Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
ด้วยเหตุด้วยผล
อติรุจ ตันบุญเจริญ


บทบาทของศาลกับ “เทศกาลบ้านเมือง”

คำว่า “เทศกาลบ้านเมือง” ที่ผมจั่วหัวไว้นั้น เป็นคำศัพท์โบราณที่ปรากฏอยู่ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญที่สุดของกฎหมายตราสามดวง นั่นก็คือ ส่วนที่เรียกว่า “พระธรรมศาสตร์” ดังนี้ครับ

“...ดำรงพระไทยฟังอรรฐคดีซึ่งกระลาการพิจารณา โดยยุติธรรมนั้นเปนแว่นแก้ว แล้วเอาคำภีรพระธรรมสาตรเปนพระเนตร ดูเทศกาลบ้านเมีองโดยสมควรแล้ว จึ่งเอาพระกรเบื้องขวาคือพระสะติสัมปะชัญะทรงพระขรรคแก้ว คือพระวิจารณะปัญาวินิจฉัยตัดข้อคดีอนาประชาราษฎรทังปวงโดยยุติธรรม”

ดังที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ด้วยฐานานุศักดิ์แห่งพระองค์ในการเป็น “เจ้าชีวิต” “เจ้าแผ่นดิน” และ “ราชาผู้นำพาความสุข” ราชกิจที่สำคัญประการหนึ่งของพระมหากษัตริย์ในระบอบปิตาธิปไตย เช่นในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแห่งกรุงสุโขทัย หรือในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือลัทธิเทวราชาแห่งกรุงศรีอยุธยาเรื่อยมากระทั่งสมัยก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อครั้งกรุงรัตนโกสินทร์นั้น คือการที่พระองค์ทรงเป็น “น้ำพุแห่งความยุติธรรม” (Fountain of Justice)

ในคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ที่ผมตัดความนำมาอ้างข้างต้นนั้น เป็นตอนที่กล่าวถึงบรรดาพระราชกิจน้อยใหญ่อันเป็นกิจวัตรประจำวันขององค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่พระองค์ต้องทรงเป็นประจำก็คือการออก ณ พระที่นั่งพร้อมด้วยบรรดาเสวกามาตย์ ราชปุโรหิต เพื่อทรงวินิจฉัยตัดสินคดีความ อำนวยความยุติธรรมแก่พสกนิกรของพระองค์

แน่นอนครับ ลำพังพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียว ไม่มีทางที่จะสามารถวินิจฉัยตัดสินคดีอันเกิดขึ้นเนื่องมาจาก โทสะ โมหะ โลภะของอนาประชาราษฎร์ได้อย่างทั่วถึง บรรดาพระราชอำนาจเกี่ยวกับการยุติธรรมจึงจำเป็นที่จะต้องถูกผ่องถ่ายมายังบรรดาเสวกามาตย์ ราชปุโรหิต แต่ทั้งนี้ยังทรงสงวนไว้ในกรณีที่เป็นคดีความสำคัญ ยุ่งยากซับซ้อนเหลือสติปัญญาของเหล่าขุนนางที่ทำหน้าที่แทนพระองค์ หรือไม่ก็กรณีที่ต้องตัดสินประหารชีวิต อันนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งควรต้องมีพระราชวินิจฉัยในเรื่องนั้นเสียก่อน

เมื่อพระราชอำนาจในการยุติธรรมได้ถ่ายโอนมายังเหล่าขุนนางแล้ว บรรดาหลักการทั้งหลายอันเกี่ยวกับการวินิจฉัยอรรถคดีของพระมหากษัตริย์ ที่ปรากฏอยู่ในพระธรรมศาสตร์ดังกล่าวก็ย่อมต้องโอนนำมาปรับใช้กับบรรดาขุนนางผู้ทำหน้าที่เกี่ยวกับการยุติธรรม (อันได้แก่ลูกขุนศาลตระลาการ หรือตุลาการทั้งหลายนั่นเอง)ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะบทตอนที่ผมอ้างอิงข้างต้น

“เทศกาลบ้านเมือง” ที่ผู้ทำหน้าที่ตุลาการต้องพินิจประกอบคดีก่อนที่จะวินิจฉัยตัดสินความนั้น หมายความถึง บรรดาเหตุการณ์บ้านเมือง หรือสภาวการณ์บ้านเมืองในขณะนั้น

