“ทุนการเมือง”: ทักษิณ vs. อภิสิทธิ์
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวทั้งจากฟากหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสถานะปัจจุบันของ “ทุนการเมือง” ที่หนุนหลังหัวหน้าพรรคทั้งสอง
“ทุนการเมือง” ที่กล่าวถึงนี้มิใช่ เงินทุน หรือขุมกำลังทางการเงินที่หนุนหลังหัวหน้าพรรคการเมือง หากแต่เป็นคำเรียกโดยรวมที่สะท้อนถึง ความไว้วางใจ ความน่าเชื่อถือ และความยินยอมที่ประชาชนมอบให้แก่นักการเมือง (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่มีตำแหน่งบริหารในรัฐบาล) ในอันที่จะเป็นพลังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม ผ่านการดำเนินนโยบายสาธารณะ
นักการเมืองที่เพิ่งก้าวเข้ารับตำแหน่งในการบริหารประเทศมักจะมี “ทุนการเมือง” สูง ดังเช่นกรณีของ พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร เมื่อครั้งได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 5 ปีก่อน หรือในกรณีของ นายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ ที่เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540
ทั้ง พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ และ นาย ธารินทร์ ได้รับแรงสนับสนุนอย่างล้นหลามจากประชาชนในการเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ แรงสนับสนุนนี้เองที่เป็นพลังผลักดันช่วยให้ทั้งสองสามารถนำแนวคิดนโยบายของตน มาปฏิบัติให้เกิดผลงานเป็นรูปธรรมสำเร็จได้
แรงสนับสนุนจากมวลชนนี้จึงเปรียบได้ดั่งสินค้าทุน ที่หน่วยเศรษฐกิจต้องใช้เพื่อเป็นปัจจัยการผลิต เพราะมีลักษณะของความเป็นสินทรัพย์ และมีความคงทนถาวร(ระดับหนึ่ง) หน่วยเศรษฐกิจไม่อาจผลิตสินค้าโดยไร้สินค้าทุนฉันใด นักการเมืองก็มิอาจผลักดันนโยบายเศรษฐกิจให้เกิดผลงานได้ หากขาดซึ่งทุนการเมืองฉันนั้น
อย่างไรก็ดี แม้ทุนการเมืองจะมีความคงทนถาวรอยู่บ้าง แต่เมื่อครั้นถึงคราหดหายไป ก็สูญสลายไปได้ในชั่วพริบตา ดังกรณีของนายธารินทร์ ช่วงปลายของการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลนายชวน หลีกภัย ทุนการเมืองของนายธารินทร์ถูกกัดกร่อนโดยข้อครหาเรื่องเงินบริจาคของหลวงตา และการจัดการขายทอดตลาดหนี้ที่มีปัญหาโดยบริษัทจัดการสินทรัพย์ จนในที่สุด ทุนการเมืองมหาศาลในช่วงต้นได้หดหายไปแทบไม่เหลือ ทำให้ ทั้งตัวเขา และรัฐบาลของนายชวน หลีกภัย ไม่สามารถผลักดันนโยบายเศรษฐกิจใดๆ ออกมาช่วยเยียวยาภาวะเศรษฐกิจซบเซาในเวลานั้นได้เลย
เหตุการณ์คล้ายๆกันกำลังเกิดกับ พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร ในขณะนี้
ทุนการเมืองของ ฯพณฯ นายกฯรักษาการ ถูกทำลายด้วยความเคลือบแคลงใจของสังคมเรื่องผลประโยชน์ของตระกูลที่ทับซ้อนกับผลประโยชน์ของชาติ รวมไปถึงเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตในการทำงาน จนแทบไม่น่าเชื่อเลยว่า นี่คือบุคคลเดียวกับผู้ครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในระบอบประชาธิปไตยได้ครบสี่ปีเป็นรายแรก และเคยนำพรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งทั่วไปด้วยคะแนนเสียงล้นหลาม จนตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้
อาการของคุณทักษิณในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนถึงภาวะการขาดแคลนทุนการเมืองอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะด้วยการปล่อยคำพูดที่สร้างความฮือฮา แต่กลับกัดกร่อนทุนการเมือง ลงลึกจนถึงขั้นติดลบ อย่างเช่นกรณี เรื่อง “ผู้มีบารมี” “อาจารย์คณะรัฐศาสตร์” “คนกรุงถูกหลอก” หรือแม้กระทั่งเมื่อเร็วๆนี้ ที่หลุดปากออกมาว่า “เลือกผมเป็นนายกฯถือเป็นบุญของประเทศ”
หากคุณทักษิณอยากทราบถึงชะตากรรมของนักการเมืองที่หมดสิ้น “ทุนการเมือง” หรือย่ำแย่ถึงขั้นมี “ทุนการเมือง” ติดลบนั้น มิต้องมองออกไปใกลตัว สอบถามนักการเมืองอาวุโสผู้ที่เคยถูกม็อบสีลมขับไล่ หรือไม่ก็ขอความรู้จากหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านท่านหนึ่ง ที่ท่านเคยนัดแนะไปร่วมรับประทานหูฉลามด้วยกันก็ได้ ท่านก็จะทราบดีว่า ประชาชน ภาคธุรกิจ หรือแม้แต่นักการเมืองร่วมพรรค ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะยืนเคียงข้างผู้นำที่สิ้นแล้วซึ่ง “ทุนการเมือง”
สัญญาณในขณะนี้บ่งชี้ชัดถึง ภาวะแห่งการเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำรัฐบาล
ในขณะที่ “ทุนการเมือง” ของคุณทักษิณร่อยหรอลงจนติดลบ “ทุนการเมือง” ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กลับเริ่มพอกพูนขึ้นมา จนพอมองเห็นภาพ “หนุ่มมาร์ค” ในร่างของนายกรัฐมนตรีตัวเลือกได้รางๆ
ทางคุณอภิสิทธ์ิ และพรรคประชาธิปัตย์เองก็คงทราบดีเช่นกัน จึงได้เริ่มออกแคมเปญ หาเสียง ชูทั้งตัวคุณอภิสิทธิ์ และนโยบายเศรษฐกิจของพรรค ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อเสริมฐานเสียง และ ต่อยอด “ทุนการเมือง” ของคุณอภิสิทธิ์ขึ้นไปอีก
เริ่มต้นจากคอนเซ็ปต์ “วาระประชาชน” ที่วางประชาชนเป็นศูนย์กลางของการออกแบบนโยบายเศรษฐกิจ
และการจัดแบ่งนโยบายออกเป็น สามด้านหลักๆ อันได้แก่
1. ด้านการแก้ไขปัญหาความยากจน ที่ประกอบด้วย การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ การลดราคาเชื้อเพลิงและพลังงาน รวมไปถึงการจัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง
2. ด้านการศึกษา ที่บรรจุไว้ด้วยแพ็คเกจของฟรีสารพัด ไม่ว่าจะเป็น ค่าเล่าเรียน หนังสือแบบเรียน อาหารเสริมเด็กก่อนวัยเรียน และโรงเรียนอนุบาลเด็กเล็กใกล้บ้าน และ
3. ด้านสุขภาพ ที่ภาครัฐจะเพิ่มทั้งการให้บริการที่ครอบคลุมด้วย จำนวนแพทย์และโรงพยาบาลที่เพิ่มมากขึ้นจากปัจจุบัน และคุณภาพการรักษา ที่สะท้อนได้จากค่ารักษาพยาบาลที่จัดสรรให้มากขึ้น ค่าตอบแทนหมอและพยาบาลที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น เป็นต้น
