่ถูกหยิบมาสอดแทรกกันแบบ "ท่อนแยก" ของเพลง "น้าแอ๊ด คาราบาว" อะไรทำนองนั้น คือไม่ได้แค่เอามาคลอๆ กระแสกันไปเรื่อยๆ เปื่อยๆ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วสิ่งที่ว่านี้นั้นน่าจะมีความสำคัญเอามากๆ ในเนื้อหาสาระของศาสนาพุทธ เพราะถือกันว่ามันเป็นบางสิ่งบางอย่างที่มีมาก่อน "พระพุทธเจ้า" ของเราจะอุบัติขึ้นมานานแล้ว ซึ่งแม้กระทั่งตัวของพระพุทธเจ้าของเราเองก็ยอมรับว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย,เพราะพระตถาคตทั้งหลายจะเกิดขึ้นก็ตาม พระตถาคตทั้งหลายจะไม่เกิดขึ้นก็ตาม ธรรมธาตุนั้นตั้งอยู่แล้วเทียว"(อุปปทา วา ภิกขเว ตถาคตานัง อนุปปาทา วา ตถาคตานัง ฐิตา ว สา ธาตุ) หรือมันเป็นธาตุบางอย่างที่มีมาก่อน "ธรรมชาติ" เท่าที่เราเห็นๆกันอยู่ในขณะนี้ และอยู่ "เหนือธรรมชาติ" ที่เราเห็นๆกันอยู่ในขณะนี้อีกด้วย…ซึ่งมันจะมีอยู่จริงหรือไม่จริงก็แล้วแต่ที่เราจะเชื่อหรือไม่เชื่อหรือจะต้องพิสูจน์ค้นหากันต่อไป แต่กระทั่งระดับ "พระพุทธเจ้า" ที่ยังไงๆ ก็น่าจะ "เจ๋ง" กว่าเราทั้งหลายที่มีชีวิตอยู่ในขณะนี้ ท่านยืนยันเอาไว้อย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะ โคว้ทเป็นคำพูดคำต่อคำวรรคต่อวรรคบันทึกเอาไว้ในพระคัมภีร์ไตรปิฏกที่สามารถหาอ่านกันได้ทุกวันนี้ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติที่ไม่เกิด ไม่เป็น ไม่มีใครทำ ไม่มีอะไรปรุงแต่ง มีอยู่ ถ้าไม่มีธรรมชาติที่ไม่เกิด ไม่เป็น ไม่มีใครทำ ไม่มีอะไรปรุงแต่ง ความพ้นไปจากธรรมชาติที่เกิด ที่เป็น ที่มีใครทำ ที่มีอะไรปรุงแต่ง ก็จะปรากฏไม่ได้…"

แต่ว่าไอ้บรรดา "ไฟ" แปลกๆ…"แสงสว่าง" แปลกๆ หรือ "ธาตุ" แปลกๆในแบบที่ว่านี้นี่แหละที่ในช่วงหลังๆ หรือในยุคซึ่งเรากำลังมีชีวิตอยู่ในโลกทุกวันนี้…มันมักจะไม่ได้ถูกหยิบมาพูด มาคิด มาค้นคว้ากันต่อไปว่า…เอาเข้าจริงๆแล้ว…มันมีอยู่จริงหรือไม่??? ซึ่งดูเหมือนว่าโดยส่วนใหญ่แล้ว เรามักจะเชื่อๆ ตามๆ กันไปภายใต้กระแสความคิดที่เพิ่งจะได้รับการเผยแพร่มาเมื่อแค่ไม่กี่ร้อยปีนี่เอง เช่นความคิดที่ว่า "ข้าพเจ้าจะไม่ยอมรับว่าอะไรจริงถ้าหากข้าพเจ้าไม่ทราบแน่ชัด และจะไม่ยอมรับอะไรมากไปกว่าสิ่งที่ปรากฏอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งที่ไม่อาจเป็นที่สงสัยได้อีกต่อไปในจิตใจของข้าพเจ้า" อย่างที่นาย "เรอเนต์ เดการ์ต" ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งปรัชญาสมัยใหม่ได้เคยประกาศเอาไว้ในข้อสรุปที่เรียกว่า "กฎแห่งความจริง 4 ข้อ" นั้นเอง หรือนาย "เดนิส ดิเรโรต์" ที่สรุปว่า "อะไรที่ไม่อาจรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส…สิ่งนั้นไม่จริง…" หรือนาย "จอร์จ เฮเกล" ที่บอกเอาไว้ว่า "สิ่งใดเป็นจริงย่อมมีเหตุผล และสิ่งใดที่มีเหตุผลย่อมจริง.." อะไรประมาณนั้น…???