ด้วยความยุติธรรมไม่สามารถคำนวณและสรุปผลได้บนแผ่นกระดาษ การวินิจฉัยตัดสินคดีจึงจำเป็นอย่างอย่างยิ่งที่บรรดาผู้พิพากษาตุลาการทั้งหลายจะต้อง “ข้ามพ้นคดีความ” ให้ได้ การยึดติดแต่ตัวบทกฎหมายและ “คดีความ” นั้น ไม่ต่างอะไรกับการเป็นแพทย์ผู้รักษาแต่ “โรค” ตามตำรา แต่ไม่ยอมที่จะรักษา “คนไข้” ด้วยแต่อย่างใด

แต่การตัดสินความนั้น ยากและซับซ้อนยิ่งกว่าการรักษาคนไข้ เหตุเพราะมี “มิติของสังคมและชุมชน” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย หลายครั้งที่คำวินิจฉัยฉบับหนึ่งได้ “เปลี่ยน” หรือ “สร้าง” บรรทัดฐานๆหนึ่งขึ้นในสังคม

การพิจารณาและการตัดสินคดีของผู้พิพากษาตุลาการโดยคำนึงถึงเทศกาลบ้านเมือง ย่อมทำให้คำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยนั้น สอดคล้องต้องกับ “ความเป็นไป” ของสังคม ส่งเสริมบรรทัดฐานที่ดีงามให้แข็งแกร่ง ปรับเปลี่ยนบรรทัดฐานที่บกพร่อง หรือสร้างบรรทัดฐานที่ควรเป็น ทั้งยังสอดคล้องกับภาพแห่งความยุติธรรมที่ปรากฏในมโนธรรมสำนึกของวิญญูชนทั่วไปด้วย ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลล้วนส่งผลโดยตรงต่อกระบวนการสร้าง “ศรัทธา” หรือ “ความเชื่อมั่น” ให้เกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรม

ในบางครั้งการแข่งขันกันระหว่าง “ความเชื่อ” กับ “ความจริง” ชัยชนะนั้นแสนก้ำกึ่ง เฉือนกันเพียงแค่ปลายขนจมูก

กระนั้นสิ่งที่ต้องตระหนักอย่างยิ่งสำหรับผู้ทำหน้าที่ตัดสินความทั้งหลายเกี่ยวกับ “เทศกาลบ้านเมือง” มีอยู่สองประการ คือ

ประการแรก ผู้พิพากษาจำต้องจำกัดตนเองอยู่ในบทบาทของผู้ใช้และตีความกฎหมาย หาใช่ผู้ “บัญญัติกฎหมาย” ไม่ กฎหมายที่พ้นสมัยหรือล้าหลังไม่อาจวิ่งไปตามเทศกาลบ้านเมืองปัจจุบันได้ กระทั่งเกิดช่องว่างหรือช่องโหว่ในการบังคับใช้กฎหมายขึ้นนั้น เป็นหน้าที่ขององค์กรผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติที่จะแก้ไขเพิ่มเติม หรือยกเลิกกฎหมายฉบับนั้น หรือบทบัญญัติแห่งฎหมายนั้นๆ

กล่าวอย่างง่ายก็คือ ในข้อตระหนักประการนี้ “เทศกาลบ้านเมือง” เข้ามามีบทบาทในเรื่องของ “การใช้การตีความ” เพื่อให้กฎหมายมีความ “ยืดหยุ่น” หรือ “อ่อนตัว” ทั้งนี้ ตามที่ “นิติวิธี” แห่งกฎหมายเปิดช่องไว้ โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ประสงค์จะให้ผู้พิพากษาใช้ดุลพินิจในการตีความกฎหมายโดยอาศัยเทศกาลบ้านเมือง หรือคุณค่าทางสังคมอื่นเข้ามาช่วย มักเป็นบทบัญญัติประเภท “บทยุติธรรม” ถ้อยคำที่ปรากฏในบทบัญญัติประเภทนี้มักมีลักษณะเป็น “นามธรรม” และใช้คำอันมีความหมายทั่วไปเช่น “เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม” , “มีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้” หรือ “ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน” เพื่อให้ผู้พิพากษาปรับใช้กฎหมายได้อย่างกว้างขวางและทันต่อเหตุการณ์บ้านเมือง แต่เมื่อใดก็ตามที่ความล้าหลังไม่ทันต่อเทศกาลบ้านเมืองของบทบัญญัตินั้นๆ ไม่อาจถูกแก้ไขได้ด้วยการตีความกฎหมายแล้ว ผู้พิพากษาจำต้องปล่อยให้ฝ่ายนิติบัญญัติเข้าแก้ไขเยียวยาบทบัญญัตินั้นแทน ด้วยเหตุที่เกินอำนาจหน้าที่ของตนแล้ว