สิ่งที่ปรากฎนี้ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่สองพรรคการเมืองใหญ่ใช้นโยบายทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้มาแข่งขันกันชิงคะแนนเสียง
เมื่อพรรคหนึ่งนำเสนอเมนูนโยบาย A ให้กับประชาชน อีกพรรคจำเป็นต้องสรรหาเมนูนโยบาย B มาแข่งสู้
พรรคไทยรักไทย ประสบความสำเร็จจากสูตรผสมการตลาดเข้ากับนโยบายเศรษฐกิจ ในรูปแบบที่นำมาปฏิบัติได้จริง และเรียกคะแนนนิยมจากประชาชนได้อย่างล้นหลาม จนถูกเรียกขานกันว่าเป็นนโยบายประชานิยม พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องมีนโยบาย “ขายตรง” แบบคล้ายคลึงกันออกมาสู้
หากจะอ่านนโยบายและมาตรการต่างๆใน “วาระประชาชน” ข้างต้นนี้โดยมิได้ดูชื่อพรรคการเมืองก่อนแล้ว เราคงไม่สามารถระบุได้ว่า นี่คือนโยบายของประชาธิปัตย์ หรือนโยบายของไทยรักไทยกันแน่ เพราะ นโยบายต่างๆใน “วาระประชาชน” นี้มีลักษณะของ นโยบายเชิงรัฐสวัสดิการ และการแก้ปัญหาในระยะสั้น ที่พอเข้าไปเป็นรัฐบาลแล้วจะสามารถนำไปปฏิบัติให้เห็นผลกันได้โดยพลัน เฉกเช่นแนวทางการ “ขายตรง” ของพรรคไทยรักไทย
ด้วยเหตุนี้ ความแปลกใหม่ของการชูนโยบายหาเสียง จึงยังหนีไม่พ้นกุศโลบายเดิมๆของการแข่งขันเลือกตั้ง นั่นคือ “คะแนนจากประชาชนมาก่อน” เพราะในที่สุดแล้ว นโยบายที่แต่ละพรรคชูขึ้นมาหาเสียง ต่างมิได้เป็นสิ่งที่กลั่นกรองออกมาโดยมีงานศึกษาวิจัยในเชิงลึกเป็นตัวตั้ง ประเพณีปฏิบัติที่กลายเป็นบรรทัดฐานว่านโยบายที่ออกมา “นำ” งานวิจัย มิใช่ปฏิสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้าม ดังที่ควรจะเป็น ยังคงดำรงอยู่เช่นเดิม
คุณอภิสิทธิ์ แม้จะไม่มีความสำเร็จในฐานะนักธุรกิจอยู่เบื้องหลัง แต่ก็มีข้อได้เปรียบกว่าตัวเลือกในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรายอื่นๆ ตรงที่มีภูมิหลังทางการศึกษาที่แน่นพอที่จะเข้าถึงงานวิจัยทางด้านเศรษฐศาสตร์ชั้นสูง และมีวุฒิภาวะเพียงพอที่จะนำบทเรียน และผลการวิจัยมาประยุกต์ใช้ เพื่อประกอบการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ กล่าวได้ว่า ในตัวคุณอภิสิทธิ์ มี “ทุนมนุษย์” (Human Capital) เกินพอในการนำวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์มาสร้างนวัตกรรมทางนโยบายเศรษฐกิจ ที่เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงต่อประเทศไทย
น่าเสียดายที่จุดแข็งนี้ยังมิได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ คุณอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่สามารถ “นำเสนอ” แนวนโยบายที่สมน้ำสมเนื้อกับ “ทุนมนุษย์” ที่คุณอภิสิทธิ์ มีในครอบครองได้
หากคุณอภิสิทธิ์ยังไม่สามารถสร้างผลงานได้สมกับความคาดหวัง เหมือนดั่งที่สปอตโฆษณา “วาระประชาชน” เรียกเสียงวิจารณ์ได้มากกว่าเสียงชื่นชมแล้วละก็ สักวันหนึ่งคุณอภิสิทธิ์อาจพบว่า ตัวเขาเองก็ประสบกับชะตากรรมของนักการเมืองที่ ทุนการเมืองหดหายไป ด้วยเช่นกัน
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 18 สิงหาคม 2549