ซึ่งไอ้การที่เรามักจะคิดๆ กันแบบนี้นี่แหละ…ที่มันทำให้น่าเสียดายเอามากๆ หรือมันมักจะทำให้โอกาสที่เราจะเกิดแรงจูงใจ เกิดการหันมาให้ความสนใจกับสิ่งแปลกๆ ไฟแปลกๆ แสงสว่างแปลกๆ ที่ใครต่อใครเคยพูดกันมานานนับเป็นพันๆ ปี หรืออาจจะหมื่นๆ แสนๆปีนับตั้งแต่มนุษย์คนแรกปรากฏตัวขึ้นมาบนโลกกันเลยก็ไม่แน่…มันก็เลยไม่ค่อยจะเกิดขึ้นกันซักเท่าไหร่…วิถีชีวิตของผู้คนในยุคหลังๆที่มักจะวนมา-วนไปอยู่กับสิ่งที่ตัวเองเห็น สิ่งที่ตัวเองสัมผัส สิ่งที่ตัวเองยอมรับกันเป็นหลัก…ก็จึงมักจะทำให้ "ความจริง" หรือ "สิ่งที่จริง" มันมักจะเป็นไปในแบบ "ของใคร-ของมัน" กันยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เพราะโอกาสที่ผู้คนจะได้เห็น ได้สัมผัส ได้ทราบแน่ชัดจนปราศจากข้อสงสัยในจิตใจของตัวเองในแต่ละคนเหมือนกันหมดทั้งสิ้นนั้น…มันคงไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างทั่วถึงทุกคนได้ทั้งหมด ในทุกสิ่งทุกอย่างหรือในทุกๆสรรพสิ่ง จนทำให้ไม่เพียงแต่ "ความจริง" เท่านั้นที่ต้องกลายไปเป็นความจริงในแบบของใคร-ของมัน กระทั่ง "ความดี-ความชั่ว" ก็เถอะ…ก็ยังต้องขึ้นอยู่กับการเห็น การสัมผัส และความรู้สึกถึงความสงสัยหรือไม่สงสัยในจิตใจของคนแต่ละคน…จนกลายเป็นความดี-ความชั่วที่เป็นไปตามมาตรฐานในแบบของใคร-ของมันกันอีกจนได้…??? และด้วยมาตรฐานของผู้คนที่นับวันมันจะแยกย่อย กระจัดกระจาย แตกสลายไปด้วยสถานะทางเศรษฐกิจ สังคม ช่องว่างทางทัศนะ รายได้ ทางชนชั้น…ฯลฯลฯลฯ หรืออะไรต่อมิอะไรอีกเยอะแยะมากมาย…มันก็เลยยิ่งทำให้เกิดการเล่นงานกันระหว่างเดคาร์ต,ดิเรโรต์,เฮเกล ฯลฯ ยุคใหม่ๆ กันจนเปรอะหรือเลอะเทอะ เละเทะกันจนหาแก่นสาระ เนื้อหนังอะไรไม่ได้เอาเลย และก็ดูจะเป็นสาเหตุหลักๆที่ทำให้เกิดกรณี "ท้ากก์ก์ก์…ษิณ ออกไป" กับกรณี "ท้ากกก์ก์ก์…ษิณสู้ๆ" ไปจนถึงกรณี "ไม่เอาท้ากก์ก์ษิณ…ไม่เอาอะไรและไม่เอาใครๆ….นอกจากเอาตัวกู-ของกูอันเป็นสิ่งที่กูได้เห็น ได้สัมผัส ได้เชื่อจนปราศจากข้อสงสัยในจิตใจของตัวกูแล้วว่า…กูเจ๋งง์ง์ง์ง์…." อะไรประมาณนั้น….???? ปรากฏการณ์ความเป็นไปในลักษณะนี้มันล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นเนื่องมาจากว่า…เราลืมไปแล้ว หรือเราไม่เคยคิดที่จะไปสนใจถึงเรื่องราวของไฟแปลกๆ แสงสว่างแปลกๆ หรือธาตุแปลกๆ ที่เราอาจจะคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่จริงนั่นเอง….ทั้งๆ ที่ว่าไปแล้ว ก็ด้วยความเชื่อที่มีต่อสิ่งที่ว่านี้มาอย่างต่อเนื่อง ยาวนานนับเป็นหมื่นๆ แสนๆ ปีนั่นเอง ที่เคยทำให้มวลมนุษยชาติทั้งหลาย เคยสามารถสร้างมาตรฐานความดี-ความเลว…ในลักษณะที่คล้ายๆกัน จนสามารถนำมากำหนดเป็น "กติกาในการอยู่ร่วมกันภายในสังคมแต่ละสังคม" ได้อย่างมี สันติภาพ สันติสุข สะอาด สว่าง และสงบได้อย่างเป็นจริงเป็นจังมาแล้วหลายต่อหลายสังคม….???