จะว่าไปข้อตระหนักประการแรกนี้ จำกัดตนอยู่เฉพาะการใช้และการตีความกฎหมายในโลกปัจจุบันนี้เท่านั้น เพราะในยุคสมัยที่กฎหมายตราสามดวงยังใช้บังคับอยู่ ทั้งอำนาจนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ ต่างรวมศูนย์อยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์แต่เพียงผู้เดียว พระองค์ย่อมทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะตัดสินคดีความโดยพิจารณาคำนึงถึงเทศกาลบ้านเมืองได้อย่างกว้างขวาง หากทรงเห็นว่าบทกฎหมายใดล้าหลังหรือไม่ทันสมัยก็ย่อมสามารถปรับปรุงแก้ไข หรือยกเลิกเพิกถอนได้ด้วยพระราชวินิจฉัยของพระองค์เองไปพร้อมกันทันทีกับการตัดสินคดีความนั้นๆได้ ตัวอย่างคลาสสิคก็คือคดีอำแดงป้อมฟ้องหย่านายบุญศรีสามีตนทั้งๆที่อำแดงป้อมเป็นฝ่ายไปมีชู้ โดยกฎหมายสมัยนั้นอนุญาตให้หญิงฟ้องหย่าชายได้ทั้งที่ชายไม่ได้กระทำผิด พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงเห็นว่ากฎหมายนั้นวิปริตฟั่นเฟือน และด้วยเหตุแห่งคดีนี้เองจึงเป็นที่มาของการชำระกฎหมายตราสามดวง ซึ่งมีอายุใช้บังคับตั้งแต่บัดนั้นกระทั่งถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ นั่นล่ะครับ

ประการที่สอง ผู้พิพากษาตุลาการจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจำแนกแยกแยะระหว่าง “เทศกาลบ้านเมือง” ออกจาก “กระแสแห่งอารมณ์” ของสังคมให้ได้ โดยต้องไม่เข้าใจว่ามันเป็นสิ่งเดียวกัน

แล้วจะทำอย่างไรจึงจะแยก “กระแสแห่งอารมณ์ของสังคม” ออกจาก “เทศกาลบ้านเมือง” ได้?

คำตอบของคำถามดังกล่าว ก็น่าจะเป็นวิธีเดียวกันกับที่บรรดาผู้พิพากษาตุลาการทั้งหลายใช้ละ “อคติทั้ง 4 ประการ” นั่นเอง

และให้ย้อนกลับไปอ่านคำสอนในพระธรรมศาสตร์ที่ผมยกมาอีกสักครั้ง

“...ดำรงพระไทยฟังอรรฐคดีซึ่งกระลาการพิจารณา โดยยุติธรรมนั้นเปนแว่นแก้ว แล้วเอาคำภีรพระธรรมสาตรเปนพระเนตร ดูเทศกาลบ้านเมีองโดยสมควรแล้ว...”

ก่อนหน้าที่ท่านจะอ่านพบคำว่า “เทศกาลบ้านเมีอง” ท่านพบคำว่าอะไรครับ?

“โดยยุติธรรมนั้นเปนแว่นแก้ว แล้วเอาคำภีรพระธรรมสาตรเปนพระเนตร”

ถ้อยความดังกล่าวลึกซึ้งและเฉียบแหลมทีเดียวครับ ทั้งยังปรากฏเน้นย้ำพร่ำสอนตักเตือนผู้พิพากษาและตุลาการทั้งหลายอยู่ในอีกหลายจุดในส่วนที่เรียกว่า “อินทภาษ” (โอวาทของพระอินทร์ที่ทรงตรัสสั่งสอนเทพบุตรองค์หนึ่งที่อาสาจุติลงมาเพื่อเป็นมหาอำมาตย์ทำหน้าที่ชำระตัดสินความในเมืองพาราณสี มีใจความเกี่ยวกับอคติทั้งสี่และวิธีชำระอคติทั้งสี่) เช่น

“เมื่อโจทจำเลยพร้อมกันแล้ว ให้กระลาการเอาพระธรรมสาตร อันมะโนสารอำมาตยนำมาแต่เขาจักรวาล มาส่องต่างแว่น เมื่อจะพิจารณานั้นพึงตั้งจิตรไว้ในการุญภาพแก่คู่ความทังสอง ให้เสมอกันประดูจบิดาอันเหนซึ่งบุตรแห่งตน แล้วพึงคำนึงดูหลักอินทภาษอันกล่าวไว้นั้นต่างเนตร จึ่งเปรียบเทียบซึ่งข้อความแห่งโจทแห่งจำเลย ตามผิดแลชอบ...”

และ

“อนึ่งให้ผู้พิภากษาถือเอาซึ่งแว่นแก้วคือหลักอินทภาษนี้แล้วเอาพระธรรมสาตรเปนจักษุซ้ายจักษุขวา เอาพระราชกฤษฎีกาเปนเขาพระสุเมรุราชหลักโลกยอันมั่นคง...”

(ใครอ่านความสองตอนนี้แล้ว เห็นอะไรผิดสังเกตอยู่...ตาท่านไม่ฝาด และผมเองก็ไม่ได้คัดลอกมาผิด ไว้ตอนหน้าจะมาว่ากันถึงเรื่องนี้เต็มๆครับ)

จะเห็นได้ว่า สิ่งที่ผู้พิพากษาและตุลาการนำมาใช้วินิจฉัยตัดสินคดี หาใช่เพียง “เทศกาลบ้านเมือง” แต่อย่างใดไม่ มิพักจำต้องพิจารณาถึง “กระแสแห่งอารมณ์ของสังคม” ซึ่งยิ่งห่างไกลต่อการนำเข้าสู่บัลลังก์ศาลและห้องพิจารณา

สิ่งที่ผู้ตัดสินความต้องยึดเป็นหลักใหญ่ในการพิจารณาพิพากษานั้นคือ “พระธรรมศาสตร์” และ “พระราชศาสตร์” นั่นคือ บรรดาตัวบทกฎหมาย รวมถึงแนววินิจฉัยในเรื่องเดียวกันในอดีต ซึ่งเป็นสิ่งที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมและจับต้องได้

เทศกาลบ้านเมือง จะเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาพิพากษาคดี โดยทำหน้าที่เป็นตะไบ ให้คำวินิจฉัยหรือคำพิพากษา “ได้รูปได้ทรง” อ่อนนุ่ม และยืดหยุ่นเพียงพอที่จะผสานลงสู่สังคม ทั้งนี้เพื่อรักษา เยียวยาสังคม มิใช่ทุ่มลงใส่หัวกบาลใครให้เจ็บช้ำซ้ำเติม

ดังนั้นจึงเชื่อได้ว่าเมื่อผู้พิพากษาและตุลาการ ได้พิจารณาพิพากษาคดีด้วยอาการของจิตที่ตั้งอยู่ใน “อุเบกขาญาณ” ละแล้วซึ่งอคติทั้งสี่ประการ มีความแม่นยำในตัวบทกฎหมาย ซึ่งท่านเปรียบไว้เสมือน “เขาพระสุเมรุราชหลักโลกยอันมั่นคง” ประกอบกับการคิดคำนึงถึง “เทศกาลบ้านเมือง” อย่างพอเหมาะพอควรแล้ว สิ่งเหล่านี้จะทำให้ท่านทั้งหลายใช้ “สติสัมปะชัญญะ” อันเปรียบได้กับ “พระกรเบื้องขวา” หยิบจับเอา “วิจารณะปัญญา” อันเปรียบได้กับ “พระขรรคแก้ว” ตัดสินข้อคดีของอาณาประชาราษฎร์ ได้ยุติธรรมอย่างแน่แท้

คำสอนในคัมภีร์โบราณนี้ ผมเชื่อว่าเป็น “อกาลิโก” คงทนต่อการพิสูจน์ของเหตุการณ์และระยะเวลา ไม่ว่าจะเป็นยุคของคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ หรือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับที่เท่าไหร่ก็ตาม



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter